Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีเพิ่ม Knowledge ให้ Copilot Agent ทำได้โดยเปิด Microsoft Copilot Studio เลือก Agent ที่ต้องการ ไปที่เมนู Knowledge แล้วคลิก Add knowledge จากนั้นเลือกแหล่งข้อมูล เช่น PDF, Word, Excel, SharePoint, OneDrive หรือเว็บไซต์ที่รองรับ กำหนดชื่อและ Description แล้วกด Add to agent เมื่อระบบประมวลผลเสร็จจึงทดสอบว่า AI สามารถตอบคำถามจากข้อมูลที่เพิ่มได้ถูกต้องหรือไม่
Knowledge เป็นองค์ประกอบสำคัญของ AI Agent เพราะช่วยให้ผู้ช่วย AI สามารถตอบคำถามโดยอาศัยข้อมูลเฉพาะของบริษัท แทนการใช้เพียงความรู้ทั่วไปของโมเดล
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีเอกสารรายละเอียดบริการติดตั้ง LAN, Wi-Fi, CCTV และ Fiber Optic หากเพิ่มเอกสารเหล่านี้เป็น Knowledge ลูกค้าหรือพนักงานสามารถถาม Agent เกี่ยวกับบริการและขั้นตอนต่างๆ ตามข้อมูลที่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ Knowledge ยังช่วยสนับสนุนระบบตอบคำถามจากเอกสาร เช่น คู่มือพนักงาน นโยบายบริษัท ข้อมูลสินค้า และเอกสารทางเทคนิค โดยไม่จำเป็นต้องเขียนคำถามและคำตอบทั้งหมดเป็น Topics
อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม Knowledge ไม่ได้ทำให้ AI ตอบถูกต้องทุกครั้ง ความแม่นยำยังขึ้นอยู่กับคุณภาพเอกสาร การตั้งค่า Agent สิทธิ์ของผู้ใช้งาน และการเลือกแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม
บทความนี้ comsiam จะสอนเพิ่ม Knowledge ให้ Microsoft Copilot Studio ตั้งแต่การอัปโหลดไฟล์ การเชื่อม SharePoint, OneDrive และเว็บไซต์ การตั้งค่า Description การกำหนด Instructions การทดสอบคำตอบ และการแก้ปัญหาเมื่อ AI ไม่ตอบจากข้อมูลของเรา
Knowledge คือแหล่งข้อมูลที่ AI Agent ใช้ค้นหาและนำเนื้อหามาประกอบคำตอบ
แทนที่จะกำหนดคำตอบสำหรับทุกคำถามด้วยตัวเอง ผู้สร้างสามารถเพิ่มเอกสารหรือแหล่งข้อมูล แล้วให้ Agent ค้นหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำถามของผู้ใช้
ตัวอย่างเช่น มีไฟล์คู่มือการติดตั้ง Wi-Fi จำนวน 30 หน้า
ผู้ใช้ถามว่า
“ก่อนติดตั้ง Access Point ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?”
Agent สามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากคู่มือ แล้วนำมาสรุปเป็นคำตอบตามความสามารถของระบบ
กระบวนการโดยภาพรวมประกอบด้วย
แนวทางนี้เกี่ยวข้องกับเทคนิค Retrieval-Augmented Generation หรือ RAG ซึ่งนำข้อมูลที่ค้นคืนได้มาประกอบการสร้างคำตอบของโมเดล AI
เช่น ขั้นตอนทำงานและรายละเอียดบริการ
เหมาะกับคู่มือ IT คู่มืออุปกรณ์ และเอกสารเทคนิค
ใช้เอกสารที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงตามการตั้งค่าและรูปแบบการเชื่อมต่อ
ใช้เนื้อหาเว็บไซต์สาธารณะที่ระบบสามารถค้นหาได้
ช่วยย่อและเรียบเรียงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจาก Knowledge
เช่น นโยบายการลาหรือการใช้อุปกรณ์บริษัท
ช่วยให้ Agent ใช้รายละเอียดสินค้าจากข้อมูลที่เตรียมไว้
ใช้คู่มือและขั้นตอนแก้ไขปัญหาที่องค์กรอนุมัติ
ตอบคำถามจากเอกสารสำหรับพนักงานใหม่
เมื่อใช้ Knowledge ที่ถูกต้องร่วมกับ Instructions และการทดสอบอย่างเหมาะสม
Knowledge มีหลายประเภท โดยตัวเลือกขึ้นอยู่กับประเภท Agent และ Harness ที่ใช้งาน
| แหล่งข้อมูล | เหมาะกับงาน |
|---|---|
| Uploaded files | คู่มือและเอกสารที่อัปโหลด |
| Public websites | ข้อมูลจากเว็บไซต์สาธารณะ |
| SharePoint | เอกสารองค์กร |
| OneDrive for Business | ไฟล์งานขององค์กร |
| Dataverse | ข้อมูลธุรกิจใน Dataverse |
| Azure AI Search | ระบบค้นหาข้อมูลที่จัดทำไว้ |
| Enterprise Connectors | ข้อมูลจากระบบองค์กรที่รองรับ |
| Salesforce / ServiceNow | ข้อมูลธุรกิจตามการเชื่อมต่อและสิทธิ์ |
Knowledge เน้นการค้นหาและตอบคำถามจากข้อมูล
Tools เน้นการดำเนินงาน เช่น เรียก API ตรวจสอบสถานะรายการ หรือสร้าง Ticket
ตัวอย่าง:
คำถาม “บริษัทรับติดตั้ง Fiber Optic ไหม?” เหมาะกับ Knowledge
คำถาม “ตรวจสอบสถานะงาน IT-1001” อาจต้องใช้ Tool ที่เชื่อมระบบแจ้งซ่อมจริง
ตัวอย่างนี้ใช้แนวทาง Agent แบบ Standard Harness ซึ่งมีหน้า Overview และ Knowledge สำหรับเพิ่มแหล่งข้อมูล
ลงชื่อเข้าใช้ Copilot Studio ด้วยบัญชีที่ได้รับสิทธิ์สร้างหรือแก้ไข Agent
ตรวจสอบ Environment ที่มี Agent ที่ต้องการ
ไปที่เมนู Agents แล้วเลือก Agent
เลือกหน้า Knowledge
ในบางหน้าจอสามารถกด Add knowledge จาก Overview ได้เช่นกัน
ระบบจะแสดงตัวเลือกแหล่งข้อมูลที่รองรับ
ตัวอย่าง:
หากเป็นไฟล์ ให้เลือกเอกสาร
หากเป็นเว็บไซต์ ให้ระบุ URL
หากเป็น SharePoint ให้เลือกหรือระบุแหล่งข้อมูลตามขั้นตอนที่ระบบรองรับ
ตั้งชื่อให้เข้าใจง่ายและไม่ซ้ำกับแหล่งข้อมูลอื่น
อธิบายว่าแหล่งข้อมูลนี้เกี่ยวกับอะไร และเหมาะกับคำถามประเภทใด
ยืนยันเพิ่ม Knowledge
รอจนระบบแสดงว่าข้อมูลพร้อมใช้งาน เช่น Ready
เปิด Test Agent แล้วถามคำถามที่มีคำตอบอยู่ในข้อมูล
หาก Agent ตอบไม่ตรง ให้ตรวจสอบ Knowledge, Description และ Instructions
เมื่อทดสอบสำเร็จ ให้ Publish เวอร์ชันล่าสุดเพื่อให้ผู้ใช้ผ่านช่องทางที่เผยแพร่แล้วเข้าถึงการเปลี่ยนแปลง
การอัปโหลดไฟล์เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะไม่จำเป็นต้องเชื่อมระบบเอกสารขนาดใหญ่
ตัวอย่างรูปแบบที่ Microsoft ระบุสำหรับการอัปโหลด Knowledge ได้แก่
รวมถึงรูปแบบเอกสารอื่นตามข้อกำหนดของบริการ
“This document contains the company’s approved fiber optic installation services, scope of work, site survey requirements, and customer FAQs. Use it for questions about fiber optic services.”
Description ที่ชัดเจนช่วยให้ Generative Orchestration เลือกแหล่งข้อมูลได้เหมาะสมขึ้น
สำหรับการอัปโหลดไฟล์แบบ Standard Harness เอกสาร Microsoft ระบุขนาดสูงสุด 512 MB ต่อไฟล์ และสูงสุด 500 ไฟล์ต่อ Agent โดยยังขึ้นอยู่กับความจุของ Environment
ไฟล์ที่เข้ารหัสหรือมีการป้องกันด้วยรหัสผ่านบางประเภทไม่รองรับ
รูปภาพ วิดีโอ และเสียงไม่ใช่รูปแบบเอกสารที่อัปโหลดเป็น Knowledge โดยตรงในวิธีนี้
ไฟล์ที่อัปโหลดเข้า Agent โดยตรงสามารถถูกนำไปใช้ตอบผู้ที่เข้าถึง Agent ได้ จึงไม่ควรอัปโหลดเอกสารลับที่ไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้ทุกคนของ Agent
SharePoint เหมาะกับข้อมูลภายในองค์กร เช่น คู่มือพนักงาน นโยบาย และเอกสารบริษัท
สร้าง HR Agent ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายพนักงานจาก SharePoint
พนักงานถาม:
“บริษัทมีนโยบายลาพักร้อนอย่างไร?”
Agent ค้นหาข้อมูลตามเอกสารและสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง
OneDrive for Business เหมาะกับการใช้ไฟล์งานขององค์กรที่จัดเก็บในระบบ Microsoft 365
การอัปโหลดไฟล์จากเครื่องโดยตรงเป็นการนำสำเนาข้อมูลเข้าไปจัดเก็บใน Knowledge
หากเอกสารต้นฉบับถูกแก้ไข สำเนาที่อัปโหลดโดยตรงไม่ได้อัปเดตตามโดยอัตโนมัติ
แต่การเชื่อม OneDrive หรือ SharePoint ในรูปแบบที่รองรับการซิงโครไนซ์สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของไฟล์ต้นทางได้ตามเงื่อนไขบริการ
อัปโหลดไฟล์โดยตรง: เหมาะกับเอกสารที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงและไม่มีข้อมูลที่ต้องแยกสิทธิ์ระหว่างผู้ใช้ Agent
เชื่อม OneDrive หรือ SharePoint: เหมาะกับข้อมูลที่มีการอัปเดตและต้องควบคุมสิทธิ์จากระบบต้นทาง
Copilot Studio รองรับ Public Websites เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับ Agent แบบ Standard Harness
หากบริษัทมีเว็บไซต์บริการ IT สามารถใช้หน้าเว็บที่เป็นสาธารณะและระบบรองรับเป็นแหล่ง Knowledge
“Public website containing company information about LAN installation, Wi-Fi solutions, fiber optic services, and IT maintenance. Use for customer questions about available services.”
การเพิ่มเว็บไซต์ไม่ได้หมายความว่า Agent จะอ่านทุกหน้าในเว็บไซต์ได้เสมอไป
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับขอบเขต URL การเข้าถึง และวิธีค้นหาข้อมูลของระบบ
สำหรับ Public Websites แบบ Standard Harness Microsoft ใช้การค้นหาเว็บที่จำกัดอยู่ภายในเว็บไซต์ที่กำหนด
เว็บไซต์ที่ต้องลงชื่อเข้าใช้หรือเนื้อหาที่ระบบค้นหาไม่ได้ อาจไม่พร้อมใช้งานผ่านวิธีนี้
Dataverse เป็นแพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลสำหรับแอปและระบบธุรกิจใน Microsoft Power Platform
หากต้องการให้ Agent เปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Dataverse เช่น สร้างลูกค้าใหม่หรืออัปเดตสถานะรายการ อาจต้องใช้ Tools หรือ Actions ที่ได้รับอนุญาตเพิ่มเติม
การใช้ Dataverse เป็น Knowledge ไม่ได้หมายความว่า Agent จะเขียนข้อมูลลงฐานข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ
Description เป็นส่วนที่ผู้สร้าง Agent มักมองข้าม
ใน Generative Orchestration ระบบสามารถใช้ Description ช่วยพิจารณาว่าควรค้นหาแหล่งข้อมูลใด
“Company document”
คำอธิบายนี้กว้างเกินไป
“This source contains approved customer-facing service information, installation scope, site survey requirements, and FAQs for LAN and Wi-Fi services. Use it for questions about the company’s network installation services.”
ประเภทข้อมูล + ขอบเขตเนื้อหา + กลุ่มคำถาม + เงื่อนไขการใช้งาน
LAN Services
ใช้ตอบคำถามงานเดินสาย LAN
Fiber Optic Services
ใช้ตอบคำถามงานติดตั้งและ Splicing
Wi-Fi Solutions
ใช้ตอบคำถามระบบ Wireless
Maintenance Policy
ใช้ตอบคำถามขั้นตอนบำรุงรักษา
การแยก Description ชัดเจนช่วยลดปัญหา Agent เลือกข้อมูลผิดแหล่ง
Knowledge เป็นแหล่งข้อมูล ส่วน Instructions เป็นกฎการทำงาน
ควรใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน
“You are a company knowledge assistant.
Answer company-specific questions using approved knowledge sources.
Use the knowledge source most relevant to the user’s question.
Do not invent product prices, service fees, warranty terms, customer records, or confirmed appointments.
If the approved knowledge does not contain sufficient information, state that the answer cannot be confirmed.
Respond in polite Thai.
Use numbered steps for technical procedures.
Clearly distinguish information found in company knowledge from general recommendations.
Do not claim that an external action was completed unless a connected tool confirms success.”
เพื่อช่วยกำหนดรูปแบบการตอบและลดการคาดเดา
ไม่สามารถรับประกันได้ทั้งหมด
หากต้องการจำกัดแหล่งข้อมูล ควรตรวจสอบการตั้งค่า Knowledge, Generative AI และการค้นหาเว็บเพิ่มเติมร่วมด้วย
สำหรับบางธุรกิจต้องการให้ AI ตอบเฉพาะข้อมูลบริษัท
ตัวอย่างเช่น Agent สำหรับแจ้งนโยบายพนักงานไม่ควรเดานโยบายจากข้อมูลทั่วไป
“บริษัทให้โบนัสพนักงานกี่เดือน?”
หาก Knowledge ไม่มีข้อมูลโบนัส Agent ควรแจ้งว่าไม่มีข้อมูลยืนยัน ไม่ควรสร้างเงื่อนไขโบนัสขึ้นเอง
ตัวเลือกเกี่ยวกับ General Knowledge และ Web Search อาจแตกต่างกันตาม Harness และประสบการณ์ Agent ที่ใช้งาน
สมมติว่าต้องการสร้าง Agent สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับ Fiber Optic
Fiber Optic Assistant
Agent ควรแยกคำอธิบายทางเทคนิคทั่วไปออกจากรายละเอียดบริการเฉพาะบริษัท
หากถามค่าใช้จ่ายหรือเกณฑ์ตรวจรับที่ไม่มีในเอกสาร ต้องไม่สร้างข้อมูลขึ้นเอง
เพราะข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิค Fiber Optic กับข้อมูลค่าบริการมีหน้าที่แตกต่างกัน
การแยกเอกสารช่วยให้ปรับปรุงข้อมูลแต่ละส่วนได้ง่ายขึ้น
สร้าง Agent สำหรับพนักงานภายในองค์กร
“Windows เชื่อม Wi-Fi ไม่ได้ ต้องทำอย่างไร?”
Agent ควรค้นข้อมูลจากคู่มือที่อนุมัติแล้ว และอธิบายขั้นตอนอย่างปลอดภัย
คู่มือแก้ปัญหาควรสอดคล้องกับนโยบายความปลอดภัยองค์กร
ไม่ควรให้ Agent แนะนำปิดระบบรักษาความปลอดภัยหรือเปิดเผยข้อมูลรับรองตัวตน
“พนักงานสามารถลาประเภทใดได้บ้าง?”
ควรใช้ข้อมูลนโยบายที่อนุมัติและอัปเดตแล้ว
หากข้อมูลเกี่ยวกับสวัสดิการหรือวันลามีเงื่อนไขตามประเภทพนักงาน ควรใช้ระบบสิทธิ์ที่เหมาะสมและถามข้อมูลที่จำเป็นก่อนตอบ
การเพิ่ม Knowledge ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อเกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในองค์กร
ไม่ควรเพิ่มเอกสารลับลง Agent ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปใช้
Uploaded files: ข้อมูลจากไฟล์ที่อัปโหลดโดยตรงสามารถถูกใช้ตอบผู้ที่เข้าถึง Agent ได้
SharePoint: การเชื่อมต่อที่ใช้ตัวตนผู้ใช้รองรับการตรวจสอบสิทธิ์เอกสารตามบัญชีผู้ใช้งาน
Agent ภายในองค์กรควรตั้งค่าการยืนยันตัวตนตามข้อมูลที่ใช้
แม้ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้แล้ว ก็ต้องมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ข้อสำคัญ: Instructions ที่บอกว่า “ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ” ไม่สามารถใช้แทนสิทธิ์ควบคุมเอกสารในระบบจริงได้
หลังเพิ่ม Knowledge ต้องทดสอบอย่างเป็นระบบ
ถามข้อมูลที่มีอยู่ในเอกสารอย่างตรงไปตรงมา
เปลี่ยนคำถามให้เป็นภาษาที่ผู้ใช้จริงอาจใช้
ตรวจสอบว่า Agent ยอมรับข้อจำกัดหรือสร้างคำตอบขึ้นเอง
ตรวจสอบว่าเลือกเอกสารถูกชุด
ตรวจสอบว่า Agent ใช้ข้อมูลปัจจุบัน
ทดสอบการควบคุมสิทธิ์ของ SharePoint หรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ตรวจสอบชื่อรุ่น หน่วยวัด และค่ามาตรฐาน
ใช้ภาษาพูดและคำศัพท์ที่ลูกค้าจริงใช้
| คำถาม | ผลที่คาดหวัง | ผลจริง | สถานะ |
|---|---|---|---|
| บริษัทรับเดินสาย LAN หรือไม่ | ตอบจากเอกสารบริการ | บันทึกผล | ผ่าน/ไม่ผ่าน |
| มีบริการ Fiber Optic ไหม | ตอบจาก Knowledge | บันทึกผล | ผ่าน/ไม่ผ่าน |
| ราคาติดตั้งเท่าไร | ไม่เดาหากไม่มีราคา | บันทึกผล | ผ่าน/ไม่ผ่าน |
| ขอข้อมูลลับบริษัท | ไม่เปิดเผยเกินสิทธิ์ | บันทึกผล | ผ่าน/ไม่ผ่าน |
อาจทำให้ Agent ตอบข้อมูลเก่า
อาจเพิ่มความซับซ้อนในการค้นหาและดูแล
ทำให้แยกแหล่งข้อมูลยาก
ลดความชัดเจนในการเลือกแหล่งข้อมูล
ข้อความอาจไม่ถูกอ่านหรือค้นหาได้ครบถ้วน
เช่น เอกสารสองฉบับระบุเงื่อนไขรับประกันต่างกัน
เมื่อข้อมูลเปลี่ยน อาจไม่มีผู้รับผิดชอบแก้ไข
เสี่ยงต่อการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ที่เข้าถึง Agent
ทำให้ไม่ทราบว่า Agent จะตอบอย่างไรเมื่อ Knowledge ไม่ครอบคลุม
การเปลี่ยนข้อมูลต้นทางอาจไม่ได้สะท้อนใน Agent ทันที โดยเฉพาะไฟล์ที่อัปโหลดตรง
ตรวจสอบประเภทไฟล์ ขนาดไฟล์ และข้อจำกัดของ Environment
ตรวจสอบว่าบันทึกและเพิ่มข้อมูลสำเร็จหรือไม่
ตรวจสอบสถานะการประมวลผลและข้อผิดพลาดที่ระบบแสดง
ตรวจสอบว่าข้อมูลในไฟล์เป็นข้อความที่สามารถค้นหาได้ และมีคำตอบจริงหรือไม่
ตรวจสอบ Instructions, Description และข้อมูลต้นทาง
ตรวจสอบ URL, Authentication และสิทธิ์ของผู้ใช้
ตรวจสอบว่าเว็บไซต์เป็นสาธารณะและอยู่ในขอบเขตที่รองรับ
ตรวจสอบการซิงโครไนซ์หรืออัปโหลดไฟล์เวอร์ชันใหม่
ปรับ Knowledge Description และตรวจสอบการเลือกแหล่งข้อมูล
ตรวจสอบทันทีว่าเอกสารถูกเพิ่มด้วยวิธี Upload โดยตรงหรือเชื่อมผ่านแหล่งข้อมูลที่ควบคุมสิทธิ์
จำกัดการเข้าถึง Agent และข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนเปิดใช้งานต่อ
ตรวจสอบว่าไฟล์มีข้อความจริงหรือเป็นเพียงภาพสแกน
หากเป็นภาพ อาจต้องใช้เอกสารที่มีข้อความหรือเพิ่มคำอธิบายภาพตามรูปแบบที่รองรับ
ตรวจสอบว่ามีการ Publish เวอร์ชันใหม่ และทดสอบในช่องทางจริง
| รายการ | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|
| Knowledge Name | ชัดเจน |
| Description | อธิบายหน้าที่ |
| เอกสารต้นทาง | ถูกต้อง |
| เวอร์ชันเอกสาร | เป็นปัจจุบัน |
| ข้อมูลขัดแย้ง | ตรวจสอบแล้ว |
| สิทธิ์ข้อมูล | เหมาะสม |
| Authentication | ตั้งค่าถูกต้อง |
| Instructions | ไม่ให้เดาข้อมูล |
| General Knowledge | เหมาะกับงาน |
| Web Search | เหมาะกับงาน |
| Test Questions | ครอบคลุม |
| Edge Cases | ผ่านการทดสอบ |
| Data Owner | มีผู้รับผิดชอบ |
| Publish | เวอร์ชันล่าสุด |
| Monitoring | มีแผนติดตามผล |
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูล ไม่ใช่จำนวนไฟล์ที่เพิ่มเข้าไป
Knowledge คือแหล่งข้อมูลที่ AI Agent ใช้ค้นหาและนำเนื้อหามาประกอบคำตอบ
เปิด Agent ไปที่ Knowledge กด Add knowledge เลือกแหล่งข้อมูล กำหนดชื่อและ Description จากนั้น Add to agent แล้วทดสอบ
ได้ สำหรับไฟล์ PDF ที่อยู่ในรูปแบบและขนาดที่รองรับ
ได้ สามารถใช้ไฟล์ DOC หรือ DOCX เป็น Knowledge
ได้ โดยรองรับไฟล์ XLS และ XLSX ตามข้อจำกัดของระบบ
ได้ เมื่อมีการตั้งค่า Authentication และสิทธิ์เหมาะสม
ได้ในรูปแบบแหล่งข้อมูลและการเชื่อมต่อที่รองรับ
ได้ สามารถใช้ Public Websites ที่ระบบค้นหาและเข้าถึงได้
Knowledge เป็นแหล่งข้อมูล ส่วน Instructions เป็นกฎกำหนดพฤติกรรม Agent
Knowledge ใช้ตอบคำถามจากข้อมูล ส่วน Tools ใช้เรียกระบบหรือดำเนินงาน
สามารถใช้เอกสารและคำถามภาษาไทยได้ในความสามารถที่รองรับ แต่ควรทดสอบคุณภาพการค้นหาและคำตอบ
ไม่รับประกัน ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและทดสอบอย่างต่อเนื่อง
การอัปโหลดไฟล์แบบ Standard Harness มีข้อจำกัดสูงสุด 500 ไฟล์ต่อ Agent ตามที่ Microsoft ระบุ และขึ้นอยู่กับความจุ Environment
ขึ้นอยู่กับประเภทแหล่งข้อมูล ไฟล์ที่อัปโหลดโดยตรงเป็นข้อมูลแบบสำเนาและต้องอัปเดตด้วยตนเอง ส่วนแหล่งข้อมูลที่เชื่อมต่อบางประเภทมีระบบซิงโครไนซ์
SharePoint Knowledge ที่ใช้การยืนยันตัวตนผู้ใช้รองรับการตรวจสอบสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล แต่ต้องตั้งค่าระบบอย่างเหมาะสม
อาจเกิดจากข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน สิทธิ์ไม่ถูกต้อง Description ไม่ชัดเจน หรือคำถามไม่ตรงกับข้อมูลที่มี
หากต้องการให้การเปลี่ยนแปลงของ Agent มีผลกับช่องทางที่เผยแพร่แล้ว ควรตรวจสอบและ Publish เวอร์ชันล่าสุดตามกระบวนการของ Agent
Microsoft Copilot Studio รองรับการเพิ่ม Knowledge จากไฟล์ เอกสาร SharePoint, OneDrive, เว็บไซต์ และแหล่งข้อมูลธุรกิจที่รองรับ เพื่อให้ Agent สามารถใช้ข้อมูลเฉพาะขององค์กรประกอบการตอบคำถามได้
ขั้นตอนหลักคือเปิด Agent เลือก Knowledge กด Add knowledge เลือกแหล่งข้อมูล กำหนด Name และ Description แล้วทดสอบว่า Agent ค้นหาคำตอบได้ถูกต้องหรือไม่
สำหรับผู้เริ่มต้น การอัปโหลดไฟล์ที่ไม่มีข้อมูลลับเป็นวิธีง่ายในการทดลอง ส่วนองค์กรที่มีเอกสารจำนวนมากหรือมีข้อกำหนดสิทธิ์ควรพิจารณาการเชื่อมต่อ SharePoint หรือ OneDrive ที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญคือ Knowledge ที่ดีต้องถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และมีขอบเขตชัดเจน พร้อมตั้ง Instructions เพื่อให้ AI แจ้งเมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ
comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง เตรียมเอกสาร → เลือกแหล่ง Knowledge → กำหนด Description → เพิ่มข้อมูล → ตรวจสอบสิทธิ์ → ทดสอบคำตอบ → Publish → ติดตามผล → อัปเดต Knowledge
การเพิ่ม Knowledge อย่างเป็นระบบจะช่วยให้ Copilot Agent ตอบคำถามจากข้อมูลขององค์กรได้ตรงประเด็นมากขึ้น ลดการคาดเดา และสนับสนุนการนำ AI ไปใช้งานจริงในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ