Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีสร้าง Topics ใน Microsoft Copilot Studio เริ่มจากเปิด AI Agent ที่ต้องการ เลือกเมนู Topics จากนั้นกด Add a topic แล้วเลือกสร้าง Topic แบบกำหนดเอง หรือเลือก Add from description with Copilot เพื่อให้ AI ช่วยสร้างขั้นตอนบทสนทนาจากคำอธิบาย เมื่อสร้างเสร็จสามารถเพิ่ม Question, Message, Condition และ Variables เพื่อควบคุมการสนทนา ก่อนทดสอบและ Publish ให้ผู้ใช้งานเข้าถึง
Topics เป็นส่วนสำคัญของ Microsoft Copilot Studio เพราะช่วยกำหนดว่า AI Agent ควรดำเนินบทสนทนาอย่างไร เมื่อผู้ใช้ถามคำถามหรือร้องขอให้ทำงานบางอย่าง
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าพิมพ์ว่า “ต้องการขอใบเสนอราคาติดตั้ง Fiber Optic” เราสามารถสร้าง Topic ให้ AI ถามข้อมูลที่จำเป็นทีละขั้นตอน เช่น สถานที่ติดตั้ง ระยะทางโดยประมาณ จำนวนจุดเชื่อมต่อ และช่องทางติดต่อ จากนั้นสรุปข้อมูลให้ลูกค้าตรวจสอบก่อนส่งต่อเจ้าหน้าที่
จุดเด่นคือสามารถออกแบบบทสนทนาได้ผ่านหน้าจอแบบกราฟิก โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมทั้งหมดด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การใช้ Topics ให้ได้ผลดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Classic Orchestration ซึ่งเน้น Trigger Phrases กับ Generative Orchestration ซึ่งใช้ AI พิจารณาคำอธิบาย Topic และเลือกขั้นตอนที่เหมาะสม
บทความนี้ comsiam จะสอนวิธีสร้าง Topics ใน Copilot Studio แบบละเอียด ตั้งแต่การตั้งชื่อ การกำหนด Trigger การเพิ่ม Nodes การใช้ Variables และ Conditions ไปจนถึงตัวอย่าง Flow สำหรับธุรกิจ การทดสอบ และการแก้ปัญหา Topic ไม่ทำงาน
Topics คือชุดขั้นตอนที่กำหนดว่าบทสนทนาระหว่างผู้ใช้กับ AI Agent จะดำเนินไปอย่างไร
Topics สามารถใช้ควบคุมทั้งข้อความที่ Agent ส่ง คำถามที่ต้องถาม ข้อมูลที่ต้องบันทึก และเงื่อนไขการตัดสินใจ
ผู้ใช้ถาม:
“บริษัทเปิดทำการวันไหน?”
Agent ตอบ:
“กรุณาตรวจสอบเวลาทำการล่าสุดจากข้อมูลบริษัทที่กำหนดไว้”
หากมีข้อมูลเวลาทำการที่ยืนยันแล้ว ก็สามารถให้ Agent ตอบตามข้อมูลนั้นได้
ผู้ใช้ถาม:
“ต้องการแจ้งซ่อมอินเทอร์เน็ต”
Agent ดำเนินบทสนทนา:
การออกแบบเช่นนี้ช่วยให้ AI เก็บข้อมูลได้เป็นระบบและลดโอกาสลืมคำถามที่จำเป็น
เช่น การแจ้งซ่อม การขอใบเสนอราคา หรือการสอบถามข้อมูลบริการ
สามารถกำหนดให้ Agent ถามข้อมูลทีละข้อ
บันทึกคำตอบเพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนถัดไป
แยกเส้นทางบทสนทนาตามคำตอบ
ใช้ Message Node เพื่อแสดงคำแนะนำหรือผลลัพธ์
สามารถใช้ Redirect เพื่อเชื่อมบทสนทนาหลายชุด
ให้ Agent ดำเนินงานในระบบที่เชื่อมต่อและได้รับอนุญาต
เพิ่มขั้นตอนให้ถามเพิ่มเติมหรือแจ้งข้อจำกัด
แยกงานแต่ละประเภทเป็น Topic ที่ดูแลและทดสอบได้
เหมาะกับงานที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนหรือกฎที่กำหนดไว้
| องค์ประกอบ | หน้าที่ |
|---|---|
| Topic Name | ชื่อบทสนทนา |
| Description | อธิบายว่า Topic ใช้เมื่อใด |
| Trigger | เงื่อนไขเริ่ม Topic |
| Message Node | ส่งข้อความให้ผู้ใช้ |
| Question Node | ถามและเก็บคำตอบ |
| Variable | เก็บค่าที่ใช้ในบทสนทนา |
| Condition | แยกเส้นทางตามเงื่อนไข |
| Redirect | เรียก Topic อื่น |
| Tool / Action | เรียกระบบหรือเครื่องมือ |
| Input Parameter | ข้อมูลที่ส่งเข้า Topic |
| Output Parameter | ข้อมูลผลลัพธ์จาก Topic |
| End Node | จบขั้นตอนที่กำหนด |
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกองค์ประกอบใน Topic เดียว ควรเลือกเฉพาะส่วนที่จำเป็นสำหรับงานนั้น
ก่อนสร้าง Topic ควรตรวจสอบวิธีที่ Agent ใช้เลือกบทสนทนา
เน้น Trigger Phrases เพื่อช่วยระบุความต้องการของผู้ใช้
ตัวอย่าง Trigger Phrases:
Agent ใช้ระบบ Natural Language Understanding เพื่อค้นหา Topic ที่สอดคล้องกับคำถาม
ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ข้อความตรงกับ Trigger Phrase ทุกตัวอักษร
ใช้โมเดล AI พิจารณาความต้องการของผู้ใช้ และเลือก Topics, Tools หรือ Knowledge ที่เหมาะสมจากคำอธิบายและบริบท
ในรูปแบบนี้ Topic Description มีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ระบบทราบว่าควรเรียก Topic ในสถานการณ์ใด
| หัวข้อ | Classic | Generative |
|---|---|---|
| การเลือก Topic | Trigger Phrases | Topic Description และบริบท |
| ความยืดหยุ่น | เน้นขั้นตอนที่กำหนด | เลือกความสามารถตามคำขอ |
| การตั้งค่า | ต้องออกแบบวลีเริ่มต้น | ต้องเขียน Description ให้ชัดเจน |
| การใช้ Tools | ผ่าน Flow ที่ออกแบบ | สามารถเลือกใช้ตามการตั้งค่า |
| เหมาะกับ | งานขั้นตอนแน่นอน | งานที่มีคำถามหลากหลาย |
| การทดสอบ | ทดสอบ Trigger และ Flow | ทดสอบการเลือก Topic และการทำงาน |
คำแนะนำ: หากต้องการควบคุมขั้นตอนรับข้อมูลอย่างเข้มงวด ให้กำหนด Flow และ Conditions ภายใน Topic ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเลือก Orchestration รูปแบบใด
ตัวอย่างนี้ใช้ Agent ที่รองรับ Standard Harness
ชื่อเมนูบางรายการอาจแตกต่างกันตามเวอร์ชันของ Copilot Studio
ลงชื่อเข้าใช้ Copilot Studio ด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์แก้ไข Agent
ตรวจสอบว่าอยู่ใน Environment ที่มี Agent ต้องการ
ไปที่เมนู Agents แล้วเลือก Agent ที่ต้องการสร้าง Topic
เลือก Topics เพื่อแสดงรายการ Topic ที่มีอยู่
ระบบจะแสดงตัวเลือกสำหรับสร้าง Topic
โดยทั่วไปสามารถเลือกวิธีสร้างด้วย AI หรือสร้างเองบน Canvas
วิธีที่ 1: Add from description with Copilot
อธิบายบทสนทนาที่ต้องการ แล้วให้ AI สร้าง Nodes เบื้องต้น
วิธีที่ 2: Create from blank
สร้าง Topic เปล่าและเพิ่ม Nodes ด้วยตัวเอง
ตัวอย่าง:
Request Fiber Optic Quotation
ชื่อควรสื่อถึงงานที่ Topic ต้องทำ
หากใช้ Classic Orchestration ให้กำหนด Trigger Phrases
หากใช้ Generative Orchestration ให้เขียน Description อธิบายว่า Topic นี้ทำอะไรและควรถูกเรียกเมื่อใด
เริ่มจาก Message หรือ Question แล้วกำหนดเงื่อนไขตามต้องการ
เก็บคำตอบของผู้ใช้ไว้ในตัวแปรที่มีชื่อชัดเจน
ใช้แยกเส้นทางเมื่อคำตอบแตกต่างกัน
อาจแสดงข้อความสรุป ส่ง Output หรือ Redirect ไป Topic อื่น
บันทึกการตั้งค่าตามหน้าจอ
เปิด Test Agent แล้วส่งข้อความที่ควรเรียก Topic
เมื่อทดสอบสำเร็จ ให้ Publish Agent เพื่อเผยแพร่การแก้ไขไปยังช่องทางที่รองรับ
Microsoft Copilot Studio รองรับการสร้าง Topic จากคำอธิบายภาษาธรรมชาติในประสบการณ์ที่รองรับ
“Create a topic for customers requesting a fiber optic installation quotation. Ask for installation location, approximate cable distance, number of endpoints, and preferred contact method. Summarize the information and ask for confirmation. Do not invent prices.”
เอกสาร Microsoft สำหรับความสามารถสร้าง Topic ด้วย Copilot ระบุการเขียนคำอธิบายด้วยภาษาอังกฤษอย่างง่าย จึงควรตรวจสอบภาษาที่ฟีเจอร์นี้รองรับในบัญชีปัจจุบัน
แต่ข้อความที่ Agent ใช้พูดกับลูกค้าสามารถออกแบบเป็นภาษาไทยได้ตามความสามารถด้านภาษาของ Agent
ไม่ควร Publish ทันทีโดยไม่ได้ตรวจสอบ Flow ที่ AI สร้าง
หากต้องการควบคุมทุกขั้นตอน สามารถเลือกสร้าง Topic เปล่า
ตัวอย่าง:
IT Support Request
เลือก Trigger ตาม Orchestration ที่ใช้
ข้อความ:
“ยินดีช่วยตรวจสอบปัญหาระบบ IT กรุณาเลือกประเภทปัญหาที่พบ”
กำหนดคำถามและตัวเลือก
เก็บไว้ใน Variable ชื่อ IssueType
หาก IssueType เท่ากับ Wi-Fi ให้ดำเนินเส้นทางสำหรับปัญหา Wi-Fi
หากเป็น LAN ให้ดำเนินเส้นทางสำหรับปัญหาสาย LAN
สอบถามรายละเอียดอาการและสถานที่
ให้ผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูล
สามารถ Redirect ไป Topic สำหรับการส่งต่อเจ้าหน้าที่ หรือเรียก Tool เมื่อมีการเชื่อมต่อจริง
Question Node คือ Node สำหรับถามคำถามและเก็บคำตอบจากผู้ใช้
ตัวอย่าง:
“ต้องการติดตั้งสาย Fiber Optic ระยะทางประมาณกี่เมตร?”
คำตอบสามารถถูกบันทึกใน Variable
คำถาม: ต้องการติดตั้งกี่จุด?
Variable: EndpointCount
ชนิดข้อมูล: Number
หากต้องการจำนวนจุดติดตั้งเป็นตัวเลข ควรใช้ชนิดข้อมูลที่เหมาะสมและตรวจสอบว่าค่ามากกว่าศูนย์
ไม่ควรนำข้อความที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบไปคำนวณทันที
Variables คือพื้นที่เก็บข้อมูลที่ใช้ระหว่างบทสนทนา
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ตอบว่า
“ต้องการติดตั้งที่จังหวัดขอนแก่น”
ระบบสามารถบันทึกคำตอบใน Variable ชื่อ InstallationLocation
| Variable | ข้อมูลที่เก็บ |
|---|---|
| ServiceType | ประเภทบริการ |
| InstallationLocation | สถานที่ติดตั้ง |
| CableDistance | ระยะทางสาย |
| EndpointCount | จำนวนจุด |
| CustomerNote | รายละเอียดเพิ่มเติม |
| ContactMethod | ช่องทางติดต่อ |
| Confirmed | สถานะยืนยันข้อมูล |
ช่วยให้เข้าใจการทำงานของ Flow ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง:
ชื่อที่ไม่เหมาะ: var1, var2, var3
ชื่อที่เหมาะ: CableDistance, EndpointCount, CustomerNote
Topic Variables ใช้ภายในขอบเขต Topic หรือถูกส่งผ่าน Inputs และ Outputs ตามการตั้งค่า
Global Variables สามารถใช้ร่วมกันในระดับการสนทนาได้ตามขอบเขตและวิธีการที่ระบบรองรับ
ควรใช้ขอบเขตที่จำเป็นเพื่อไม่ให้เกิดการใช้ค่าผิดหรือข้อมูลค้างจากบทสนทนาก่อนหน้า
Condition Node ใช้กำหนดเส้นทางการทำงานตามค่าหรือเงื่อนไข
ตัวอย่าง:
หากลูกค้าเลือกประเภทบริการเป็น Fiber Optic ให้ถามระยะทางสาย
หากเลือก Wi-Fi ให้ถามพื้นที่ครอบคลุมและจำนวนผู้ใช้งาน
Condition: ServiceType
กรณี Fiber Optic:
กรณี Wi-Fi:
กรณี CCTV:
ทำให้ Agent ไม่ถามข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริการนั้น
และสามารถออกแบบการรับข้อมูลให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท
ตัวอย่างนี้เป็น Flow สำหรับธุรกิจรับติดตั้งระบบ Fiber Optic
Fiber Optic Quotation Request
เก็บข้อมูลเบื้องต้นสำหรับให้เจ้าหน้าที่ประเมินราคา
ข้อความ:
“ยินดีให้ข้อมูลบริการติดตั้ง Fiber Optic กรุณาแจ้งรายละเอียดเบื้องต้นเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินงานได้เหมาะสม”
Question:
“สถานที่ติดตั้งอยู่จังหวัดใด?”
เก็บใน InstallationLocation
Question:
“ระยะทางเดินสายโดยประมาณกี่เมตร?”
เก็บใน CableDistance
หากลูกค้าไม่ทราบ สามารถกำหนดทางเลือก “ยังไม่ทราบ ต้องสำรวจหน้างาน” แทนการบังคับกรอกตัวเลข
Question:
“ต้องการเชื่อมต่อกี่จุด?”
เก็บใน EndpointCount
Question:
“เป็นงานภายในอาคาร ภายนอกอาคาร หรือทั้งสองประเภท?”
เก็บใน InstallationType
Question:
“มีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร หรือช่วงเวลาที่ต้องการติดตั้งหรือไม่?”
เก็บใน CustomerNote
Agent แสดง:
“สรุปรายละเอียดงานที่ได้รับ”
จากนั้นแสดงค่าที่ผู้ใช้กรอก
Question:
“ข้อมูลถูกต้องหรือไม่?”
ตัวเลือก:
หากเลือกถูกต้อง ให้ดำเนินการส่งต่อ
หากเลือกแก้ไข ให้กลับไปส่วนที่เหมาะสม
หากมี Tool เชื่อมระบบรับข้อมูล ก็สามารถเรียก Tool ได้หลังผู้ใช้ยืนยัน
หากยังไม่มีการเชื่อมต่อ ให้แนะนำช่องทางติดต่อจริงแทนการอ้างว่าบันทึกข้อมูลแล้ว
Topic นี้เหมาะกับฝ่าย IT Helpdesk
Wi-Fi Troubleshooting
กำหนดให้ใช้เมื่อผู้ใช้แจ้งปัญหาการเชื่อมต่อ Wi-Fi
ผู้ใช้: Wi-Fi ใช้ไม่ได้
Agent: รบกวนแจ้งว่าพบปัญหาที่อุปกรณ์ประเภทใด?
ตัวเลือก:
ผู้ใช้: หลายอุปกรณ์
Agent: ไฟแสดงสถานะที่ Access Point หรือ Router มีลักษณะผิดปกติหรือไม่?
ผู้ใช้: ไม่แน่ใจ
Agent: หากไม่สะดวกตรวจสอบอุปกรณ์ สามารถแจ้งสถานที่และรายละเอียดอาการเพื่อส่งต่อเจ้าหน้าที่ได้
ไม่ควรให้ Agent สั่ง Reset Factory หรือเปลี่ยนค่าเครือข่ายสำคัญทันที โดยไม่ตรวจสอบผลกระทบและสิทธิ์ของผู้ใช้
Copilot Studio รองรับการเรียก Topic อื่นผ่าน Redirect ตามประเภท Agent ที่ใช้
Topic A: Customer Service
รับคำขอจากลูกค้า
Topic B: Fiber Optic Quotation
เก็บรายละเอียดงานไฟเบอร์
Topic C: Contact Confirmation
ตรวจสอบข้อมูลติดต่อ
Topic D: Handoff
ส่งต่อเจ้าหน้าที่หรือแนะนำช่องทางติดต่อ
เพราะช่วยให้
หาก Redirect ไปยัง Topic อื่น ควรตรวจสอบว่ามีการส่งค่าที่จำเป็นผ่าน Input และ Output Parameters อย่างถูกต้อง
Topics สามารถรับและส่งค่าระหว่างกันได้
ค่าที่ Topic ต้องได้รับก่อนทำงาน
ตัวอย่าง:
ผลลัพธ์ที่ Topic ส่งกลับ
ตัวอย่าง:
Topic รับข้อมูล ServiceType เป็น Fiber Optic
หลังเก็บข้อมูลเสร็จ ส่ง Output เป็น QuotationDetails
จากนั้น Topic หรือ Orchestration ที่เรียกใช้งานสามารถนำผลลัพธ์ไปดำเนินการต่อได้ตามการตั้งค่า
ควรตั้งชื่อและ Description ของ Input ให้ชัดเจน เพราะ Agent สามารถใช้บริบทเพื่อเติมค่าหรือถามข้อมูลที่ยังขาดได้ในรูปแบบที่รองรับ
สำหรับ Agent ที่ใช้ Generative Orchestration ควรให้ความสำคัญกับ Topic Description
“Help customers”
คำอธิบายนี้ไม่ชัดเจนว่า Topic ช่วยเรื่องอะไร
“This topic collects installation requirements from customers requesting a fiber optic quotation, including location, approximate distance, and number of endpoints. Use it when customers ask for fiber optic installation pricing or request a site survey.”
คำอธิบายนี้ระบุได้ชัดเจนว่า
หลีกเลี่ยงการสร้าง Topics หลายตัวที่มี Description ใกล้เคียงกันเกินไป เพราะอาจทำให้ระบบเลือก Topic ไม่ตรงความตั้งใจ
System Topics เป็น Topics ที่ใช้จัดการพฤติกรรมพื้นฐานของ Agent
ตัวอย่างเช่น
รายการที่มีและพฤติกรรมอาจแตกต่างตามรูปแบบ Orchestration
ใช้จัดการกรณีที่ระบบไม่สามารถระบุ Topic หรือคำตอบได้ตามเงื่อนไข
ใช้เมื่อจำเป็นต้องส่งต่อหรือแนะนำช่องทางติดต่อเจ้าหน้าที่
ใน Classic Orchestration อาจใช้เมื่อข้อความของผู้ใช้ตรงกับหลาย Topics และต้องการให้เลือกเส้นทางที่เหมาะสม
ใช้กำหนดข้อความหรือขั้นตอนเมื่อเริ่มสนทนาใหม่
ควรทดสอบก่อนแก้ System Topics เพราะอาจกระทบพฤติกรรมของ Agent ทั้งระบบ
หลังสร้าง Topic ควรทดสอบอย่างน้อย 8 รูปแบบ
เช่น
“ขอใบเสนอราคา Fiber Optic”
“อยากให้ช่างมาประเมินงานเดินไฟเบอร์”
“ขอราคาไฟเบอร์”
เมื่อผู้ใช้ไม่ระบุสถานที่หรือจำนวนจุด
เช่น ผู้ใช้ใส่ข้อความแทนจำนวนเมตร
เมื่อผู้ใช้ต้องการแก้ข้อมูลก่อนยืนยัน
เช่น ระบบรับแจ้งซ่อมไม่ตอบสนอง
ตรวจสอบว่า Agent ไม่เรียก Topic นี้กับคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง
| รายการ | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|
| Topic Name | ชัดเจน |
| Description | สื่อหน้าที่ตรง |
| Trigger | เหมาะกับ Orchestration |
| Messages | ใช้ภาษาชัดเจน |
| Questions | ถามเฉพาะข้อมูลจำเป็น |
| Variables | ชื่อและประเภทถูกต้อง |
| Conditions | ครอบคลุมคำตอบ |
| Input Parameters | ตั้งค่าถูกต้อง |
| Output Parameters | ส่งค่าถูกต้อง |
| Redirect | ไม่มีการวนผิด |
| Tools | มีสิทธิ์และทำงานจริง |
| Error Handling | มีทางเลือกเมื่อผิดพลาด |
| Privacy | เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น |
| Test Cases | ผ่านการทดสอบ |
| Publish | เวอร์ชันล่าสุดพร้อมใช้งาน |
ตรวจสอบว่าใช้ Generative หรือ Classic Orchestration
หากเป็น Classic ให้ปรับ Trigger Phrases
หากเป็น Generative ให้ตรวจสอบ Topic Description และความเกี่ยวข้องกับคำถาม
ตรวจสอบว่ามี Topics ที่มีชื่อหรือ Description คล้ายกันหรือไม่
ควรแยกขอบเขตการใช้งานให้ชัดเจน
ตรวจสอบ Variable ที่เชื่อมกับ Question และประเภทข้อมูล
ตรวจสอบค่า Variable และเงื่อนไขการเปรียบเทียบ
ตรวจสอบว่า Flow มีการ Redirect กลับหรือใช้ Question Node ซ้ำโดยไม่จำเป็นหรือไม่
ตรวจสอบ End Node, Conditions และ Redirect
ตรวจสอบ Authentication, Parameters และสิทธิ์ของ Connection
ตรวจสอบว่าใช้ Question Nodes หรือกำหนด Input Parameters เหมาะสมหรือไม่
ตรวจสอบ Scope และขั้นตอน Reset Variable
ตรวจสอบว่า Agent ถูก Publish เวอร์ชันล่าสุดแล้วหรือยัง
หากใช้ Generative Orchestration ควรตรวจสอบว่า Topic ส่ง Message ให้ผู้ใช้แล้ว และ Orchestration สรุปข้อความซ้ำอีกครั้งหรือไม่
อาจออกแบบให้ Topic ส่งผลลัพธ์เป็น Output แล้วปล่อยให้ Orchestration เป็นผู้จัดรูปแบบคำตอบตามกรณีที่เหมาะสม
พิจารณาแบ่งออกเป็น Topics ย่อย และใช้ Redirect หรือ Input/Output Parameters เชื่อมต่อกัน
หลีกเลี่ยงการรวมหลายกระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
เช่น Request Quotation หรือ Report Network Issue
โดยเฉพาะเมื่อใช้ Generative Orchestration
สำหรับ Classic Orchestration ควรใช้ตัวอย่างประโยคหลากหลาย แต่เป็นความต้องการเดียวกัน
ไม่ควรให้ Agent ขอข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น
ช่วยให้แก้ไขและทดสอบ Flow ได้สะดวก
ลดการถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง
อนุญาตให้ผู้ใช้ตอบว่ายังไม่ทราบเมื่อเหมาะสม
ป้องกันการวนซ้ำหรือกลับไปเริ่มต้นโดยไม่ตั้งใจ
ใช้ข้อความที่ลูกค้าและพนักงานพิมพ์จริง ไม่ใช่เพียงประโยคตัวอย่างที่เตรียมไว้
Topics คือชุดขั้นตอนสำหรับกำหนดการสนทนาของ AI Agent สามารถมี Trigger, Messages, Questions, Variables และ Conditions
เปิด Agent ไปที่ Topics เลือก Add a topic แล้วสร้างจาก Blank หรือใช้ Add from description with Copilot จากนั้นเพิ่ม Nodes และทดสอบ
ได้ในประสบการณ์ที่รองรับ โดยใช้ Copilot ช่วยสร้าง Topic จากคำอธิบาย
ไม่จำเป็นสำหรับการออกแบบพื้นฐาน เพราะใช้ Canvas และ Nodes ได้
คือข้อความตัวอย่างที่ใช้ช่วยให้ Agent แบบ Classic Orchestration เลือก Topic ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
โดยทั่วไปใช้ Topic Description เพื่อช่วยเลือก Topic แทนรูปแบบการจับคู่ Trigger Phrases แบบ Classic
คือ Node สำหรับถามคำถามและบันทึกคำตอบใน Variable
คือ Node ที่ใช้กำหนดเส้นทางการทำงานตามค่าหรือเงื่อนไข
คือตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูลระหว่างบทสนทนา
ได้ สามารถใช้ Redirect และ Input/Output Parameters ตามความสามารถที่รองรับ
สามารถสร้าง Topic ที่ใช้ Knowledge หรือเรียกความสามารถที่เกี่ยวข้องกับ SharePoint ตามสิทธิ์และการเชื่อมต่อที่รองรับ
ได้ผ่านเครื่องมือหรือ Workflow ที่รองรับ โดยต้องตั้งค่าการเชื่อมต่อให้ถูกต้อง
สามารถออกแบบข้อความบทสนทนาเป็นภาษาไทยได้สำหรับ Agent ที่รองรับ แต่ควรตรวจสอบภาษาที่รองรับในแต่ละฟีเจอร์
ตรวจสอบ Orchestration และปรับ Trigger Phrases หรือ Description ให้ตรงกับงาน
ไม่จำเป็นเสมอไป Agent ที่เน้นตอบคำถามจาก Knowledge อาจไม่ต้องสร้าง Topics เพิ่มจำนวนมาก
หากต้องการให้การเปลี่ยนแปลงมีผลกับ Agent ที่เผยแพร่แล้ว ต้อง Publish เวอร์ชันล่าสุดตามกระบวนการที่รองรับ
Topics เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Microsoft Copilot Studio ที่ช่วยกำหนดการสนทนาอย่างเป็นระบบ โดยสามารถตั้งค่า Trigger, Messages, Questions, Variables, Conditions และการเชื่อมต่อ Topics หรือ Tools ได้
สำหรับผู้เริ่มต้น สามารถสร้าง Topic จาก Blank Canvas หรือใช้ Copilot ช่วยสร้างจากคำอธิบาย แล้วค่อยปรับขั้นตอนให้ตรงกับความต้องการ
หากใช้ Classic Orchestration ควรให้ความสำคัญกับ Trigger Phrases แต่หากใช้ Generative Orchestration ควรเขียน Topic Description ให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้ AI เลือก Topic เหมาะกับคำถาม
สำหรับธุรกิจ Topics เหมาะกับงานที่ต้องมีขั้นตอน เช่น การรับแจ้งซ่อม การขอใบเสนอราคา การสอบถามบริการ และการเก็บรายละเอียดก่อนส่งต่อเจ้าหน้าที่
comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง กำหนด Intent → สร้าง Topic → ตั้ง Trigger หรือ Description → เพิ่ม Nodes → เก็บ Variables → สร้าง Conditions → ทดสอบ → Publish → ตรวจสอบผล
การออกแบบ Topics ที่ดีไม่ได้หมายถึงการสร้าง Flow ให้ยาวที่สุด แต่คือการทำให้ Agent เข้าใจความต้องการ ถามข้อมูลที่จำเป็น และดำเนินงานตามขั้นตอนที่ตรวจสอบได้อย่างถูกต้อง