Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีสร้าง Custom Connector สำหรับ Microsoft Copilot Studio เริ่มจากเปิด Agent ที่ต้องการ เลือก Tools → Add a tool → New tool → Custom connector จากนั้นระบบจะเปิด Power Apps เพื่อให้สร้าง Connector ใหม่ โดยเลือกสร้างจาก Blank, OpenAPI Definition หรือ Postman Collection แล้วกำหนด API Endpoint, Authentication, Actions, Inputs และ Outputs เมื่อสร้างเสร็จให้ทดสอบ Connection ก่อนนำ Connector กลับมาเพิ่มเป็น Tool ใน Copilot Studio
Custom Connector เป็นเครื่องมือสำหรับเชื่อม AI Agent กับ REST API ขององค์กรหรือบริการที่ไม่มี Connector สำเร็จรูป
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีระบบรับแจ้งซ่อมที่พัฒนาขึ้นเอง และมี API สำหรับตรวจสอบสถานะงาน สามารถสร้าง Custom Connector ให้ Copilot Agent รับหมายเลข Ticket จากผู้ใช้ ส่งไปยัง API แล้วนำสถานะจริงมาตอบได้
จากเดิมที่ Agent ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามจาก Knowledge เมื่อเพิ่ม Custom Connector ก็สามารถเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจที่องค์กรมีอยู่แล้วได้ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายข้อมูลทั้งหมดมาเก็บใน Copilot Studio
อย่างไรก็ตาม การสร้าง Custom Connector ต้องมี REST API ที่ทำงานได้จริง มีข้อกำหนดการรับส่งข้อมูลชัดเจน และมีระบบ Authentication ที่เหมาะสม
การเพิ่ม URL ของเว็บไซต์ธรรมดาไม่ได้ทำให้เกิด Custom Connector โดยอัตโนมัติ เพราะเว็บไซต์สำหรับแสดงเนื้อหากับ API สำหรับให้ระบบเรียกข้อมูลมีหน้าที่แตกต่างกัน
บทความนี้ comsiam จะสอนวิธีสร้าง Custom Connector สำหรับ Copilot Studio อย่างละเอียด ตั้งแต่การออกแบบ API การสร้าง Connector ด้วย OpenAPI การตั้งค่า Security การกำหนด Actions การทดสอบ API และการนำไปใช้กับ AI Agent พร้อมตัวอย่างสำหรับระบบแจ้งซ่อม IT และบริการติดตั้งเครือข่าย
Custom Connector คือส่วนเชื่อมต่อ API ที่ผู้พัฒนาหรือองค์กรกำหนดขึ้นเอง เพื่อให้ Microsoft Power Platform และ Copilot Studio ติดต่อกับระบบที่ต้องการได้
แทนที่จะรอให้ Microsoft หรือผู้ให้บริการสร้าง Connector สำเร็จรูป องค์กรสามารถนำ API ที่มีอยู่มาสร้าง Custom Connector และกำหนด Actions ได้ด้วยตัวเอง
กระบวนการพื้นฐานมีดังนี้
ผู้ใช้ถามว่า
“ตรวจสอบสถานะงาน IT-1001”
Agent เรียก Custom Connector ด้วย Ticket Number ที่ได้รับ
API อาจตอบกลับว่า
Agent จึงตอบสถานะตามข้อมูลที่ API ส่งกลับ แทนการคาดเดา
เหมาะกับโปรแกรมที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง
เช่น ตรวจสอบสถานะงานหรือรายละเอียดโครงการ
API สามารถคืนข้อมูลปัจจุบันจากระบบต้นทางได้ตามการออกแบบ
เช่น สร้าง Ticket หรือคำขอบริการ
เปลี่ยนสถานะงานหรือบันทึกผลการดำเนินงานเมื่อได้รับอนุญาต
นำข้อมูลลูกค้าที่ได้รับอนุญาตมาใช้กับ Agent
ใช้ตรวจสอบรายละเอียดสินค้าหรือจำนวนคงเหลือ
ตรวจสอบรายการติดตั้งหรือบำรุงรักษา
กำหนดให้เรียก API หลังเก็บข้อมูลครบ
ช่วยให้ Agent เลือก Tool ที่เหมาะสมตามคำอธิบายและความต้องการของผู้ใช้
| องค์ประกอบ | หน้าที่ |
|---|---|
| API Host | เซิร์ฟเวอร์ปลายทาง |
| Base URL | เส้นทางหลักของ API |
| HTTP Method | วิธีเรียก API |
| Endpoint | เส้นทางบริการ |
| Authentication | ตรวจสอบสิทธิ์ |
| Operation ID | ชื่อเฉพาะของ Action |
| Parameters | ข้อมูลที่ส่งไป |
| Request Body | ข้อมูลในคำขอ |
| Response | ผลลัพธ์จาก API |
| OpenAPI Definition | เอกสารอธิบาย API |
| Connection | การเชื่อมต่อที่ยืนยันตัวตนแล้ว |
| Custom Connector | ตัวเชื่อม API |
| Agent Tool | ความสามารถที่ Agent เรียกใช้ |
Endpoint คือเส้นทางที่ระบบเปิดให้เรียกใช้งาน
ตัวอย่างสมมติ:
URL นี้ใช้สำหรับอธิบายรูปแบบ API ไม่ใช่บริการที่เปิดใช้งานจริง
| Method | การใช้งานทั่วไป |
|---|---|
| GET | อ่านข้อมูล |
| POST | สร้างข้อมูลหรือส่งคำขอ |
| PUT | แทนที่ข้อมูล |
| PATCH | แก้ไขบางส่วน |
| DELETE | ลบข้อมูล |
การใช้ Method ขึ้นอยู่กับการออกแบบของ API ปลายทาง
เป็นตัวเชื่อมต่อที่ Microsoft หรือผู้ให้บริการจัดเตรียมไว้แล้ว
ตัวอย่าง:
เป็นตัวเชื่อมที่องค์กรสร้างขึ้นจาก API ของตัวเอง
| หัวข้อ | Connector สำเร็จรูป | Custom Connector |
|---|---|---|
| ผู้สร้าง | ผู้ให้บริการ | ผู้พัฒนาหรือองค์กร |
| การตั้งค่า | มักง่ายกว่า | ต้องกำหนด API |
| ใช้กับระบบเฉพาะ | ขึ้นอยู่กับ Connector | สามารถออกแบบเอง |
| Authentication | ตามที่รองรับ | ต้องกำหนดให้ถูกต้อง |
| Actions | มีให้เลือก | สร้างตาม API |
| การบำรุงรักษา | ผู้ให้บริการดูแลบางส่วน | องค์กรต้องดูแล API และ Connector |
| เหมาะกับ | บริการยอดนิยม | ระบบเฉพาะองค์กร |
หากบริการมี Connector สำเร็จรูปที่รองรับงานที่ต้องการ ควรพิจารณาใช้ตัวนั้นก่อน
แต่หากต้องเชื่อมระบบเฉพาะที่ไม่มี Connector ให้ใช้ Custom Connector
ต้องมีระบบปลายทางสำหรับรับ HTTP Requests
ควรทราบ Endpoint, Methods, Parameters และ Response
เช่น API Key หรือ OAuth ตามความสามารถที่รองรับ
ควรใช้ HTTPS เพื่อป้องกันข้อมูลระหว่างส่งผ่านเครือข่าย
ต้องมีสิทธิ์สร้าง Agent และเพิ่ม Tools
ใช้สำหรับสร้างและทดสอบ Custom Connector
ตรวจสอบสิทธิ์การใช้ Custom Connectors และเงื่อนไขบริการ
เตรียมข้อมูลทดสอบที่ไม่มีความลับ
API ควรส่งข้อผิดพลาดอย่างชัดเจน
ต้องมีทีมดูแล API เมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือมีการเปลี่ยนแปลง
วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มี API ของตัวเองและต้องการนำมาเป็น Tool ให้ Agent
ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์สร้าง Agent
เลือก Environment ที่จะใช้ Custom Connector
ไปที่ Agents แล้วเลือก Agent ที่ต้องการ
เลือกเมนู Tools
เปิดหน้าต่างเพิ่ม Tool
ระบบจะแสดงประเภท Tool ที่สร้างได้
ระบบจะนำไปยัง Power Apps Portal ส่วน Custom Connectors
เลือกวิธีสร้าง Connector
โดยทั่วไปสามารถสร้างจาก
ตัวอย่าง:
ITServiceAPI
ควรตั้งชื่อให้สื่อถึงระบบที่เชื่อมต่อ
ระบุข้อมูลหลัก เช่น
เลือกวิธี Authentication ที่ตรงกับ API
เพิ่ม Actions และระบุ Inputs/Outputs
บันทึกและสร้าง Custom Connector
สร้าง Connection แล้วใช้หน้า Test เรียก API
เปิด Agent แล้วเพิ่ม Custom Connector Action เป็น Tool
เขียนว่า Tool นี้ใช้เมื่อใด
ทดลองใช้คำถามที่ต้องเรียก API
เมื่อทดสอบและตรวจสอบสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว จึง Publish Agent
OpenAPI คือรูปแบบเอกสารสำหรับอธิบาย REST API
ช่วยให้ระบบรู้ว่า API มี Endpoint ใด ต้องรับข้อมูลแบบไหน และส่งผลลัพธ์อะไรกลับมา
สำหรับการนำเข้า Custom Connector ด้วย OpenAPI Definition รูปแบบที่ Microsoft รองรับคือ OpenAPI 2.0 หรือ Swagger 2.0
เอกสารที่เป็น OpenAPI 3.x อาจต้องแปลงเป็นรูปแบบที่รองรับก่อนนำเข้า
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นโครงสร้าง Swagger 2.0 สำหรับ API สมมติ
นำไปปรับให้ตรงกับ Endpoint, Security และ Response ของระบบจริงก่อนใช้งาน
swagger: "2.0"
info:
title: IT Service API
description: API for retrieving IT service ticket status
version: "1.0"
host: api.example.com
basePath: /v1
schemes:
- https
consumes:
- application/json
produces:
- application/json
securityDefinitions:
ApiKeyAuth:
type: apiKey
name: x-api-key
in: header
security:
- ApiKeyAuth: []
paths:
/tickets/{ticketId}:
get:
summary: Get ticket status
description: Retrieve the current status of an IT service ticket.
operationId: GetTicketStatus
parameters:
- name: ticketId
in: path
required: true
type: string
description: Unique service ticket identifier
responses:
"200":
description: Ticket found
schema:
type: object
properties:
ticketId:
type: string
status:
type: string
assignedTeam:
type: string
"401":
description: Authentication failed
"403":
description: Access denied
"404":
description: Ticket not found
"500":
description: Internal server error
{
"ticketId": "IT-1001",
"status": "In Progress",
"assignedTeam": "Network Support"
}
ตัวอย่างนี้ไม่ได้สร้าง API ให้โดยอัตโนมัติ ต้องมีเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับ Endpoint ดังกล่าวจริง
host ต้องเป็นโดเมน API จริงbasePath ต้องตรงกับ APIoperationId ควรไม่ซ้ำticketId เป็น Inputresponses ต้องตรงกับผลลัพธ์จริงAuthentication เป็นส่วนที่ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ
เหมาะกับ API ที่รองรับการส่ง Key ใน Header หรือ Parameter
ตัวอย่าง Header:
x-api-key
เหมาะกับบริการที่รองรับการยืนยันตัวตนผ่าน OAuth
เหมาะกับ API ภายในองค์กรที่ใช้ระบบตัวตน Microsoft
บางระบบอาจรองรับ แต่ควรพิจารณานโยบายความปลอดภัยและความเหมาะสม
ไม่ควรฝัง API Key ลงใน Instructions หรือข้อความที่ผู้ใช้งานมองเห็น
ควรใช้ Connection และระบบจัดการ Credentials ที่รองรับ
ควรจำกัดสิทธิ์ให้ตรงกับ Action
ตัวอย่าง:
หาก Agent ต้องตรวจสอบสถานะ Ticket อย่างเดียว API Key ควรมีสิทธิ์อ่านเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรมีสิทธิ์ลบรายการหรือจัดการบัญชีผู้ใช้
หน้า General ใช้กำหนดรายละเอียดการเชื่อมต่อหลัก
โดเมน API
ตัวอย่าง:
api.example.com
เส้นทางหลัก
ตัวอย่าง:
/v1
ควรใช้ HTTPS เมื่อ API รองรับ
ระบุว่า Connector ใช้ทำอะไร
ตัวอย่าง:
“Custom connector for internal IT service management API.”
สามารถเพิ่มไอคอนเพื่อช่วยระบุ Connector ในรายการ
หนึ่ง Custom Connector สามารถกำหนดหลาย Actions ได้ตาม API ที่รองรับ
ตัวอย่าง:
GetTicketStatus
ตรวจสอบสถานะงาน
CreateTicket
สร้าง Ticket ใหม่
UpdateTicketStatus
อัปเดตสถานะ
GetProjectDetails
ค้นรายละเอียดโครงการ
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มจาก Action ที่อ่านข้อมูลก่อน
เมื่อทดสอบสำเร็จแล้ว ค่อยเพิ่ม Actions ที่เปลี่ยนแปลงข้อมูล
เพราะการอ่านข้อมูลมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงระบบต่ำกว่าการสร้างหรือแก้ไขรายการ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องควบคุมสิทธิ์ในการอ่านข้อมูลที่เป็นความลับด้วย
เมื่อสร้าง Connector เสร็จแล้ว ต้องเพิ่ม Action ให้ Agent
GetTicketStatus
“Retrieve the current status of an existing IT service ticket using its ticket number. Use this tool when an authorized user asks for the status of a ticket.”
เพราะ Generative Orchestration สามารถใช้ชื่อและ Description ของ Tool ช่วยเลือกการดำเนินงานให้เหมาะกับคำถามได้
ตัวอย่าง Instructions สำหรับระบบตรวจสอบ Ticket
“You are an internal IT service assistant.
Help authorized users retrieve information about service tickets.
When the user asks for the status of an existing ticket, use the configured GetTicketStatus tool.
If the ticket number is missing, ask the user to provide it.
Do not invent ticket numbers, work statuses, assigned teams, or completion dates.
Only report information returned by the connected API.
If the tool returns 404, explain that the ticket was not found.
If the tool returns an authentication or permission error, explain that the operation could not be completed.
Never claim that an external action succeeded unless the tool confirms success.
Respond in polite Thai.”
เพราะ API อาจส่งข้อผิดพลาดแทนผลลัพธ์ปกติ
Agent ควรจัดการตามผลจริง ไม่ใช่พยายามสร้างสถานะงานขึ้นเอง
สมมติว่าบริษัทมีระบบ Service Management ของตัวเอง
ให้ AI Agent สามารถ
ขั้นที่ 1: สร้าง Connector สำหรับ GET Ticket
ขั้นที่ 2: ทดสอบอ่านข้อมูล
ขั้นที่ 3: เพิ่ม Tool เข้า Agent
ขั้นที่ 4: ทดสอบการเลือก Tool
ขั้นที่ 5: เพิ่ม POST Create Ticket
ขั้นที่ 6: สร้าง Topic สำหรับเก็บข้อมูล
ขั้นที่ 7: ให้ผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูลก่อนส่ง
ขั้นที่ 8: เรียก Tool
ขั้นที่ 9: ตรวจสอบ Response
ขั้นที่ 10: แจ้งหมายเลข Ticket ที่ API ส่งกลับ
หาก API ส่งข้อผิดพลาด Agent ต้องไม่แจ้งว่าสร้าง Ticket สำเร็จ
ควรแสดงข้อความว่าการดำเนินงานยังไม่สำเร็จ และให้ผู้ใช้ลองใหม่หรือติดต่อเจ้าหน้าที่
ธุรกิจบริการ IT สามารถพัฒนา API เพื่อเชื่อมระบบภายในกับ Copilot Studio
Service Management API
มีข้อมูลเกี่ยวกับ
GetProjectStatus
ค้นสถานะโครงการ
GetServiceRequest
ค้นรายการแจ้งซ่อม
CreateSiteSurveyRequest
สร้างคำขอสำรวจหน้างาน
GetMaintenanceSchedule
ตรวจสอบกำหนดบำรุงรักษา
ลูกค้า: โครงการติดตั้ง Fiber Optic ของฉันถึงขั้นตอนไหนแล้ว?
Agent: กรุณาระบุหมายเลขโครงการเพื่อให้ตรวจสอบข้อมูล
ลูกค้า: FO-1001
Agent เรียก GetProjectStatus เมื่อผู้ใช้ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ตามระบบ
หาก API ส่งสถานะกลับมา Agent จึงสรุปผลให้ลูกค้า
ไม่ควรให้ผู้ใช้ที่ทราบหมายเลขโครงการของผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้โดยอัตโนมัติ
API ต้องตรวจสอบ Authorization ตามตัวตนและสิทธิ์ของผู้ร้องขอ
ควรทดสอบ Connector ใน Power Apps หรือ Power Automate ก่อนนำเข้า Copilot Studio
ส่ง Request ที่ถูกต้อง
ตรวจสอบว่า Key หรือ Token ใช้งานได้
ตรวจสอบค่าที่ส่งให้ API
ตรวจสอบว่า JSON Response ตรงกับ Definition
ให้ API ส่ง 404 เมื่อเหมาะสม
ตรวจสอบ 401 และ 403
ตรวจสอบ 400 Bad Request
ทดสอบ Error Handling
ตรวจสอบการจัดการเมื่อ API ไม่ตอบสนอง
ตรวจสอบว่าไม่ส่ง Credentials หรือข้อมูลสำคัญออกมาใน Response โดยไม่จำเป็น
| Status | ความหมาย |
|---|---|
| 200 | สำเร็จ |
| 201 | สร้างข้อมูลสำเร็จ |
| 400 | คำขอไม่ถูกต้อง |
| 401 | ยังไม่ผ่านการยืนยันตัวตน |
| 403 | ไม่มีสิทธิ์ |
| 404 | ไม่พบข้อมูล |
| 429 | เรียกใช้งานมากเกินกำหนด |
| 500 | ระบบปลายทางผิดพลาด |
| 503 | บริการไม่พร้อมใช้งาน |
เมื่อ API สำเร็จ ให้ใช้ข้อมูลที่ส่งกลับ
เมื่อ API ไม่สำเร็จ ให้แจ้งข้อผิดพลาดตามสถานการณ์ และไม่สร้างผลลัพธ์ขึ้นเอง
ข้อสำคัญ: แม้ Agent จะได้รับ Instructions ว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ API ต้องบังคับใช้สิทธิ์จริง ไม่ใช่เชื่อเพียงข้อความที่ Agent ส่งมา
Custom Connector ไม่ใช่เครื่องมือสร้าง Back-end Database โดยอัตโนมัติ
ต้องอธิบาย Endpoint, Parameters และ Responses
บางรูปแบบ Authentication อาจมีข้อจำกัดตามบริการ
กระบวนการนำเข้า Custom Connector รองรับ OpenAPI 2.0 ตามข้อกำหนดที่ระบุ
Custom Connector อาจมีเงื่อนไขสิทธิ์เพิ่มเติม
ต้องตรวจสอบข้อจำกัดของบริการปลายทาง
องค์กรอาจจำกัดการใช้ Custom Connectors
ต้องจัดการ Token หรือ Credentials
ต้องอัปเดต Definition ให้ตรงกับ API Version
องค์กรต้องดูแล API, Connector, Security และ Monitoring
ตรวจสอบ Environment และสิทธิ์
ตรวจสอบรูปแบบไฟล์และเวอร์ชัน Swagger
ตรวจสอบ Host และ Base URL
ตรวจสอบ API Key, OAuth หรือ Microsoft Entra ID
ตรวจสอบ Credentials
ตรวจสอบ Authorization ของ API
ตรวจสอบ Endpoint หรือ ID ที่ใช้ค้นหา
ตรวจสอบ Rate Limits
ตรวจสอบ Logs ของ API ปลายทาง
ตรวจสอบ JSON Structure และ Definition
ตรวจสอบ Tool Name, Description และ Inputs
ตรวจสอบ Output และ Instructions
ติดต่อผู้ดูแล Power Platform
ตรวจสอบ Authentication และ Channel
อัปเดต Connector ให้ตรงกับ API
ตรวจสอบ Orchestration, Topics และการยืนยันก่อนเรียก Action
ควรใช้กลไก Idempotency หรือการตรวจสอบรายการซ้ำใน API ฝั่ง Server
ตรวจสอบ Authorization และจำกัดการเข้าถึงทันที พร้อมดำเนินการตามนโยบาย Incident Response
| รายการ | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|
| API Host | ถูกต้อง |
| HTTPS | เปิดใช้งาน |
| OpenAPI Definition | ถูกต้อง |
| Operation IDs | ไม่ซ้ำ |
| Authentication | เหมาะสม |
| Authorization | ตรวจสอบฝั่ง Server |
| Connection | พร้อมใช้งาน |
| Inputs | ถูกต้อง |
| Outputs | ตรง Schema |
| Error Handling | ครบถ้วน |
| Rate Limiting | ตั้งค่าแล้ว |
| Tool Description | ชัดเจน |
| Permissions | จำกัดตามหน้าที่ |
| Sensitive Data | ป้องกันแล้ว |
| Test Cases | ผ่านการทดสอบ |
| Environment | เหมาะสม |
| API Owner | มีผู้รับผิดชอบ |
| Monitoring | พร้อมใช้งาน |
| Publish | เวอร์ชันล่าสุด |
การสร้าง Connector ที่ดีควรทำให้ระบบเข้าใจง่าย มีความปลอดภัย และสามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงเรียก API ได้สำเร็จในครั้งแรก
Custom Connector คือส่วนเชื่อมต่อ API ที่ผู้พัฒนากำหนดเอง เพื่อให้ Copilot Studio และบริการ Power Platform ติดต่อระบบภายนอกได้
เปิด Agent เลือก Tools → Add a tool → New tool → Custom connector จากนั้นสร้าง Connector ใน Power Apps แล้วนำ Action กลับมาเพิ่มเป็น Tool
ขึ้นอยู่กับระบบ หากมี API และ OpenAPI Definition พร้อมแล้ว สามารถใช้เครื่องมือแบบกราฟิกได้ แต่ถ้ายังไม่มี API ต้องพัฒนาระบบปลายทางก่อน
ได้ โดยใช้ Custom Connector หรือเครื่องมือ API ที่รองรับตามประเภท Agent
รองรับ REST API ผ่านการกำหนด Endpoint, Methods และ Definition
กระบวนการนำเข้า Custom Connector ตามเอกสาร Microsoft ใช้ OpenAPI 2.0 จึงควรแปลง OpenAPI 3.x เป็นรูปแบบที่รองรับก่อน
ได้เมื่อ API และ Connector รองรับการยืนยันตัวตนแบบ API Key
ได้ตามรูปแบบ OAuth ที่ Custom Connector รองรับ
ได้สำหรับ API ที่รองรับการยืนยันตัวตนผ่าน Microsoft Entra ID และมีการตั้งค่าถูกต้อง
ได้ สามารถเรียก Connector Actions ภายใน Topics ที่รองรับ
ได้ โดย Agent สามารถเลือก Tools ตาม Description และบริบทตามความสามารถที่รองรับ
ได้เมื่อมี API ที่เปิดให้เข้าถึงข้อมูลและกำหนดสิทธิ์ถูกต้อง
ได้เมื่อ API รองรับการเขียนข้อมูลและมีสิทธิ์ที่เหมาะสม
ได้หากเว็บไซต์มี API Endpoint ที่รองรับและมีการตั้งค่า Authentication อย่างเหมาะสม
Custom Connector ใช้เชื่อม API ส่วน Power Automate ใช้สร้าง Workflow ซึ่งสามารถเรียก Custom Connector ได้
Knowledge เน้นค้นหาและตอบคำถามจากข้อมูล ส่วน Custom Connector ใช้เรียก API เพื่ออ่านหรือดำเนินงานกับระบบจริง
อาจมีค่าใช้จ่ายตาม License, API Hosting, API Usage และบริการที่เกี่ยวข้อง
อาจเกิดจาก Tool Description ไม่ชัดเจน Connection ไม่พร้อม หรือ Inputs ไม่ครบ
ไม่ควร ควรใช้ระบบ Connection และ Credentials ที่รองรับ
เหมาะกับงานที่ต้องเชื่อม AI Agent กับระบบธุรกิจเฉพาะองค์กร เช่น Helpdesk, CRM, ERP, Inventory และ Project Management
Custom Connector ช่วยให้ Microsoft Copilot Studio เชื่อม AI Agent กับ REST API ขององค์กรหรือบริการที่ไม่มี Connector สำเร็จรูปได้
ขั้นตอนหลักคือเตรียม API และ OpenAPI Definition จากนั้นสร้าง Custom Connector ใน Power Apps กำหนด General, Security และ Definition ทดสอบ Connection แล้วเพิ่ม Action เป็น Tool ใน Copilot Studio
เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จ Agent สามารถใช้ API เพื่อค้นหาข้อมูล ตรวจสอบสถานะงาน สร้างรายการ หรือดำเนินงานอื่นตามความสามารถและสิทธิ์ที่ได้รับ
อย่างไรก็ตาม Custom Connector ไม่ได้สร้าง API หรือฐานข้อมูลให้เอง ต้องมีระบบปลายทางที่ทำงานได้จริง และมีมาตรการ Authentication, Authorization และ Error Handling ที่เหมาะสม
สำหรับผู้เริ่มต้น ควรทดลองเชื่อม API แบบอ่านข้อมูลก่อน เช่น GetTicketStatus แล้วค่อยเพิ่ม Actions ที่สร้างหรือแก้ไขข้อมูลหลังผ่านการทดสอบ
comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง เตรียม API → สร้าง OpenAPI Definition → สร้าง Custom Connector → ตั้ง Authentication → เพิ่ม Actions → ทดสอบ Connection → เพิ่มเป็น Agent Tool → ตรวจสอบสิทธิ์ → Publish → ติดตามผล
การสร้าง Custom Connector อย่างถูกต้องจะช่วยให้องค์กรต่อยอด AI Agent จากระบบตอบคำถามไปสู่ผู้ช่วยที่เชื่อมกับซอฟต์แวร์และข้อมูลธุรกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย