วิธีใช้ Connectors ใน Copilot Studio เชื่อม Agent กับแอปและบริการต่างๆ

วิธีใช้ Connectors ใน Microsoft Copilot Studio เริ่มจากเปิด AI Agent ที่ต้องการ เลือกเมนู Tools → Add a tool → Connector จากนั้นค้นหาแอปหรือบริการที่ต้องการเชื่อมต่อ เลือก Action สร้าง Connection และกำหนด Authentication, Inputs และ Outputs ก่อนทดสอบให้แน่ใจว่า Agent สามารถเรียกใช้เครื่องมือและรับผลลัพธ์ได้ถูกต้อง

Connectors เป็นเครื่องมือสำคัญของ Microsoft Power Platform ที่ช่วยเชื่อม AI Agent เข้ากับระบบภายนอก เช่น SharePoint, Outlook, Microsoft Teams, Dataverse, Salesforce และบริการอื่นที่รองรับ

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทสร้าง AI Agent สำหรับรับแจ้งปัญหาคอมพิวเตอร์ สามารถใช้ Connector เพื่อเพิ่มรายการแจ้งซ่อมลงใน SharePoint List หรือ Dataverse แล้วใช้ Connector อีกตัวส่งการแจ้งเตือนไปยัง Microsoft Teams

จากเดิมที่ AI Agent ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามจากเอกสาร เมื่อเพิ่ม Connectors ก็สามารถช่วยดำเนินงานกับระบบธุรกิจได้จริงตามสิทธิ์ที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม Connector ไม่ได้หมายความว่า Agent จะสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือสั่งงานทุกอย่างได้ทันที ผู้สร้างต้องเลือก Action ให้ถูกต้อง กำหนดสิทธิ์การเชื่อมต่อ ตรวจสอบข้อมูล Input และทดสอบผลลัพธ์ก่อนเปิดใช้งานจริง

บทความนี้ comsiam จะสอนใช้ Connectors ใน Microsoft Copilot Studio ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีเพิ่ม Connector การตั้งค่า Authentication การใช้ Actions ภายใน Topics การเชื่อม SharePoint, Outlook, Teams และ Dataverse พร้อมตัวอย่าง Workflow สำหรับธุรกิจ การแก้ไขข้อผิดพลาด และแนวทางรักษาความปลอดภัย

🔗 Connectors ใน Microsoft Copilot Studio คืออะไร?

Connectors คือส่วนเชื่อมต่อระหว่าง Microsoft Copilot Studio กับแอปหรือบริการต่างๆ

Microsoft Power Platform มี Connectors สำหรับเชื่อม API ของบริการทั้งภายในและภายนอกระบบ Microsoft

Connectors สามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ เช่น

  • Microsoft Copilot Studio
  • Microsoft Power Automate
  • Microsoft Power Apps
  • Azure Logic Apps

Connector ทำหน้าที่อะไร?

Connector ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยให้ Agent ติดต่อระบบปลายทางโดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดสำหรับการเชื่อมต่อทั้งหมดด้วยตัวเอง

ตัวอย่างเช่น

ผู้ใช้ถามว่า

“ช่วยตรวจสอบสถานะรายการแจ้งซ่อม IT-1001”

หาก Agent มี Connector Action ที่สามารถค้นหารายการแจ้งซ่อม และผู้ใช้งานได้รับอนุญาต Agent ก็สามารถเรียกข้อมูลจากระบบจริงมาตอบได้

Connectors ต่างจาก AI Chatbot ปกติอย่างไร?

AI Chatbot ที่ไม่มีเครื่องมือเชื่อมต่ออาจตอบได้จาก Knowledge หรือข้อมูลที่มีอยู่ในบริบทการสนทนา

แต่เมื่อเพิ่ม Connectors ให้ Agent ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันหรือดำเนินงานผ่านบริการที่รองรับได้

ตัวอย่าง:

ไม่มี Connector

“กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบสถานะงาน”

มี Connector สำหรับตรวจสอบสถานะ

Agent สามารถรับ Ticket Number แล้วใช้ Action ค้นหาสถานะจริงจากระบบก่อนตอบ

✨ Connectors ใน Copilot Studio ทำอะไรได้บ้าง?

1. อ่านข้อมูลจากแอปภายนอก

เช่น ดึงรายการจาก SharePoint หรือ Dataverse

2. สร้างรายการใหม่

เช่น สร้าง Ticket ในระบบ Helpdesk

3. อัปเดตข้อมูล

เช่น เปลี่ยนสถานะงานในระบบที่ได้รับอนุญาต

4. ส่งอีเมล

ใช้ Connector ที่รองรับส่งอีเมลผ่าน Outlook

5. ส่งข้อความแจ้งเตือน

แจ้งข้อมูลผ่าน Microsoft Teams

6. ค้นหาข้อมูลลูกค้า

เรียกข้อมูลจาก CRM เช่น Salesforce ตามสิทธิ์

7. เชื่อมระบบธุรกิจ

เช่น ERP, CRM และระบบจัดการโครงการ

8. เรียก API

ใช้ Custom Connector สำหรับ API ขององค์กร

9. เรียก Workflow

ทำงานร่วมกับ Agent Flows หรือ Power Automate

10. ช่วยให้ Agent ดำเนินงานหลายขั้นตอน

เช่น รับข้อมูล ตรวจสอบสิทธิ์ สร้างรายการ แล้วแจ้งผล

🧩 องค์ประกอบของ Connector ที่ควรเข้าใจ

องค์ประกอบหน้าที่
Connectorตัวเชื่อมต่อบริการ
Connectionการเชื่อมต่อที่ยืนยันตัวตนแล้ว
Actionคำสั่งที่ Connector ทำได้
Triggerเหตุการณ์ที่เริ่มกระบวนการในระบบที่รองรับ
Inputข้อมูลที่ส่งไปยัง Action
Outputผลลัพธ์ที่ Action ส่งกลับ
Authenticationวิธีพิสูจน์ตัวตน
Tool Descriptionคำอธิบายหน้าที่ของ Tool
Custom Connectorตัวเชื่อม API ที่พัฒนาขึ้นเอง
Data Policyนโยบายควบคุมการเชื่อมต่อข้อมูล

Connector กับ Connection ต่างกันอย่างไร?

Connector คือความสามารถเชื่อมบริการ เช่น SharePoint

Connection คือการเชื่อมต่อที่สร้างขึ้นโดยใช้บัญชีหรือข้อมูลยืนยันตัวตนสำหรับบริการนั้น

ตัวอย่างเช่น พนักงานสองคนอาจใช้ SharePoint Connector ตัวเดียวกัน แต่มี Connection ภายใต้บัญชีของตนเอง ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้ต่างกันตามสิทธิ์

Action คืออะไร?

Action คือการดำเนินงานที่ Connector รองรับ

ตัวอย่าง SharePoint Actions:

  • Get items
  • Get item
  • Create item
  • Update item

ชื่อ Action ที่มีให้ใช้งานจริงขึ้นอยู่กับ Connector และเวอร์ชัน

🆚 Connectors, Knowledge และ Tools ต่างกันอย่างไร?

สามคำนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

หัวข้อKnowledgeConnectorTool
หน้าที่ให้ข้อมูลประกอบคำตอบเชื่อมแอปหรือบริการให้ Agent ใช้ความสามารถเฉพาะ
ตัวอย่างคู่มือบริษัทSharePoint ConnectorGet item
อ่านข้อมูลได้ตามแหล่งข้อมูลได้ผ่าน Actionได้เมื่อ Tool รองรับ
เขียนข้อมูลไม่ใช่หน้าที่หลักรองรับบาง Actionsรองรับเมื่อกำหนดไว้
ใช้ APIผ่านวิธีเชื่อมต่อที่รองรับเป็นความสามารถหลักเรียกผ่าน Tool ที่เหมาะสม
เหมาะกับการค้นหาความรู้การเชื่อมระบบการดำเนินงาน

ตัวอย่างความแตกต่าง

หากถามว่า

“ขั้นตอนขอใบเสนอราคาคืออะไร?”

เหมาะกับ Knowledge

หากถามว่า

“ใบเสนอราคาหมายเลข Q-1001 อยู่ในสถานะใด?”

เหมาะกับ Connector Tool ที่อ่านข้อมูลจากระบบจริง

หากถามว่า

“สร้างคำขอใบเสนอราคาใหม่”

ต้องใช้ Tool หรือ Workflow ที่มีสิทธิ์สร้างข้อมูล พร้อมขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้อง

🆚 Power Platform Connectors กับ Microsoft 365 Copilot Connectors

Microsoft มี Connector สองกลุ่มสำคัญที่ควรแยกให้ออก

1. Power Platform Connectors

เน้นเชื่อมต่อบริการและเรียก API เพื่ออ่านหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล

เหมาะกับ

  • ตรวจสอบสถานะรายการ
  • สร้าง Ticket
  • อัปเดตข้อมูล
  • ส่งการแจ้งเตือน
  • เรียก Workflow

2. Microsoft 365 Copilot Connectors

เดิมเรียกว่า Microsoft Graph Connectors

เน้นนำข้อมูลจากระบบภายนอกมาจัดทำดัชนีใน Microsoft Graph เพื่อให้ Copilot และ Agents ค้นหาความรู้ได้

เหมาะกับ

  • ค้นหาคู่มือจากระบบภายนอก
  • ค้นหาฐานความรู้องค์กร
  • ค้นข้อมูลเอกสารจำนวนมาก
  • ใช้ Semantic Search

ข้อแตกต่างสำคัญ

Power Platform Connector ที่ใช้เป็น Tool สามารถเรียก API เพื่อดำเนินงานได้

ส่วน Microsoft 365 Copilot Connector สำหรับ Knowledge เน้นการค้นคืนข้อมูลจากดัชนี ไม่ใช่การสั่งแก้ไขข้อมูลในระบบปลายทางโดยตรง

Real-Time Knowledge Connectors คืออะไร?

Copilot Studio ยังมีความสามารถใช้ Power Platform Connectors เป็นแหล่ง Knowledge แบบ Real-Time โดยไม่คัดลอกข้อมูลต้นทางทั้งหมดเข้ามาจัดเก็บใน Microsoft 365

อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้อยู่ในสถานะ Preview ตามเอกสาร Microsoft จึงควรตรวจสอบความพร้อมก่อนใช้กับระบบ Production

🚀 วิธีเพิ่ม Connector ใน Copilot Studio ทีละขั้นตอน

ตัวอย่างนี้ใช้ Agent ที่รองรับ Standard Harness

ขั้นตอนที่ 1: เปิด Microsoft Copilot Studio

ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์สร้างหรือแก้ไข Agent

ขั้นตอนที่ 2: เลือก Environment

ตรวจสอบ Environment ที่ Agent อยู่

ขั้นตอนที่ 3: เปิด Agent

ไปที่เมนู Agents แล้วเลือก Agent ที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 4: เปิด Tools

เลือกหน้า Tools

ขั้นตอนที่ 5: กด Add a tool

ระบบจะแสดงประเภทเครื่องมือที่เพิ่มได้

ขั้นตอนที่ 6: เลือก Connector

เลือก Connector เพื่อแสดงแอปและบริการที่มีตัวเชื่อมต่อ

ขั้นตอนที่ 7: ค้นหาบริการ

พิมพ์ชื่อบริการ เช่น

  • SharePoint
  • Office 365 Outlook
  • Microsoft Teams
  • Microsoft Dataverse

ขั้นตอนที่ 8: เลือก Action

เมื่อเลือก Connector จะเห็นรายการ Actions

ตัวอย่าง:

SharePoint → Create item

ขั้นตอนที่ 9: สร้าง Connection

หากยังไม่มี Connection ให้เลือก Create new connection

ระบบอาจขอให้ลงชื่อเข้าใช้หรืออนุญาตการเชื่อมต่อ

ขั้นตอนที่ 10: ยืนยัน Connection

ทำตามขั้นตอน Authentication ของบริการนั้น

ขั้นตอนที่ 11: กด Add and configure

เพิ่ม Tool เข้า Agent และเปิดหน้าตั้งค่า

ขั้นตอนที่ 12: ตั้งชื่อและ Description

ควรตั้งชื่อให้สื่อถึงการทำงานจริง

ตัวอย่าง:

CreateServiceRequest

Description:

“Create a new service request in the SharePoint service list after collecting the required details and obtaining user confirmation.”

ขั้นตอนที่ 13: กำหนด Inputs

เช่น ชื่อลูกค้า ประเภทปัญหา สถานที่ และรายละเอียด

ขั้นตอนที่ 14: กำหนดการใช้ Outputs

ตรวจสอบว่า Tool จะส่งผลอะไรกลับ เช่น Item ID หรือสถานะสำเร็จ

ขั้นตอนที่ 15: Save

บันทึกการตั้งค่า Tool

ขั้นตอนที่ 16: ทดสอบ

เปิด Test Agent แล้วส่งคำสั่งที่ควรเรียก Tool

ขั้นตอนที่ 17: Publish

เมื่อทดสอบและตรวจสอบสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว จึง Publish เวอร์ชันล่าสุด

🧠 วิธีตั้งค่า Tool Description ให้ Agent เลือก Connector ถูก

สำหรับ Generative Orchestration ระบบสามารถใช้ชื่อและ Description ของ Tool เพื่อพิจารณาว่าควรเรียกเมื่อใด

Description ที่ไม่เหมาะสม

“SharePoint tool”

คำอธิบายนี้ไม่ได้บอกว่าทำอะไร

Description ที่เหมาะสม

“Create a new IT service request in the SharePoint list after collecting the user’s issue type, location, and problem description. Use only after the user confirms the information.”

สูตรที่แนะนำ

Action + ระบบปลายทาง + เงื่อนไขการใช้ + Inputs ที่จำเป็น + ข้อจำกัด

ตัวอย่าง Tool Descriptions

GetTicketStatus

“Retrieve the current status of an existing service ticket using its ticket number.”

CreateServiceRequest

“Create a new service ticket after confirming the required information.”

NotifySupportTeam

“Send a support notification to the designated Microsoft Teams channel after a valid service request is created.”

ควรหลีกเลี่ยงอะไร?

ไม่ควรตั้งชื่อ Tools หลายตัวให้คล้ายกันมากจน Agent แยกหน้าที่ไม่ชัดเจน

และไม่ควรใส่ Description ที่กล่าวอ้างความสามารถเกินกว่าที่ Action ทำได้จริง

📝 วิธีตั้งค่า Inputs สำหรับ Connector Tool

Inputs คือข้อมูลที่ Connector Action ต้องใช้

ตัวอย่าง Create item

สมมติว่า SharePoint List สำหรับรับแจ้งซ่อมมี Columns:

  • Title
  • IssueType
  • Location
  • Description
  • Priority

Tool จำเป็นต้องได้รับค่าที่เหมาะสมสำหรับ Columns ที่ต้องบันทึก

ตัวอย่าง Inputs

Inputชนิดข้อมูลตัวอย่าง
TitleTextWi-Fi Connection Issue
IssueTypeText / ChoiceWi-Fi
LocationTextOffice 3rd Floor
DescriptionTextCannot connect to Wi-Fi
PriorityChoiceMedium

Dynamically fill with AI คืออะไร?

เป็นตัวเลือกให้ AI พยายามนำข้อมูลจากบทสนทนามาเติมลง Input

หากข้อมูลไม่เพียงพอ ระบบอาจถามผู้ใช้เพิ่มเติมตามความสามารถที่รองรับ

ข้อควรระวัง

สำหรับข้อมูลสำคัญ เช่น Customer ID, Order ID หรือ Ticket Number ควรตรวจสอบรูปแบบและสิทธิ์ก่อนเรียก Action

ไม่ควรปล่อยให้ AI เดาค่าที่ต้องตรงกับระบบธุรกิจ

🔐 End User Authentication กับ Maker-Provided Credentials ต่างกันอย่างไร?

การเลือกวิธี Authentication เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการใช้ Connectors

1. End User Authentication

ใช้ Credentials ของผู้ใช้งาน Agent

เหมาะกับกรณีที่ต้องควบคุมสิทธิ์ตามบุคคล

ตัวอย่าง:

พนักงานถาม Agent ให้ค้นข้อมูลใน SharePoint ที่ตนมีสิทธิ์อ่าน

2. Maker-Provided Credentials

ใช้ Connection ที่ผู้สร้าง Agent จัดเตรียมไว้

เหมาะกับบางระบบที่ใช้งานทรัพยากรส่วนกลาง โดยมีการควบคุมที่เหมาะสม

ตัวอย่าง:

Agent เรียกบริการกลางที่ไม่มีข้อมูลเฉพาะบุคคลและจำกัดสิทธิ์ไว้แล้ว

ตารางเปรียบเทียบ

หัวข้อEnd UserMaker-Provided
ใช้บัญชีใครผู้ใช้งานผู้สร้างหรือบัญชีที่จัดเตรียมไว้
เหมาะกับข้อมูลเฉพาะบุคคลเหมาะสมกว่าต้องระวังเป็นพิเศษ
ต้องมีสิทธิ์ในระบบปลายทางผู้ใช้ต้องมีConnection ต้องมี
ความเสี่ยงด้านสิทธิ์ตามสิทธิ์ผู้ใช้อาจเปิดเผยหรือดำเนินงานเกินสิทธิ์ผู้ใช้
เหมาะกับข้อมูลส่วนบุคคลและงานตามสิทธิ์ทรัพยากรส่วนกลางที่ควบคุมไว้

ข้อควรระวังสำคัญ

หากใช้ Maker-Provided Credentials ที่มีสิทธิ์สูง Agent อาจเข้าถึงข้อมูลหรือดำเนินการที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่ควรมีสิทธิ์

องค์กรควรเลือก Authentication ตามหลัก Least Privilege และพิจารณานโยบายป้องกันการใช้ Credentials ของผู้สร้างเมื่อจำเป็น

🛠️ ตัวอย่างที่ 1: เชื่อม SharePoint Connector สร้าง Ticket

สมมติว่าบริษัทต้องการให้ AI Agent รับแจ้งปัญหา IT

ระบบที่ใช้

  • Microsoft Copilot Studio
  • SharePoint List
  • SharePoint Connector

ตัวอย่าง SharePoint List

IT-Service-Requests

Columns:

  • Title
  • IssueType
  • Location
  • Description
  • Priority
  • Status

ขั้นตอน

  1. สร้าง SharePoint List
  2. เปิด Copilot Studio
  3. เลือก Agent
  4. เพิ่ม SharePoint Connector
  5. เลือก Create item
  6. ตั้งค่า Connection
  7. กำหนด Site Address
  8. เลือก List Name
  9. กำหนด Inputs
  10. ทดสอบการสร้างรายการ

ตัวอย่างการสนทนา

ผู้ใช้: ต้องการแจ้งปัญหา Wi-Fi

Agent: รบกวนแจ้งสถานที่และอาการที่พบ

ผู้ใช้: ชั้น 3 เชื่อมต่อ Wi-Fi ไม่ได้

Agent: ต้องการให้สร้างรายการแจ้งซ่อมด้วยข้อมูลนี้หรือไม่?

ผู้ใช้: ยืนยัน

จากนั้น Agent สามารถเรียก Create item ได้เมื่อเชื่อม Tool จริงและได้รับสิทธิ์

ผลลัพธ์ที่ควรตรวจสอบ

  • สร้างรายการสำเร็จหรือไม่
  • มี Item ID หรือไม่
  • ข้อมูลถูกบันทึกครบหรือไม่
  • Status ถูกต้องหรือไม่
  • มีการสร้างรายการซ้ำหรือไม่

Agent ควรแจ้งความสำเร็จหลังได้รับผลยืนยันจาก Connector เท่านั้น

📧 ตัวอย่างที่ 2: เชื่อม Outlook Connector ส่งอีเมล

สามารถใช้ Outlook Connector เพื่อส่งอีเมลตามความสามารถและสิทธิ์ที่กำหนด

ตัวอย่างงาน

ส่งอีเมลแจ้งฝ่าย IT เมื่อมี Ticket ใหม่

ตัวอย่าง Action

Send an email (V2)

Inputs ที่สำคัญ

  • To
  • Subject
  • Body

ตัวอย่างการออกแบบ

เมื่อสร้าง Ticket สำเร็จแล้ว ให้ Agent หรือ Workflow ส่งข้อความแจ้งทีมงาน

Subject:

“New IT Service Request”

Body:

“มีรายการแจ้งซ่อมใหม่ พร้อมเลข Ticket และรายละเอียดที่ได้รับอนุญาตให้ส่ง”

ข้อควรระวัง

ไม่ควรให้ Agent ส่งอีเมลไปยังผู้รับที่ AI คาดเดาขึ้นเอง

ควรกำหนดผู้รับหรือให้ผู้ใช้ยืนยันก่อนส่ง โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลส่วนบุคคล

👥 ตัวอย่างที่ 3: เชื่อม Microsoft Teams Connector

Teams Connector ช่วยให้ Agent หรือ Workflow ส่งข้อความไปยังช่องทางที่รองรับได้

ตัวอย่างการใช้งาน

เมื่อมีงานแจ้งซ่อมที่มี Priority สูง ให้แจ้งทีม IT

ขั้นตอนโดยภาพรวม

  1. เพิ่ม Teams Connector
  2. เลือก Action สำหรับส่งข้อความ
  3. สร้าง Connection
  4. เลือก Team และ Channel
  5. กำหนดข้อความ
  6. ตรวจสอบสิทธิ์
  7. ทดสอบ

ตัวอย่างข้อความแจ้งเตือน

“มีงาน IT Priority High หมายเลข IT-1001 กรุณาตรวจสอบรายการในระบบ”

สิ่งที่ต้องระวัง

ไม่ควรส่งข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลภายในไปยัง Team หรือ Channel ที่ไม่ได้รับอนุญาต

🗄️ ตัวอย่างที่ 4: เชื่อม Dataverse Connector

Dataverse Connector เหมาะกับข้อมูลธุรกิจที่จัดเก็บใน Microsoft Power Platform

ตัวอย่าง Actions

  • List rows
  • Get a row by ID
  • Add a new row
  • Update a row

ตัวอย่างการใช้งาน

ผู้ใช้ถาม:

“Ticket IT-1001 อยู่สถานะอะไร?”

Agent เรียก Tool สำหรับค้นหาข้อมูลตาม Ticket Number

จากนั้นใช้ผลลัพธ์ที่ได้รับมาตอบ

ข้อควรระวัง

หาก Tool ไม่พบ Ticket ต้องแจ้งว่าไม่พบรายการ ไม่ควรสร้างสถานะขึ้นเอง

🌐 ตัวอย่างที่ 5: เชื่อม Salesforce หรือ CRM

องค์กรที่ใช้ระบบ CRM สามารถใช้ Connector ที่รองรับเพื่อช่วยงานฝ่ายขาย

ตัวอย่างงาน

  • ค้นข้อมูลลูกค้า
  • ตรวจสอบสถานะ Opportunity
  • สร้าง Case
  • อัปเดตข้อมูลตามสิทธิ์

ตัวอย่างคำถาม

“ช่วยตรวจสอบ Opportunity หมายเลข OP-1001”

Agent สามารถเรียก Action ที่รองรับเพื่ออ่านข้อมูลจริง

ข้อควรระวัง

ข้อมูลลูกค้าและโอกาสทางการขายเป็นข้อมูลสำคัญ ควรใช้สิทธิ์ตามผู้ใช้งานและตรวจสอบข้อมูลที่ Agent แสดง

🔄 วิธีใช้ Connector ภายใน Topics

หากต้องการให้ Agent ทำงานตามขั้นตอนที่แน่นอน สามารถเพิ่ม Connector ภายใน Topic ได้

ขั้นตอน

  1. เปิด Agent
  2. เลือก Topics
  3. เปิด Topic ที่ต้องการ
  4. คลิก Add node (+)
  5. เลือก Add a tool
  6. เลือก Connector
  7. ค้นหา Connector
  8. เลือก Action
  9. ตั้งค่า Connection
  10. กำหนด Inputs
  11. บันทึก
  12. ทดสอบ

เหมาะกับงานประเภทใด?

  • รับแจ้งซ่อม
  • ขอใบเสนอราคา
  • ลงทะเบียนผู้ติดต่อ
  • ส่งการแจ้งเตือน
  • ตรวจสอบสถานะ
  • ขั้นตอนที่ต้องมีการยืนยัน

ทำไมต้องใช้ Topic?

เพราะช่วยควบคุมลำดับคำถามและเงื่อนไขก่อนเรียก Action

โดยเฉพาะงานที่มีผลต่อข้อมูลจริง ควรกำหนดการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนดำเนินงาน

🧠 Connector กับ Generative Orchestration ทำงานร่วมกันอย่างไร?

Generative Orchestration ช่วยให้ Agent วิเคราะห์คำถามและเลือก Tools ที่เหมาะสมจากชื่อ Description และความสามารถที่กำหนด

ตัวอย่าง

ผู้ใช้ถาม:

“ช่วยตรวจสอบสถานะ Ticket IT-1001”

Agent อาจเลือก Tool ที่มี Description ว่า

“Retrieve the current status of a service ticket using its ticket number.”

สิ่งที่ควรตั้งค่า

  1. ชื่อ Tool ชัดเจน
  2. Description ตรงหน้าที่
  3. Inputs ถูกต้อง
  4. Authentication เหมาะสม
  5. Connection พร้อม
  6. Outputs มีข้อมูลเพียงพอ
  7. มีการจัดการข้อผิดพลาด

หากมี Tools หลายตัวคล้ายกัน?

ควรตั้งชื่อและ Description ให้แยกหน้าที่ชัดเจน

ตัวอย่าง:

GetTicketStatus

ใช้ตรวจสอบสถานะ

CreateTicket

ใช้สร้างรายการ

UpdateTicket

ใช้เปลี่ยนข้อมูลรายการ

ไม่ควรตั้ง Description ให้ทุก Tool เหมือนกัน เพราะอาจทำให้ Agent เลือกผิด

🧾 วิธีเขียน Instructions ให้ Agent ใช้ Connectors ถูกต้อง

ตัวอย่าง Instructions พร้อมใช้งาน

“You are an IT service assistant.

Help authorized users create and check IT service requests.

When the user asks for an existing ticket status, use the configured ticket lookup tool.

If the ticket number is missing, ask for it before using the tool.

When the user requests a new ticket, collect the issue type, location, and problem description.

Show a summary and ask for confirmation before creating a record.

Only report ticket creation as successful after the connector returns a successful result.

Do not invent ticket numbers or statuses.

If a connector fails, explain that the operation could not be completed and provide the appropriate next step.

Respond in polite Thai.”

ทำไม Instructions นี้จึงมีประโยชน์?

เพราะกำหนดให้ Agent แยกงานอ่านข้อมูลกับงานสร้างข้อมูล

พร้อมกำหนดว่าต้องถามอะไร และเมื่อใดจึงสามารถแจ้งว่างานสำเร็จ

Instructions ทดแทน Connection ได้หรือไม่?

ไม่ได้

ต้องสร้าง Connection จริงและกำหนดสิทธิ์ของบริการปลายทาง

🔐 วิธีรักษาความปลอดภัย Connectors ใน Copilot Studio

การเชื่อมบริการภายนอกอาจทำให้ Agent เข้าถึงข้อมูลหรือเปลี่ยนแปลงระบบจริง จึงต้องกำหนดมาตรการความปลอดภัย

1. ใช้ Least Privilege

ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น

2. เลือก Authentication ให้เหมาะสม

ใช้ End User เมื่อข้อมูลหรือการดำเนินงานต้องขึ้นกับสิทธิ์ของผู้ใช้

3. จำกัด Maker-Provided Credentials

หลีกเลี่ยงการใช้บัญชีผู้สร้างที่มีสิทธิ์สูงกับ Agent ที่ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงได้

4. ตรวจสอบ Data Policies

ผู้ดูแลสามารถใช้ Power Platform Data Policies เพื่อควบคุม Connectors ที่อนุญาต

5. แยก Environment

ใช้ Development และ Production ตามความเหมาะสม

6. ตรวจสอบ Inputs

ป้องกันข้อมูลผิดประเภทหรือไม่ครบ

7. ขอการยืนยันก่อนเขียนข้อมูล

โดยเฉพาะการสร้าง แก้ไข หรือลบรายการ

8. ตรวจสอบ Outputs

ไม่ควรอ้างว่าดำเนินงานสำเร็จโดยไม่มีผลยืนยัน

9. ระวังการส่งข้อมูลข้ามระบบ

ไม่ส่งข้อมูลลับไปยังบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต

10. ติดตามกิจกรรม

ตรวจสอบการทำงานผิดปกติและข้อผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง

🧪 วิธีทดสอบ Connector ก่อน Publish

ควรทดสอบอย่างน้อย 10 กรณี

1. Connection ใช้งานได้

ตรวจสอบว่าสามารถลงชื่อเข้าใช้บริการปลายทาง

2. Inputs ครบ

ทดสอบเมื่อผู้ใช้ให้ข้อมูลครบ

3. Inputs ไม่ครบ

ตรวจสอบว่า Agent ขอรายละเอียดเพิ่มเติม

4. ข้อมูลไม่พบ

ทดสอบกรณี Ticket Number ไม่มีจริง

5. ไม่มีสิทธิ์

ทดสอบด้วยบัญชีที่ไม่ได้รับอนุญาต

6. API Error

จำลองกรณีระบบปลายทางไม่ตอบสนอง

7. ข้อมูลผิดประเภท

เช่น ส่งข้อความแทนจำนวน

8. การดำเนินงานซ้ำ

ตรวจสอบว่า Agent ไม่สร้างรายการซ้ำโดยไม่ตั้งใจ

9. ผู้ใช้ยกเลิก

ตรวจสอบว่า Agent หยุดดำเนินงานเมื่อผู้ใช้ไม่ยืนยัน

10. ผลลัพธ์หลัง Publish

ทดสอบใน Microsoft Teams หรือช่องทางจริงตามที่เลือก

ตารางบันทึกผลการทดสอบ

กรณีผลที่คาดหวัง
ข้อมูลครบTool ทำงานสำเร็จ
ข้อมูลไม่ครบAgent ถามเพิ่ม
ไม่มีสิทธิ์ไม่ดำเนินงาน
ไม่พบรายการแจ้งว่าไม่พบ
ระบบผิดพลาดแจ้งไม่สำเร็จ
ผู้ใช้ยกเลิกไม่สร้างรายการ
Tool สำเร็จแสดงผลจริง

⚠️ ข้อจำกัดของ Connectors ที่ควรรู้

1. ต้องมี Connection ที่ถูกต้อง

Connector ไม่สามารถทำงานโดยไม่มีการยืนยันตัวตนที่จำเป็น

2. Actions แตกต่างกัน

แต่ละ Connector มีรายการ Actions ไม่เหมือนกัน

3. Connector บางประเภทใช้ License เพิ่ม

โดยเฉพาะ Premium หรือ Custom Connectors ตามเงื่อนไขการใช้งาน

4. มี API Limits

ระบบปลายทางอาจจำกัดจำนวนคำขอ

5. มี Data Policies

บางองค์กรไม่อนุญาตให้เชื่อมบริการบางประเภท

6. มีข้อจำกัดตาม Channel

การยืนยันตัวตนหรือการใช้ Connector บางประเภทอาจต่างกันระหว่าง Test Agent กับช่องทางเผยแพร่

7. Agent อาจเลือก Tool ไม่ตรง

ต้องเขียน Description และทดสอบให้เหมาะสม

8. Connection อาจหมดอายุ

ต้องตรวจสอบ Credentials หรือ Tokens เมื่อระบบขอให้ลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง

9. ไม่มีการรับประกันว่า Action สำเร็จทุกครั้ง

ระบบปลายทางอาจผิดพลาดหรือไม่พร้อมใช้งาน

10. งานสำคัญต้องมีการตรวจสอบ

โดยเฉพาะการแก้ไขข้อมูลลูกค้า การเงิน หรือข้อมูลระบบสำคัญ

🔧 Connector ใน Copilot Studio ใช้งานไม่ได้ แก้อย่างไร?

ปัญหาที่ 1: ไม่พบ Connector

ตรวจสอบประเภท Agent, Environment และ Data Policies ขององค์กร

ปัญหาที่ 2: ไม่พบ Action ที่ต้องการ

ตรวจสอบว่า Connector รองรับ Action ดังกล่าวจริงหรือไม่

ปัญหาที่ 3: สร้าง Connection ไม่สำเร็จ

ตรวจสอบบัญชีและ Authentication ของบริการปลายทาง

ปัญหาที่ 4: Agent ไม่เรียก Tool

ตรวจสอบชื่อ Tool, Description และเงื่อนไขที่กำหนด

ปัญหาที่ 5: Tool ขอ Login ซ้ำ

ตรวจสอบ Connection และวิธี Authentication ที่เลือก

ปัญหาที่ 6: Permission Denied

ตรวจสอบสิทธิ์ของบัญชีที่เรียก Connector

ปัญหาที่ 7: Input Parameter ผิด

ตรวจสอบชื่อ Fields และประเภทข้อมูล

ปัญหาที่ 8: Tool ทำงานแต่ไม่คืนผล

ตรวจสอบ Outputs และการจัดการผลลัพธ์

ปัญหาที่ 9: Agent แจ้งว่าสำเร็จทั้งที่สร้างรายการไม่สำเร็จ

แก้ Instructions และตรวจสอบให้ Agent ใช้ผลยืนยันจริงจาก Tool

ปัญหาที่ 10: Connector ถูก Data Policy บล็อก

ติดต่อผู้ดูแล Power Platform เพื่อประเมินและอนุญาตตามนโยบายองค์กร

ปัญหาที่ 11: SharePoint Create item ไม่สำเร็จ

ตรวจสอบ Site Address, List Name, Required Columns และ Permissions

ปัญหาที่ 12: Outlook ส่งอีเมลไม่ได้

ตรวจสอบ Mailbox, Connection, Recipient และสิทธิ์ส่งอีเมล

ปัญหาที่ 13: Teams ส่งข้อความไม่ได้

ตรวจสอบ Team, Channel และสิทธิ์ของบัญชี

ปัญหาที่ 14: Dataverse อ่านข้อมูลไม่ได้

ตรวจสอบ Environment, Security Roles และ Connection

ปัญหาที่ 15: API Rate Limit

ตรวจสอบจำนวนคำขอและใช้กลไกจัดการข้อผิดพลาดที่เหมาะสม

ปัญหาที่ 16: ใช้งานใน Test ได้ แต่ใช้บนเว็บไซต์ไม่ได้

ตรวจสอบ Authentication และการรองรับ Connector ของ Channel

ปัญหาที่ 17: Tool ทำงานช้า

ตรวจสอบเวลาในการตอบสนองของบริการปลายทางและจำนวน Actions ที่เรียกใช้

ปัญหาที่ 18: Agent ทำงานซ้ำ

ตรวจสอบ Topics, Orchestration และการยืนยันก่อนเรียก Action

📊 Checklist ก่อน Publish Agent ที่ใช้ Connectors

รายการสิ่งที่ต้องตรวจสอบ
Connectorตรงกับบริการ
Actionทำงานตามที่ต้องการ
Connectionพร้อมใช้งาน
Authenticationเหมาะสม
Permissionsไม่เกินจำเป็น
Tool Nameสื่อหน้าที่
Descriptionชัดเจน
Inputsครบถ้วน
Outputsตรวจสอบได้
Error Handlingมีวิธีจัดการ
Confirmationใช้กับงานสำคัญ
Data Policyไม่ขัดนโยบาย
API Limitsประเมินแล้ว
Test Casesผ่านการทดสอบ
Channelรองรับการใช้งาน
Billingตรวจสอบค่าใช้จ่าย
Agent Ownerมีผู้รับผิดชอบ
Publishเวอร์ชันล่าสุด
Monitoringมีแผนติดตามผล

📈 10 เทคนิคใช้ Connectors ให้ AI Agent ทำงานได้ดี

1. เริ่มจาก Connector ตัวเดียวก่อน

2. เลือก Action ให้ตรงกับงาน

3. ตั้งชื่อ Tools ให้เข้าใจง่าย

4. เขียน Description อย่างชัดเจน

5. กำหนด Inputs ที่จำเป็น

6. ใช้ Authentication ตามสิทธิ์ผู้ใช้เมื่อเหมาะสม

7. ขอการยืนยันก่อนเปลี่ยนข้อมูล

8. ตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนแจ้งว่าสำเร็จ

9. ทดสอบทั้งกรณีสำเร็จและผิดพลาด

10. ติดตามต้นทุนและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ Agent ตัวแรก ควรเริ่มจากงานความเสี่ยงต่ำ เช่น การอ่านสถานะรายการ ก่อนเพิ่มความสามารถเขียนหรือแก้ไขข้อมูลในระบบจริง

❓ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Connectors ใน Copilot Studio

Connectors ใน Copilot Studio คืออะไร?

Connectors คือส่วนเชื่อมต่อแอปและบริการต่างๆ เพื่อให้ Agent สามารถอ่านข้อมูลหรือดำเนินงานผ่าน Actions ที่รองรับ

วิธีเพิ่ม Connector ใน Copilot Studio ทำอย่างไร?

เปิด Agent เลือก Tools → Add a tool → Connector จากนั้นเลือกบริการและ Action สร้าง Connection แล้วกำหนด Inputs ก่อนทดสอบ

Copilot Studio เชื่อม SharePoint ได้ไหม?

ได้ สามารถใช้ SharePoint Connector สำหรับอ่านหรือจัดการรายการตามสิทธิ์และ Actions ที่รองรับ

Copilot Studio ส่งอีเมลได้ไหม?

ได้เมื่อเพิ่ม Outlook Connector หรือเครื่องมือที่รองรับและกำหนดสิทธิ์ถูกต้อง

Copilot Studio ส่งข้อความเข้า Teams ได้ไหม?

ได้เมื่อเพิ่ม Teams Connector และเลือก Action ที่เหมาะสม

Copilot Studio เชื่อม Dataverse ได้ไหม?

ได้ทั้งรูปแบบ Knowledge และ Tools ตามความสามารถที่รองรับ

Copilot Studio เชื่อม Salesforce ได้ไหม?

ได้เมื่อ Connector และบัญชีมีสิทธิ์รองรับ

Connector กับ Connection ต่างกันอย่างไร?

Connector เป็นตัวเชื่อมต่อบริการ ส่วน Connection เป็นการเชื่อมต่อที่สร้างขึ้นโดยใช้บัญชีและข้อมูลยืนยันตัวตน

Connector กับ Tool ต่างกันอย่างไร?

Connector มี Actions สำหรับบริการ ส่วน Tool คือความสามารถเฉพาะที่เพิ่มเข้า Agent เพื่อให้เรียกใช้งานได้

Connector กับ Knowledge ต่างกันอย่างไร?

Knowledge เน้นตอบคำถามจากข้อมูล ส่วน Connector Tool สามารถเรียก API และดำเนินงานได้

Copilot Studio ใช้ Custom Connector ได้ไหม?

ได้ โดยสามารถสร้าง Custom Connector สำหรับ API ขององค์กร แล้วเพิ่มเป็น Tool ตามความสามารถที่รองรับ

Custom Connector ต้องเขียนโค้ดไหม?

ขึ้นอยู่กับ API และวิธีสร้าง อาจใช้ OpenAPI Definition หรือการกำหนดรายละเอียดด้วยเครื่องมือที่มีให้

Connector ต้อง Login ไหม?

โดยทั่วไปต้องมี Authentication หรือ Connection ตามข้อกำหนดของบริการ

End User Authentication คืออะไร?

เป็นการใช้ Credentials ของผู้ใช้ Agent เพื่อเข้าถึงระบบปลายทางภายใต้สิทธิ์ของตน

Maker-Provided Credentials คืออะไร?

เป็นการใช้ Connection ที่ผู้สร้างจัดเตรียมไว้ ซึ่งต้องควบคุมความเสี่ยงด้านการเข้าถึงข้อมูล

Connectors ใช้กับ Topics ได้ไหม?

ได้ สามารถเพิ่ม Connector Actions ภายใน Topics สำหรับงานที่ต้องมีขั้นตอน

Connectors ใช้กับ Generative Orchestration ได้ไหม?

ได้ โดย Agent สามารถเลือก Tools ตาม Description และบริบทตามความสามารถที่รองรับ

Connector ทำงานไม่ได้ต้องตรวจสอบอะไร?

เริ่มจาก Connection, Authentication, Permissions, Inputs และ Tool Description

Connector มีค่าใช้จ่ายไหม?

ขึ้นอยู่กับประเภท Connector, License และบริการที่เชื่อมต่อ บางกรณีอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

Copilot Studio สร้าง Ticket อัตโนมัติได้ไหม?

ได้เมื่อเพิ่ม Tool หรือ Workflow ที่สามารถสร้างรายการในระบบจริง และมีสิทธิ์ที่เหมาะสม

✅ สรุปวิธีใช้ Connectors ใน Copilot Studio

Connectors เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ Microsoft Copilot Studio เชื่อม AI Agent กับแอปและบริการต่างๆ เพื่ออ่านข้อมูล สร้างรายการ อัปเดตข้อมูล ส่งข้อความ หรือเรียกกระบวนการทำงานอัตโนมัติ

ขั้นตอนหลักคือเปิด Agent เลือก Tools → Add a tool → Connector เลือกบริการและ Action สร้าง Connection กำหนด Authentication, Inputs และ Outputs แล้วทดสอบก่อน Publish

สำหรับธุรกิจ สามารถนำ Connectors ไปใช้กับงาน IT Helpdesk, Customer Service, Sales และ Project Management เพื่อให้ AI Agent ช่วยดำเนินงานกับระบบจริงได้

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกความแตกต่างระหว่าง Knowledge กับ Connector Tools ให้ชัดเจน โดย Knowledge ใช้ค้นหาและอธิบายข้อมูล ส่วน Tools ใช้เรียกการทำงานผ่านระบบที่เชื่อมต่อ

นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับ Authentication, Permissions และ Data Policies เพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลหรือการดำเนินงานเกินสิทธิ์

comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง กำหนดงาน → เลือก Connector → เลือก Action → สร้าง Connection → ตั้งค่า Tool → ตรวจสอบสิทธิ์ → ทดสอบ → Publish → ติดตามผล

เมื่อกำหนด Connector และสิทธิ์อย่างเหมาะสม AI Agent จะสามารถพัฒนาจากระบบตอบคำถามไปสู่ผู้ช่วยที่ดำเนินงานร่วมกับแอปและบริการขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้