วิธีเพิ่ม Knowledge ให้ Copilot Agent เพื่อให้ AI ตอบจากข้อมูลของเรา

วิธีเพิ่ม Knowledge ให้ Copilot Agent ทำได้โดยเปิด Microsoft Copilot Studio เลือก Agent ที่ต้องการ ไปที่เมนู Knowledge แล้วคลิก Add knowledge จากนั้นเลือกแหล่งข้อมูล เช่น PDF, Word, Excel, SharePoint, OneDrive หรือเว็บไซต์ที่รองรับ กำหนดชื่อและ Description แล้วกด Add to agent เมื่อระบบประมวลผลเสร็จจึงทดสอบว่า AI สามารถตอบคำถามจากข้อมูลที่เพิ่มได้ถูกต้องหรือไม่

Knowledge เป็นองค์ประกอบสำคัญของ AI Agent เพราะช่วยให้ผู้ช่วย AI สามารถตอบคำถามโดยอาศัยข้อมูลเฉพาะของบริษัท แทนการใช้เพียงความรู้ทั่วไปของโมเดล

ตัวอย่างเช่น บริษัทมีเอกสารรายละเอียดบริการติดตั้ง LAN, Wi-Fi, CCTV และ Fiber Optic หากเพิ่มเอกสารเหล่านี้เป็น Knowledge ลูกค้าหรือพนักงานสามารถถาม Agent เกี่ยวกับบริการและขั้นตอนต่างๆ ตามข้อมูลที่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ Knowledge ยังช่วยสนับสนุนระบบตอบคำถามจากเอกสาร เช่น คู่มือพนักงาน นโยบายบริษัท ข้อมูลสินค้า และเอกสารทางเทคนิค โดยไม่จำเป็นต้องเขียนคำถามและคำตอบทั้งหมดเป็น Topics

อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม Knowledge ไม่ได้ทำให้ AI ตอบถูกต้องทุกครั้ง ความแม่นยำยังขึ้นอยู่กับคุณภาพเอกสาร การตั้งค่า Agent สิทธิ์ของผู้ใช้งาน และการเลือกแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม

บทความนี้ comsiam จะสอนเพิ่ม Knowledge ให้ Microsoft Copilot Studio ตั้งแต่การอัปโหลดไฟล์ การเชื่อม SharePoint, OneDrive และเว็บไซต์ การตั้งค่า Description การกำหนด Instructions การทดสอบคำตอบ และการแก้ปัญหาเมื่อ AI ไม่ตอบจากข้อมูลของเรา

🤖 Knowledge ใน Microsoft Copilot Studio คืออะไร?

Knowledge คือแหล่งข้อมูลที่ AI Agent ใช้ค้นหาและนำเนื้อหามาประกอบคำตอบ

แทนที่จะกำหนดคำตอบสำหรับทุกคำถามด้วยตัวเอง ผู้สร้างสามารถเพิ่มเอกสารหรือแหล่งข้อมูล แล้วให้ Agent ค้นหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำถามของผู้ใช้

ตัวอย่างเช่น มีไฟล์คู่มือการติดตั้ง Wi-Fi จำนวน 30 หน้า

ผู้ใช้ถามว่า

“ก่อนติดตั้ง Access Point ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?”

Agent สามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากคู่มือ แล้วนำมาสรุปเป็นคำตอบตามความสามารถของระบบ

Knowledge ทำงานอย่างไร?

กระบวนการโดยภาพรวมประกอบด้วย

  1. ผู้สร้างเพิ่มแหล่งข้อมูล
  2. ระบบจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการค้นหา
  3. ผู้ใช้ถามคำถาม
  4. Agent ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  5. AI ใช้ข้อมูลที่ค้นพบประกอบคำตอบ
  6. ผู้ใช้ได้รับคำตอบ
  7. ผู้ดูแลตรวจสอบและปรับปรุงผลลัพธ์

แนวทางนี้เกี่ยวข้องกับเทคนิค Retrieval-Augmented Generation หรือ RAG ซึ่งนำข้อมูลที่ค้นคืนได้มาประกอบการสร้างคำตอบของโมเดล AI

✨ Knowledge ช่วยให้ Copilot Agent ทำอะไรได้บ้าง?

1. ตอบคำถามจากเอกสารบริษัท

เช่น ขั้นตอนทำงานและรายละเอียดบริการ

2. ค้นหาข้อมูลจากคู่มือ

เหมาะกับคู่มือ IT คู่มืออุปกรณ์ และเอกสารเทคนิค

3. ตอบคำถามจาก SharePoint

ใช้เอกสารที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงตามการตั้งค่าและรูปแบบการเชื่อมต่อ

4. ตอบคำถามจากเว็บไซต์

ใช้เนื้อหาเว็บไซต์สาธารณะที่ระบบสามารถค้นหาได้

5. สรุปข้อมูลจำนวนมาก

ช่วยย่อและเรียบเรียงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจาก Knowledge

6. ค้นหานโยบายองค์กร

เช่น นโยบายการลาหรือการใช้อุปกรณ์บริษัท

7. ให้ข้อมูลสินค้าและบริการ

ช่วยให้ Agent ใช้รายละเอียดสินค้าจากข้อมูลที่เตรียมไว้

8. สนับสนุน IT Helpdesk

ใช้คู่มือและขั้นตอนแก้ไขปัญหาที่องค์กรอนุมัติ

9. ช่วยงานอบรม

ตอบคำถามจากเอกสารสำหรับพนักงานใหม่

10. ลดการตอบข้อมูลที่ไม่มีหลักฐาน

เมื่อใช้ Knowledge ที่ถูกต้องร่วมกับ Instructions และการทดสอบอย่างเหมาะสม

🧩 Copilot Studio รองรับ Knowledge ประเภทใดบ้าง?

Knowledge มีหลายประเภท โดยตัวเลือกขึ้นอยู่กับประเภท Agent และ Harness ที่ใช้งาน

แหล่งข้อมูลเหมาะกับงาน
Uploaded filesคู่มือและเอกสารที่อัปโหลด
Public websitesข้อมูลจากเว็บไซต์สาธารณะ
SharePointเอกสารองค์กร
OneDrive for Businessไฟล์งานขององค์กร
Dataverseข้อมูลธุรกิจใน Dataverse
Azure AI Searchระบบค้นหาข้อมูลที่จัดทำไว้
Enterprise Connectorsข้อมูลจากระบบองค์กรที่รองรับ
Salesforce / ServiceNowข้อมูลธุรกิจตามการเชื่อมต่อและสิทธิ์

Knowledge กับ Tools ต่างกันอย่างไร?

Knowledge เน้นการค้นหาและตอบคำถามจากข้อมูล

Tools เน้นการดำเนินงาน เช่น เรียก API ตรวจสอบสถานะรายการ หรือสร้าง Ticket

ตัวอย่าง:

คำถาม “บริษัทรับติดตั้ง Fiber Optic ไหม?” เหมาะกับ Knowledge

คำถาม “ตรวจสอบสถานะงาน IT-1001” อาจต้องใช้ Tool ที่เชื่อมระบบแจ้งซ่อมจริง

🚀 วิธีเพิ่ม Knowledge ให้ Copilot Agent ทีละขั้นตอน

ตัวอย่างนี้ใช้แนวทาง Agent แบบ Standard Harness ซึ่งมีหน้า Overview และ Knowledge สำหรับเพิ่มแหล่งข้อมูล

ขั้นตอนที่ 1: เปิด Microsoft Copilot Studio

ลงชื่อเข้าใช้ Copilot Studio ด้วยบัญชีที่ได้รับสิทธิ์สร้างหรือแก้ไข Agent

ขั้นตอนที่ 2: เลือก Environment

ตรวจสอบ Environment ที่มี Agent ที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 3: เปิด Agent

ไปที่เมนู Agents แล้วเลือก Agent

ขั้นตอนที่ 4: เปิด Knowledge

เลือกหน้า Knowledge

ในบางหน้าจอสามารถกด Add knowledge จาก Overview ได้เช่นกัน

ขั้นตอนที่ 5: กด Add knowledge

ระบบจะแสดงตัวเลือกแหล่งข้อมูลที่รองรับ

ขั้นตอนที่ 6: เลือกประเภทแหล่งข้อมูล

ตัวอย่าง:

  • Upload files
  • Public websites
  • SharePoint
  • Dataverse
  • แหล่งข้อมูลอื่นที่บัญชีรองรับ

ขั้นตอนที่ 7: ระบุแหล่งข้อมูล

หากเป็นไฟล์ ให้เลือกเอกสาร

หากเป็นเว็บไซต์ ให้ระบุ URL

หากเป็น SharePoint ให้เลือกหรือระบุแหล่งข้อมูลตามขั้นตอนที่ระบบรองรับ

ขั้นตอนที่ 8: กำหนดชื่อ Knowledge

ตั้งชื่อให้เข้าใจง่ายและไม่ซ้ำกับแหล่งข้อมูลอื่น

ขั้นตอนที่ 9: เขียน Description

อธิบายว่าแหล่งข้อมูลนี้เกี่ยวกับอะไร และเหมาะกับคำถามประเภทใด

ขั้นตอนที่ 10: กด Add to agent

ยืนยันเพิ่ม Knowledge

ขั้นตอนที่ 11: ตรวจสอบสถานะ

รอจนระบบแสดงว่าข้อมูลพร้อมใช้งาน เช่น Ready

ขั้นตอนที่ 12: ทดสอบคำถาม

เปิด Test Agent แล้วถามคำถามที่มีคำตอบอยู่ในข้อมูล

ขั้นตอนที่ 13: ปรับปรุง

หาก Agent ตอบไม่ตรง ให้ตรวจสอบ Knowledge, Description และ Instructions

ขั้นตอนที่ 14: Publish

เมื่อทดสอบสำเร็จ ให้ Publish เวอร์ชันล่าสุดเพื่อให้ผู้ใช้ผ่านช่องทางที่เผยแพร่แล้วเข้าถึงการเปลี่ยนแปลง

📄 วิธีเพิ่มไฟล์ PDF, Word และ Excel เป็น Knowledge

การอัปโหลดไฟล์เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะไม่จำเป็นต้องเชื่อมระบบเอกสารขนาดใหญ่

ประเภทไฟล์ที่รองรับ

ตัวอย่างรูปแบบที่ Microsoft ระบุสำหรับการอัปโหลด Knowledge ได้แก่

  • PDF
  • DOC, DOCX
  • XLS, XLSX
  • PPT, PPTX
  • TXT
  • CSV
  • HTML
  • JSON
  • XML
  • Markdown

รวมถึงรูปแบบเอกสารอื่นตามข้อกำหนดของบริการ

ขั้นตอนอัปโหลดไฟล์

  1. เปิด Agent
  2. ไปที่ Knowledge
  3. กด Add knowledge
  4. เลือกอัปโหลดไฟล์
  5. ลากไฟล์มาวางหรือเลือก Browse
  6. ตั้งชื่อ
  7. เพิ่ม Description
  8. กด Add to agent
  9. ตรวจสอบสถานะ
  10. เปิด Test Agent

ตัวอย่าง Description

“This document contains the company’s approved fiber optic installation services, scope of work, site survey requirements, and customer FAQs. Use it for questions about fiber optic services.”

Description ที่ชัดเจนช่วยให้ Generative Orchestration เลือกแหล่งข้อมูลได้เหมาะสมขึ้น

ข้อจำกัดที่ควรรู้

สำหรับการอัปโหลดไฟล์แบบ Standard Harness เอกสาร Microsoft ระบุขนาดสูงสุด 512 MB ต่อไฟล์ และสูงสุด 500 ไฟล์ต่อ Agent โดยยังขึ้นอยู่กับความจุของ Environment

ไฟล์ที่เข้ารหัสหรือมีการป้องกันด้วยรหัสผ่านบางประเภทไม่รองรับ

รูปภาพ วิดีโอ และเสียงไม่ใช่รูปแบบเอกสารที่อัปโหลดเป็น Knowledge โดยตรงในวิธีนี้

ข้อควรระวังสำคัญ

ไฟล์ที่อัปโหลดเข้า Agent โดยตรงสามารถถูกนำไปใช้ตอบผู้ที่เข้าถึง Agent ได้ จึงไม่ควรอัปโหลดเอกสารลับที่ไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้ทุกคนของ Agent

🏢 วิธีเพิ่ม SharePoint เป็น Knowledge

SharePoint เหมาะกับข้อมูลภายในองค์กร เช่น คู่มือพนักงาน นโยบาย และเอกสารบริษัท

ขั้นตอนเชื่อม SharePoint

  1. เปิด Agent
  2. เลือก Knowledge
  3. กด Add knowledge
  4. เลือก SharePoint
  5. ระบุ URL หรือเลือกข้อมูลตามตัวเลือกที่รองรับ
  6. ตั้งชื่อแหล่งข้อมูล
  7. เขียน Description
  8. ตรวจสอบ Authentication
  9. กด Add to agent
  10. ทดสอบด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์

ข้อดีของ SharePoint

  • ใช้ข้อมูลที่องค์กรจัดเก็บอยู่แล้ว
  • รองรับการกำกับดูแลเอกสาร
  • ใช้สิทธิ์ของผู้ใช้งานในรูปแบบการเชื่อมต่อที่รองรับ
  • ลดการจัดทำเอกสารซ้ำ
  • เหมาะกับ Knowledge ที่ต้องอัปเดตเป็นระยะ

ตัวอย่างใช้งาน

สร้าง HR Agent ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายพนักงานจาก SharePoint

พนักงานถาม:

“บริษัทมีนโยบายลาพักร้อนอย่างไร?”

Agent ค้นหาข้อมูลตามเอกสารและสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ

  • ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้ถูกต้อง
  • มีสิทธิ์เข้าถึงเอกสาร
  • ตั้งค่า Authentication เหมาะสม
  • URL ถูกต้อง
  • ข้อมูลพร้อมสำหรับการค้นหา

☁️ วิธีเพิ่ม OneDrive เป็น Knowledge

OneDrive for Business เหมาะกับการใช้ไฟล์งานขององค์กรที่จัดเก็บในระบบ Microsoft 365

ขั้นตอนโดยภาพรวม

  1. เปิด Copilot Studio
  2. เลือก Agent
  3. ไปที่ Knowledge
  4. กด Add knowledge
  5. เลือก OneDrive for Business หรือวิธีเพิ่ม Unstructured Data ที่รองรับ
  6. เลือกไฟล์หรือโฟลเดอร์
  7. กำหนดชื่อและ Description
  8. ยืนยันการเชื่อมต่อ
  9. ตรวจสอบสถานะ
  10. ทดสอบคำตอบ

OneDrive ต่างจาก Upload File อย่างไร?

การอัปโหลดไฟล์จากเครื่องโดยตรงเป็นการนำสำเนาข้อมูลเข้าไปจัดเก็บใน Knowledge

หากเอกสารต้นฉบับถูกแก้ไข สำเนาที่อัปโหลดโดยตรงไม่ได้อัปเดตตามโดยอัตโนมัติ

แต่การเชื่อม OneDrive หรือ SharePoint ในรูปแบบที่รองรับการซิงโครไนซ์สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของไฟล์ต้นทางได้ตามเงื่อนไขบริการ

ควรเลือกวิธีไหน?

อัปโหลดไฟล์โดยตรง: เหมาะกับเอกสารที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงและไม่มีข้อมูลที่ต้องแยกสิทธิ์ระหว่างผู้ใช้ Agent

เชื่อม OneDrive หรือ SharePoint: เหมาะกับข้อมูลที่มีการอัปเดตและต้องควบคุมสิทธิ์จากระบบต้นทาง

🌐 วิธีเพิ่มเว็บไซต์เป็น Knowledge

Copilot Studio รองรับ Public Websites เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับ Agent แบบ Standard Harness

ขั้นตอน

  1. เปิด Agent
  2. ไปที่ Knowledge
  3. กด Add knowledge
  4. เลือก Public websites
  5. ระบุ URL
  6. ตรวจสอบขอบเขตเว็บไซต์
  7. ตั้งชื่อ Knowledge
  8. เขียน Description
  9. กด Add to agent
  10. ทดสอบ

ตัวอย่างเว็บไซต์บริษัท

หากบริษัทมีเว็บไซต์บริการ IT สามารถใช้หน้าเว็บที่เป็นสาธารณะและระบบรองรับเป็นแหล่ง Knowledge

ตัวอย่าง Description

“Public website containing company information about LAN installation, Wi-Fi solutions, fiber optic services, and IT maintenance. Use for customer questions about available services.”

ข้อควรระวัง

การเพิ่มเว็บไซต์ไม่ได้หมายความว่า Agent จะอ่านทุกหน้าในเว็บไซต์ได้เสมอไป

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับขอบเขต URL การเข้าถึง และวิธีค้นหาข้อมูลของระบบ

สำหรับ Public Websites แบบ Standard Harness Microsoft ใช้การค้นหาเว็บที่จำกัดอยู่ภายในเว็บไซต์ที่กำหนด

เว็บไซต์ที่ต้องลงชื่อเข้าใช้หรือเนื้อหาที่ระบบค้นหาไม่ได้ อาจไม่พร้อมใช้งานผ่านวิธีนี้

🗄️ วิธีเพิ่ม Dataverse เป็น Knowledge

Dataverse เป็นแพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลสำหรับแอปและระบบธุรกิจใน Microsoft Power Platform

เหมาะกับข้อมูลประเภทใด?

  • ข้อมูลสินค้า
  • ข้อมูลบริการ
  • รายการงาน
  • ข้อมูลโครงการ
  • ตารางทางธุรกิจ
  • ฐานข้อมูลที่จัดเก็บใน Dataverse

ขั้นตอนโดยภาพรวม

  1. เปิด Agent
  2. ไปที่ Knowledge
  3. กด Add knowledge
  4. เลือก Dataverse
  5. เลือกแหล่งข้อมูลหรือตารางที่รองรับ
  6. กำหนดชื่อและ Description
  7. ตรวจสอบการยืนยันตัวตน
  8. เพิ่ม Knowledge
  9. ทดสอบ
  10. ตรวจสอบสิทธิ์

ข้อควรระวัง

หากต้องการให้ Agent เปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Dataverse เช่น สร้างลูกค้าใหม่หรืออัปเดตสถานะรายการ อาจต้องใช้ Tools หรือ Actions ที่ได้รับอนุญาตเพิ่มเติม

การใช้ Dataverse เป็น Knowledge ไม่ได้หมายความว่า Agent จะเขียนข้อมูลลงฐานข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ

🧠 วิธีเขียน Knowledge Description ให้ AI เลือกข้อมูลถูก

Description เป็นส่วนที่ผู้สร้าง Agent มักมองข้าม

ใน Generative Orchestration ระบบสามารถใช้ Description ช่วยพิจารณาว่าควรค้นหาแหล่งข้อมูลใด

Description ที่ไม่เหมาะสม

“Company document”

คำอธิบายนี้กว้างเกินไป

Description ที่เหมาะสม

“This source contains approved customer-facing service information, installation scope, site survey requirements, and FAQs for LAN and Wi-Fi services. Use it for questions about the company’s network installation services.”

สูตรที่แนะนำ

ประเภทข้อมูล + ขอบเขตเนื้อหา + กลุ่มคำถาม + เงื่อนไขการใช้งาน

ตัวอย่าง Knowledge หลายชุด

LAN Services

ใช้ตอบคำถามงานเดินสาย LAN

Fiber Optic Services

ใช้ตอบคำถามงานติดตั้งและ Splicing

Wi-Fi Solutions

ใช้ตอบคำถามระบบ Wireless

Maintenance Policy

ใช้ตอบคำถามขั้นตอนบำรุงรักษา

การแยก Description ชัดเจนช่วยลดปัญหา Agent เลือกข้อมูลผิดแหล่ง

📝 วิธีเขียน Instructions ให้ Agent ตอบจาก Knowledge

Knowledge เป็นแหล่งข้อมูล ส่วน Instructions เป็นกฎการทำงาน

ควรใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน

ตัวอย่าง Instructions พร้อมใช้งาน

“You are a company knowledge assistant.

Answer company-specific questions using approved knowledge sources.

Use the knowledge source most relevant to the user’s question.

Do not invent product prices, service fees, warranty terms, customer records, or confirmed appointments.

If the approved knowledge does not contain sufficient information, state that the answer cannot be confirmed.

Respond in polite Thai.

Use numbered steps for technical procedures.

Clearly distinguish information found in company knowledge from general recommendations.

Do not claim that an external action was completed unless a connected tool confirms success.”

ทำไมต้องเขียน Instructions?

เพื่อช่วยกำหนดรูปแบบการตอบและลดการคาดเดา

Instructions รับประกันว่า AI จะตอบจาก Knowledge เท่านั้นหรือไม่?

ไม่สามารถรับประกันได้ทั้งหมด

หากต้องการจำกัดแหล่งข้อมูล ควรตรวจสอบการตั้งค่า Knowledge, Generative AI และการค้นหาเว็บเพิ่มเติมร่วมด้วย

🌍 วิธีตั้งค่าไม่ให้ Agent ตอบจากข้อมูลทั่วไปเมื่อไม่ต้องการ

สำหรับบางธุรกิจต้องการให้ AI ตอบเฉพาะข้อมูลบริษัท

ตัวอย่างเช่น Agent สำหรับแจ้งนโยบายพนักงานไม่ควรเดานโยบายจากข้อมูลทั่วไป

แนวทางตั้งค่า

  1. เพิ่ม Knowledge ที่เกี่ยวข้อง
  2. กำหนด Instructions ให้ใช้ข้อมูลที่อนุมัติ
  3. ตรวจสอบการตั้งค่า Web Search
  4. ตรวจสอบการใช้ General Knowledge
  5. ทดสอบคำถามที่ไม่มีในเอกสาร
  6. ตรวจสอบว่าระบบแจ้งว่าไม่มีข้อมูลอย่างเหมาะสม

ตัวอย่างคำถามทดสอบ

“บริษัทให้โบนัสพนักงานกี่เดือน?”

หาก Knowledge ไม่มีข้อมูลโบนัส Agent ควรแจ้งว่าไม่มีข้อมูลยืนยัน ไม่ควรสร้างเงื่อนไขโบนัสขึ้นเอง

ข้อควรระวัง

ตัวเลือกเกี่ยวกับ General Knowledge และ Web Search อาจแตกต่างกันตาม Harness และประสบการณ์ Agent ที่ใช้งาน

🛠️ ตัวอย่างเพิ่ม Knowledge สำหรับธุรกิจติดตั้ง Fiber Optic

สมมติว่าต้องการสร้าง Agent สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับ Fiber Optic

ชื่อ Agent

Fiber Optic Assistant

Knowledge ที่เตรียม

  1. Fiber Optic Overview
  2. Single Mode and Multimode Guide
  3. FTTH Installation
  4. Fiber Splicing
  5. OTDR Testing
  6. Optical Loss
  7. Installation Checklist
  8. Service Information
  9. Maintenance Procedure
  10. Customer FAQ

ตัวอย่างคำถาม

  • Fiber Optic คืออะไร?
  • Single Mode กับ Multimode ต่างกันอย่างไร?
  • ก่อนติดตั้งสายต้องเตรียมอะไร?
  • Splicing คืออะไร?
  • ตรวจค่า Optical Loss อย่างไร?
  • OTDR ใช้ทำอะไร?
  • งานติดตั้งต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง?
  • บริษัทรับติดตั้งสายไฟเบอร์ประเภทใด?

หลักการตอบที่ควรกำหนด

Agent ควรแยกคำอธิบายทางเทคนิคทั่วไปออกจากรายละเอียดบริการเฉพาะบริษัท

หากถามค่าใช้จ่ายหรือเกณฑ์ตรวจรับที่ไม่มีในเอกสาร ต้องไม่สร้างข้อมูลขึ้นเอง

ทำไมต้องแยก Knowledge?

เพราะข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิค Fiber Optic กับข้อมูลค่าบริการมีหน้าที่แตกต่างกัน

การแยกเอกสารช่วยให้ปรับปรุงข้อมูลแต่ละส่วนได้ง่ายขึ้น

🖥️ ตัวอย่างเพิ่ม Knowledge สำหรับ IT Helpdesk

สร้าง Agent สำหรับพนักงานภายในองค์กร

Knowledge

  • Windows 11 Troubleshooting
  • Microsoft 365 Guide
  • Wi-Fi Troubleshooting
  • Printer Troubleshooting
  • VPN Policy
  • IT Support Contacts
  • Security Policy

ตัวอย่างคำถาม

“Windows เชื่อม Wi-Fi ไม่ได้ ต้องทำอย่างไร?”

Agent ควรค้นข้อมูลจากคู่มือที่อนุมัติแล้ว และอธิบายขั้นตอนอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวัง

คู่มือแก้ปัญหาควรสอดคล้องกับนโยบายความปลอดภัยองค์กร

ไม่ควรให้ Agent แนะนำปิดระบบรักษาความปลอดภัยหรือเปิดเผยข้อมูลรับรองตัวตน

🏢 ตัวอย่าง Knowledge สำหรับ HR Agent

Knowledge ที่เหมาะสม

  • Employee Handbook
  • Leave Policy
  • Attendance Policy
  • Benefits Guide
  • Onboarding Guide
  • Internal FAQ

ตัวอย่างคำถาม

“พนักงานสามารถลาประเภทใดได้บ้าง?”

แนวทางออกแบบ

ควรใช้ข้อมูลนโยบายที่อนุมัติและอัปเดตแล้ว

หากข้อมูลเกี่ยวกับสวัสดิการหรือวันลามีเงื่อนไขตามประเภทพนักงาน ควรใช้ระบบสิทธิ์ที่เหมาะสมและถามข้อมูลที่จำเป็นก่อนตอบ

🔐 ความปลอดภัยของ Knowledge ใน Copilot Studio

การเพิ่ม Knowledge ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อเกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในองค์กร

1. ตรวจสอบสิทธิ์ก่อนเพิ่ม

ไม่ควรเพิ่มเอกสารลับลง Agent ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปใช้

2. เข้าใจความแตกต่างของแหล่งข้อมูล

Uploaded files: ข้อมูลจากไฟล์ที่อัปโหลดโดยตรงสามารถถูกใช้ตอบผู้ที่เข้าถึง Agent ได้

SharePoint: การเชื่อมต่อที่ใช้ตัวตนผู้ใช้รองรับการตรวจสอบสิทธิ์เอกสารตามบัญชีผู้ใช้งาน

3. ใช้ Authentication ที่เหมาะสม

Agent ภายในองค์กรควรตั้งค่าการยืนยันตัวตนตามข้อมูลที่ใช้

4. ใช้ Authorization

แม้ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้แล้ว ก็ต้องมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

5. ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่จำเป็น

6. ตรวจสอบ Data Loss Prevention

7. จำกัด Tools และ Connections

8. ทดสอบด้วยบัญชีสิทธิ์ต่างกัน

9. มีผู้รับผิดชอบ Knowledge

10. ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกยกเลิกหรือหมดอายุ

ข้อสำคัญ: Instructions ที่บอกว่า “ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ” ไม่สามารถใช้แทนสิทธิ์ควบคุมเอกสารในระบบจริงได้

🔍 วิธีทดสอบว่า Copilot Agent ตอบจาก Knowledge จริงหรือไม่

หลังเพิ่ม Knowledge ต้องทดสอบอย่างเป็นระบบ

ทดสอบที่ 1: คำถามมีคำตอบชัดเจน

ถามข้อมูลที่มีอยู่ในเอกสารอย่างตรงไปตรงมา

ทดสอบที่ 2: คำถามใช้คำต่างจากเอกสาร

เปลี่ยนคำถามให้เป็นภาษาที่ผู้ใช้จริงอาจใช้

ทดสอบที่ 3: คำถามไม่มีข้อมูล

ตรวจสอบว่า Agent ยอมรับข้อจำกัดหรือสร้างคำตอบขึ้นเอง

ทดสอบที่ 4: มีข้อมูลจากหลายแหล่ง

ตรวจสอบว่าเลือกเอกสารถูกชุด

ทดสอบที่ 5: มีเอกสารเก่า

ตรวจสอบว่า Agent ใช้ข้อมูลปัจจุบัน

ทดสอบที่ 6: ผู้ใช้ไม่มีสิทธิ์

ทดสอบการควบคุมสิทธิ์ของ SharePoint หรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ทดสอบที่ 7: คำถามทางเทคนิค

ตรวจสอบชื่อรุ่น หน่วยวัด และค่ามาตรฐาน

ทดสอบที่ 8: คำถามภาษาไทย

ใช้ภาษาพูดและคำศัพท์ที่ลูกค้าจริงใช้

ตารางบันทึกผล

คำถามผลที่คาดหวังผลจริงสถานะ
บริษัทรับเดินสาย LAN หรือไม่ตอบจากเอกสารบริการบันทึกผลผ่าน/ไม่ผ่าน
มีบริการ Fiber Optic ไหมตอบจาก Knowledgeบันทึกผลผ่าน/ไม่ผ่าน
ราคาติดตั้งเท่าไรไม่เดาหากไม่มีราคาบันทึกผลผ่าน/ไม่ผ่าน
ขอข้อมูลลับบริษัทไม่เปิดเผยเกินสิทธิ์บันทึกผลผ่าน/ไม่ผ่าน

⚠️ 10 ข้อผิดพลาดในการเพิ่ม Knowledge

1. ใช้เอกสารล้าสมัย

อาจทำให้ Agent ตอบข้อมูลเก่า

2. อัปโหลดเอกสารมากเกินจำเป็น

อาจเพิ่มความซับซ้อนในการค้นหาและดูแล

3. ตั้งชื่อ Knowledge ไม่ชัดเจน

ทำให้แยกแหล่งข้อมูลยาก

4. ไม่เขียน Description

ลดความชัดเจนในการเลือกแหล่งข้อมูล

5. ใช้ไฟล์สแกนคุณภาพต่ำ

ข้อความอาจไม่ถูกอ่านหรือค้นหาได้ครบถ้วน

6. มีข้อมูลขัดแย้งกัน

เช่น เอกสารสองฉบับระบุเงื่อนไขรับประกันต่างกัน

7. ไม่กำหนดเจ้าของข้อมูล

เมื่อข้อมูลเปลี่ยน อาจไม่มีผู้รับผิดชอบแก้ไข

8. อัปโหลดข้อมูลลับให้ Agent สาธารณะ

เสี่ยงต่อการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ที่เข้าถึง Agent

9. ไม่ทดสอบคำถามที่ไม่มีข้อมูล

ทำให้ไม่ทราบว่า Agent จะตอบอย่างไรเมื่อ Knowledge ไม่ครอบคลุม

10. ไม่ตรวจสอบหลังแก้เอกสาร

การเปลี่ยนข้อมูลต้นทางอาจไม่ได้สะท้อนใน Agent ทันที โดยเฉพาะไฟล์ที่อัปโหลดตรง

🔧 เพิ่ม Knowledge แล้ว Copilot ไม่ตอบ แก้อย่างไร?

ปัญหาที่ 1: เพิ่มไฟล์ไม่ได้

ตรวจสอบประเภทไฟล์ ขนาดไฟล์ และข้อจำกัดของ Environment

ปัญหาที่ 2: ระบบไม่แสดง Knowledge

ตรวจสอบว่าบันทึกและเพิ่มข้อมูลสำเร็จหรือไม่

ปัญหาที่ 3: สถานะไม่พร้อมใช้งาน

ตรวจสอบสถานะการประมวลผลและข้อผิดพลาดที่ระบบแสดง

ปัญหาที่ 4: Agent ไม่ค้นจากไฟล์

ตรวจสอบว่าข้อมูลในไฟล์เป็นข้อความที่สามารถค้นหาได้ และมีคำตอบจริงหรือไม่

ปัญหาที่ 5: Agent ตอบไม่ตรงเอกสาร

ตรวจสอบ Instructions, Description และข้อมูลต้นทาง

ปัญหาที่ 6: SharePoint ใช้งานไม่ได้

ตรวจสอบ URL, Authentication และสิทธิ์ของผู้ใช้

ปัญหาที่ 7: เว็บไซต์ไม่ถูกค้นหา

ตรวจสอบว่าเว็บไซต์เป็นสาธารณะและอยู่ในขอบเขตที่รองรับ

ปัญหาที่ 8: Agent ตอบจากข้อมูลเก่า

ตรวจสอบการซิงโครไนซ์หรืออัปโหลดไฟล์เวอร์ชันใหม่

ปัญหาที่ 9: Agent ตอบจากแหล่งข้อมูลผิด

ปรับ Knowledge Description และตรวจสอบการเลือกแหล่งข้อมูล

ปัญหาที่ 10: ผู้ใช้เห็นข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึง

ตรวจสอบทันทีว่าเอกสารถูกเพิ่มด้วยวิธี Upload โดยตรงหรือเชื่อมผ่านแหล่งข้อมูลที่ควบคุมสิทธิ์

จำกัดการเข้าถึง Agent และข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนเปิดใช้งานต่อ

ปัญหาที่ 11: ไม่มีคำตอบจากไฟล์ PDF

ตรวจสอบว่าไฟล์มีข้อความจริงหรือเป็นเพียงภาพสแกน

หากเป็นภาพ อาจต้องใช้เอกสารที่มีข้อความหรือเพิ่มคำอธิบายภาพตามรูปแบบที่รองรับ

ปัญหาที่ 12: Agent ตอบถูกใน Test แต่ผิดหลัง Publish

ตรวจสอบว่ามีการ Publish เวอร์ชันใหม่ และทดสอบในช่องทางจริง

📊 Checklist ก่อน Publish Agent ที่ใช้ Knowledge

รายการสิ่งที่ต้องตรวจสอบ
Knowledge Nameชัดเจน
Descriptionอธิบายหน้าที่
เอกสารต้นทางถูกต้อง
เวอร์ชันเอกสารเป็นปัจจุบัน
ข้อมูลขัดแย้งตรวจสอบแล้ว
สิทธิ์ข้อมูลเหมาะสม
Authenticationตั้งค่าถูกต้อง
Instructionsไม่ให้เดาข้อมูล
General Knowledgeเหมาะกับงาน
Web Searchเหมาะกับงาน
Test Questionsครอบคลุม
Edge Casesผ่านการทดสอบ
Data Ownerมีผู้รับผิดชอบ
Publishเวอร์ชันล่าสุด
Monitoringมีแผนติดตามผล

📈 10 เทคนิคเพิ่ม Knowledge ให้ AI ตอบแม่นยำขึ้น

1. ใช้เอกสารที่มีหัวข้อชัดเจน

2. แยกข้อมูลตามประเภทงาน

3. เขียน Knowledge Description ให้ละเอียดพอ

4. อัปเดตเอกสารต้นทางเสมอ

5. หลีกเลี่ยงข้อมูลขัดแย้งกัน

6. ใช้ SharePoint หรือ OneDrive เมื่อจำเป็นต้องควบคุมสิทธิ์

7. ตั้งค่า Instructions ให้ชัดเจน

8. ทดสอบทั้งคำถามที่มีและไม่มีคำตอบ

9. ตรวจสอบคำตอบกับเอกสารจริง

10. เก็บ Feedback จากผู้ใช้งานแล้วปรับปรุง Knowledge

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูล ไม่ใช่จำนวนไฟล์ที่เพิ่มเข้าไป

❓ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Knowledge ใน Copilot Studio

Knowledge ใน Copilot Studio คืออะไร?

Knowledge คือแหล่งข้อมูลที่ AI Agent ใช้ค้นหาและนำเนื้อหามาประกอบคำตอบ

วิธีเพิ่ม Knowledge ให้ Copilot Agent ทำอย่างไร?

เปิด Agent ไปที่ Knowledge กด Add knowledge เลือกแหล่งข้อมูล กำหนดชื่อและ Description จากนั้น Add to agent แล้วทดสอบ

Copilot Studio เพิ่มไฟล์ PDF ได้ไหม?

ได้ สำหรับไฟล์ PDF ที่อยู่ในรูปแบบและขนาดที่รองรับ

Copilot Studio เพิ่มไฟล์ Word ได้ไหม?

ได้ สามารถใช้ไฟล์ DOC หรือ DOCX เป็น Knowledge

Copilot Studio เพิ่ม Excel ได้ไหม?

ได้ โดยรองรับไฟล์ XLS และ XLSX ตามข้อจำกัดของระบบ

Copilot Studio เชื่อม SharePoint ได้ไหม?

ได้ เมื่อมีการตั้งค่า Authentication และสิทธิ์เหมาะสม

Copilot Studio เชื่อม OneDrive ได้ไหม?

ได้ในรูปแบบแหล่งข้อมูลและการเชื่อมต่อที่รองรับ

Copilot Studio เพิ่มเว็บไซต์ได้ไหม?

ได้ สามารถใช้ Public Websites ที่ระบบค้นหาและเข้าถึงได้

Knowledge กับ Instructions ต่างกันอย่างไร?

Knowledge เป็นแหล่งข้อมูล ส่วน Instructions เป็นกฎกำหนดพฤติกรรม Agent

Knowledge กับ Tools ต่างกันอย่างไร?

Knowledge ใช้ตอบคำถามจากข้อมูล ส่วน Tools ใช้เรียกระบบหรือดำเนินงาน

Knowledge รองรับภาษาไทยหรือไม่?

สามารถใช้เอกสารและคำถามภาษาไทยได้ในความสามารถที่รองรับ แต่ควรทดสอบคุณภาพการค้นหาและคำตอบ

เพิ่ม Knowledge แล้ว Agent ตอบถูกทุกครั้งหรือไม่?

ไม่รับประกัน ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและทดสอบอย่างต่อเนื่อง

Knowledge จำกัดจำนวนไฟล์ไหม?

การอัปโหลดไฟล์แบบ Standard Harness มีข้อจำกัดสูงสุด 500 ไฟล์ต่อ Agent ตามที่ Microsoft ระบุ และขึ้นอยู่กับความจุ Environment

Knowledge อัปเดตอัตโนมัติหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับประเภทแหล่งข้อมูล ไฟล์ที่อัปโหลดโดยตรงเป็นข้อมูลแบบสำเนาและต้องอัปเดตด้วยตนเอง ส่วนแหล่งข้อมูลที่เชื่อมต่อบางประเภทมีระบบซิงโครไนซ์

Knowledge จาก SharePoint ปลอดภัยไหม?

SharePoint Knowledge ที่ใช้การยืนยันตัวตนผู้ใช้รองรับการตรวจสอบสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล แต่ต้องตั้งค่าระบบอย่างเหมาะสม

ทำไม Agent ไม่ตอบจาก Knowledge?

อาจเกิดจากข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน สิทธิ์ไม่ถูกต้อง Description ไม่ชัดเจน หรือคำถามไม่ตรงกับข้อมูลที่มี

เพิ่ม Knowledge แล้วต้อง Publish ใหม่ไหม?

หากต้องการให้การเปลี่ยนแปลงของ Agent มีผลกับช่องทางที่เผยแพร่แล้ว ควรตรวจสอบและ Publish เวอร์ชันล่าสุดตามกระบวนการของ Agent

✅ สรุปวิธีเพิ่ม Knowledge ให้ Copilot Agent เพื่อให้ AI ตอบจากข้อมูลของเรา

Microsoft Copilot Studio รองรับการเพิ่ม Knowledge จากไฟล์ เอกสาร SharePoint, OneDrive, เว็บไซต์ และแหล่งข้อมูลธุรกิจที่รองรับ เพื่อให้ Agent สามารถใช้ข้อมูลเฉพาะขององค์กรประกอบการตอบคำถามได้

ขั้นตอนหลักคือเปิด Agent เลือก Knowledge กด Add knowledge เลือกแหล่งข้อมูล กำหนด Name และ Description แล้วทดสอบว่า Agent ค้นหาคำตอบได้ถูกต้องหรือไม่

สำหรับผู้เริ่มต้น การอัปโหลดไฟล์ที่ไม่มีข้อมูลลับเป็นวิธีง่ายในการทดลอง ส่วนองค์กรที่มีเอกสารจำนวนมากหรือมีข้อกำหนดสิทธิ์ควรพิจารณาการเชื่อมต่อ SharePoint หรือ OneDrive ที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญคือ Knowledge ที่ดีต้องถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และมีขอบเขตชัดเจน พร้อมตั้ง Instructions เพื่อให้ AI แจ้งเมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ

comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง เตรียมเอกสาร → เลือกแหล่ง Knowledge → กำหนด Description → เพิ่มข้อมูล → ตรวจสอบสิทธิ์ → ทดสอบคำตอบ → Publish → ติดตามผล → อัปเดต Knowledge

การเพิ่ม Knowledge อย่างเป็นระบบจะช่วยให้ Copilot Agent ตอบคำถามจากข้อมูลขององค์กรได้ตรงประเด็นมากขึ้น ลดการคาดเดา และสนับสนุนการนำ AI ไปใช้งานจริงในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ