Prompt Microsoft Copilot สำหรับสรุปเอกสารยาวให้เหลือเฉพาะประเด็นสำคัญ

Prompt Microsoft Copilot สำหรับสรุปเอกสารยาวให้เหลือเฉพาะประเด็นสำคัญ ควรระบุให้ชัดว่า ต้องการสรุปเอกสารเพื่ออะไร ใครเป็นคนอ่าน ต้องการเก็บข้อมูลประเภทไหนไว้ และต้องการตัดรายละเอียดส่วนใดออก

ถ้าสั่งเพียงว่า “ช่วยสรุปเอกสารนี้” Copilot อาจสรุปได้ แต่ผลลัพธ์อาจยังยาวเกินไป หรือเลือกประเด็นที่ไม่ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการจริง

สูตรที่ใช้ง่ายคือ:

Purpose + Audience + Source + Key Information + Format + Length + Constraints

ตัวอย่าง:

“สรุปเอกสารนี้สำหรับผู้บริหาร โดยเก็บเฉพาะข้อสรุป ตัวเลขสำคัญ ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ตอบไม่เกิน 10 Bullet Point และห้ามสร้างข้อมูลที่ไม่มีในเอกสาร”

① เริ่มจากบอกว่าเอกสารคืออะไร

ตัวอย่างเอกสาร:

  • รายงาน
  • Proposal
  • Contract
  • Meeting Notes
  • Research
  • Policy
  • คู่มือ
  • Email Thread
  • Project Document
  • Business Plan

Prompt:

“สรุปรายงานโครงการนี้…”

ชัดกว่า:

“สรุปข้อความนี้…”

เพราะประเภทเอกสารมีผลต่อสิ่งที่ควรเก็บไว้

② ระบุเป้าหมายของการสรุป

ตัวอย่าง:

  • อ่านให้เข้าใจเร็ว
  • เตรียมประชุม
  • เตรียมตัดสินใจ
  • ส่งต่อผู้บริหาร
  • หา Action Item
  • หา Risk
  • ทบทวนก่อนสอบ
  • ใช้เขียนรายงานต่อ

Prompt:

“สรุปเพื่อให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจ”

จะทำให้ Copilot เน้นข้อมูลต่างจากการสรุปเพื่อเรียนรู้

③ ระบุ Audience

Audience อาจเป็น

  • ผู้บริหาร
  • พนักงาน
  • ลูกค้า
  • นักเรียน
  • ทีมเทคนิค
  • ทีมขาย
  • บุคคลทั่วไป

Prompt:

“สรุปให้คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิคเข้าใจได้”

ช่วยควบคุมระดับภาษาได้ดีขึ้น

④ ระบุข้อมูลที่ต้องเก็บ

ตัวอย่าง:

“เก็บเฉพาะ:

  • ข้อสรุปหลัก
  • ตัวเลขสำคัญ
  • วันที่
  • ความเสี่ยง
  • Recommendation”

ช่วยให้ Summary ตรงกับสิ่งที่ต้องใช้

⑤ ระบุสิ่งที่ไม่ต้องการ

ตัวอย่าง:

“ตัดตัวอย่างย่อย คำอธิบายซ้ำ และรายละเอียดพื้นฐานออก”

เหมาะกับเอกสารที่ยาวมาก

⑥ กำหนดความยาว

สามารถสั่ง:

“สรุปไม่เกิน 200 คำ”

หรือ

“สรุปไม่เกิน 10 Bullet Point”

หรือ

“ย่อให้เหลือประมาณ 20% ของต้นฉบับ”

ช่วยป้องกัน Summary ที่ยังยาวเกินไป

⑦ สรุปแบบ Bullet Point

Prompt:

“สรุปเอกสารนี้เป็น 10 Bullet Point โดยเรียงจากสำคัญที่สุดก่อน”

เหมาะกับการอ่านเร็ว

⑧ สรุปแบบย่อหน้า

Prompt:

“สรุปเอกสารนี้เป็นภาษาไทย 3 ย่อหน้า โดยรักษาเฉพาะ Main Idea”

เหมาะกับการนำไปใช้อธิบายต่อ

⑨ สรุปแบบตาราง

ตัวอย่าง:

“สรุปเอกสารนี้เป็นตารางที่มี Topic, Key Finding, Impact และ Next Step”

เหมาะกับเอกสารเชิงธุรกิจ

⑩ สรุปแบบ Executive Summary

Prompt:

“สร้าง Executive Summary ไม่เกิน 300 คำ โดยเน้น Result, Risk และ Decision Required”

เหมาะกับผู้บริหาร

⑪ สรุปสำหรับประชุม

ตัวอย่าง:

“สรุปเอกสารนี้ก่อนประชุม โดยบอก 5 เรื่องที่ต้องรู้และ 5 คำถามที่ควรถาม”

ช่วยเตรียมตัวได้เร็วขึ้น

⑫ สรุปเฉพาะ Key Finding

Prompt:

“ดึงเฉพาะ Key Finding จากเอกสารนี้ และไม่ต้องสรุป Background”

เหมาะเมื่อรู้พื้นฐานอยู่แล้ว

⑬ สรุปเฉพาะตัวเลข

ตัวอย่าง:

“ดึงตัวเลขสำคัญทั้งหมดจากเอกสารนี้ พร้อมบอกว่าตัวเลขแต่ละตัวหมายถึงอะไร”

เหมาะกับรายงานทางธุรกิจ

⑭ สรุปเฉพาะวันที่

Prompt:

“ดึงวันที่ Deadline และ Milestone ทั้งหมดจากเอกสาร แล้วเรียงตามลำดับเวลา”

ช่วยตรวจ Timeline

⑮ สรุปเฉพาะ Action Item

ตัวอย่าง:

“จากเอกสารนี้ ดึงเฉพาะ Action Item พร้อม Owner และ Deadline”

เหมาะกับ Meeting Notes หรือ Project Update

⑯ ถ้าไม่มี Owner อย่าให้ Copilot เดา

เพิ่มคำสั่ง:

“ถ้าไม่มี Owner ระบุว่า ‘ยังไม่ระบุ’”

เช่นเดียวกับ Deadline

ช่วยลดข้อมูลที่ถูกเติมขึ้นเอง

⑰ สรุปเฉพาะ Decision

Prompt:

“ดึงเฉพาะ Decision ที่มีการตัดสินใจแล้ว และแยกเรื่องที่ยัง Pending”

เหมาะกับเอกสารประชุม

⑱ สรุปเฉพาะ Risk

ตัวอย่าง:

“สรุปความเสี่ยงทั้งหมด พร้อม Impact และ Mitigation ที่มีอยู่ในเอกสาร”

ห้ามสร้าง Risk ใหม่หากไม่ได้ขอวิเคราะห์เพิ่มเติม

⑲ สรุปเฉพาะ Problem

Prompt:

“ดึงปัญหาที่ถูกกล่าวถึงในเอกสาร และจัดกลุ่มปัญหาที่เกี่ยวข้องกัน”

ช่วยลดข้อมูลซ้ำ

⑳ สรุปเฉพาะ Recommendation

ตัวอย่าง:

“สรุปข้อเสนอแนะทั้งหมด และจัดกลุ่มเป็น Immediate, Short-term และ Long-term”

เหมาะกับรายงานวิเคราะห์

㉑ สรุปเอกสารหลายหน้า

Prompt:

“สรุปเอกสารนี้โดยเริ่มจาก Main Idea ของแต่ละส่วน แล้วรวมให้เหลือ Summary เดียว”

ช่วยลดความเสี่ยงที่ประเด็นจากช่วงท้ายจะหายไป

㉒ สรุปทีละ Section

ถ้าเอกสารยาวมาก สามารถใช้วิธี:

  1. สรุปแต่ละ Section
  2. รวม Summary
  3. ตัดข้อมูลซ้ำ
  4. จัดลำดับความสำคัญ

ช่วยให้โครงสร้างชัดกว่า Generate ครั้งเดียว

㉓ Prompt สรุปตามหัวข้อเดิม

ตัวอย่าง:

“รักษาหัวข้อ H2 เดิม แล้วสรุปแต่ละหัวข้อให้เหลือ 2–3 Bullet Point”

เหมาะเมื่อยังต้องการเห็นโครงสร้างเอกสารต้นฉบับ

㉔ Prompt สรุปโดยเปลี่ยนโครงสร้าง

ตัวอย่าง:

“ไม่ต้องรักษาโครงสร้างเดิม ให้จัดใหม่เป็น Problem, Finding, Impact และ Action”

เหมาะเมื่อเอกสารต้นทางจัดระเบียบไม่ดี

㉕ Prompt สรุป Email Thread

ใช้:

“สรุป Email Thread นี้ โดยแยกเป็น Background, Decisions, Pending Questions และ Next Actions”

ช่วยลดเวลาย้อนอ่านอีเมลจำนวนมาก

㉖ Prompt สรุปประชุม

ตัวอย่าง:

“สรุป Transcript การประชุมนี้ โดยแยก Decision, Action Item, Owner, Deadline และ Open Question”

เหมาะกับ Meeting Follow-up

㉗ Prompt สรุป Proposal

ตัวอย่าง:

“สรุป Proposal นี้เป็น Problem, Proposed Solution, Scope, Cost, Timeline, Benefits และ Risks”

ช่วยเปรียบเทียบ Proposal ได้ง่าย

㉘ Prompt สรุป Business Plan

ใช้:

“สรุป Business Plan นี้เป็น Business Model, Target Customer, Revenue, Cost, Competitive Advantage, Risk และ Funding Need”

เหมาะสำหรับอ่านแผนธุรกิจอย่างรวดเร็ว

㉙ Prompt สรุป Research

ตัวอย่าง:

“สรุปเอกสารวิจัยนี้เป็น Research Question, Method, Key Findings, Limitations และ Conclusion”

ไม่ควรตัด Limitations ออก เพราะมีผลต่อการตีความผล

㉚ Prompt สรุป Policy

ตัวอย่าง:

“สรุป Policy นี้ โดยเน้นว่าใครได้รับผลกระทบ ต้องทำอะไร ห้ามทำอะไร และมี Deadline ใดบ้าง”

เหมาะกับเอกสารนโยบายภายในองค์กร

㉛ Prompt สรุปคู่มือ

ใช้:

“สรุปคู่มือนี้เป็นขั้นตอนใช้งานหลัก พร้อม Warning และข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง”

เหมาะกับคู่มือที่ยาวมาก

㉜ Prompt สรุป Contract

เอกสารสัญญามีความสำคัญสูง

สามารถใช้ Prompt:

“สรุปสัญญานี้เป็น Parties, Scope, Payment, Term, Obligations, Termination และ Key Dates โดยไม่ตีความกฎหมายเพิ่มเติม”

ควรใช้ Summary เพื่อช่วยอ่าน ไม่ใช่แทนการตรวจเอกสารทางกฎหมายอย่างละเอียด

㉝ Prompt สรุป Terms and Conditions

ตัวอย่าง:

“สรุปเงื่อนไขนี้เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ได้รับ สิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ข้อจำกัด และเงื่อนไขการยกเลิก”

เหมาะกับการทำความเข้าใจภาพรวม

㉞ Prompt สรุปรายงานประจำเดือน

ตัวอย่าง:

“สรุปรายงานเดือนนี้ให้เหลือ KPI, Achievement, Problem, Risk และ Next Month Priority”

เหมาะกับ Management Brief

㉟ Prompt สรุปรายงานยอดขาย

ใช้:

“สรุป Sales Report โดยเน้นยอดขายรวม การเปลี่ยนแปลง สินค้าหลัก พื้นที่ที่ผิดปกติ และ Action ที่ควรตรวจต่อ”

ตัวเลขต้องอิงข้อมูลจริงเท่านั้น

㊱ Prompt สรุปรายงานการเงิน

ตัวอย่าง:

“สรุปรายงานการเงินนี้โดยดึง Revenue, Cost, Profit, Cash Flow และรายการผิดปกติ”

ควรตรวจตัวเลขกับต้นทางอีกครั้ง

㊲ Prompt สรุป Feedback ลูกค้า

ใช้:

“สรุป Feedback นี้เป็น Theme หลัก ปัญหาที่เกิดซ้ำ สิ่งที่ลูกค้าชอบ และสิ่งที่ต้องปรับปรุง”

ช่วยเปลี่ยนข้อความจำนวนมากให้เป็น Insight

㊳ Prompt สรุปแบบสอบถาม

ตัวอย่าง:

“สรุปแบบสอบถามนี้โดยแยก Quantitative Result และ Qualitative Feedback”

ช่วยไม่ให้ความคิดเห็นกับตัวเลขปะปนกัน

㊴ Prompt สรุป Technical Document

ใช้:

“สรุปเอกสารเทคนิคนี้สำหรับผู้บริหารที่ไม่มีพื้นฐานเทคนิค โดยรักษาเฉพาะผลกระทบ ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องตัดสินใจ”

เหมาะกับการแปลง Technical Detail เป็น Business Language

㊵ Prompt สรุปให้ทีมเทคนิค

ในทางกลับกัน:

“สรุปเอกสารนี้สำหรับทีมเทคนิค โดยเก็บ Specification, Dependency, Limitation และ Required Action”

Audience ต่างกัน Summary ก็ควรต่างกัน

㊶ Prompt เปรียบเทียบเอกสารสองฉบับ

ตัวอย่าง:

“เปรียบเทียบเอกสาร A กับ B และสรุปสิ่งที่เหมือน สิ่งที่ต่าง และผลกระทบของความแตกต่าง”

เหมาะกับ Version Comparison

㊷ Prompt หาเฉพาะสิ่งที่เปลี่ยน

ใช้:

“เปรียบเทียบเวอร์ชันเก่ากับเวอร์ชันใหม่ แล้วสรุปเฉพาะส่วนที่เปลี่ยน”

ช่วยประหยัดเวลาอ่านเอกสาร Updated Version

㊸ Prompt หา Missing Information

ตัวอย่าง:

“หลังสรุปเอกสารนี้ ให้ระบุว่าข้อมูลสำคัญอะไรยังขาดสำหรับการตัดสินใจ”

เหมาะกับ Proposal และ Report

㊹ Prompt หา Contradiction

ใช้:

“ตรวจเอกสารนี้ว่ามีตัวเลข วันที่ หรือข้อสรุปส่วนใดขัดแย้งกันหรือไม่”

ช่วยตรวจเอกสารขนาดใหญ่

㊺ Prompt หาเรื่องที่พูดซ้ำ

ตัวอย่าง:

“หาประเด็นที่ถูกพูดซ้ำหลายครั้ง แล้วรวมเป็น Key Point เดียว”

ช่วยให้ Summary กระชับขึ้น

㊻ Prompt จัดลำดับความสำคัญ

ใช้:

“จัด Key Point เป็น Critical, Important และ Supporting Information”

ช่วยแยกสิ่งที่ต้องรู้ก่อน

㊼ Prompt สรุปแบบ 80/20

ตัวอย่าง:

“สรุป 20% ของข้อมูลที่ช่วยให้เข้าใจ 80% ของเอกสาร โดยห้ามตัด Decision, Risk และ Key Number”

เหมาะกับการอ่านเร็ว

㊽ Prompt สรุปหนึ่งหน้า

ใช้:

“สรุปเอกสารนี้ให้เหลือไม่เกินหนึ่งหน้า โดยเน้นเฉพาะสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจ”

เหมาะกับ Executive Brief

㊾ Prompt สรุป 10 ข้อ

ตัวอย่าง:

“ถ้าต้องอธิบายเอกสารนี้ด้วย 10 Bullet Point จะเลือกอะไรบ้าง เรียงจากสำคัญที่สุด”

เป็น Prompt ที่ใช้ได้กับเอกสารหลายประเภท

㊿ Prompt สรุป 5 ข้อ

ถ้าต้องการสั้นมาก:

“สรุปให้เหลือ 5 ประเด็นที่ห้ามพลาด”

เหมาะกับ Quick Brief

51. Prompt สรุปเป็น 3 ระดับ

ตัวอย่าง:

“สร้าง Summary 3 แบบ:

  1. 1 ประโยค
  2. 5 Bullet Point
  3. Executive Summary 300 คำ”

ช่วยเลือกความละเอียดตามสถานการณ์

52. Prompt TL;DR

ใช้:

“สร้าง TL;DR ไม่เกิน 100 คำ โดยตอบว่าเอกสารพูดเรื่องอะไร ผลสรุปคืออะไร และต้องทำอะไรต่อ”

เหมาะกับคนที่ต้องอ่านหลายเอกสาร

53. อย่าตัด Context ที่จำเป็น

Summary ที่สั้นเกินไปอาจทำให้ข้อสรุปผิดความหมาย

ตัวอย่าง ตัวเลข:

“ยอดขายเพิ่ม 20%”

อาจดูดี

แต่ต้นฉบับอาจระบุว่า

“ยอดขายเพิ่ม 20% จากฐานที่ต่ำผิดปกติในเดือนก่อน”

ดังนั้น Prompt ควรสั่งให้เก็บ Context ที่มีผลต่อการตีความ

54. อย่าตัดข้อจำกัดของข้อมูล

หากเอกสารมี

  • Limitation
  • Assumption
  • Sample Size
  • ขอบเขตเวลา
  • เงื่อนไข

ควรเก็บไว้เมื่อมีผลต่อ Conclusion

Prompt:

“ห้ามตัดข้อจำกัดที่มีผลต่อการตีความข้อมูล”

55. แยก Fact กับ Opinion

ตัวอย่าง:

“แยก Summary เป็น Facts, Interpretation และ Recommendation”

ช่วยให้รู้ว่าข้อความไหนมาจากต้นฉบับ และข้อความไหนเป็นการวิเคราะห์

56. ห้ามสร้างตัวเลขใหม่

ควรใส่ Constraint ว่า:

“ห้ามคำนวณหรือสร้างตัวเลขเพิ่มเติม เว้นแต่ฉันขอโดยตรง”

โดยเฉพาะเอกสารการเงินและธุรกิจ

57. ห้ามสร้าง Conclusion ใหม่

ถ้าต้องการ Summary อย่างเดียว ให้สั่งว่า:

“ไม่ต้องเพิ่มความคิดเห็นหรือ Recommendation ที่ไม่มีในเอกสาร”

ช่วยรักษาความหมายต้นฉบับ

58. ถ้าไม่แน่ใจให้ระบุ

ตัวอย่าง:

“ถ้าข้อความต้นฉบับคลุมเครือ ให้ระบุว่า ‘เอกสารไม่ได้ระบุชัด’ แทนการตีความเอง”

เหมาะกับเอกสารสำคัญ

59. Prompt ตรวจ Summary กับต้นฉบับ

หลังได้ Summary ให้ใช้:

“ตรวจ Summary นี้กับต้นฉบับ และระบุว่ามีข้อมูลใดผิด ตกหล่น หรือเกินจาก Source”

เป็นขั้นตอนที่มีประโยชน์มาก

60. Prompt ตรวจตัวเลข

ใช้:

“ตรวจตัวเลขทั้งหมดใน Summary กับต้นฉบับทีละรายการ”

เหมาะกับรายงานธุรกิจ

61. Prompt ตรวจชื่อและวันที่

ตัวอย่าง:

“ตรวจชื่อบุคคล ชื่อบริษัท วันที่ Deadline และจำนวนเงินใน Summary กับเอกสารต้นฉบับ”

ช่วยลดข้อผิดพลาดที่มีผลสูง

62. Prompt ลด Summary ให้สั้นลง

ถ้ายังยาว:

“ลด Summary นี้ลงอีก 40% โดยรักษา Decision, Risk, Number และ Action”

ช่วยตัดรายละเอียดรองออก

63. Prompt ขยาย Summary

ถ้าสั้นเกิน:

“ขยายเฉพาะ Key Finding โดยใช้ข้อมูลจากต้นฉบับเท่านั้น”

ไม่จำเป็นต้อง Generate ใหม่ทั้งหมด

64. Prompt เปลี่ยน Summary เป็นภาษาง่าย

ตัวอย่าง:

“Rewrite Summary นี้ให้คนทั่วไปเข้าใจ โดยไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริง”

เหมาะกับเอกสารเทคนิค

65. Prompt เปลี่ยน Summary เป็นภาษาผู้บริหาร

ใช้:

“Rewrite ให้กระชับแบบ Executive โดยเน้น Business Impact และ Decision Required”

ช่วยให้เหมาะกับผู้บริหารมากขึ้น

66. Prompt สรุปเอกสารแบบพร้อมใช้

“ช่วยสรุปเอกสารต่อไปนี้

ประเภทเอกสาร:
[ประเภท]

Purpose:
[ต้องการใช้ Summary ทำอะไร]

Audience:
[ใครจะอ่าน]

ต้องเก็บ:

  • [ข้อมูลสำคัญ]
  • [ตัวเลข]
  • [Risk]
  • [Decision]
  • [Action]

ไม่ต้องเก็บ:

  • รายละเอียดซ้ำ
  • ตัวอย่างที่ไม่จำเป็น
  • Background ที่ไม่เกี่ยวกับ Conclusion

Format:
[Bullet Point / Table / Executive Summary]

Length:
[จำนวนคำหรือจำนวนข้อ]

ข้อกำหนด:

  • ใช้เฉพาะข้อมูลในเอกสาร
  • ห้ามสร้างตัวเลขใหม่
  • ห้ามเพิ่มข้อสรุปที่ไม่มีใน Source
  • ถ้าข้อมูลไม่ชัดให้ระบุว่าไม่ชัด
  • รักษาชื่อ วันที่ และตัวเลขที่สำคัญ
  • เรียงประเด็นจากสำคัญที่สุดก่อน”

Template นี้ใช้ได้กับเอกสารหลายประเภท

67. Template สรุปสำหรับผู้บริหาร

“สรุปเอกสารนี้สำหรับผู้บริหารไม่เกิน 1 หน้า

แบ่งเป็น:

  1. Executive Summary
  2. Key Numbers
  3. Key Findings
  4. Risks
  5. Decisions Required
  6. Next Actions

ตัดรายละเอียดทางเทคนิคที่ไม่จำเป็น แต่ห้ามตัดข้อมูลที่มีผลต่อการตัดสินใจ”

68. Template สรุปประชุม

“สรุปเอกสารประชุมนี้เป็น:

  • Discussion
  • Decisions
  • Action Items
  • Owners
  • Deadlines
  • Open Questions

หากไม่มี Owner หรือ Deadline ให้ระบุว่า ‘ยังไม่ระบุ’”

69. Template สรุปรายงานยาว

“อ่านรายงานนี้แล้วสรุปให้เหลือ 10 Key Points

ทุกข้อให้มี:

  • ประเด็น
  • หลักฐานหรือตัวเลขที่เกี่ยวข้อง
  • ผลกระทบ

ห้ามเพิ่ม Recommendation ที่ไม่มีในรายงาน”

70. Template สรุปเพื่อเตรียมประชุม

“สรุปเอกสารนี้สำหรับการประชุมใน 5 นาที

ต้องมี:

  • เรื่องที่ต้องรู้
  • ตัวเลขสำคัญ
  • ปัญหา
  • เรื่องที่ยังไม่ชัด
  • คำถามที่ควรถาม
  • Decision ที่ต้องเตรียม”

เหมาะกับเวลาที่ต้องอ่านเอกสารอย่างรวดเร็ว

71. Workflow สรุปเอกสารยาวด้วย Microsoft Copilot

ใช้ลำดับ:

  1. ระบุประเภทเอกสาร
  2. ระบุ Purpose
  3. ระบุ Audience
  4. ระบุสิ่งที่ต้องเก็บ
  5. ระบุสิ่งที่ตัดได้
  6. กำหนด Format
  7. กำหนด Length
  8. สร้าง Summary
  9. ตรวจ Fact และ Number
  10. ปรับความยาว
  11. Final Review

ช่วยให้ Summary ใช้งานได้จริงมากกว่าการสั่งว่า “สรุปให้หน่อย”

72. Checklist ก่อนใช้ Summary

ตรวจว่า:

  1. Main Idea ครบหรือไม่
  2. ตัวเลขสำคัญครบหรือไม่
  3. Context สำคัญหายหรือไม่
  4. Risk ถูกตัดออกหรือไม่
  5. Decision ครบหรือไม่
  6. Action Item ครบหรือไม่
  7. วันที่ถูกหรือไม่
  8. มีข้อมูลที่ AI เพิ่มเองหรือไม่
  9. มีข้อสรุปเกิน Source หรือไม่
  10. Summary ตรงกับ Audience หรือไม่

73. สูตร Prompt ที่ควรจำ

สูตรคือ:

Purpose + Audience + Source + Priority + Format + Length + Constraint

ตัวอย่าง:

“สรุปรายงาน 40 หน้านี้สำหรับผู้บริหาร ให้เหลือไม่เกิน 10 Bullet Point โดยเก็บเฉพาะ KPI, ปัญหา, Risk, Decision และ Next Action ใช้เฉพาะข้อมูลในเอกสาร และห้ามสร้างตัวเลขเพิ่ม”

74. สรุป Prompt Microsoft Copilot สำหรับสรุปเอกสารยาวให้เหลือเฉพาะประเด็นสำคัญ

การใช้ Microsoft Copilot สรุปเอกสารยาวให้ได้ผลดี ไม่ใช่เพียงการทำข้อความให้สั้นลง แต่ต้องกำหนดว่า ข้อมูลอะไรสำคัญสำหรับคนที่จะอ่าน Summary นั้น

สำหรับผู้อ่าน comsiam สูตรที่ใช้ง่ายคือ “Purpose → Audience → สิ่งที่ต้องเก็บ → สิ่งที่ตัดได้ → Format → Length” และควรตรวจว่าตัวเลข วันที่ และ Conclusion ยังตรงกับต้นฉบับ

comsiam แนะนำให้ใช้ Copilot ช่วยลดเวลาอ่านเอกสาร โดยเริ่มจาก Summary แบบกว้าง แล้วค่อยเจาะเป็น Key Findings, Risks, Decisions และ Action Items ตามงานที่ต้องทำต่อ วิธีนี้ช่วยให้เอกสารยาวกลายเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องอ่านใหม่ทุกบรรทัด