Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีใช้ Connectors ใน Microsoft Copilot Studio เริ่มจากเปิด AI Agent ที่ต้องการ เลือกเมนู Tools → Add a tool → Connector จากนั้นค้นหาแอปหรือบริการที่ต้องการเชื่อมต่อ เลือก Action สร้าง Connection และกำหนด Authentication, Inputs และ Outputs ก่อนทดสอบให้แน่ใจว่า Agent สามารถเรียกใช้เครื่องมือและรับผลลัพธ์ได้ถูกต้อง
Connectors เป็นเครื่องมือสำคัญของ Microsoft Power Platform ที่ช่วยเชื่อม AI Agent เข้ากับระบบภายนอก เช่น SharePoint, Outlook, Microsoft Teams, Dataverse, Salesforce และบริการอื่นที่รองรับ
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทสร้าง AI Agent สำหรับรับแจ้งปัญหาคอมพิวเตอร์ สามารถใช้ Connector เพื่อเพิ่มรายการแจ้งซ่อมลงใน SharePoint List หรือ Dataverse แล้วใช้ Connector อีกตัวส่งการแจ้งเตือนไปยัง Microsoft Teams
จากเดิมที่ AI Agent ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามจากเอกสาร เมื่อเพิ่ม Connectors ก็สามารถช่วยดำเนินงานกับระบบธุรกิจได้จริงตามสิทธิ์ที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม Connector ไม่ได้หมายความว่า Agent จะสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือสั่งงานทุกอย่างได้ทันที ผู้สร้างต้องเลือก Action ให้ถูกต้อง กำหนดสิทธิ์การเชื่อมต่อ ตรวจสอบข้อมูล Input และทดสอบผลลัพธ์ก่อนเปิดใช้งานจริง
บทความนี้ comsiam จะสอนใช้ Connectors ใน Microsoft Copilot Studio ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีเพิ่ม Connector การตั้งค่า Authentication การใช้ Actions ภายใน Topics การเชื่อม SharePoint, Outlook, Teams และ Dataverse พร้อมตัวอย่าง Workflow สำหรับธุรกิจ การแก้ไขข้อผิดพลาด และแนวทางรักษาความปลอดภัย
Connectors คือส่วนเชื่อมต่อระหว่าง Microsoft Copilot Studio กับแอปหรือบริการต่างๆ
Microsoft Power Platform มี Connectors สำหรับเชื่อม API ของบริการทั้งภายในและภายนอกระบบ Microsoft
Connectors สามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ เช่น
Connector ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยให้ Agent ติดต่อระบบปลายทางโดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดสำหรับการเชื่อมต่อทั้งหมดด้วยตัวเอง
ตัวอย่างเช่น
ผู้ใช้ถามว่า
“ช่วยตรวจสอบสถานะรายการแจ้งซ่อม IT-1001”
หาก Agent มี Connector Action ที่สามารถค้นหารายการแจ้งซ่อม และผู้ใช้งานได้รับอนุญาต Agent ก็สามารถเรียกข้อมูลจากระบบจริงมาตอบได้
AI Chatbot ที่ไม่มีเครื่องมือเชื่อมต่ออาจตอบได้จาก Knowledge หรือข้อมูลที่มีอยู่ในบริบทการสนทนา
แต่เมื่อเพิ่ม Connectors ให้ Agent ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันหรือดำเนินงานผ่านบริการที่รองรับได้
ตัวอย่าง:
ไม่มี Connector
“กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบสถานะงาน”
มี Connector สำหรับตรวจสอบสถานะ
Agent สามารถรับ Ticket Number แล้วใช้ Action ค้นหาสถานะจริงจากระบบก่อนตอบ
เช่น ดึงรายการจาก SharePoint หรือ Dataverse
เช่น สร้าง Ticket ในระบบ Helpdesk
เช่น เปลี่ยนสถานะงานในระบบที่ได้รับอนุญาต
ใช้ Connector ที่รองรับส่งอีเมลผ่าน Outlook
แจ้งข้อมูลผ่าน Microsoft Teams
เรียกข้อมูลจาก CRM เช่น Salesforce ตามสิทธิ์
เช่น ERP, CRM และระบบจัดการโครงการ
ใช้ Custom Connector สำหรับ API ขององค์กร
ทำงานร่วมกับ Agent Flows หรือ Power Automate
เช่น รับข้อมูล ตรวจสอบสิทธิ์ สร้างรายการ แล้วแจ้งผล
| องค์ประกอบ | หน้าที่ |
|---|---|
| Connector | ตัวเชื่อมต่อบริการ |
| Connection | การเชื่อมต่อที่ยืนยันตัวตนแล้ว |
| Action | คำสั่งที่ Connector ทำได้ |
| Trigger | เหตุการณ์ที่เริ่มกระบวนการในระบบที่รองรับ |
| Input | ข้อมูลที่ส่งไปยัง Action |
| Output | ผลลัพธ์ที่ Action ส่งกลับ |
| Authentication | วิธีพิสูจน์ตัวตน |
| Tool Description | คำอธิบายหน้าที่ของ Tool |
| Custom Connector | ตัวเชื่อม API ที่พัฒนาขึ้นเอง |
| Data Policy | นโยบายควบคุมการเชื่อมต่อข้อมูล |
Connector คือความสามารถเชื่อมบริการ เช่น SharePoint
Connection คือการเชื่อมต่อที่สร้างขึ้นโดยใช้บัญชีหรือข้อมูลยืนยันตัวตนสำหรับบริการนั้น
ตัวอย่างเช่น พนักงานสองคนอาจใช้ SharePoint Connector ตัวเดียวกัน แต่มี Connection ภายใต้บัญชีของตนเอง ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้ต่างกันตามสิทธิ์
Action คือการดำเนินงานที่ Connector รองรับ
ตัวอย่าง SharePoint Actions:
ชื่อ Action ที่มีให้ใช้งานจริงขึ้นอยู่กับ Connector และเวอร์ชัน
สามคำนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
| หัวข้อ | Knowledge | Connector | Tool |
|---|---|---|---|
| หน้าที่ | ให้ข้อมูลประกอบคำตอบ | เชื่อมแอปหรือบริการ | ให้ Agent ใช้ความสามารถเฉพาะ |
| ตัวอย่าง | คู่มือบริษัท | SharePoint Connector | Get item |
| อ่านข้อมูล | ได้ตามแหล่งข้อมูล | ได้ผ่าน Action | ได้เมื่อ Tool รองรับ |
| เขียนข้อมูล | ไม่ใช่หน้าที่หลัก | รองรับบาง Actions | รองรับเมื่อกำหนดไว้ |
| ใช้ API | ผ่านวิธีเชื่อมต่อที่รองรับ | เป็นความสามารถหลัก | เรียกผ่าน Tool ที่เหมาะสม |
| เหมาะกับ | การค้นหาความรู้ | การเชื่อมระบบ | การดำเนินงาน |
หากถามว่า
“ขั้นตอนขอใบเสนอราคาคืออะไร?”
เหมาะกับ Knowledge
หากถามว่า
“ใบเสนอราคาหมายเลข Q-1001 อยู่ในสถานะใด?”
เหมาะกับ Connector Tool ที่อ่านข้อมูลจากระบบจริง
หากถามว่า
“สร้างคำขอใบเสนอราคาใหม่”
ต้องใช้ Tool หรือ Workflow ที่มีสิทธิ์สร้างข้อมูล พร้อมขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้อง
Microsoft มี Connector สองกลุ่มสำคัญที่ควรแยกให้ออก
เน้นเชื่อมต่อบริการและเรียก API เพื่ออ่านหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล
เหมาะกับ
เดิมเรียกว่า Microsoft Graph Connectors
เน้นนำข้อมูลจากระบบภายนอกมาจัดทำดัชนีใน Microsoft Graph เพื่อให้ Copilot และ Agents ค้นหาความรู้ได้
เหมาะกับ
Power Platform Connector ที่ใช้เป็น Tool สามารถเรียก API เพื่อดำเนินงานได้
ส่วน Microsoft 365 Copilot Connector สำหรับ Knowledge เน้นการค้นคืนข้อมูลจากดัชนี ไม่ใช่การสั่งแก้ไขข้อมูลในระบบปลายทางโดยตรง
Copilot Studio ยังมีความสามารถใช้ Power Platform Connectors เป็นแหล่ง Knowledge แบบ Real-Time โดยไม่คัดลอกข้อมูลต้นทางทั้งหมดเข้ามาจัดเก็บใน Microsoft 365
อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้อยู่ในสถานะ Preview ตามเอกสาร Microsoft จึงควรตรวจสอบความพร้อมก่อนใช้กับระบบ Production
ตัวอย่างนี้ใช้ Agent ที่รองรับ Standard Harness
ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์สร้างหรือแก้ไข Agent
ตรวจสอบ Environment ที่ Agent อยู่
ไปที่เมนู Agents แล้วเลือก Agent ที่ต้องการ
เลือกหน้า Tools
ระบบจะแสดงประเภทเครื่องมือที่เพิ่มได้
เลือก Connector เพื่อแสดงแอปและบริการที่มีตัวเชื่อมต่อ
พิมพ์ชื่อบริการ เช่น
เมื่อเลือก Connector จะเห็นรายการ Actions
ตัวอย่าง:
SharePoint → Create item
หากยังไม่มี Connection ให้เลือก Create new connection
ระบบอาจขอให้ลงชื่อเข้าใช้หรืออนุญาตการเชื่อมต่อ
ทำตามขั้นตอน Authentication ของบริการนั้น
เพิ่ม Tool เข้า Agent และเปิดหน้าตั้งค่า
ควรตั้งชื่อให้สื่อถึงการทำงานจริง
ตัวอย่าง:
CreateServiceRequest
Description:
“Create a new service request in the SharePoint service list after collecting the required details and obtaining user confirmation.”
เช่น ชื่อลูกค้า ประเภทปัญหา สถานที่ และรายละเอียด
ตรวจสอบว่า Tool จะส่งผลอะไรกลับ เช่น Item ID หรือสถานะสำเร็จ
บันทึกการตั้งค่า Tool
เปิด Test Agent แล้วส่งคำสั่งที่ควรเรียก Tool
เมื่อทดสอบและตรวจสอบสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว จึง Publish เวอร์ชันล่าสุด
สำหรับ Generative Orchestration ระบบสามารถใช้ชื่อและ Description ของ Tool เพื่อพิจารณาว่าควรเรียกเมื่อใด
“SharePoint tool”
คำอธิบายนี้ไม่ได้บอกว่าทำอะไร
“Create a new IT service request in the SharePoint list after collecting the user’s issue type, location, and problem description. Use only after the user confirms the information.”
Action + ระบบปลายทาง + เงื่อนไขการใช้ + Inputs ที่จำเป็น + ข้อจำกัด
GetTicketStatus
“Retrieve the current status of an existing service ticket using its ticket number.”
CreateServiceRequest
“Create a new service ticket after confirming the required information.”
NotifySupportTeam
“Send a support notification to the designated Microsoft Teams channel after a valid service request is created.”
ไม่ควรตั้งชื่อ Tools หลายตัวให้คล้ายกันมากจน Agent แยกหน้าที่ไม่ชัดเจน
และไม่ควรใส่ Description ที่กล่าวอ้างความสามารถเกินกว่าที่ Action ทำได้จริง
Inputs คือข้อมูลที่ Connector Action ต้องใช้
สมมติว่า SharePoint List สำหรับรับแจ้งซ่อมมี Columns:
Tool จำเป็นต้องได้รับค่าที่เหมาะสมสำหรับ Columns ที่ต้องบันทึก
| Input | ชนิดข้อมูล | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Title | Text | Wi-Fi Connection Issue |
| IssueType | Text / Choice | Wi-Fi |
| Location | Text | Office 3rd Floor |
| Description | Text | Cannot connect to Wi-Fi |
| Priority | Choice | Medium |
เป็นตัวเลือกให้ AI พยายามนำข้อมูลจากบทสนทนามาเติมลง Input
หากข้อมูลไม่เพียงพอ ระบบอาจถามผู้ใช้เพิ่มเติมตามความสามารถที่รองรับ
สำหรับข้อมูลสำคัญ เช่น Customer ID, Order ID หรือ Ticket Number ควรตรวจสอบรูปแบบและสิทธิ์ก่อนเรียก Action
ไม่ควรปล่อยให้ AI เดาค่าที่ต้องตรงกับระบบธุรกิจ
การเลือกวิธี Authentication เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการใช้ Connectors
ใช้ Credentials ของผู้ใช้งาน Agent
เหมาะกับกรณีที่ต้องควบคุมสิทธิ์ตามบุคคล
ตัวอย่าง:
พนักงานถาม Agent ให้ค้นข้อมูลใน SharePoint ที่ตนมีสิทธิ์อ่าน
ใช้ Connection ที่ผู้สร้าง Agent จัดเตรียมไว้
เหมาะกับบางระบบที่ใช้งานทรัพยากรส่วนกลาง โดยมีการควบคุมที่เหมาะสม
ตัวอย่าง:
Agent เรียกบริการกลางที่ไม่มีข้อมูลเฉพาะบุคคลและจำกัดสิทธิ์ไว้แล้ว
| หัวข้อ | End User | Maker-Provided |
|---|---|---|
| ใช้บัญชีใคร | ผู้ใช้งาน | ผู้สร้างหรือบัญชีที่จัดเตรียมไว้ |
| เหมาะกับข้อมูลเฉพาะบุคคล | เหมาะสมกว่า | ต้องระวังเป็นพิเศษ |
| ต้องมีสิทธิ์ในระบบปลายทาง | ผู้ใช้ต้องมี | Connection ต้องมี |
| ความเสี่ยงด้านสิทธิ์ | ตามสิทธิ์ผู้ใช้ | อาจเปิดเผยหรือดำเนินงานเกินสิทธิ์ผู้ใช้ |
| เหมาะกับ | ข้อมูลส่วนบุคคลและงานตามสิทธิ์ | ทรัพยากรส่วนกลางที่ควบคุมไว้ |
หากใช้ Maker-Provided Credentials ที่มีสิทธิ์สูง Agent อาจเข้าถึงข้อมูลหรือดำเนินการที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่ควรมีสิทธิ์
องค์กรควรเลือก Authentication ตามหลัก Least Privilege และพิจารณานโยบายป้องกันการใช้ Credentials ของผู้สร้างเมื่อจำเป็น
สมมติว่าบริษัทต้องการให้ AI Agent รับแจ้งปัญหา IT
IT-Service-Requests
Columns:
ผู้ใช้: ต้องการแจ้งปัญหา Wi-Fi
Agent: รบกวนแจ้งสถานที่และอาการที่พบ
ผู้ใช้: ชั้น 3 เชื่อมต่อ Wi-Fi ไม่ได้
Agent: ต้องการให้สร้างรายการแจ้งซ่อมด้วยข้อมูลนี้หรือไม่?
ผู้ใช้: ยืนยัน
จากนั้น Agent สามารถเรียก Create item ได้เมื่อเชื่อม Tool จริงและได้รับสิทธิ์
Agent ควรแจ้งความสำเร็จหลังได้รับผลยืนยันจาก Connector เท่านั้น
สามารถใช้ Outlook Connector เพื่อส่งอีเมลตามความสามารถและสิทธิ์ที่กำหนด
ส่งอีเมลแจ้งฝ่าย IT เมื่อมี Ticket ใหม่
Send an email (V2)
เมื่อสร้าง Ticket สำเร็จแล้ว ให้ Agent หรือ Workflow ส่งข้อความแจ้งทีมงาน
Subject:
“New IT Service Request”
Body:
“มีรายการแจ้งซ่อมใหม่ พร้อมเลข Ticket และรายละเอียดที่ได้รับอนุญาตให้ส่ง”
ไม่ควรให้ Agent ส่งอีเมลไปยังผู้รับที่ AI คาดเดาขึ้นเอง
ควรกำหนดผู้รับหรือให้ผู้ใช้ยืนยันก่อนส่ง โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลส่วนบุคคล
Teams Connector ช่วยให้ Agent หรือ Workflow ส่งข้อความไปยังช่องทางที่รองรับได้
เมื่อมีงานแจ้งซ่อมที่มี Priority สูง ให้แจ้งทีม IT
“มีงาน IT Priority High หมายเลข IT-1001 กรุณาตรวจสอบรายการในระบบ”
ไม่ควรส่งข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลภายในไปยัง Team หรือ Channel ที่ไม่ได้รับอนุญาต
Dataverse Connector เหมาะกับข้อมูลธุรกิจที่จัดเก็บใน Microsoft Power Platform
ผู้ใช้ถาม:
“Ticket IT-1001 อยู่สถานะอะไร?”
Agent เรียก Tool สำหรับค้นหาข้อมูลตาม Ticket Number
จากนั้นใช้ผลลัพธ์ที่ได้รับมาตอบ
หาก Tool ไม่พบ Ticket ต้องแจ้งว่าไม่พบรายการ ไม่ควรสร้างสถานะขึ้นเอง
องค์กรที่ใช้ระบบ CRM สามารถใช้ Connector ที่รองรับเพื่อช่วยงานฝ่ายขาย
“ช่วยตรวจสอบ Opportunity หมายเลข OP-1001”
Agent สามารถเรียก Action ที่รองรับเพื่ออ่านข้อมูลจริง
ข้อมูลลูกค้าและโอกาสทางการขายเป็นข้อมูลสำคัญ ควรใช้สิทธิ์ตามผู้ใช้งานและตรวจสอบข้อมูลที่ Agent แสดง
หากต้องการให้ Agent ทำงานตามขั้นตอนที่แน่นอน สามารถเพิ่ม Connector ภายใน Topic ได้
เพราะช่วยควบคุมลำดับคำถามและเงื่อนไขก่อนเรียก Action
โดยเฉพาะงานที่มีผลต่อข้อมูลจริง ควรกำหนดการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนดำเนินงาน
Generative Orchestration ช่วยให้ Agent วิเคราะห์คำถามและเลือก Tools ที่เหมาะสมจากชื่อ Description และความสามารถที่กำหนด
ผู้ใช้ถาม:
“ช่วยตรวจสอบสถานะ Ticket IT-1001”
Agent อาจเลือก Tool ที่มี Description ว่า
“Retrieve the current status of a service ticket using its ticket number.”
ควรตั้งชื่อและ Description ให้แยกหน้าที่ชัดเจน
ตัวอย่าง:
GetTicketStatus
ใช้ตรวจสอบสถานะ
CreateTicket
ใช้สร้างรายการ
UpdateTicket
ใช้เปลี่ยนข้อมูลรายการ
ไม่ควรตั้ง Description ให้ทุก Tool เหมือนกัน เพราะอาจทำให้ Agent เลือกผิด
“You are an IT service assistant.
Help authorized users create and check IT service requests.
When the user asks for an existing ticket status, use the configured ticket lookup tool.
If the ticket number is missing, ask for it before using the tool.
When the user requests a new ticket, collect the issue type, location, and problem description.
Show a summary and ask for confirmation before creating a record.
Only report ticket creation as successful after the connector returns a successful result.
Do not invent ticket numbers or statuses.
If a connector fails, explain that the operation could not be completed and provide the appropriate next step.
Respond in polite Thai.”
เพราะกำหนดให้ Agent แยกงานอ่านข้อมูลกับงานสร้างข้อมูล
พร้อมกำหนดว่าต้องถามอะไร และเมื่อใดจึงสามารถแจ้งว่างานสำเร็จ
ไม่ได้
ต้องสร้าง Connection จริงและกำหนดสิทธิ์ของบริการปลายทาง
การเชื่อมบริการภายนอกอาจทำให้ Agent เข้าถึงข้อมูลหรือเปลี่ยนแปลงระบบจริง จึงต้องกำหนดมาตรการความปลอดภัย
ให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น
ใช้ End User เมื่อข้อมูลหรือการดำเนินงานต้องขึ้นกับสิทธิ์ของผู้ใช้
หลีกเลี่ยงการใช้บัญชีผู้สร้างที่มีสิทธิ์สูงกับ Agent ที่ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงได้
ผู้ดูแลสามารถใช้ Power Platform Data Policies เพื่อควบคุม Connectors ที่อนุญาต
ใช้ Development และ Production ตามความเหมาะสม
ป้องกันข้อมูลผิดประเภทหรือไม่ครบ
โดยเฉพาะการสร้าง แก้ไข หรือลบรายการ
ไม่ควรอ้างว่าดำเนินงานสำเร็จโดยไม่มีผลยืนยัน
ไม่ส่งข้อมูลลับไปยังบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต
ตรวจสอบการทำงานผิดปกติและข้อผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง
ควรทดสอบอย่างน้อย 10 กรณี
ตรวจสอบว่าสามารถลงชื่อเข้าใช้บริการปลายทาง
ทดสอบเมื่อผู้ใช้ให้ข้อมูลครบ
ตรวจสอบว่า Agent ขอรายละเอียดเพิ่มเติม
ทดสอบกรณี Ticket Number ไม่มีจริง
ทดสอบด้วยบัญชีที่ไม่ได้รับอนุญาต
จำลองกรณีระบบปลายทางไม่ตอบสนอง
เช่น ส่งข้อความแทนจำนวน
ตรวจสอบว่า Agent ไม่สร้างรายการซ้ำโดยไม่ตั้งใจ
ตรวจสอบว่า Agent หยุดดำเนินงานเมื่อผู้ใช้ไม่ยืนยัน
ทดสอบใน Microsoft Teams หรือช่องทางจริงตามที่เลือก
| กรณี | ผลที่คาดหวัง |
|---|---|
| ข้อมูลครบ | Tool ทำงานสำเร็จ |
| ข้อมูลไม่ครบ | Agent ถามเพิ่ม |
| ไม่มีสิทธิ์ | ไม่ดำเนินงาน |
| ไม่พบรายการ | แจ้งว่าไม่พบ |
| ระบบผิดพลาด | แจ้งไม่สำเร็จ |
| ผู้ใช้ยกเลิก | ไม่สร้างรายการ |
| Tool สำเร็จ | แสดงผลจริง |
Connector ไม่สามารถทำงานโดยไม่มีการยืนยันตัวตนที่จำเป็น
แต่ละ Connector มีรายการ Actions ไม่เหมือนกัน
โดยเฉพาะ Premium หรือ Custom Connectors ตามเงื่อนไขการใช้งาน
ระบบปลายทางอาจจำกัดจำนวนคำขอ
บางองค์กรไม่อนุญาตให้เชื่อมบริการบางประเภท
การยืนยันตัวตนหรือการใช้ Connector บางประเภทอาจต่างกันระหว่าง Test Agent กับช่องทางเผยแพร่
ต้องเขียน Description และทดสอบให้เหมาะสม
ต้องตรวจสอบ Credentials หรือ Tokens เมื่อระบบขอให้ลงชื่อเข้าใช้อีกครั้ง
ระบบปลายทางอาจผิดพลาดหรือไม่พร้อมใช้งาน
โดยเฉพาะการแก้ไขข้อมูลลูกค้า การเงิน หรือข้อมูลระบบสำคัญ
ตรวจสอบประเภท Agent, Environment และ Data Policies ขององค์กร
ตรวจสอบว่า Connector รองรับ Action ดังกล่าวจริงหรือไม่
ตรวจสอบบัญชีและ Authentication ของบริการปลายทาง
ตรวจสอบชื่อ Tool, Description และเงื่อนไขที่กำหนด
ตรวจสอบ Connection และวิธี Authentication ที่เลือก
ตรวจสอบสิทธิ์ของบัญชีที่เรียก Connector
ตรวจสอบชื่อ Fields และประเภทข้อมูล
ตรวจสอบ Outputs และการจัดการผลลัพธ์
แก้ Instructions และตรวจสอบให้ Agent ใช้ผลยืนยันจริงจาก Tool
ติดต่อผู้ดูแล Power Platform เพื่อประเมินและอนุญาตตามนโยบายองค์กร
ตรวจสอบ Site Address, List Name, Required Columns และ Permissions
ตรวจสอบ Mailbox, Connection, Recipient และสิทธิ์ส่งอีเมล
ตรวจสอบ Team, Channel และสิทธิ์ของบัญชี
ตรวจสอบ Environment, Security Roles และ Connection
ตรวจสอบจำนวนคำขอและใช้กลไกจัดการข้อผิดพลาดที่เหมาะสม
ตรวจสอบ Authentication และการรองรับ Connector ของ Channel
ตรวจสอบเวลาในการตอบสนองของบริการปลายทางและจำนวน Actions ที่เรียกใช้
ตรวจสอบ Topics, Orchestration และการยืนยันก่อนเรียก Action
| รายการ | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|
| Connector | ตรงกับบริการ |
| Action | ทำงานตามที่ต้องการ |
| Connection | พร้อมใช้งาน |
| Authentication | เหมาะสม |
| Permissions | ไม่เกินจำเป็น |
| Tool Name | สื่อหน้าที่ |
| Description | ชัดเจน |
| Inputs | ครบถ้วน |
| Outputs | ตรวจสอบได้ |
| Error Handling | มีวิธีจัดการ |
| Confirmation | ใช้กับงานสำคัญ |
| Data Policy | ไม่ขัดนโยบาย |
| API Limits | ประเมินแล้ว |
| Test Cases | ผ่านการทดสอบ |
| Channel | รองรับการใช้งาน |
| Billing | ตรวจสอบค่าใช้จ่าย |
| Agent Owner | มีผู้รับผิดชอบ |
| Publish | เวอร์ชันล่าสุด |
| Monitoring | มีแผนติดตามผล |
สำหรับ Agent ตัวแรก ควรเริ่มจากงานความเสี่ยงต่ำ เช่น การอ่านสถานะรายการ ก่อนเพิ่มความสามารถเขียนหรือแก้ไขข้อมูลในระบบจริง
Connectors คือส่วนเชื่อมต่อแอปและบริการต่างๆ เพื่อให้ Agent สามารถอ่านข้อมูลหรือดำเนินงานผ่าน Actions ที่รองรับ
เปิด Agent เลือก Tools → Add a tool → Connector จากนั้นเลือกบริการและ Action สร้าง Connection แล้วกำหนด Inputs ก่อนทดสอบ
ได้ สามารถใช้ SharePoint Connector สำหรับอ่านหรือจัดการรายการตามสิทธิ์และ Actions ที่รองรับ
ได้เมื่อเพิ่ม Outlook Connector หรือเครื่องมือที่รองรับและกำหนดสิทธิ์ถูกต้อง
ได้เมื่อเพิ่ม Teams Connector และเลือก Action ที่เหมาะสม
ได้ทั้งรูปแบบ Knowledge และ Tools ตามความสามารถที่รองรับ
ได้เมื่อ Connector และบัญชีมีสิทธิ์รองรับ
Connector เป็นตัวเชื่อมต่อบริการ ส่วน Connection เป็นการเชื่อมต่อที่สร้างขึ้นโดยใช้บัญชีและข้อมูลยืนยันตัวตน
Connector มี Actions สำหรับบริการ ส่วน Tool คือความสามารถเฉพาะที่เพิ่มเข้า Agent เพื่อให้เรียกใช้งานได้
Knowledge เน้นตอบคำถามจากข้อมูล ส่วน Connector Tool สามารถเรียก API และดำเนินงานได้
ได้ โดยสามารถสร้าง Custom Connector สำหรับ API ขององค์กร แล้วเพิ่มเป็น Tool ตามความสามารถที่รองรับ
ขึ้นอยู่กับ API และวิธีสร้าง อาจใช้ OpenAPI Definition หรือการกำหนดรายละเอียดด้วยเครื่องมือที่มีให้
โดยทั่วไปต้องมี Authentication หรือ Connection ตามข้อกำหนดของบริการ
เป็นการใช้ Credentials ของผู้ใช้ Agent เพื่อเข้าถึงระบบปลายทางภายใต้สิทธิ์ของตน
เป็นการใช้ Connection ที่ผู้สร้างจัดเตรียมไว้ ซึ่งต้องควบคุมความเสี่ยงด้านการเข้าถึงข้อมูล
ได้ สามารถเพิ่ม Connector Actions ภายใน Topics สำหรับงานที่ต้องมีขั้นตอน
ได้ โดย Agent สามารถเลือก Tools ตาม Description และบริบทตามความสามารถที่รองรับ
เริ่มจาก Connection, Authentication, Permissions, Inputs และ Tool Description
ขึ้นอยู่กับประเภท Connector, License และบริการที่เชื่อมต่อ บางกรณีอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ได้เมื่อเพิ่ม Tool หรือ Workflow ที่สามารถสร้างรายการในระบบจริง และมีสิทธิ์ที่เหมาะสม
Connectors เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ Microsoft Copilot Studio เชื่อม AI Agent กับแอปและบริการต่างๆ เพื่ออ่านข้อมูล สร้างรายการ อัปเดตข้อมูล ส่งข้อความ หรือเรียกกระบวนการทำงานอัตโนมัติ
ขั้นตอนหลักคือเปิด Agent เลือก Tools → Add a tool → Connector เลือกบริการและ Action สร้าง Connection กำหนด Authentication, Inputs และ Outputs แล้วทดสอบก่อน Publish
สำหรับธุรกิจ สามารถนำ Connectors ไปใช้กับงาน IT Helpdesk, Customer Service, Sales และ Project Management เพื่อให้ AI Agent ช่วยดำเนินงานกับระบบจริงได้
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกความแตกต่างระหว่าง Knowledge กับ Connector Tools ให้ชัดเจน โดย Knowledge ใช้ค้นหาและอธิบายข้อมูล ส่วน Tools ใช้เรียกการทำงานผ่านระบบที่เชื่อมต่อ
นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับ Authentication, Permissions และ Data Policies เพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลหรือการดำเนินงานเกินสิทธิ์
comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง กำหนดงาน → เลือก Connector → เลือก Action → สร้าง Connection → ตั้งค่า Tool → ตรวจสอบสิทธิ์ → ทดสอบ → Publish → ติดตามผล
เมื่อกำหนด Connector และสิทธิ์อย่างเหมาะสม AI Agent จะสามารถพัฒนาจากระบบตอบคำถามไปสู่ผู้ช่วยที่ดำเนินงานร่วมกับแอปและบริการขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้