Microsoft Copilot vs GitHub Copilot ต่างกันอย่างไร? เขียนโค้ดควรเลือกตัวไหน

Microsoft Copilot vs GitHub Copilot ต่างกันอย่างไร และถ้าต้องเขียนโปรแกรมควรเลือกตัวไหนในปี 2026? แม้ชื่อจะมีคำว่า Copilot เหมือนกันและเป็นผลิตภัณฑ์ในระบบ Microsoft แต่ทั้งสองถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานต่างกัน

Microsoft Copilot เป็นผู้ช่วย AI สำหรับงานทั่วไป เช่น ตอบคำถาม สรุปเอกสาร เขียนบทความ อธิบายโค้ด ค้นคว้าข้อมูล และช่วยทำงานใน Microsoft 365 ตามสิทธิ์ ส่วน GitHub Copilot เป็นผู้ช่วย AI ที่เน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ สามารถแนะนำโค้ดขณะพิมพ์ ช่วยแก้ไขหลายไฟล์ วิเคราะห์ Codebase ตรวจสอบ Pull Request และใช้ Coding Agent ตามแพ็กเกจที่รองรับ

สรุปคำตอบ: หากต้องเขียนโค้ดทุกวันใน Visual Studio Code, Visual Studio หรือ IDE ที่รองรับ ให้เริ่มทดลอง GitHub Copilot เพราะทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมการพัฒนาได้โดยตรง แต่หากต้องการถามวิธีเขียนโปรแกรม อธิบาย Error สร้างตัวอย่าง PowerShell หรือช่วยงานไอทีทั่วไป Microsoft Copilot ก็อาจเพียงพอโดยไม่ต้องซื้อ GitHub Copilot เพิ่ม

สิ่งสำคัญคือ การสมัคร Microsoft 365 หรือมี Microsoft Copilot ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับ GitHub Copilot Pro โดยอัตโนมัติ เพราะมีระบบแพ็กเกจและสิทธิ์ใช้งานแยกกัน

บทความนี้จาก comsiam จะเปรียบเทียบ Microsoft Copilot กับ GitHub Copilot แบบละเอียด ครอบคลุมการเขียนโค้ดใน VS Code, Code Completion, Agent Mode, Code Review, GitHub Repository, การแก้บั๊ก ภาษาโปรแกรม ราคา และความคุ้มค่าสำหรับนักเรียน โปรแกรมเมอร์ และผู้ดูแลระบบไอที

① Microsoft Copilot คืออะไร?

Microsoft Copilot เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ AI ที่ Microsoft พัฒนาเพื่อช่วยผู้ใช้ทำงานหลากหลายประเภท

ตัวอย่างความสามารถ ได้แก่

  • ตอบคำถาม
  • ค้นคว้าข้อมูล
  • เขียนข้อความและบทความ
  • สรุปเอกสาร
  • แปลภาษา
  • สร้างภาพในประสบการณ์ที่รองรับ
  • อธิบายคำสั่งคอมพิวเตอร์
  • ช่วยเขียนตัวอย่างโค้ด
  • ช่วยทำงานกับ Microsoft 365

Microsoft Copilot เขียนโค้ดได้ไหม?

ได้

ผู้ใช้สามารถสั่งให้เขียนตัวอย่างโค้ด อธิบาย Error หรือช่วยแก้ไข Script ได้

ตัวอย่าง Prompt:

“เขียน Python Script สำหรับอ่านไฟล์ CSV แล้วสรุปจำนวนรายการในแต่ละหมวดหมู่ พร้อมอธิบายวิธีใช้งาน”

แต่การสร้างโค้ดผ่านแชตทั่วไปไม่เหมือนการมีผู้ช่วย AI ที่ทำงานอยู่ใน IDE พร้อมบริบทของไฟล์โปรเจกต์

② GitHub Copilot คืออะไร?

GitHub Copilot เป็นผู้ช่วย AI สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่เชื่อมต่อกับเครื่องมือเขียนโปรแกรมและแพลตฟอร์ม GitHub

ความสามารถสำคัญ ได้แก่

  1. แนะนำโค้ดแบบ Inline
  2. เติมโค้ดขณะพิมพ์
  3. อธิบายโค้ด
  4. วิเคราะห์ข้อผิดพลาด
  5. ช่วยแก้ไขโค้ดหลายตำแหน่ง
  6. ช่วยสร้าง Unit Tests
  7. ช่วย Refactor
  8. ใช้ Agent Mode ใน IDE ที่รองรับ
  9. ตรวจสอบ Pull Request
  10. ให้ Cloud Agent ช่วยทำงานกับ Repository ตามสิทธิ์
  11. ใช้ Copilot CLI ในประสบการณ์ที่รองรับ

GitHub Copilot ใช้งานที่ไหน?

ตัวอย่างสภาพแวดล้อมที่รองรับ ได้แก่

  • Visual Studio Code
  • Visual Studio
  • JetBrains IDEs
  • GitHub.com
  • Terminal และ CLI
  • เครื่องมือพัฒนาอื่นที่ GitHub รองรับ

ความสามารถอาจแตกต่างตาม IDE เวอร์ชันและแพ็กเกจ

③ ตาราง Microsoft Copilot vs GitHub Copilot

หัวข้อMicrosoft CopilotGitHub Copilot
จุดประสงค์หลักผู้ช่วย AI อเนกประสงค์ผู้ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์
ผู้ให้บริการMicrosoftGitHub ในเครือ Microsoft
ถามตอบทั่วไปเหมาะทำได้โดยเน้นบริบทงานพัฒนา
เขียนโค้ดตัวอย่างได้ได้
Inline Code Completionไม่ใช่ฟีเจอร์หลักของแชตทั่วไปเป็นความสามารถหลัก
ใช้ใน VS Codeไม่ใช่รูปแบบ IDE Integration เดียวกันรองรับโดยตรง
วิเคราะห์ Codebaseจำกัดตามเครื่องมือมีความสามารถตาม IDE และสิทธิ์
แก้ไขหลายไฟล์ไม่ใช่จุดเน้นของ Copilot Chat ทั่วไปรองรับผ่านเครื่องมือและ Agents
Code Reviewช่วยตรวจโค้ดที่ส่งให้มีระบบตรวจ Review บน GitHub
Pull Requestไม่ใช่ความสามารถหลักรองรับการช่วยตรวจและสร้าง PR
งาน Word/Excelรองรับตามไลเซนส์ไม่ใช่จุดประสงค์หลัก
สร้างภาพประกอบรองรับตามฟีเจอร์ไม่ใช่เครื่องมือสร้างภาพทั่วไป
แพ็กเกจฟรีมีมี
แพ็กเกจเสียเงินมีมี

ข้อสรุป: หากงานหลักคือพัฒนาซอฟต์แวร์ GitHub Copilot มีเครื่องมือที่ออกแบบมาตรงงานมากกว่า ส่วน Microsoft Copilot เหมาะกับการสนับสนุนงานด้านอื่นร่วมกับการเขียนโค้ด

④ ความแตกต่างด้านที่ 1 — วิธีใช้งานและสภาพแวดล้อม

Microsoft Copilot

ผู้ใช้พิมพ์คำถามหรือคำสั่งในหน้าสนทนา แล้วนำผลลัพธ์ไปใช้ในโปรแกรมอื่นตามต้องการ

ตัวอย่าง:

“เขียน JavaScript สำหรับตรวจสอบว่าอีเมลมีรูปแบบถูกต้องหรือไม่”

เมื่อได้โค้ดแล้วต้องตรวจและนำไปใช้งานด้วยตนเอง

GitHub Copilot

ทำงานร่วมกับ Editor หรือ IDE โดยสามารถใช้บริบทที่เครื่องมือได้รับอนุญาตให้เข้าถึง เพื่อช่วยเสนอหรือแก้ไขโค้ด

ตัวอย่าง:

กำลังเขียนฟังก์ชันใน VS Code แล้ว GitHub Copilot แนะนำโค้ดต่อจากบริบทที่กำลังทำงาน

เลือกอย่างไร?

ถ้าเขียน Script เป็นครั้งคราว Microsoft Copilot อาจเพียงพอ

ถ้าทำงานกับ Codebase ทุกวัน GitHub Copilot มีรูปแบบที่เหมาะสมกว่า

⑤ ความแตกต่างด้านที่ 2 — Code Completion

Code Completion คือความสามารถแนะนำและเติมโค้ดขณะพิมพ์

นี่เป็นหนึ่งในจุดแข็งหลักของ GitHub Copilot

ตัวอย่างการใช้งาน

สมมุติเขียน Python:

def calculate_total(prices):

GitHub Copilot อาจแนะนำเนื้อหาของฟังก์ชันต่อจากบริบท

ผู้ใช้สามารถพิจารณาข้อเสนอและยอมรับเฉพาะโค้ดที่ต้องการ

ข้อดี

  • ลดการพิมพ์โค้ดซ้ำ
  • ช่วยร่างฟังก์ชัน
  • แนะนำรูปแบบโค้ด
  • ช่วยงาน Routine
  • ทำงานภายใน Editor

Microsoft Copilot ทำแบบเดียวกันไหม?

Microsoft Copilot Chat สำหรับงานทั่วไปสามารถเขียนตัวอย่างฟังก์ชันให้ได้ แต่ไม่ได้มีประสบการณ์ Inline Completion ภายใน IDE แบบ GitHub Copilot โดยตรง

ต้องเชื่อ Code Completion ทุกครั้งไหม?

ไม่ควร

โค้ดที่แนะนำอาจมี Bug ใช้ API เก่า หรือไม่ตรงมาตรฐานโปรเจกต์

นักพัฒนาต้องอ่านก่อนยอมรับ

⑥ ความแตกต่างด้านที่ 3 — การอธิบายโค้ด

ทั้งสองช่วยอธิบายโค้ดได้

Microsoft Copilot

เหมาะกับการคัดลอกโค้ดบางส่วนมาถาม เช่น

“อธิบาย Python Script นี้ทีละบรรทัด พร้อมระบุจุดที่อาจเกิด Error”

GitHub Copilot

สามารถช่วยอธิบายโค้ดในบริบทของไฟล์หรือ Workspace ตามเครื่องมือที่รองรับ

ตัวอย่าง Prompt

“อธิบายว่าฟังก์ชันนี้ทำอะไร มี Input, Output และ Side Effects อะไรบ้าง พร้อมระบุส่วนที่อาจทำให้ระบบทำงานช้า”

เลือกตัวไหนดี?

หากต้องการเข้าใจตัวอย่างโค้ดสั้น ๆ ทั้งสองใช้ได้

หากต้องการถามความสัมพันธ์ของหลายไฟล์ในโปรเจกต์ GitHub Copilot มีข้อได้เปรียบด้านการเข้าถึงบริบทของงานพัฒนา

⑦ ความแตกต่างด้านที่ 4 — Debugging และแก้ Error

Microsoft Copilot

สามารถวิเคราะห์ข้อความ Error หรือโค้ดที่ผู้ใช้ส่งให้

ตัวอย่าง:

“PowerShell แจ้ง Access Denied ขณะเขียนไฟล์ เกิดจากอะไร และควรตรวจสอบอย่างไร?”

GitHub Copilot

สามารถช่วยวิเคราะห์และแก้โค้ดในสภาพแวดล้อมพัฒนา โดยอาศัยบริบทของไฟล์และเครื่องมือที่เข้าถึงได้

ขั้นตอน Debug ที่แนะนำ

  1. อ่านข้อความ Error
  2. ระบุไฟล์และบรรทัดที่เกี่ยวข้อง
  3. ตรวจสอบสาเหตุที่เป็นไปได้
  4. สร้างกรณีทดสอบ
  5. แก้ไขเฉพาะส่วนที่จำเป็น
  6. รันทดสอบ
  7. ตรวจสอบผลกระทบกับฟังก์ชันอื่น

Prompt ตัวอย่าง

“วิเคราะห์ Error นี้ โดยแยกสาเหตุที่เป็นไปได้ 3 ข้อ ระบุวิธีพิสูจน์แต่ละสาเหตุ แล้วเสนอวิธีแก้ที่กระทบระบบน้อยที่สุด”

AI แก้ Bug ได้ถูกต้องเสมอหรือไม่?

ไม่ได้

ต้องทดสอบกับสภาพแวดล้อมจริงและตรวจ Regression หลังแก้ไข

⑧ ความแตกต่างด้านที่ 5 — การสร้าง Unit Tests

Unit Tests ช่วยตรวจสอบว่าฟังก์ชันให้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง

Microsoft Copilot

สามารถช่วยเขียนตัวอย่าง Test จากโค้ดที่ส่งให้

GitHub Copilot

สามารถช่วยสร้าง Test โดยอาศัยบริบทของโค้ดและ Framework ในโปรเจกต์ เมื่อเครื่องมือรองรับ

Prompt ตัวอย่าง

“สร้าง Unit Tests สำหรับฟังก์ชันนี้ โดยครอบคลุมค่าปกติ ค่าว่าง ข้อมูลผิดรูปแบบ และกรณีขอบเขต พร้อมอธิบายผลลัพธ์ที่คาดหวัง”

ข้อควรระวัง

AI อาจสร้าง Test ที่ยืนยันพฤติกรรมผิดหรือทำให้ Test ผ่านโดยไม่ตรวจปัญหาจริง

นักพัฒนาควรตรวจ Test Cases ด้วยตนเอง

⑨ ความแตกต่างด้านที่ 6 — Refactoring

Refactoring คือการปรับโครงสร้างโค้ดโดยพยายามรักษาพฤติกรรมเดิม

Microsoft Copilot

เหมาะกับการส่งฟังก์ชันมาให้ AI เสนอวิธีปรับปรุง

GitHub Copilot

เหมาะกับการทำ Refactoring ภายใน Codebase ที่มีหลายไฟล์ โดยใช้เครื่องมือแก้ไขโค้ดที่รองรับ

ตัวอย่าง Prompt

“ปรับโครงสร้างโค้ดนี้ให้มีฟังก์ชันย่อยชัดเจน ลดโค้ดซ้ำ และรักษาผลลัพธ์เดิม ห้ามเปลี่ยนชื่อ Public API โดยไม่จำเป็น”

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ

  • ผลลัพธ์เดิมยังถูกต้อง
  • Unit Tests ผ่าน
  • ไม่มี Breaking Changes
  • ประสิทธิภาพไม่แย่ลง
  • ไม่มีช่องโหว่ใหม่

⑩ ความแตกต่างด้านที่ 7 — Agent Mode คืออะไร?

Agent Mode เป็นความสามารถให้ AI ดำเนินงานเขียนโค้ดหลายขั้นตอนโดยใช้เครื่องมือที่รองรับ

ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สั่งให้แก้ Bug ในโปรเจกต์ แล้ว Agent ตรวจไฟล์ที่เกี่ยวข้อง เสนอหรือแก้ไขโค้ด และใช้เครื่องมือทดสอบตามสิทธิ์ที่ได้รับ

ตัวอย่างงาน Agent Mode

  • สร้างฟีเจอร์
  • แก้ข้อผิดพลาด
  • Refactor
  • เพิ่ม Unit Tests
  • แก้ไขไฟล์หลายรายการ
  • วิเคราะห์โครงสร้างโปรเจกต์

Agent Mode ทำได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องดูแลไหม?

ไม่ควรปล่อยให้ทำงานกับระบบจริงโดยไม่มีการกำกับ

AI สามารถเสนอการแก้ไขผิด และการใช้ Terminal หรือเครื่องมืออัตโนมัติอาจเปลี่ยนไฟล์และข้อมูลได้

Prompt แนะนำ

“วิเคราะห์ก่อนว่า Bug นี้เกิดจากอะไร เสนอแผนแก้ไข และแก้เฉพาะไฟล์ที่เกี่ยวข้อง อย่าลบข้อมูลหรือเปลี่ยน Dependency โดยไม่จำเป็น จากนั้นรัน Tests และสรุป Diff”

ความแตกต่างจาก Microsoft Copilot

Microsoft Copilot บางผลิตภัณฑ์มี Agents เช่นกัน แต่เป็นคนละประสบการณ์กับ GitHub Copilot Agent Mode สำหรับงานพัฒนาซอฟต์แวร์

⑪ GitHub Copilot Cloud Agent คืออะไร?

GitHub Copilot Cloud Agent ช่วยทำงานกับ Repository บน GitHub ในบริการและแพ็กเกจที่รองรับ

ตัวอย่างความสามารถ

  1. ศึกษาโครงสร้าง Repository
  2. ตรวจรายละเอียด Issue
  3. วางแผนการเปลี่ยนแปลง
  4. แก้ไขโค้ดบน Branch
  5. ดำเนินการทดสอบที่รองรับ
  6. แสดงการเปลี่ยนแปลง
  7. สร้าง Pull Request ตามคำสั่ง

Cloud Agent กับ Agent Mode ต่างกันอย่างไร?

Agent Mode: เน้นการทำงานกับ IDE และ Workspace ตามเครื่องมือที่ใช้

Cloud Agent: ทำงานบนสภาพแวดล้อมที่ GitHub จัดเตรียมให้สำหรับ Repository

ต้องตรวจโค้ดก่อน Merge ไหม?

ต้องตรวจ

การที่ Cloud Agent สร้าง Pull Request ได้ ไม่ได้หมายความว่าโค้ดนั้นถูกต้อง ปลอดภัย หรือพร้อมใช้งาน Production

⑫ ความแตกต่างด้านที่ 8 — GitHub Pull Request และ Code Review

GitHub Copilot มีฟีเจอร์ช่วยตรวจสอบ Pull Request ตามสิทธิ์และการตั้งค่าของ Repository

ทำอะไรได้บ้าง?

  • วิเคราะห์โค้ดที่เปลี่ยน
  • เสนอจุดปรับปรุง
  • แสดงความคิดเห็นใน Pull Request
  • แจ้งข้อผิดพลาดที่อาจพบ
  • เสนอการแก้ไข
  • ช่วยดำเนินงานต่อผ่าน Agent ที่รองรับ

ตัวอย่างขั้นตอน

  1. เปิด Repository บน GitHub
  2. สร้างหรือเปิด Pull Request
  3. ขอให้ GitHub Copilot ช่วย Review เมื่อฟีเจอร์พร้อมใช้
  4. อ่านความคิดเห็น
  5. ตรวจสอบคำแนะนำ
  6. แก้ไขโค้ด
  7. รัน Tests
  8. ให้ผู้รับผิดชอบตรวจอีกครั้ง
  9. Merge ตาม Workflow ของทีม

Microsoft Copilot ช่วย Review ได้ไหม?

สามารถช่วยตรวจโค้ดที่นำไปให้วิเคราะห์ได้ แต่ไม่ได้แทนระบบ Code Review ที่เชื่อมกับ GitHub Pull Request โดยตรง

ควรให้ AI อนุมัติ PR แทนมนุษย์ไหม?

ต้องปฏิบัติตามนโยบาย Repository และตรวจสอบผลกระทบจริง

ไม่ควรใช้ความคิดเห็น AI เป็นหลักฐานเดียวว่าการเปลี่ยนแปลงปลอดภัย

⑬ ความแตกต่างด้านที่ 9 — การเข้าใจ Codebase

Codebase คือชุดซอร์สโค้ดและไฟล์ที่ประกอบเป็นโปรเจกต์

Microsoft Copilot

ช่วยวิเคราะห์โค้ดที่ผู้ใช้ส่งให้หรือผ่านเครื่องมือที่ได้รับสิทธิ์

GitHub Copilot

สามารถใช้บริบทของไฟล์ Workspace และ Repository ผ่านเครื่องมือที่รองรับ ช่วยให้ถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโค้ดหลายส่วนได้สะดวกกว่า

ตัวอย่าง Prompt

“อธิบายเส้นทางการทำงานตั้งแต่รับ HTTP Request จนถึงการบันทึกลง Database โดยระบุไฟล์และฟังก์ชันที่เกี่ยวข้อง”

ต้องระวังอะไร?

AI อาจไม่เข้าถึงไฟล์ทั้งหมดหรืออ่านบริบทได้ไม่ครบ

ควรตรวจคำตอบกับโครงสร้างและ Source Code จริง

⑭ ความแตกต่างด้านที่ 10 — รองรับภาษาโปรแกรมอะไรบ้าง?

ทั้งสองสามารถช่วยเกี่ยวกับภาษาโปรแกรมหลายประเภทได้ แต่ GitHub Copilot เน้นการนำความสามารถไปใช้ใน IDE โดยตรง

ตัวอย่างภาษาและเทคโนโลยี

  • Python
  • JavaScript
  • TypeScript
  • C#
  • Java
  • C++
  • PHP
  • Go
  • Rust
  • PowerShell
  • SQL
  • HTML
  • CSS
  • Bash

ภาษาไหนเหมาะกับ GitHub Copilot?

ใช้ได้กับงานหลายภาษา แต่คุณภาพการแนะนำโค้ดขึ้นอยู่กับบริบท ไลบรารี รุ่นโมเดล และความพร้อมของเครื่องมือ

ตัวอย่างสำหรับ PHP และ WordPress

“สร้าง WordPress Plugin เบื้องต้นที่เพิ่ม Shortcode โดยใช้ WordPress APIs ที่เหมาะสม ตรวจสอบและ Escape Output ตามประเภทข้อมูล”

ข้อควรระวัง

อย่าให้ AI สร้างโค้ดที่รับข้อมูลผู้ใช้แล้วนำไปใช้กับ Database โดยไม่ตรวจเรื่อง Validation, Sanitization, Escaping และสิทธิ์ผู้ใช้

⑮ GitHub Copilot ใช้กับ Visual Studio Code อย่างไร?

Visual Studio Code เป็นหนึ่งใน IDE ที่รองรับ GitHub Copilot

ขั้นตอนเริ่มต้น

  1. ติดตั้ง Visual Studio Code เวอร์ชันที่รองรับ
  2. เปิดโปรแกรม
  3. ลงชื่อเข้าใช้บัญชี GitHub
  4. เปิดใช้งาน Copilot จากเครื่องมือหรือส่วนขยายตามเวอร์ชัน
  5. เลือกแพ็กเกจที่ได้รับสิทธิ์
  6. เปิดโฟลเดอร์โปรเจกต์
  7. ทดลองพิมพ์โค้ด
  8. ตรวจข้อเสนอ Inline Completion
  9. เปิด Copilot Chat
  10. ทดลองถามเกี่ยวกับไฟล์

ตัวอย่าง Prompt ใน VS Code

“อธิบายโครงสร้างโปรเจกต์นี้ และแนะนำไฟล์ที่ควรแก้หากต้องเพิ่มระบบ Login โดยยังไม่เปลี่ยนโค้ด”

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนใช้งาน

  • บัญชี GitHub ถูกต้อง
  • GitHub Copilot พร้อมใช้งาน
  • Workspace เปิดอยู่
  • การเชื่อมต่อเครือข่ายปกติ
  • IDE เวอร์ชันรองรับ
  • นโยบายขององค์กรอนุญาต

⑯ GitHub Copilot ใช้กับ Visual Studio ได้ไหม?

ได้ในเวอร์ชันและสภาพแวดล้อมที่รองรับ

เหมาะกับงาน

  • C#
  • .NET
  • ASP.NET
  • การพัฒนาแอป Windows
  • การทำงานกับ Solution
  • การสร้าง Tests
  • การแก้ Bug

ตัวอย่าง Prompt

“ตรวจสอบ ASP.NET Core Controller นี้ว่ามีปัญหา Input Validation และ Error Handling หรือไม่ พร้อมเสนอวิธีแก้ที่ไม่เปลี่ยน Public API”

GitHub Copilot ใช้แทนการ Debug เองได้ไหม?

ไม่ได้ทั้งหมด

ต้องใช้ Debugger, Unit Tests, Logs และการตรวจสอบของนักพัฒนาร่วมด้วย

⑰ Microsoft Copilot vs GitHub Copilot สำหรับ PowerShell

ผู้ดูแลระบบ Windows มักใช้ PowerShell เพื่อจัดการไฟล์ เครื่องคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย

Microsoft Copilot เหมาะกับ

  • ขอคำอธิบายคำสั่ง
  • เรียนรู้ PowerShell
  • สร้าง Script สั้น
  • วิเคราะห์ Error
  • จัดทำคู่มือ

GitHub Copilot เหมาะกับ

  • เขียน PowerShell ใน VS Code
  • ช่วยเติมคำสั่ง
  • ปรับโครงสร้าง Script
  • จัดการโปรเจกต์ Script
  • ช่วยสร้างการทดสอบ

ตัวอย่าง Prompt

“เขียน PowerShell เปลี่ยนชื่อรูปภาพทั้งหมดในโฟลเดอร์เป็น fiber-201, fiber-202 ต่อเนื่องไป โดยรักษานามสกุลเดิม และเพิ่มโหมด Preview ที่ไม่เปลี่ยนไฟล์จริง”

คำแนะนำ

ควรทดลองกับโฟลเดอร์สำเนาก่อน

Script ที่เปลี่ยนชื่อ ลบ หรือย้ายไฟล์อาจทำให้ข้อมูลเสียหายหากทำงานผิดพลาด

⑱ Microsoft Copilot vs GitHub Copilot สำหรับเว็บไซต์ WordPress

เจ้าของเว็บไซต์ WordPress อาจต้องแก้ไข PHP, CSS, JavaScript และ Plugin

Microsoft Copilot

เหมาะกับงาน เช่น

  • อธิบาย WordPress Hooks
  • เขียน CSS ตัวอย่าง
  • ช่วยสร้าง Shortcode
  • อธิบาย Error
  • แนะนำแนวทางติดตั้ง Plugin
  • จัดทำคู่มือ

GitHub Copilot

เหมาะกับผู้ที่พัฒนา Theme หรือ Plugin ด้วย VS Code และใช้ Git Repository

ตัวอย่างงาน

“เพิ่มระบบแสดง Breadcrumb ใน WordPress Child Theme โดยไม่แก้ Parent Theme และตรวจสอบการ Escape ข้อความ”

ควรเลือกตัวไหน?

หากปรับเว็บไซต์ผ่าน Dashboard เป็นหลักและเขียนโค้ดนาน ๆ ครั้ง Microsoft Copilot อาจเพียงพอ

หากพัฒนา Plugin และ Child Theme เองอย่างต่อเนื่อง GitHub Copilot เป็นตัวเลือกที่น่าประเมินกว่า

ข้อควรระวัง

ห้ามนำโค้ดที่ AI สร้างไปวางใน Production โดยไม่สำรองไฟล์และทดสอบก่อน โดยเฉพาะไฟล์ functions.php หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย

⑲ ราคา GitHub Copilot ปี 2026 เท่าไร?

ตามหน้าราคาทางการของ GitHub เดือนตุลาคม 2026 มีแพ็กเกจสำหรับบุคคลดังนี้

แพ็กเกจราคา USD ต่อเดือน
GitHub Copilot Free$0
GitHub Copilot Pro$10
GitHub Copilot Pro+$39
GitHub Copilot Max$100

ราคาในประเทศไทย

ราคาข้างต้นเป็นราคาดอลลาร์สหรัฐตามหน้า GitHub ไม่ใช่ราคาสุทธิเงินบาท

จำนวนเงินจริงอาจเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยน ภาษี และช่องทางชำระเงิน

Copilot Pro แตกต่างจาก Pro+ อย่างไร?

Pro+ มีสิทธิ์เข้าถึงโมเดลระดับ Premium และการจัดสรรการใช้งาน AI มากกว่า Pro

GitHub Copilot Max เหมาะกับใคร?

เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่มีการใช้ Agent และเครื่องมือ AI ปริมาณสูง และต้องการขีดจำกัดเพิ่มเติมตามแพ็กเกจ

⑳ GitHub Copilot ฟรีมีข้อจำกัดอะไรบ้าง?

GitHub Copilot Free เหมาะสำหรับทดลองเริ่มต้นเขียนโค้ดด้วย AI

ตามหน้าราคาทางการ GitHub ระบุว่าแพ็กเกจฟรีมี Code Completion สูงสุด 2,000 ครั้งต่อเดือน พร้อมการใช้ Chat และ Agent แบบจำกัดตามนโยบายปัจจุบัน

ได้อะไรบ้าง?

  • Code Completion ตามโควตา
  • Copilot Chat แบบจำกัด
  • Agent Features บางประเภท
  • Copilot CLI ตามสิทธิ์
  • การทดลอง AI Coding

เหมาะกับใคร?

  • นักเรียน
  • โปรแกรมเมอร์มือใหม่
  • คนที่เขียนโค้ดเป็นครั้งคราว
  • ผู้ทดลอง VS Code
  • ผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าต้องซื้อ Pro หรือไม่

ต้องสมัคร Pro ทันทีไหม?

ไม่จำเป็น

หากยังใช้ไม่ถึงโควตาและฟีเจอร์ฟรีเพียงพอ สามารถใช้ต่อได้

㉑ GitHub AI Credits คืออะไร?

ในโครงสร้างการคิดค่าบริการ GitHub Copilot ปี 2026 GitHub ใช้ระบบ GitHub AI Credits สำหรับการใช้งานความสามารถ AI หลายประเภท

ใช้กับอะไร?

ตัวอย่าง ได้แก่

  • Copilot Chat
  • Agent Mode
  • Code Review
  • Cloud Agent
  • Copilot CLI
  • เครื่องมือ AI ที่เกี่ยวข้อง

แต่ละแพ็กเกจได้รับเท่าไร?

ตามหน้าราคาทางการ

แพ็กเกจAI Credits รวมต่อเดือน
Freeจำกัดตามบริการ
Proมูลค่า $15
Pro+มูลค่า $70
Maxมูลค่า $200

AI Credits เป็นเงินสดที่ถอนออกมาได้ไหม?

ไม่ใช่

เป็นวงเงินหรือหน่วยวัดการใช้งานบริการ AI ตามข้อกำหนด GitHub ไม่ใช่เงินสดที่ผู้ใช้ถอนมาใช้ทั่วไปได้

ต้องระวังเรื่องค่าใช้จ่ายอย่างไร?

ตรวจสอบยอดใช้งาน ขีดจำกัด และการตั้งค่างบประมาณก่อนเปิดการใช้งานเพิ่มเติมที่มีค่าใช้จ่าย

㉒ GitHub Copilot Business และ Enterprise ต่างจากแบบบุคคลอย่างไร?

แพ็กเกจองค์กรมีความสามารถด้านการจัดการเพิ่มเติมจากบัญชีส่วนบุคคล

ตัวอย่างสิ่งที่องค์กรต้องการ

  • จัดสรรไลเซนส์
  • กำหนดนโยบาย
  • ควบคุมการเข้าถึง
  • ตรวจสอบการใช้งาน
  • จัดการงบประมาณ
  • กำหนดข้อจำกัด Repository
  • ควบคุมความปลอดภัยข้อมูล
  • เชื่อม Workflow ทีมพัฒนา

GitHub Copilot Business

เหมาะกับทีมที่ต้องการใช้ Copilot ภายใต้การจัดการขององค์กร

GitHub Copilot Enterprise

เหมาะกับองค์กรที่ต้องการความสามารถและการกำกับดูแลขั้นสูงตามเงื่อนไขของ GitHub

บริษัทใช้ Microsoft 365 อยู่แล้วได้ GitHub Copilot ฟรีหรือไม่?

ไม่ได้โดยอัตโนมัติ

ต้องตรวจสอบ Subscription และ GitHub Copilot License แยกต่างหาก

㉓ ความปลอดภัย Microsoft Copilot vs GitHub Copilot

ทั้งสองมีผลิตภัณฑ์และมาตรการข้อมูลตามลักษณะบริการที่ใช้งาน

Microsoft Copilot

ต้องแยก Microsoft Copilot สำหรับบุคคลออกจาก Microsoft 365 Copilot สำหรับองค์กร ซึ่งมีการจัดการข้อมูลและสิทธิ์ต่างกัน

GitHub Copilot

สำหรับองค์กร มีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการข้อมูล การควบคุมการใช้ฟีเจอร์ และการตรวจสอบตามแผนบริการ

สิ่งที่นักพัฒนาต้องระวัง

  • API Keys
  • Access Tokens
  • รหัสผ่าน
  • ไฟล์ .env
  • ข้อมูลลูกค้า
  • Source Code ที่เป็นความลับ
  • Database Credentials
  • ข้อมูล Production
  • โค้ดที่มีเงื่อนไขสิทธิ์การใช้งาน

แนวทางปฏิบัติ

  1. ตรวจสอบนโยบายบริษัท
  2. ไม่ส่ง Secrets ลง Prompt
  3. กำหนดสิทธิ์ Repository
  4. ตรวจการตั้งค่า AI Tool
  5. ตรวจ Dependency
  6. ใช้ Secret Scanning
  7. ตรวจ Source Code ก่อน Merge
  8. จำกัดสิทธิ์ Agent เท่าที่จำเป็น

อย่าอนุญาตให้ Agent รันคำสั่งที่มีผลกระทบสูงโดยไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนข้อมูลอะไรบ้าง

㉔ GitHub Copilot ใช้เขียนโค้ดแล้วปลอดภัยหรือไม่?

GitHub Copilot ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าโค้ดที่แนะนำปลอดภัย

ความเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบ

  • SQL Injection
  • Cross-Site Scripting
  • Command Injection
  • Hardcoded Secrets
  • การตรวจสิทธิ์ผิดพลาด
  • Dependency ที่มีช่องโหว่
  • การจัดการข้อมูลอ่อนไหว
  • Error Handling ไม่ครบ

วิธีตรวจโค้ดจาก AI

  1. อ่านโค้ดที่เปลี่ยน
  2. ตรวจสิทธิ์และการยืนยันตัวตน
  3. ตรวจการรับข้อมูลจากผู้ใช้
  4. ตรวจ Dependency
  5. รัน Unit Tests
  6. รัน Security Tests
  7. ตรวจ Code Review
  8. ทดสอบใน Staging

Code Review โดย AI เพียงพอไหม?

ไม่เพียงพอสำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูง

ควรมีผู้รับผิดชอบตรวจและใช้เครื่องมือทดสอบความปลอดภัยเพิ่มเติม

㉕ ใช้ Microsoft Copilot กับ GitHub Copilot พร้อมกันได้ไหม?

ได้

ทั้งสองสามารถทำหน้าที่ต่างกันภายใน Workflow เดียวกัน

ตัวอย่าง

Microsoft Copilot

ใช้วางแผนระบบและจัดทำเอกสาร

GitHub Copilot

ใช้เขียนและแก้ไขโค้ดภายใน IDE

ตัวอย่าง Workflow งานเว็บไซต์

  1. ใช้ Microsoft Copilot วาง Requirements
  2. จัดทำเอกสารฟีเจอร์
  3. เปิดโปรเจกต์ใน VS Code
  4. ใช้ GitHub Copilot เขียนโค้ด
  5. ใช้ Agent ช่วยงานที่ได้รับอนุญาต
  6. ตรวจ Unit Tests
  7. เปิด Pull Request
  8. ใช้ Code Review
  9. ทดสอบ Staging
  10. Deploy หลังผ่านการตรวจสอบ

จำเป็นต้องสมัครทั้งสองหรือไม่?

ไม่จำเป็น

ควรพิจารณาจากปริมาณงานและความสามารถที่จำเป็นจริง

㉖ ใครควรเลือก Microsoft Copilot และใครควรเลือก GitHub Copilot?

ประเภทผู้ใช้ตัวเลือกที่ควรทดลองก่อน
ผู้ใช้ Windows ทั่วไปMicrosoft Copilot
คนเขียน Script เป็นครั้งคราวMicrosoft Copilot
โปรแกรมเมอร์มือใหม่GitHub Copilot Free
นักพัฒนา VS CodeGitHub Copilot
นักพัฒนา .NETGitHub Copilot
โปรแกรมเมอร์ PHP/WordPressGitHub Copilot
ผู้ดูแลระบบที่ใช้ PowerShellทั้งสอง ตาม Workflow
ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์GitHub Copilot Business/Enterprise
พนักงานที่ใช้ Word และ ExcelMicrosoft 365 Copilot
เจ้าของเว็บไซต์ที่ไม่เขียนโค้ดมากMicrosoft Copilot

ถ้าเป็นนักพัฒนามืออาชีพ

ควรทดลอง GitHub Copilot กับโปรเจกต์จริง เพราะข้อได้เปรียบหลักไม่ได้อยู่ที่การตอบคำถามเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำงานใน IDE และ Codebase

㉗ วิธีทดสอบ Microsoft Copilot และ GitHub Copilot

สำหรับการเปรียบเทียบอย่างเป็นธรรม ควรทดสอบงานที่ทั้งสองสามารถทำได้ และแยกฟีเจอร์เฉพาะของ GitHub Copilot ออกจากคะแนนทั่วไป

งานที่ 1 — เขียนฟังก์ชัน

“เขียน Python Function ตรวจสอบอีเมลพร้อม Unit Tests”

งานที่ 2 — Debugging

“ตรวจสอบ Error จากโค้ดตัวอย่างและระบุวิธีแก้”

งานที่ 3 — PowerShell

“เขียน Script ค้นหาไฟล์ซ้ำโดยไม่ลบข้อมูล”

งานที่ 4 — Refactoring

“ลดโค้ดซ้ำในฟังก์ชันนี้โดยรักษาผลลัพธ์เดิม”

งานที่ 5 — Documentation

“เขียน README สำหรับโปรเจกต์นี้ โดยอธิบายการติดตั้งและวิธีใช้งาน”

ตารางบันทึกผล

เกณฑ์Microsoft CopilotGitHub Copilot
ความถูกต้องของโค้ด1–51–5
การทำตาม Prompt1–51–5
การอธิบาย Error1–51–5
ความสะดวกในการแก้โค้ด1–51–5
การทำงานกับโปรเจกต์1–51–5

ตัวเลขในตารางเป็นช่องให้คะแนนหลังทดลอง ไม่ใช่ผล Benchmark ที่ดำเนินการแล้ว

㉘ ข้อดีและข้อจำกัดของ Microsoft Copilot

ข้อดี

  1. มีเวอร์ชันฟรี
  2. รองรับภาษาไทย
  3. ช่วยเขียนตัวอย่างโค้ด
  4. อธิบาย Error
  5. ช่วยเขียน PowerShell
  6. ค้นคว้าเอกสารเทคนิค
  7. ช่วยงาน Word และ Excel
  8. เหมาะกับผู้ใช้ IT ที่ทำหลายประเภทงาน

ข้อจำกัด

  1. ไม่ใช่เครื่องมือ IDE Code Completion โดยตรง
  2. ไม่ได้เชื่อม Codebase แบบเดียวกับ GitHub Copilot โดยอัตโนมัติ
  3. การแก้โค้ดหลายไฟล์ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้
  4. ไม่มี Workflow Pull Request แบบเดียวกับ GitHub Copilot ทั่วไป
  5. ต้องตรวจสอบโค้ดก่อนใช้งาน
  6. ฟีเจอร์แตกต่างตามผลิตภัณฑ์และแพ็กเกจ

㉙ ข้อดีและข้อจำกัดของ GitHub Copilot

ข้อดี

  1. เติมโค้ดใน IDE
  2. มี Code Completion
  3. มี Copilot Chat
  4. มี Agent Mode
  5. รองรับการทำงานกับ Codebase
  6. ช่วย Refactoring
  7. ช่วยสร้าง Unit Tests
  8. มี Code Review
  9. มี Cloud Agent ตามสิทธิ์
  10. รองรับหลาย IDE
  11. มีแพ็กเกจฟรี
  12. มีระบบควบคุมสำหรับองค์กร

ข้อจำกัด

  1. แพ็กเกจฟรีมีโควตา
  2. งานขั้นสูงต้องใช้สิทธิ์เพิ่มเติม
  3. มีระบบ AI Credits และข้อจำกัดการใช้งาน
  4. คุณภาพโค้ดอาจไม่ถูกต้องเสมอ
  5. Agent อาจแก้ไฟล์ผิด
  6. ต้องจัดการสิทธิ์ Repository
  7. ไม่ใช่เครื่องมือ AI สำหรับ Word/Excel โดยตรง
  8. ต้องมีการทดสอบและ Code Review

㉚ คำถามที่พบบ่อย Microsoft Copilot vs GitHub Copilot (FAQ)

Microsoft Copilot กับ GitHub Copilot ต่างกันอย่างไร?

Microsoft Copilot เน้นช่วยงานทั่วไปและ Microsoft 365 ส่วน GitHub Copilot เน้นการเขียนและดูแลโค้ดภายใน IDE และ GitHub

Microsoft Copilot เขียนโค้ดได้ไหม?

ได้ สามารถเขียนตัวอย่างโค้ด อธิบาย Script และวิเคราะห์ Error

GitHub Copilot เขียนโค้ดได้ดีกว่า Microsoft Copilot หรือไม่?

สำหรับ Workflow การพัฒนาซอฟต์แวร์ใน IDE GitHub Copilot มีเครื่องมือที่เหมาะสมกว่า แต่ความแม่นยำของโค้ดแต่ละงานยังต้องทดสอบ

GitHub Copilot ฟรีไหม?

มีแพ็กเกจ Free พร้อมโควตาการใช้ Code Completion และฟีเจอร์ AI แบบจำกัด

GitHub Copilot Free ได้กี่ครั้ง?

หน้าราคาทางการระบุ Code Completion สูงสุด 2,000 ครั้งต่อเดือน และมีการใช้ Chat หรือ Agent แบบจำกัดตามเงื่อนไข

GitHub Copilot Pro ราคาเท่าไร?

ราคาอ้างอิงอยู่ที่ $10 ต่อเดือน สำหรับบัญชีส่วนบุคคล

GitHub Copilot Pro+ ราคาเท่าไร?

ราคาอ้างอิงอยู่ที่ $39 ต่อเดือน

GitHub Copilot Max ราคาเท่าไร?

ราคาอ้างอิงอยู่ที่ $100 ต่อเดือน

GitHub Copilot ใช้กับ VS Code ได้ไหม?

ได้ GitHub Copilot รองรับ VS Code และมีความสามารถ Chat, Code Completion และ Agent ตามเวอร์ชันกับสิทธิ์

GitHub Copilot ใช้กับ Visual Studio ได้ไหม?

ได้ในเวอร์ชันที่รองรับ เหมาะกับงาน C# และ .NET รวมถึงภาษาอื่นในสภาพแวดล้อมที่รองรับ

GitHub Copilot รองรับ PHP ไหม?

รองรับการช่วยเขียนโค้ด PHP ภายใน IDE ที่รองรับ จึงสามารถใช้กับงาน WordPress Development ได้

GitHub Copilot ช่วยเขียน PowerShell ได้ไหม?

ได้ เหมาะกับการเขียน Script ภายใน Editor รวมถึงการอธิบายและปรับปรุงโค้ด

GitHub Copilot Agent Mode คืออะไร?

เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้ AI ดำเนินงานพัฒนาโค้ดหลายขั้นตอนโดยใช้เครื่องมือที่รองรับภายใน IDE

GitHub Copilot Cloud Agent คืออะไร?

เป็น Agent ที่ช่วยทำงานกับ Repository บน GitHub เช่น วิเคราะห์งาน แก้ไขโค้ดและสร้าง Pull Request ตามเงื่อนไขบริการ

GitHub Copilot ตรวจ Pull Request ได้ไหม?

ได้ มีความสามารถ Code Review ตามสิทธิ์และการตั้งค่าของ Repository

Microsoft 365 Personal รวม GitHub Copilot Pro ไหม?

ไม่รวมโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์และระบบ Subscription แยกกัน

GitHub Copilot ใช้กับ Microsoft Copilot พร้อมกันได้ไหม?

ได้ สามารถใช้ Microsoft Copilot สำหรับงานวางแผนหรือเอกสาร และ GitHub Copilot สำหรับพัฒนาโค้ด

GitHub Copilot ปลอดภัยไหม?

มีความสามารถด้านการจัดการและนโยบายตามแพ็กเกจ แต่โค้ดที่สร้างยังต้องตรวจสอบช่องโหว่และทดสอบก่อนใช้งานจริง

㉛ สรุป Microsoft Copilot vs GitHub Copilot เขียนโค้ดควรเลือกตัวไหน?

Microsoft Copilot และ GitHub Copilot ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เดียวกัน แม้จะมีชื่อ Copilot เหมือนกัน

Microsoft Copilot เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป พนักงานสำนักงาน และช่าง IT ที่ต้องการ AI ช่วยอธิบายปัญหา เขียน Script ตัวอย่าง สรุปข้อมูล และทำงานร่วมกับ Microsoft 365

GitHub Copilot เหมาะกับนักพัฒนาที่ทำงานใน VS Code, Visual Studio และ IDE ที่รองรับ เพราะมี Code Completion, Copilot Chat, Agent Mode, Code Review และความสามารถเกี่ยวกับ Repository

หากเพิ่งเริ่มเขียนโปรแกรม ควรทดลอง GitHub Copilot Free ก่อน

หากเขียนโค้ดเป็นงานประจำและใช้ Agent หรือ Code Review บ่อย ควรพิจารณาแพ็กเกจเสียเงินตามปริมาณการใช้งาน

หากใช้ AI เพื่อถามคำสั่ง PowerShell หรือแก้ปัญหา IT เป็นครั้งคราว Microsoft Copilot อาจเพียงพอแล้ว

ข้อแนะนำจาก comsiam: ถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่งตัว ให้ดูว่าเวลาทำงานส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน หากอยู่ใน VS Code และ Source Code ให้เริ่มจาก GitHub Copilot แต่ถ้าอยู่ใน Windows, Word, Excel และงานแก้ปัญหา IT ทั่วไป ให้เริ่มจาก Microsoft Copilot และไม่ว่าใช้ตัวไหน ต้องทดสอบโค้ดก่อนใช้งานกับระบบจริงเสมอ

ComSiam Professional Team