Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Prompt Microsoft Copilot สำหรับวางแผนการตลาดที่ดี ควรระบุให้ชัดว่า ธุรกิจขายอะไร ลูกค้าคือใคร เป้าหมายการตลาดคืออะไร มีงบประมาณเท่าไร ใช้ช่องทางไหน และต้องการวัดผลด้วย KPI อะไร
ถ้าสั่งเพียงว่า “ช่วยวางแผนการตลาดให้หน่อย” Copilot อาจสร้างแผนที่ดูครบ แต่ยังเป็นคำแนะนำทั่วไป เช่น ทำ Social Media, ทำ SEO, ยิงโฆษณา หรือสร้าง Content โดยยังไม่เชื่อมกับลูกค้า งบประมาณ และเป้าหมายจริงของธุรกิจ
สูตรที่ใช้ง่ายคือ:
Business + Audience + Goal + Offer + Channel + Content + Budget + KPI + Timeline
ตัวอย่าง:
“ช่วยวางแผนการตลาด 90 วันสำหรับร้านขายอุปกรณ์เครือข่ายออนไลน์ กลุ่มเป้าหมายคือ SME และช่างติดตั้ง เป้าหมายคือเพิ่มลูกค้าใหม่และยอดขาย โดยใช้ SEO, Facebook และ Content Marketing พร้อมแบ่งแผนรายเดือนและระบุ KPI”
ก่อนสร้าง Marketing Plan ต้องรู้ก่อนว่าธุรกิจต้องการอะไร
ตัวอย่าง:
Marketing Goal ควรเชื่อมกับ Business Goal
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเริ่มว่า:
“เราจะทำ TikTok”
หรือ
“เราจะยิง Facebook Ads”
ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร
ควรเริ่มจาก:
Goal → Customer → Offer → Channel
ไม่ใช่
Channel → Content → หวังว่าจะขายได้
ตัวอย่าง:
Prompt:
“แบ่ง Target Audience เป็น Segment และระบุ Pain Point, Need และ Buying Motivation ของแต่ละกลุ่ม”
ช่วยให้แผนการตลาดตรงลูกค้ามากขึ้น
ตัวอย่าง:
บริษัทขนาดเล็ก
ต้องการ:
สินค้าที่เลือกง่ายและมีข้อมูลครบ
ช่างติดตั้ง
ต้องการ:
สินค้าเฉพาะทาง ราคาเหมาะสม และพร้อมใช้งาน
แต่ละ Segment ไม่จำเป็นต้องได้รับข้อความการตลาดแบบเดียวกัน
Prompt:
“จาก Customer Segment นี้ ระบุ Pain Point ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและแยกข้อที่เป็น Fact ออกจาก Assumption”
ช่วยป้องกันการคิดแทนลูกค้าโดยไม่มีหลักฐาน
Pain Point คือปัญหา
Need คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพื่อแก้ปัญหา
ตัวอย่าง:
Pain Point:
เลือกสายแลนไม่ถูก
Need:
ข้อมูลเปรียบเทียบ Cat6, Cat6A และ Cat8 แบบเข้าใจง่าย
นี่สามารถนำไปสร้าง Content ได้ทันที
Offer คือสิ่งที่เสนอให้ลูกค้า
อาจเป็น:
Prompt:
“สร้าง Marketing Message ที่เชื่อม Pain Point กับ Offer โดยไม่ใช้คำกล่าวอ้างเกินจริง”
Value Proposition ควรตอบว่า:
ทำไมลูกค้าควรสนใจสิ่งที่เราขาย
ตัวอย่าง:
“ข้อมูลสินค้าอุปกรณ์ Network แบบละเอียด ช่วยให้เลือกสินค้าได้ตรงกับงานมากขึ้น”
ชัดกว่าคำว่า:
“คุณภาพดีที่สุด”
ตัวอย่าง:
“เพิ่ม Qualified Lead จากเว็บไซต์”
หรือ
“เพิ่มยอดขายสินค้า Category A”
ดีกว่า:
“อยากทำการตลาดให้ดีขึ้น”
Goal ต้องชัดพอที่จะวัดผลได้
Goal ที่ดีควรพยายามให้มี:
ตัวอย่าง:
“เพิ่มจำนวน Lead จากเว็บไซต์ 20% ภายใน 3 เดือน”
ถ้า 20% เป็นเป้าหมายที่ธุรกิจกำหนดจริง
Prompt:
“ถ้าไม่มีข้อมูล Target ให้ใช้ Placeholder แทนการสร้างเปอร์เซ็นต์ขึ้นเอง”
ตัวอย่าง:
“เพิ่ม Lead [เป้าหมาย]% ภายใน [ระยะเวลา]”
ปลอดภัยกว่า
Customer Journey อาจแบ่งเป็น:
Prompt:
“สร้าง Customer Journey สำหรับกลุ่มลูกค้านี้ พร้อมสิ่งที่ลูกค้าต้องการในแต่ละขั้น”
ช่วงนี้ลูกค้าอาจยังไม่รู้จักแบรนด์
Content ที่เหมาะ:
เป้าหมายคือให้ลูกค้ารู้จักปัญหาและแบรนด์
ลูกค้ากำลังเปรียบเทียบทางเลือก
Content อาจเป็น:
ช่วยลูกค้าตัดสินใจ
ช่วงนี้ควรทำให้การซื้อสะดวก
เช่น:
Marketing Plan ไม่ควรหยุดที่การสร้าง Traffic
หลังซื้อแล้ว ยังมีโอกาสทำการตลาดต่อ
เช่น:
ลูกค้าเดิมอาจมีต้นทุนการขายต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่
ลูกค้าที่พอใจอาจช่วย:
Prompt:
“สร้างแนวทางเปลี่ยนลูกค้าเดิมให้กลายเป็นผู้แนะนำแบรนด์ โดยไม่ใช้ Incentive ที่ซับซ้อนเกินไป”
Funnel อาจเป็น:
Traffic → Lead → Opportunity → Sale → Repeat Purchase
Prompt:
“สร้าง Marketing Funnel พร้อม KPI ในแต่ละขั้น”
ช่วยให้เห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
Channel อาจเป็น:
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกช่องทาง
“จาก Audience, Budget และ Resource ที่ให้ ช่วยเปรียบเทียบ Channel ที่เหมาะ โดยแสดงข้อดี ข้อจำกัด และสิ่งที่ต้องใช้”
ช่วยเลือกจากบริบทจริง
Channel ที่ดังไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับทุกธุรกิจ
ควรดู:
Prompt:
“สร้าง SEO Marketing Plan โดยแบ่ง Keyword Research, Topic Cluster, Content Production, Internal Linking และ Conversion”
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Organic Traffic ระยะยาว
Content อาจแบ่งเป็น:
Prompt:
“สร้าง Content Pillar ที่ครอบคลุม Customer Journey”
ตัวอย่างสำหรับธุรกิจไอที:
ช่วยให้ Content ไม่กระจัดกระจาย
Prompt:
“สร้าง Content Calendar 30 วันจาก Marketing Goal และ Content Pillar โดยแต่ละวันมี Topic, Format, Funnel Stage และ CTA”
ช่วยเปลี่ยน Strategy เป็นงานจริง
Prompt:
“สร้าง Facebook Marketing Plan โดยแบ่ง Organic Content, Community Engagement และ Conversion Content”
ช่วยไม่ให้เพจมีแต่โพสต์ขายของ
Prompt:
“สร้าง TikTok Marketing Plan โดยใช้ Pain Point และ Use Case เป็นฐานของคลิปสั้น”
เหมาะกับการสร้าง Awareness
Prompt:
“สร้าง YouTube Strategy โดยแบ่ง Search Content, Tutorial, Comparison และ Product Education”
เหมาะกับ Content ที่ต้องการอายุยาว
ตัวอย่าง Flow:
Prompt:
“สร้าง Email Journey จากลูกค้าใหม่ไปจนถึงลูกค้าซื้อซ้ำ”
หากขายบน Marketplace ให้ดู:
Prompt:
“สร้างแผนปรับ Product Listing โดยใช้ข้อมูลสินค้าจริง”
Prompt:
“สร้างโครง Paid Ads Campaign โดยแบ่ง Audience, Offer, Creative, Landing Page และ KPI”
ถ้าไม่มีงบจริง ให้ใช้ Placeholder
Ads ที่ดีแต่หน้าเว็บไม่ดีอาจทำให้เสีย Budget
ควรตรวจ:
ก่อนเพิ่ม Traffic
Prompt:
“สร้างโครง Landing Page สำหรับ Campaign นี้ โดยมี Headline, Problem, Solution, Benefits, Proof, FAQ และ CTA”
ช่วยให้ Campaign เชื่อมตั้งแต่โฆษณาถึง Conversion
Message ใน Ads และ Landing Page ควรสอดคล้องกัน
เช่น Ads พูดเรื่อง:
“สายแลน CAT6A สำหรับ 10Gbps”
หน้า Landing Page ก็ควรตอบเรื่องเดียวกันทันที
ไม่ควรพาไปหน้า Homepage กว้าง ๆ โดยไม่มีเหตุผล
Prompt:
“สร้าง Campaign Theme จาก Pain Point ของลูกค้า โดยเสนอ 5 Angle ที่ต่างกัน”
ตัวอย่าง:
สูตร:
Pain Point → Benefit → Evidence → CTA
ตัวอย่าง:
“ไม่แน่ใจว่าจะเลือกสายแลนรุ่นไหน? เปรียบเทียบประเภทและสเปกก่อนเลือกให้ตรงกับระบบของคุณ”
Prompt:
“สร้าง Hook 20 แบบจาก Pain Point นี้ แบ่งเป็น Question, Problem, Benefit และ Mistake”
ช่วยมีหลาย Angle สำหรับทดสอบ Content
CTA อาจเป็น:
Prompt:
“สร้าง CTA ตาม Funnel Stage และห้ามใช้ CTA ขายตรงกับทุก Content”
ตัวอย่าง:
Prompt:
“เสนอ Lead Magnet ที่ช่วยแก้ Pain Point ของ Audience โดยเชื่อมกับสินค้า/บริการ”
Promotion อาจเป็น:
ควรใช้ตาม Margin จริง ไม่ควรให้ Copilot เดาตัวเลขส่วนลดเอง
“เสนอ Promotion Mechanism 10 แบบโดยยังไม่ใส่เปอร์เซ็นต์ส่วนลด และระบุผลดี/ข้อควรระวัง”
ช่วยคิดรูปแบบก่อนกำหนดตัวเลข
Budget อาจแบ่งเป็น:
Prompt:
“สร้าง Marketing Budget Template และใช้ Placeholder ถ้ายังไม่มีตัวเลข”
ตัวอย่าง:
ช่วยให้ไม่ใช้งบทั้งหมดกับการหาคนใหม่
ถ้าธุรกิจไม่ได้บอกว่ามีงบเท่าไร อย่าถือว่าตัวเลขที่ AI สร้างเป็นคำแนะนำทางการเงิน
ควรให้ Copilot ช่วยสร้างโครงสร้างและ Scenario แทน
ตัวอย่าง:
Prompt:
“สร้าง Marketing Scenario 3 ระดับโดยเปลี่ยนจำนวน Channel และ Production Capacity แทนการเดาผลตอบแทน”
KPI ควรเชื่อมกับ Goal
Reach, Impression, Branded Search
Sessions, Clicks
Lead, Conversion Rate
Orders, Revenue, Conversion
Repeat Purchase, Returning Customer
Like และ View อาจมีประโยชน์ แต่ไม่ควรเป็น KPI หลักทุก Campaign
ถ้า Goal คือขายสินค้า ควรดู:
ร่วมด้วย
“จาก Marketing Goal นี้ เลือก KPI หลัก 3–5 ตัว และอธิบายว่าแต่ละตัวช่วยตอบคำถามอะไร”
ช่วยลด Dashboard ที่มีตัวเลขมากเกินไป
Prompt:
“สร้าง Measurement Plan โดยระบุ Goal, KPI, Data Source, Frequency และ Owner”
ช่วยให้รู้ว่าจะวัดอย่างไร
Dashboard อาจมี:
Prompt:
“ออกแบบ Marketing Dashboard ให้ผู้บริหารดูจบได้ในหน้าเดียว”
Prompt:
“จากข้อมูล Funnel นี้ ระบุขั้นที่ Drop สูงที่สุดและสิ่งที่ควรตรวจเพิ่มเติม”
ช่วยไม่ให้รีบเพิ่ม Traffic ทั้งที่ปัญหาอยู่ปลาย Funnel
Prompt:
“สร้าง Diagnostic Framework สำหรับกรณี Traffic เพิ่มแต่ยอดขายไม่เพิ่ม โดยตรวจ Audience, Intent, Landing Page, Offer และ Checkout”
ช่วยค้นหาสาเหตุเป็นระบบ
Prompt:
“สร้างรายการข้อมูลที่ต้องตรวจเมื่อยอดขายลด โดยแบ่ง Demand, Traffic, Conversion, Price, Stock และ Competition”
อย่ารีบสรุปว่าปัญหาเกิดจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว
Prompt:
“ตรวจ Funnel เพื่อหาสาเหตุที่ Lead ไม่ตรงกลุ่ม โดยดู Audience, Keyword, Message, Offer และ Form”
ช่วยปรับ Quality มากกว่าจำนวน
ตัวอย่าง:
Prompt:
“สร้าง Experiment Plan โดยมี Hypothesis, Variable, Metric และ Success Criteria”
ช่วยให้ Optimization มีระบบ
ถ้าเปลี่ยน
พร้อมกัน อาจไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผลเปลี่ยน
ควรออกแบบ Test ให้ตอบคำถามได้ชัด
Prompt:
“สร้าง A/B Test 10 แบบสำหรับ Landing Page โดยแต่ละ Test เปลี่ยนตัวแปรหลักเพียงหนึ่งอย่าง”
เหมาะกับ Optimization
Prompt:
“สร้าง Marketing Plan 30 วันโดยแบ่ง Awareness, Consideration และ Conversion พร้อม Weekly Goal”
เหมาะกับ Campaign ระยะสั้น
ตัวอย่าง:
Research + Foundation
Launch + Test
Optimize + Scale
Prompt:
“สร้าง 90-Day Marketing Plan พร้อม Milestone รายเดือน”
Prompt:
“สร้าง Marketing Roadmap 12 เดือน โดยแบ่ง Quarterly Goal, Campaign, Content และ KPI”
เหมาะกับการวางภาพรวมทั้งปี
ถ้าธุรกิจมีช่วงขายดี:
“สร้าง Seasonal Marketing Plan โดยแบ่ง Before, Peak และ After Campaign”
ช่วยเตรียมงานล่วงหน้า
Prompt:
“สร้าง Marketing Plan สำหรับเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยมี Pre-launch, Launch และ Post-launch”
ตัวอย่าง:
Pre-launch:
Education
Launch:
Offer
Post-launch:
Review + FAQ
ตัวอย่าง:
“สร้างแผนการตลาดสำหรับธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะจังหวัด โดยเน้น Local Search, Local Content, Social และ Referral”
เหมาะกับธุรกิจพื้นที่เฉพาะ
B2B อาจต้องเพิ่ม:
Prompt:
“สร้าง B2B Marketing Funnel ตั้งแต่ Awareness ถึง Sales Handoff”
ควรครอบคลุม:
Prompt:
“สร้าง Ecommerce Marketing Plan โดยเชื่อม Acquisition กับ Conversion และ Retention”
ถ้าธุรกิจมีบทความจำนวนมาก:
“สร้าง Marketing Strategy ที่ใช้บทความเป็น Content Hub แล้ว Repurpose ไป Facebook, TikTok และ YouTube”
ช่วยใช้ Content Asset เดิมให้คุ้ม
ตัวอย่าง:
SEO:
จับ Search Intent
Social:
กระจาย Insight และสร้าง Awareness
Prompt:
“สร้าง Workflow จาก Keyword → Article → Social Post → Short Video → CTA”
ช่วยเชื่อมช่องทางเข้าด้วยกัน
Prompt:
“ระบุข้อมูลที่ Marketing ต้องส่งต่อ Sales และ Feedback ที่ Sales ควรส่งกลับ Marketing”
ช่วยปิดช่องว่างระหว่าง Lead กับการขาย
ตัวอย่างเกณฑ์:
Prompt:
“สร้าง Lead Qualification Framework โดยไม่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น”
ช่วยให้ทีมขายโฟกัส Lead ที่เหมาะ
Prompt:
“สร้าง Retention Plan จากสินค้าที่ลูกค้ามีโอกาสซื้อซ้ำ พร้อม Trigger และ Message ที่เหมาะ”
ช่วยเพิ่มมูลค่าลูกค้าเดิม
ตัวอย่าง:
ลูกค้าซื้อสายแลน
อาจสนใจ:
Prompt:
“สร้าง Cross-sell Mapping จาก Product Relationship ที่ให้”
ช่วยเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องจริง
Upsell คือเสนอทางเลือกที่สูงขึ้นเมื่อเหมาะกับ Use Case
ไม่ควรยัดสินค้าราคาแพงกว่าเสมอ
Prompt:
“สร้าง Upsell Logic จาก Requirement ของลูกค้า โดยอธิบายว่าเมื่อไรควรเสนอรุ่นสูงขึ้น”
Prompt:
“สร้าง Referral Program Framework โดยระบุ Trigger, Reward Type และ Tracking โดยยังไม่กำหนดมูลค่ารางวัล”
ช่วยเริ่มออกแบบระบบ
ควรดู:
แต่เป้าหมายคือหา Gap ไม่ใช่ลอกทุกอย่าง
“เปรียบเทียบ Marketing ของเราและคู่แข่งตาม Audience, Message, Channel, Content และ Offer และแยกสิ่งที่เป็น Fact ออกจาก Interpretation”
ช่วยลดการเดาเจตนาคู่แข่ง
Prompt:
“จาก Customer Need, Competitor และ Capability ของเรา ช่วยสร้าง Positioning 5 แบบที่แตกต่างกัน”
จากนั้นเลือกสิ่งที่ธุรกิจทำได้จริง
Brand Message อาจประกอบด้วย:
Prompt:
“สร้าง Brand Message ที่เข้าใจง่ายและหลีกเลี่ยงคำกล่าวอ้างว่า ‘ดีที่สุด’”
Prompt:
“เปลี่ยน Marketing Plan นี้เป็น Calendar รายสัปดาห์ โดยมี Campaign, Content, Channel, Owner และ KPI”
ช่วยให้ Strategy กลายเป็น Execution
Template:
Prompt:
“สร้าง Weekly Marketing Review จากข้อมูล Performance”
Prompt:
“เปรียบเทียบ Plan กับ Actual โดยแสดง KPI, Variance, Cause และ Action”
ช่วยปรับแผนเดือนถัดไป
Marketing Performance อาจมีความผันผวน
ควรดู:
ก่อนเปลี่ยนแผนครั้งใหญ่
ใช้:
“ตรวจ Marketing Plan นี้และระบุข้อมูลที่ยังขาดสำหรับตัดสินใจ”
เช่น:
ช่วยสร้าง Research List
ตัวอย่าง:
“ตรวจว่า Audience, Offer, Channel, Message และ KPI ในแผนนี้ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่”
ช่วยหา Logic Gap
ตัวอย่าง:
ถ้า Audience เป็นผู้บริหาร B2B แต่แผนใช้เฉพาะ Entertainment Content อาจต้องทบทวน
Prompt:
“ตรวจว่าแต่ละ Channel เหมาะกับ Audience และ Stage ของ Funnel หรือไม่”
ถ้า Offer เน้น Technical Expertise แต่ Message แข่งราคาถูกอย่างเดียว อาจขัดกับ Positioning
Prompt:
“ตรวจว่า Marketing Message สนับสนุน Value Proposition หรือไม่”
Content บางแบบเหมาะกับ Awareness
บางแบบเหมาะกับ Conversion
Prompt:
“จัด Content ทุกชิ้นตาม Funnel Stage และหา Stage ที่ Content ยังขาด”
Goal ใหญ่มากแต่ Resource ต่ำมาก อาจต้องลด Scope หรือเพิ่มเวลา
Prompt:
“ตรวจความสอดคล้องระหว่าง Goal, Timeline และ Resource โดยไม่สร้าง Budget ใหม่”
Prompt:
“ปรับ Marketing Plan นี้สำหรับทีม 1 คน โดยเลือก Channel หลักไม่เกิน 2–3 ช่องทาง และเน้น Repurpose Content”
ช่วยให้แผนทำได้จริง
การทำ:
พร้อมกันทั้งหมด อาจเกินกำลัง
ควรเลือกช่องทางที่เชื่อมกับ Goal มากที่สุดก่อน
“ช่วยสร้าง Marketing Plan สำหรับ [ธุรกิจ]
สินค้า/บริการ:
[รายละเอียด]
Target Audience:
[Audience]
Customer Pain Point:
[Pain Point]
Business Goal:
[Goal]
Marketing Goal:
[Goal]
Offer:
[Offer]
Budget:
[Budget]
Timeline:
[ระยะเวลา]
ช่องทางปัจจุบัน:
[Channel]
ข้อมูล Performance:
[Data]
สร้างแผนประกอบด้วย:
ข้อกำหนด:
Template นี้สามารถนำไปปรับใช้กับหลายธุรกิจได้
“สร้าง Marketing Plan 30 วัน
Week 1:
Research + Setup
Week 2:
Content + Launch
Week 3:
Measure + Test
Week 4:
Optimize + Review
ทุกสัปดาห์ต้องมี:
เหมาะกับการเริ่มต้นเร็ว
“สร้างแผน 90 วัน แบ่งเป็น:
Days 1–30:
Foundation
Days 31–60:
Execution
Days 61–90:
Optimization
ทุก Phase ระบุ Priority, Deliverable, KPI และ Experiment”
เหมาะกับการสร้างระบบการตลาดใหม่
“สร้าง Content Marketing Plan โดยใช้ Customer Pain Point เป็นฐาน
แบ่งเป็น:
ทุกหัวข้อมี Topic, Format, Channel และ CTA”
“สร้าง SEO Marketing Plan โดยแบ่งเป็น Keyword Research, Topic Cluster, Content Production, Internal Linking, Conversion และ Performance Review”
เหมาะกับธุรกิจที่ใช้ Search เป็นช่องทางหลัก
“สร้าง Ecommerce Marketing Plan โดยครอบคลุม:
และกำหนด KPI ให้แต่ละขั้น”
“สร้าง B2B Marketing Plan สำหรับ [ธุรกิจ]
แบ่งเป็น:
เหมาะกับการขายให้บริษัท
ตรวจว่า:
ใช้ลำดับ:
ช่วยให้ Marketing Plan เชื่อมตั้งแต่ลูกค้าไปจนถึงการวัดผล
สูตรคือ:
Audience + Pain Point + Goal + Offer + Channel + Content + Budget + KPI + Timeline
ตัวอย่าง:
“วางแผนการตลาด 90 วันสำหรับธุรกิจขายอุปกรณ์ Network ออนไลน์ กลุ่มลูกค้าเป็น SME และช่างติดตั้ง เป้าหมายคือเพิ่ม Qualified Traffic และยอดขาย ใช้ SEO, Content และ Social Media พร้อมระบุ Campaign, KPI และ Weekly Action”
Microsoft Copilot สามารถช่วยจัดแนวคิดด้านการตลาดที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นระบบ ตั้งแต่ Audience, Customer Journey, Content และ Channel ไปจนถึง KPI และแผน 30/60/90 วัน
แต่ Marketing Plan ที่ดีไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เราควรโพสต์อะไร?” หรือ “ควรใช้แพลตฟอร์มไหน?” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากว่า ลูกค้าเป็นใคร เขามีปัญหาอะไร และธุรกิจต้องการผลลัพธ์อะไร
สำหรับผู้อ่าน comsiam สูตรที่ควรจำคือ “Audience → Pain Point → Offer → Channel → Content → Conversion → KPI” แล้วใช้ข้อมูลจริงปรับแผนต่อเนื่อง
comsiam แนะนำให้สร้างแผนการตลาดที่ทำได้จริงตามทรัพยากรของธุรกิจ และวัดผลเป็นรอบ ๆ เพราะ Marketing Plan ที่มีคุณค่าที่สุดไม่ใช่แผนที่มีรายละเอียดเยอะที่สุด แต่คือแผนที่สามารถลงมือทำ วัดผล และปรับปรุงต่อได้จริง