AirPods แบตหมดเร็วผิดปกติเมื่อใช้กับ iPhone แก้อย่างไรให้ใช้งานได้นานขึ้น

หาก AirPods แบตหมดเร็ว ให้ชาร์จหูฟังและเคสจนเต็ม แล้วทดสอบระยะเวลาการใช้งานจริง พร้อมตรวจสอบว่า AirPods ทั้งสองข้างมีแบตเตอรี่ลดลงใกล้เคียงกัน จากนั้นปิดคุณสมบัติที่ไม่จำเป็น เช่น Spatial Audio การตัดเสียงรบกวน หรือการเรียกใช้งาน Siri ชั่วคราว หากแบตเตอรี่ยังลดเร็วมากแม้รีเซ็ตแล้ว อาจเป็นสัญญาณของแบตเตอรี่เสื่อม

ระยะเวลาการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับรุ่น ระดับเสียง การโทร ไมโครโฟน และคุณสมบัติที่เปิดอยู่ จึงควรเปรียบเทียบภายใต้การใช้งานแบบเดียวกันก่อนสรุปว่าแบตเตอรี่มีปัญหา


สารบัญ

  • อาการของ AirPods แบตหมดเร็ว
  • สาเหตุที่แบตเตอรี่ลดเร็วกว่าปกติ
  • วิธีทดสอบระยะเวลาการใช้งานจริง
  • วิธีตรวจสอบแบตเตอรี่แต่ละข้าง
  • การตั้งค่าที่ช่วยประหยัดแบตเตอรี่
  • วิธีดูแลแบตเตอรี่ AirPods
  • วิธีจับคู่และรีเซ็ต AirPods
  • วิธีตรวจสอบว่าแบตเตอรี่เสื่อมหรือไม่
  • คำถามที่พบบ่อย
  • สรุป

1. อาการของ AirPods แบตหมดเร็วผิดปกติ

อาการแบตเตอรี่ผิดปกติอาจเกิดกับหูฟังข้างเดียว ทั้งสองข้าง หรือเคสชาร์จ โดยอาการที่พบบ่อยมีดังนี้

  • ชาร์จเต็มแล้วใช้งานได้ไม่นาน
  • แบตเตอรี่ลดเร็วแม้เปิดเสียงไม่ดัง
  • AirPods ข้างหนึ่งหมดก่อนอีกข้างมาก
  • แบตเตอรี่ลดแม้ไม่ได้ใช้งาน
  • ใส่ไว้ในเคสแล้วแบตเตอรี่ยังลด
  • เคสต้องชาร์จบ่อยกว่าปกติ
  • เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่กระโดดขึ้นหรือลง
  • AirPods ดับทั้งที่ยังแสดงแบตเตอรี่เหลือ
  • แบตเตอรี่หมดเร็วระหว่างโทรศัพท์
  • ใช้ไมโครโฟนข้างเดียวแล้วข้างนั้นหมดเร็ว
  • เปิดตัดเสียงรบกวนแล้วแบตเตอรี่ลดเร็วมาก
  • AirPods หรือเคสร้อนกว่าปกติ
  • ชาร์จเต็มเร็วผิดปกติแต่เก็บพลังงานไม่ได้

ควรบันทึกเวลาเริ่มใช้งาน ระดับแบตเตอรี่ และรูปแบบการใช้งาน เพื่อเปรียบเทียบได้อย่างแม่นยำ


2. สาเหตุที่แบตเตอรี่ AirPods ลดเร็ว

สาเหตุอาจเกิดจากรูปแบบการใช้งาน การตั้งค่า หรือแบตเตอรี่เสื่อม ได้แก่

  • เปิดระดับเสียงสูงต่อเนื่อง
  • ใช้โทรศัพท์หรือประชุมออนไลน์เป็นเวลานาน
  • ไมโครโฟนทำงานตลอดเวลา
  • เปิดการตัดเสียงรบกวน
  • เปิดโหมดฟังเสียงภายนอก
  • เปิด Spatial Audio และการติดตามศีรษะ
  • ใช้ Siri หรือฟังก์ชันฟังคำสั่งเสียง
  • AirPods สลับเชื่อมต่อระหว่างหลายอุปกรณ์
  • สัญญาณ Bluetooth ไม่เสถียร
  • AirPods ข้างหนึ่งไม่ได้ชาร์จเต็ม
  • หน้าสัมผัสในเคสสกปรก
  • เคสไม่ปิดการทำงานของ AirPods หลังเก็บ
  • เฟิร์มแวร์หรือการจับคู่มีปัญหา
  • แบตเตอรี่เสื่อมจากอายุและรอบการใช้งาน
  • อุปกรณ์อยู่ในอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน

ระยะเวลาการใช้งานระหว่างฟังเพลงกับคุยโทรศัพท์อาจแตกต่างกัน เพราะการโทรต้องใช้ทั้งลำโพงและไมโครโฟนพร้อมกัน


3. ตรวจสอบแบตเตอรี่ AirPods แต่ละข้างบน iPhone

  1. ใส่ AirPods ทั้งสองข้างลงในเคส
  2. เปิดฝาเคส
  3. ถือเคสไว้ใกล้ iPhone
  4. รอให้หน้าต่างแบตเตอรี่ปรากฏ
  5. ตรวจสอบข้างซ้าย ข้างขวา และเคส
  6. ดูว่าทั้งสองข้างชาร์จจนเต็มหรือไม่

สามารถเพิ่มวิดเจ็ตแบตเตอรี่บนหน้าจอโฮมเพื่อดูระดับแบตเตอรี่ระหว่างใช้งานได้

จุดที่ควรสังเกต

  • แบตเตอรี่เริ่มต้นของทั้งสองข้างเท่ากันหรือไม่
  • ข้างใดถูกใช้เป็นไมโครโฟน
  • ข้างใดลดเร็วกว่าปกติ
  • ใส่ในเคสแล้วมีสัญลักษณ์ชาร์จหรือไม่
  • เคสมีแบตเตอรี่เพียงพอหรือไม่

หาก AirPods ข้างหนึ่งเริ่มต้นด้วยแบตเตอรี่ต่ำกว่า อีกข้างย่อมใช้งานได้นานกว่า จึงไม่ควรเปรียบเทียบก่อนชาร์จเต็มทั้งคู่


4. ทดสอบระยะเวลาการใช้งานอย่างเป็นระบบ

การทดสอบควรใช้เงื่อนไขเดียวกัน เพื่อแยกว่าปัญหาเกิดจากแบตเตอรี่หรือรูปแบบการใช้งาน

  1. ชาร์จ AirPods และเคสจนเต็ม
  2. ตรวจสอบว่าแบตเตอรี่สองข้างเท่ากัน
  3. ปิดการตัดเสียงรบกวนชั่วคราว
  4. ปิด Spatial Audio
  5. ตั้งระดับเสียงประมาณปานกลาง
  6. เปิดเพลงที่ดาวน์โหลดไว้
  7. จดเวลาเริ่มต้น
  8. ตรวจสอบแบตเตอรี่เป็นช่วง ๆ
  9. จดเวลาที่ AirPods แจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำ
  10. ทดสอบซ้ำอีกวันภายใต้เงื่อนไขเดิม

การใช้เพลงที่ดาวน์โหลดไว้ช่วยลดผลกระทบจากอินเทอร์เน็ตและการเชื่อมต่อที่ไม่เสถียร


5. เปรียบเทียบการฟังเพลงกับการโทร

การโทรใช้ไมโครโฟนตลอดเวลา จึงอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าการฟังเพลงเพียงอย่างเดียว

ให้ทดสอบแยกกันดังนี้

  • วันแรกใช้ฟังเพลงเป็นหลัก
  • วันถัดไปใช้โทรหรือประชุมออนไลน์
  • เริ่มทดสอบจากแบตเตอรี่เต็ม
  • ใช้ระดับเสียงใกล้เคียงกัน
  • จดเวลาการใช้งานจริง
  • ตรวจสอบว่า AirPods ข้างใดถูกตั้งเป็นไมโครโฟน

หากแบตเตอรี่ลดเร็วเฉพาะระหว่างโทร อาจเป็นผลจากการใช้ไมโครโฟน ไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่เสียเสมอไป


6. ลดระดับเสียงให้อยู่ในระดับเหมาะสม

การเปิดเสียงดังต่อเนื่องทำให้ลำโพงใช้พลังงานมากขึ้นและอาจไม่เหมาะกับการฟังเป็นเวลานาน

ให้ลดระดับเสียงลงเล็กน้อย แล้วเปรียบเทียบระยะเวลาการใช้งานอีกครั้ง หากแบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นอย่างชัดเจน แสดงว่าระดับเสียงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ

ไม่ควรเพิ่มเสียงสูงเพื่อกลบเสียงภายนอก หากใช้ AirPods รุ่นที่รองรับ สามารถเลือกโหมดควบคุมเสียงที่เหมาะกับสถานที่แทนได้


7. ปิดการตัดเสียงรบกวนชั่วคราว

การตัดเสียงรบกวนใช้ไมโครโฟนและการประมวลผลอย่างต่อเนื่อง จึงใช้พลังงานมากกว่าการปิดโหมดควบคุมเสียง

  1. เชื่อมต่อ AirPods กับ iPhone
  2. เปิดศูนย์ควบคุม
  3. กดแถบระดับเสียงค้างไว้
  4. เลือกการควบคุมเสียง
  5. เปลี่ยนเป็น ปิด
  6. ทดลองใช้งานและเปรียบเทียบแบตเตอรี่

หากแบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น อาการอาจเกิดจากการเปิดตัดเสียงรบกวน ไม่ใช่แบตเตอรี่เสื่อม


8. ปิดโหมดฟังเสียงภายนอกเมื่อไม่จำเป็น

โหมดฟังเสียงภายนอกใช้ไมโครโฟนรับเสียงรอบตัวแล้วส่งเข้าหูฟัง จึงมีการใช้พลังงานเพิ่มเติม

หากอยู่ในสถานที่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้โหมดนี้ ให้ปิดชั่วคราวแล้วทดสอบระยะเวลาการใช้งาน หากไม่พบความแตกต่างมาก สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมได้

ควรเลือกโหมดตามสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องปิดคุณสมบัติทั้งหมดตลอดเวลา


9. ปิด Spatial Audio และการติดตามศีรษะชั่วคราว

Spatial Audio เพิ่มการประมวลผลเสียง ส่วนการติดตามศีรษะต้องตรวจจับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

  1. เปิดศูนย์ควบคุม
  2. กดแถบระดับเสียงค้าง
  3. แตะการตั้งค่าเสียงตามตำแหน่ง
  4. เลือก ปิด
  5. ใช้งาน AirPods ตามปกติ
  6. เปรียบเทียบการลดลงของแบตเตอรี่

หากไม่ได้ดูภาพยนตร์หรือเนื้อหาที่รองรับ การปิดคุณสมบัตินี้อาจช่วยลดการประมวลผลที่ไม่จำเป็น


10. ตั้งค่าไมโครโฟนเป็นอัตโนมัติ

หากตั้งให้ใช้ไมโครโฟนข้างใดข้างหนึ่งเสมอ ข้างนั้นอาจหมดเร็วกว่าข้างอื่น

  1. เชื่อมต่อ AirPods กับ iPhone
  2. เปิด การตั้งค่า
  3. แตะชื่อ AirPods หรือเข้าไปที่ Bluetooth
  4. แตะปุ่มรูปตัว i
  5. เลือก ไมโครโฟน
  6. เลือก สลับ AirPods โดยอัตโนมัติ

การตั้งค่าอัตโนมัติช่วยให้ระบบเลือกไมโครโฟนตามการใช้งาน แต่อาจยังมีความแตกต่างของแบตเตอรี่เล็กน้อยระหว่างสองข้าง ซึ่งไม่ถือว่าผิดปกติเสมอไป


11. ปิดฟังก์ชันเรียกใช้งาน Siri ชั่วคราว

คุณสมบัติฟังคำสั่งเสียงอาจใช้ไมโครโฟนและระบบประมวลผลเบื้องหลัง ให้ทดลองปิดชั่วคราวเพื่อเปรียบเทียบแบตเตอรี่ โดยตำแหน่งเมนูอาจแตกต่างตามรุ่นของ AirPods และเวอร์ชัน iOS

หากแบตเตอรี่ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมาก สามารถเปิดกลับและใช้งานได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องปิดคุณสมบัติถาวร


12. ป้องกัน AirPods สลับอุปกรณ์เอง

AirPods ที่ใช้กับ iPhone, iPad และ Mac อาจสลับอุปกรณ์อัตโนมัติ การเชื่อมต่อซ้ำบ่อยอาจทำให้ใช้งานไม่เสถียร

  1. เชื่อมต่อ AirPods กับ iPhone
  2. เปิดการตั้งค่า AirPods
  3. เลือกการเชื่อมต่อกับ iPhone เครื่องนี้
  4. เปลี่ยนเป็นเชื่อมต่อเมื่อใช้งานครั้งล่าสุด
  5. ปิด Bluetooth ของอุปกรณ์ที่ไม่ใช้งาน
  6. ทดสอบแบตเตอรี่อีกครั้ง

ชื่อเมนูอาจแตกต่างเล็กน้อยตามรุ่นและเวอร์ชันระบบ


13. ตรวจสอบว่า AirPods ปิดการทำงานเมื่อใส่ในเคสหรือไม่

หากใส่ AirPods ในเคสแล้วหูฟังยังเชื่อมต่อกับ iPhone แบตเตอรี่อาจลดต่อเนื่องแทนที่จะชาร์จ

  1. ใส่ AirPods ทั้งสองข้างลงในเคส
  2. ตรวจสอบว่าหูฟังวางลงในช่องสนิท
  3. ปิดฝาเคส
  4. เปิดหน้า Bluetooth บน iPhone
  5. ตรวจสอบว่า AirPods ตัดการเชื่อมต่อหรือไม่
  6. เปิดฝาแล้วดูว่ามีสัญลักษณ์ชาร์จทั้งสองข้างหรือไม่

หากข้างหนึ่งยังเชื่อมต่ออยู่ ให้ทำความสะอาดหน้าสัมผัสและช่องชาร์จของข้างนั้น


14. ทำความสะอาด AirPods และเคส

หน้าสัมผัสสกปรกอาจทำให้ AirPods ชาร์จไม่เต็ม แม้ดูเหมือนใส่อยู่ในเคสแล้ว

  1. ถอดสายออกจากเคส
  2. นำ AirPods ออก
  3. ใช้ผ้านุ่มและแห้งเช็ดตัวหูฟัง
  4. ใช้แปรงขนนุ่มปัดช่องในเคส
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ของแหลม
  6. ไม่เทน้ำหรือน้ำยาลงในเคส
  7. รอให้แห้งสนิท
  8. ใส่ AirPods กลับและตรวจสอบสัญลักษณ์ชาร์จ

หาก AirPods ชาร์จเต็มทั้งสองข้างหลังทำความสะอาด ระยะเวลาการใช้งานอาจกลับมาใกล้เคียงกัน


15. หลีกเลี่ยงอุณหภูมิสูง

ความร้อนส่งผลต่อประสิทธิภาพและอายุของแบตเตอรี่ จึงไม่ควรวาง AirPods หรือเคสไว้ในบริเวณต่อไปนี้

  • ภายในรถที่จอดกลางแดด
  • ใกล้หน้าต่างที่ได้รับแสงแดดโดยตรง
  • บนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่มีความร้อน
  • ใต้หมอนหรือผ้าที่ระบายอากาศไม่ดีขณะชาร์จ
  • ใกล้เตาและแหล่งความร้อน
  • ในเคสเสริมที่ทำให้สะสมความร้อนมากเกินไป

หาก AirPods ร้อน ให้หยุดใช้งานและรอให้อุณหภูมิกลับสู่ปกติก่อนนำไปชาร์จ


16. ปิดและเปิด Bluetooth ใหม่

ระบบอาจแสดงเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ผิดพลาดหรือเชื่อมต่อซ้ำโดยไม่จำเป็น

  1. ใส่ AirPods ลงในเคส
  2. เปิด การตั้งค่า
  3. เลือก Bluetooth
  4. ปิด Bluetooth
  5. รอประมาณ 10 วินาที
  6. เปิด Bluetooth ใหม่
  7. เชื่อมต่อ AirPods
  8. ตรวจสอบแบตเตอรี่อีกครั้ง

หากเปอร์เซ็นต์เปลี่ยนหลังเชื่อมต่อใหม่ อาจเป็นปัญหาการแสดงสถานะแบตเตอรี่ ไม่ใช่แบตเตอรี่ลดจริง


17. รีสตาร์ท iPhone

การรีสตาร์ทช่วยแก้ความผิดพลาดชั่วคราวของ Bluetooth การเชื่อมต่อ และวิดเจ็ตแบตเตอรี่

หลังเปิดเครื่องใหม่ ให้ชาร์จ AirPods เต็มแล้วทดสอบด้วยเพลงที่ดาวน์โหลดไว้ และหลีกเลี่ยงการเปิดหลายคุณสมบัติพร้อมกัน เพื่อดูระยะเวลาพื้นฐานของแบตเตอรี่


18. ลบ AirPods แล้วจับคู่ใหม่

หากแบตเตอรี่ลดผิดปกติหลังการเชื่อมต่อมีปัญหา ให้ล้างข้อมูลการจับคู่เดิม

  1. ไปที่ การตั้งค่า > Bluetooth
  2. แตะปุ่มรูปตัว i ข้างชื่อ AirPods
  3. เลือก ลบอุปกรณ์นี้
  4. แตะยืนยัน
  5. ใส่ AirPods ลงในเคส
  6. ปิดฝาแล้วรอประมาณ 30 วินาที
  7. เปิดฝาและนำเคสมาไว้ใกล้ iPhone
  8. เชื่อมต่อใหม่
  9. ชาร์จให้เต็ม
  10. ทดสอบแบตเตอรี่อีกครั้ง

การลบ AirPods ไม่ทำให้รูปภาพ แอป หรือข้อมูลส่วนตัวใน iPhone หาย


19. รีเซ็ต AirPods

หากจับคู่ใหม่แล้วแบตเตอรี่ยังลดเร็วผิดปกติ ให้รีเซ็ต AirPods

สำหรับเคสที่มีปุ่มตั้งค่าด้านหลัง

  1. ใส่ AirPods ทั้งสองข้างลงในเคส
  2. ปิดฝาแล้วรอประมาณ 30 วินาที
  3. เปิดฝาเคส
  4. ลบ AirPods ออกจาก Bluetooth
  5. กดปุ่มตั้งค่าด้านหลังเคสค้างประมาณ 15 วินาที
  6. รอจนไฟกะพริบเป็นสีเหลืองอำพัน แล้วเปลี่ยนเป็นสีขาว
  7. นำเคสมาไว้ใกล้ iPhone
  8. เชื่อมต่อใหม่
  9. ชาร์จจนเต็ม
  10. ทดสอบระยะเวลาการใช้งาน

AirPods บางรุ่นใช้การแตะด้านหน้าของเคสแทนปุ่มด้านหลัง ควรใช้วิธีรีเซ็ตที่ตรงกับรุ่น


20. อัปเดต iOS และเฟิร์มแวร์ AirPods

การอัปเดตอาจแก้ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ การแสดงสถานะแบตเตอรี่ และการจัดการพลังงาน

อัปเดต iPhone

  1. เชื่อมต่อ iPhone กับ Wi-Fi
  2. ไปที่ การตั้งค่า
  3. เลือก ทั่วไป
  4. แตะ รายการอัปเดตซอฟต์แวร์
  5. ติดตั้งรายการอัปเดตที่รองรับ

เตรียม AirPods ให้รับการอัปเดต

โดยทั่วไปควรวาง AirPods ไว้ในเคส เชื่อมต่อเคสกับแหล่งจ่ายไฟ และวางไว้ใกล้ iPhone ที่เชื่อมต่อ Wi-Fi ระบบจะจัดการอัปเดตเมื่อเงื่อนไขเหมาะสม

ก่อนอัปเดต iPhone ควรสำรองข้อมูลสำคัญและชาร์จแบตเตอรี่ให้เพียงพอ แนวทางของ comsiam คือควรทดสอบแบตเตอรี่หลังอัปเดตภายใต้รูปแบบการใช้งานเดิม เพื่อเปรียบเทียบอย่างยุติธรรม


21. วิธีสังเกตว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม

อาการที่อาจบ่งชี้ว่าแบตเตอรี่ AirPods หรือเคสเริ่มเสื่อม ได้แก่

  • ระยะเวลาการใช้งานลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ชาร์จเต็มแล้วหมดเร็วมาก
  • AirPods ดับก่อนแบตเตอรี่ถึงศูนย์
  • เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่เปลี่ยนแบบกะทันหัน
  • ข้างหนึ่งใช้งานได้สั้นกว่าอีกข้างอย่างชัดเจน
  • เคสต้องชาร์จบ่อยมาก
  • แบตเตอรี่ลดแม้เก็บไว้ในเคส
  • รีเซ็ตแล้วอาการไม่เปลี่ยน
  • ใช้กับอุปกรณ์อื่นแล้วแบตเตอรี่ยังหมดเร็ว

ควรทดสอบซ้ำอย่างน้อยสองถึงสามรอบ เพราะการใช้งานแต่ละวันอาจมีระดับเสียงและระยะเวลาโทรแตกต่างกัน


22. เมื่อใดควรนำ AirPods ไปตรวจสอบ

ควรนำ AirPods ไปตรวจสอบเมื่อพบอาการดังต่อไปนี้

  • ชาร์จเต็มแล้วใช้งานได้สั้นผิดปกติ
  • แบตเตอรี่ข้างหนึ่งหมดเร็วกว่ามาก
  • AirPods ดับทั้งที่ยังแสดงแบตเตอรี่เหลือ
  • เคสแบตเตอรี่หมดเร็วผิดปกติ
  • AirPods หรือเคสร้อนผิดปกติ
  • มีอาการบวมหรือรูปทรงเปลี่ยน
  • รีเซ็ตและจับคู่ใหม่แล้วไม่ดีขึ้น
  • ใช้กับอุปกรณ์อื่นแล้วอาการเหมือนเดิม
  • AirPods เคยตกกระแทกหรือสัมผัสความชื้น
  • ชาร์จติด ๆ ดับ ๆ ร่วมกับแบตเตอรี่หมดเร็ว

หากพบความร้อนสูงหรือรูปทรงผิดปกติ ควรหยุดใช้งานและไม่นำไปชาร์จต่อจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบ


คำถามที่พบบ่อย

AirPods แบตหมดเร็วเพราะเปิดตัดเสียงรบกวนหรือไม่?

มีส่วนได้ เพราะระบบต้องใช้ไมโครโฟนและการประมวลผลเพิ่มเติม ให้ปิดชั่วคราวแล้วเปรียบเทียบระยะเวลาการใช้งาน

ทำไม AirPods ข้างหนึ่งหมดเร็วกว่าข้างอื่น?

อาจเป็นข้างที่ถูกใช้เป็นไมโครโฟนบ่อยกว่า ชาร์จไม่เต็ม หรือแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม ควรตรวจสอบสถานะชาร์จและตั้งไมโครโฟนเป็นอัตโนมัติ

AirPods ไม่ได้ใช้แต่แบตเตอรี่ลดเกิดจากอะไร?

หูฟังอาจวางในเคสไม่สนิทและยังเชื่อมต่อกับ iPhone หรือเคสมีแบตเตอรี่ไม่พอสำหรับชาร์จหูฟัง

รีเซ็ต AirPods ช่วยให้แบตเตอรี่อึดขึ้นหรือไม่?

ช่วยได้เมื่อแบตเตอรี่ลดเร็วจากการเชื่อมต่อหรือข้อมูลการตั้งค่าผิดพลาด แต่ไม่สามารถฟื้นฟูแบตเตอรี่ที่เสื่อมทางกายภาพได้

ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อใด?

ควรให้ศูนย์บริการตรวจสอบเมื่อระยะเวลาการใช้งานลดลงมาก แบตเตอรี่ดับกะทันหัน หรือรีเซ็ตและทดสอบหลายรอบแล้วอาการไม่ดีขึ้น


สรุป

หาก AirPods แบตหมดเร็ว ให้ชาร์จหูฟังทั้งสองข้างจนเต็ม แล้วทดสอบด้วยระดับเสียงและรูปแบบการใช้งานเดียวกัน จากนั้นปิดการตัดเสียงรบกวน Spatial Audio และคุณสมบัติที่ไม่จำเป็นชั่วคราวเพื่อเปรียบเทียบ

ควรตรวจสอบด้วยว่า AirPods ชาร์จเต็มจริงและหยุดเชื่อมต่อเมื่อใส่ลงในเคส หากรีเซ็ตและทดสอบกับอุปกรณ์อื่นแล้วแบตเตอรี่ยังหมดเร็ว โดย comsiam แนะนำให้นำทั้งหูฟังและเคสไปตรวจพร้อมกัน เพราะแบตเตอรี่ของแต่ละส่วนอาจเสื่อมไม่เท่ากัน