Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีสั่ง Microsoft Copilot ให้เขียนตาม Tone of Voice ที่ต้องการ คือการระบุให้ชัดว่าอยากให้ข้อความมี “บุคลิก” แบบไหน เช่น มืออาชีพ เป็นกันเอง กระชับ น่าเชื่อถือ อบอุ่น จริงจัง หรือโน้มน้าวใจ และควรบอกด้วยว่าข้อความนั้นเขียนให้ใครอ่านและมีเป้าหมายอะไร
Microsoft แนะนำให้ Prompt ระบุรายละเอียดอย่าง Audience, Purpose, Format, Tone, Length และ Constraints เมื่อต้องการผลลัพธ์เฉพาะเจาะจง และยังสามารถใช้ Follow-up Prompt เพื่อปรับ Tone ภายหลังได้ เช่น ขอให้ “ใช้ Tone ที่อบอุ่นขึ้น” หรือ “เป็นทางการขึ้น”
Tone of Voice จึงไม่ใช่แค่คำว่า “สุภาพ” หรือ “เป็นกันเอง” แต่คือภาพรวมของน้ำเสียงและบุคลิกในการสื่อสารทั้งหมด
Tone of Voice คือวิธีที่แบรนด์ บุคคล หรือองค์กร “พูด” ผ่านข้อความ
ตัวอย่าง Tone เช่น
ตัวอย่าง:
“เขียนข้อความนี้ให้ดูมืออาชีพและน่าเชื่อถือ”
หรือ
“เขียนโพสต์นี้ให้เป็นกันเองและมีพลังมากขึ้น”
Microsoft ระบุว่า Tone เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ควรระบุใน Prompt เมื่อต้องการควบคุมสไตล์ของผลลัพธ์
Tone คืออารมณ์หรือบุคลิกของข้อความ
Style คือวิธีการนำเสนอ
ตัวอย่าง:
Tone:
“มืออาชีพและอบอุ่น”
Style:
“ใช้ประโยคสั้น กระชับ และ Bullet Point”
เราสามารถกำหนดทั้งสองอย่างพร้อมกันได้
เช่น:
“เขียนด้วย Tone มืออาชีพและอบอุ่น ใช้ Style กระชับ อ่านง่าย และไม่ใช้ประโยคยาว”
Tone ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับคนอ่าน
ตัวอย่าง:
สำหรับผู้บริหาร:
“ใช้ Tone มืออาชีพ กระชับ และตรงประเด็น”
สำหรับลูกค้า:
“ใช้ Tone สุภาพ เป็นมิตร และน่าเชื่อถือ”
สำหรับวัยรุ่น:
“ใช้ Tone เป็นกันเอง สดใส และไม่เป็นทางการเกินไป”
Microsoft แนะนำให้พิจารณาความเหมาะสมระหว่าง Tone กับ Audience เพราะภาษาอาจดู Casual หรือ Formal เกินไปสำหรับบางกลุ่มได้
เป้าหมายของข้อความมีผลต่อ Tone
ตัวอย่าง:
“เขียนอีเมลขอโทษลูกค้า ใช้ Tone สุภาพ จริงใจ และรับผิดชอบ”
หรือ
“เขียนข้อความเปิดตัวสินค้า ใช้ Tone มั่นใจ ทันสมัย และน่าสนใจ”
Purpose ช่วยให้ Copilot เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ Tone แบบนั้น
ใช้คำสั่ง เช่น
“ใช้ Tone มืออาชีพ”
“เขียนให้น่าเชื่อถือและตรงประเด็น”
“หลีกเลี่ยงภาษาพูดและคำที่ไม่จำเป็น”
ตัวอย่าง:
“เขียนอีเมลนี้ด้วย Tone มืออาชีพ สุภาพ กระชับ และเหมาะสำหรับลูกค้าธุรกิจ”
ใช้คำว่า
“เป็นกันเอง”
“อ่านแล้วไม่แข็ง”
“เหมือนคุยกับคนจริง”
ตัวอย่าง:
“เขียนโพสต์ Facebook ด้วย Tone เป็นกันเอง อ่านง่าย และเหมือนคนจริงเขียน”
เหมาะกับ
Prompt:
“เขียนข้อความนี้ด้วย Tone อบอุ่น สุภาพ และเป็นมิตร แต่ไม่หวานเกินไป”
Microsoft ยกตัวอย่าง Follow-up Prompt ว่าสามารถขอให้ใช้ “warmer tone” ได้โดยตรง
เหมาะกับ
Prompt:
“เขียนข้อความนี้ให้ดูน่าเชื่อถือ เป็นมืออาชีพ และไม่ใช้คำโฆษณาเกินจริง”
Constraint อย่าง “ไม่ใช้คำเกินจริง” ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของข้อความ
ตัวอย่าง:
“เขียนข้อความนี้ให้โน้มน้าวใจ แต่ไม่กดดันผู้อ่านและไม่ใช้คำโฆษณาเกินจริง”
หรือ
“ใช้ Tone มั่นใจ มีเหตุผล และเน้นประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับ”
Tone แบบโน้มน้าวใจควรใช้ควบคู่กับข้อมูลจริง ไม่ควรสร้างข้ออ้างหรือข้อดีที่ไม่มีหลักฐาน
Prompt:
“ใช้ Tone กระชับ ตรงประเด็น และตัดคำฟุ่มเฟือย”
หรือ
“เขียนเหมือนผู้บริหารสรุปให้ทีมอ่าน”
Tone แบบนี้เหมาะกับ
Prompt:
“ใช้ Tone ให้ความรู้ เข้าใจง่าย และไม่พูดเหมือนกำลังขายสินค้า”
หรือ
“อธิบายแบบผู้เชี่ยวชาญที่สอนมือใหม่”
เหมาะกับบทความและคู่มือ
เหมาะกับ
Prompt:
“ใช้ Tone เป็นกลาง ไม่เชียร์ฝ่ายใด และแยกข้อดีข้อจำกัดให้ชัด”
นี่ช่วยลดภาษาที่ดูเอนเอียงหรือโฆษณาเกินไป
ตัวอย่าง:
“เขียนบทความ SEO ภาษาไทย ใช้ Tone ให้ความรู้ เป็นธรรมชาติ และน่าเชื่อถือ ไม่ยัด Keyword และไม่ใช้คำขายเกินจริง”
เหมาะกับบทความที่ต้องการทั้ง SEO และประสบการณ์อ่านที่ดี
Prompt:
“เขียนอีเมลนี้ด้วย Tone สุภาพ มืออาชีพ และอบอุ่น ไม่เป็นทางการเกินไป”
หรือ
“เขียนอีเมลสำหรับผู้บริหาร ใช้ Tone กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น”
Prompt:
“เขียนโพสต์ Facebook ด้วย Tone เป็นกันเอง สนุก และอ่านง่าย แต่ยังรักษาความน่าเชื่อถือ”
สำหรับ TikTok:
“ใช้ Tone กระฉับกระเฉง เป็นกันเอง และเปิดด้วย Hook ที่ดึงความสนใจ”
Prompt:
“เขียนรายละเอียดสินค้าด้วย Tone ให้ข้อมูลและน่าเชื่อถือ เน้นประโยชน์จริง และไม่ใช้คำโอเวอร์”
Tone แบบนี้ช่วยให้หน้าสินค้าดูมืออาชีพกว่าการใช้คำโฆษณารุนแรง
Prompt:
“ตอบลูกค้าด้วย Tone สุภาพ เห็นอกเห็นใจ และเน้นการแก้ปัญหา”
หรือ
“ใช้ Tone เป็นมิตร แต่ไม่รับปากสิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้”
เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องควบคุมทั้งน้ำเสียงและข้อเท็จจริง
การบอก Negative Constraint ช่วยได้มาก
เช่น
“ไม่ใช้อีโมจิ”
“ไม่ใช้คำสแลง”
“ไม่ใช้ภาษาราชการ”
“ไม่กดดันลูกค้า”
“ไม่ใช้คำโอเวอร์”
“ไม่เขียนเหมือนโฆษณา”
ตัวอย่าง:
“ใช้ Tone มืออาชีพและเป็นธรรมชาติ แต่ห้ามใช้ภาษาราชการหรือคำโฆษณาเกินจริง”
ถ้ามีข้อความตัวอย่างของแบรนด์ สามารถให้ Copilot ดูเป็น Reference ได้
Prompt:
“อ่านข้อความตัวอย่างต่อไปนี้ แล้วเขียนข้อความใหม่โดยรักษา Tone of Voice ใกล้เคียงเดิม ได้แก่ กระชับ เป็นมิตร และน่าเชื่อถือ”
Microsoft แนะนำว่าสามารถใช้ Source Material หรือเอกสารอ้างอิงเพื่อช่วยกำหนดรูปแบบและสไตล์ของเนื้อหาได้
ถ้ามี Brand Voice ชัดเจน ควรให้ตัวอย่าง 2–3 ชิ้นแทนเพียงประโยคเดียว
Prompt:
“ศึกษาตัวอย่างข้อความทั้ง 3 ชิ้นนี้ แล้วสรุปลักษณะ Tone of Voice ก่อน จากนั้นเขียนข้อความใหม่ใน Style เดียวกัน”
วิธีนี้ช่วยให้ Copilot เห็น Pattern ของแบรนด์ได้ชัดขึ้น
Prompt:
“วิเคราะห์ Tone of Voice ของข้อความนี้ในด้าน Formality, Warmth, Confidence และ Complexity”
จากนั้นสั่งต่อ:
“ใช้ Tone แบบเดียวกันเขียนข้อความใหม่เกี่ยวกับหัวข้อนี้”
เหมาะกับกรณีที่เราไม่รู้ว่าจะนิยาม Tone ของแบรนด์อย่างไร
Prompt:
“เขียนข้อความนี้ 3 เวอร์ชัน ได้แก่ มืออาชีพ, เป็นกันเอง และอบอุ่น”
วิธีนี้ช่วยให้เปรียบเทียบ Style ได้เร็ว
จากนั้นสามารถเลือกเวอร์ชันที่ชอบแล้วสั่งต่อได้
Prompt:
“รักษาข้อมูลเดิมทั้งหมด แต่เปลี่ยน Tone ให้เป็นมืออาชีพขึ้น”
หรือ
“ห้ามเพิ่มหรือลบข้อเท็จจริง เปลี่ยนเฉพาะ Tone และ Style”
คำสั่งแบบนี้สำคัญเมื่อเนื้อหามีข้อมูลจริงที่ห้ามเปลี่ยน
ถ้าคำตอบเกือบดีแล้ว ใช้คำสั่งต่อ เช่น
“ทำให้อบอุ่นขึ้น”
“เป็นทางการขึ้นเล็กน้อย”
“ลดความเป็น Sales Tone”
“เพิ่มความมั่นใจ แต่ไม่โอเวอร์”
“ทำให้เป็นธรรมชาติขึ้น”
Microsoft แนะนำให้ใช้ Follow-up Prompt เพื่อปรับคำตอบเดิมแทนการเริ่มใหม่ทุกครั้ง
ใช้สูตรนี้:
“เขียน [ประเภทเนื้อหา] สำหรับ [Audience] โดยใช้ Tone [Tone] และมีบุคลิก [Personality] หลีกเลี่ยง [สิ่งที่ไม่ต้องการ]”
ตัวอย่าง:
“เขียนบทความสำหรับมือใหม่ โดยใช้ Tone ให้ความรู้ เป็นมิตร และน่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงศัพท์ยากและภาษาขายตรง”
“ช่วย [Goal] สำหรับ [Audience] โดยมี Purpose คือ [เป้าหมาย] ใช้ Tone [Tone] Style [Style] ระดับความเป็นทางการ [Formality] และห้าม [Constraints]”
ตัวอย่าง:
“ช่วยเขียนอีเมลสำหรับลูกค้า โดยมี Purpose คือแจ้งความล่าช้า ใช้ Tone สุภาพ จริงใจ และมืออาชีพ Style กระชับ ระดับกึ่งทางการ และห้ามกล่าวโทษฝ่ายอื่น”
Microsoft 365 Copilot บางรูปแบบรองรับการตั้งค่าความชอบหรือ Style เช่น Audience และ Writing Style เพื่อช่วยให้การสร้าง Draft สอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น
หากใช้งานซ้ำบ่อย ควรเก็บ Prompt Template ของ Tone ไว้ใช้ต่อด้วย
ตัวอย่างที่ไม่ชัด:
“เป็นทางการมาก แต่เป็นกันเองสุด ๆ”
ควรเปลี่ยนเป็น:
“กึ่งทางการ สุภาพ แต่ยังเป็นธรรมชาติ”
หรือ
“มืออาชีพ แต่ไม่แข็ง”
การกำหนด Tone ที่ชัดเจนช่วยลดการตีความผิด
Microsoft แนะนำให้ตรวจว่า Tone เหมาะกับ Audience หรือไม่ รวมถึงดูว่าภาษา Casual หรือ Formal เกินไปหรือไม่
ควรตรวจ:
“เขียนบทความภาษาไทยเรื่อง Microsoft Copilot สำหรับผู้เริ่มต้น ใช้ Tone ให้ความรู้ เป็นมิตร และน่าเชื่อถือ Style อ่านง่าย ประโยคไม่ยาวเกินไป หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่ไม่จำเป็น และไม่ใช้คำขายเกินจริง”
Prompt นี้กำหนดทั้ง
ค่อนข้างครบ
สูตรที่จำง่ายที่สุดคือ:
Audience + Purpose + Tone + Style + Constraints
ตัวอย่าง:
“เขียนโพสต์สำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก โดยมีเป้าหมายให้ความรู้ ใช้ Tone เป็นมิตรและน่าเชื่อถือ Style กระชับ อ่านง่าย และไม่ใช้ภาษาขายตรง”
Microsoft แนะนำให้ระบุ Audience, Purpose, Tone, Format, Length และ Constraints เพื่อช่วยให้ Copilot สร้างผลลัพธ์ตรงความต้องการ และใช้ Follow-up Prompt ปรับ Style ได้หากคำตอบแรกยังไม่เหมาะ
สำหรับผู้อ่าน comsiam หลักที่ควรจำคือ อย่าบอก Copilot แค่ว่า “เขียนให้ดี” แต่ให้บอกว่าอยากให้ข้อความ “ฟังดูแบบไหน”
comsiam แนะนำให้สร้าง Tone Template ของตัวเอง เช่น “มืออาชีพ + เป็นธรรมชาติ + น่าเชื่อถือ + ไม่ขายเกินจริง” แล้วใช้ซ้ำกับบทความ อีเมล และคอนเทนต์ประเภทต่าง ๆ เพื่อให้สไตล์ของงานสม่ำเสมอขึ้น