Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Google Trends เป็นเครื่องมือฟรีที่ช่วยดูว่าความสนใจต่อคำค้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละช่วงเวลา หากต้องการหาไอเดียทำวิดีโอ ควรเปลี่ยนประเภทการค้นหาจาก Google Search เป็น YouTube Search หรือการค้นหาบน YouTube เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ชม YouTube มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขใน Google Trends ไม่ใช่จำนวนการค้นหาจริง แต่เป็นค่าความสนใจเชิงเปรียบเทียบตั้งแต่ 0–100 บทความนี้จึงจะแนะนำตั้งแต่วิธีตั้งค่า การอ่านกราฟ การค้นหาคำที่กำลังพุ่งขึ้น ไปจนถึงการนำข้อมูลไปวางแผนคอนเทนต์ YouTube
Google Trends ช่วยตอบคำถามสำคัญก่อนสร้างวิดีโอ เช่น:
Google Trends ไม่ได้บอกจำนวนการค้นหาที่แน่นอนและไม่ได้รับประกันว่าวิดีโอจะมียอดดูสูง แต่ช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูลได้ดีกว่าการเดาหัวข้อเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น หากต้องการทำวิดีโอเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ ให้ค้นหาชื่อรุ่นหรือหัวข้อที่ต้องการ แล้วตั้งประเทศเป็นประเทศไทย ช่วงเวลา 30 วัน และประเภทการค้นหาเป็น YouTube Search
Google Trends มีตัวกรองสำคัญหลายรายการ หากตั้งค่าไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลที่ได้อาจนำไปใช้ผิดทาง
เลือกประเทศที่ผู้ชมเป้าหมายอาศัยอยู่ เช่น:
หากคำค้นมีหลายความหมาย ควรเลือกหมวดหมู่เพื่อจำกัดข้อมูลให้ตรงกับเจตนาของผู้ชม
ตัวอย่างเช่น คำว่า “Apple” อาจหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีหรือผลไม้ การเลือกหมวดคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้ข้อมูลใกล้เคียงกับหัวข้อเทคโนโลยีมากขึ้น
ตัวเลือกอาจประกอบด้วย:
หากกำลังวางแผนวิดีโอ ควรเลือก YouTube Search เพราะความนิยมใน Google Search กับ YouTube Search อาจไม่เหมือนกัน
Google Trends ปรับข้อมูลให้เป็นค่าความสนใจเชิงเปรียบเทียบตามพื้นที่และช่วงเวลาที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น หากกราฟแสดง 100 ในวันอาทิตย์และ 50 ในวันจันทร์ หมายความว่าความสนใจเชิงสัดส่วนในวันจันทร์อยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของจุดสูงสุดภายใต้การตั้งค่านั้น ไม่ได้หมายความว่ามีผู้ค้นหา 100 และ 50 คน
กราฟ Interest over time หรือความสนใจตามช่วงเวลา ช่วยดูทิศทางของคำค้น
หมายถึงความสนใจมีแนวโน้มเติบโต เหมาะกับการสร้างคอนเทนต์ในช่วงที่กราฟยังเพิ่มขึ้นและคู่แข่งยังไม่มากเกินไป
อาจเกิดจาก:
ควรตรวจสอบต้นเหตุของกระแสก่อนทำวิดีโอ เพราะกราฟอาจลดลงอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์จบ
มักเกี่ยวข้องกับฤดูกาล เช่น:
หัวข้อเหล่านี้ควรวางแผนและเผยแพร่ก่อนวันที่ความสนใจขึ้นสูงสุด
อาจหมายถึงกระแสเริ่มหมดลง แต่ยังไม่ควรตัดสินทันที ควรลองขยายช่วงเวลาและตรวจสอบว่าการลดลงเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้นหรือแนวโน้มระยะยาว
เหมาะกับคอนเทนต์ Evergreen หรือเนื้อหาที่มีคนค้นหาตลอดปี แม้อาจไม่สร้างยอดดูแบบไวรัล แต่มีโอกาสสร้างผู้ชมอย่างสม่ำเสมอ
เลื่อนลงมายังส่วน คำค้นที่เกี่ยวข้อง แล้วเปลี่ยนการแสดงผลจากคำค้นยอดนิยมเป็นคำค้นที่กำลังเพิ่มขึ้น
คำค้นที่กำลังพุ่งขึ้นอาจเป็นโอกาสทำวิดีโอ แต่ควรนำคำนั้นไปค้นหาบน YouTube อีกครั้ง เพื่อดูว่ามีผู้สร้างรายอื่นทำเนื้อหามากเพียงใด
Breakout หมายถึงคำค้นที่มีความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า มักพบในหัวข้อใหม่ ข่าวด่วน หรือคำที่เดิมมีปริมาณความสนใจค่อนข้างต่ำ
เมื่อพบคำว่า Breakout ควรตรวจสอบทันทีว่า:
คำว่า Breakout ไม่ได้รับประกันว่าคำนั้นจะมีจำนวนผู้ค้นหาสูงมาก เพราะอาจเป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ต่ำ
เป็นเรื่อง บุคคล สถานที่ ผลิตภัณฑ์ หรือแนวคิดที่ระบบเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดหลัก เหมาะสำหรับค้นหาหมวดเนื้อหาใหม่
เป็นวลีที่ผู้ใช้ค้นหาจริงในรูปแบบใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดหลัก เหมาะสำหรับตั้งชื่อวิดีโอ สร้างหัวข้อย่อย และวิเคราะห์ Search Intent
ตัวอย่างเช่น เมื่อค้นหา “Canva” อาจพบคำค้นที่เกี่ยวข้องอย่าง:
คำเหล่านี้สามารถนำไปแยกเป็นวิดีโอที่ตอบความต้องการเฉพาะของผู้ชมได้
ขณะพิมพ์ใน Google Trends อาจมีตัวเลือกเป็น Search term หรือ Topic
ก่อนเปรียบเทียบ ควรใช้ประเภทเดียวกัน เช่น เปรียบเทียบคำค้นกับคำค้น หรือหัวข้อกับหัวข้อ เพื่อให้ตีความง่ายขึ้น
ส่วน Interest by subregion หรือความสนใจตามภูมิภาค ช่วยดูว่าพื้นที่ใดมีสัดส่วนความสนใจต่อคำค้นสูง
สามารถนำไปใช้กับคอนเทนต์ประเภท:
ตัวเลขสูงไม่ได้หมายความว่าจังหวัดนั้นมีจำนวนผู้ค้นหามากที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงคำค้นนั้นมีสัดส่วนความสนใจสูงเมื่อเทียบกับการค้นหาทั้งหมดในพื้นที่นั้น
ไม่ควรเลือกหัวข้อเพราะกราฟสูงเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบองค์ประกอบเพิ่มเติมด้วย
หัวข้อที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องมีกราฟสูงที่สุด แต่ควรเป็นหัวข้อที่มีความสนใจเพียงพอ คู่แข่งไม่แข็งแรงเกินไป และตรงกับความเชี่ยวชาญของช่อง
Content Gap คือเรื่องที่ผู้ชมกำลังสนใจ แต่ยังไม่มีวิดีโอที่ตอบคำถามได้ดีหรือครบถ้วน
ขยายช่วงเวลาเป็น 5 ปี แล้วดูว่ากราฟเพิ่มขึ้นในเดือนเดิมของแต่ละปีหรือไม่
ตัวอย่างเทรนด์ตามฤดูกาล:
หากกราฟเพิ่มก่อนวันสำคัญประมาณ 2–4 สัปดาห์ ควรเผยแพร่วิดีโอก่อนช่วงพีค เพื่อให้ YouTube มีเวลาทำความเข้าใจและจัดอันดับเนื้อหา
สมมุติว่าต้องการทำวิดีโอเกี่ยวกับโปรแกรมตัดต่อ ให้เริ่มจากคีย์เวิร์ดกว้าง เช่น “ตัดต่อวิดีโอ” แล้วตรวจสอบคำค้นที่เกี่ยวข้อง
หากพบคำที่กำลังเพิ่มขึ้น เช่น:
จากนั้นนำแต่ละคำไปค้นหาบน YouTube และประเมินคู่แข่ง หากผลลัพธ์มีวิดีโอเก่า ขั้นตอนไม่ครบ หรือยังไม่มีวิดีโอภาษาไทยที่ดี คำนั้นอาจเหมาะสำหรับสร้างคอนเทนต์ใหม่
| คีย์เวิร์ด | แนวโน้ม | คู่แข่ง | Intent | การตัดสินใจ |
|---|---|---|---|---|
| คำที่ 1 | เพิ่มขึ้น | ต่ำ | วิธีทำ | ทำทันที |
| คำที่ 2 | คงที่ | ปานกลาง | รีวิว | ทำแบบละเอียด |
| คำที่ 3 | ลดลง | สูง | ข่าว | รอดูสถานการณ์ |
| คำที่ 4 | ตามฤดูกาล | ต่ำ | เปรียบเทียบ | วางแผนล่วงหน้า |
ตารางนี้ช่วยป้องกันการเลือกหัวข้อจากกราฟเพียงอย่างเดียว และทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความสนใจ การแข่งขัน และความต้องการของผู้ชม
Google Trends มีประโยชน์มาก แต่ควรเข้าใจข้อจำกัดดังต่อไปนี้:
ใช้ได้ฟรีและไม่จำเป็นต้องซื้อแพ็กเกจเพื่อดูแนวโน้มคำค้นทั่วไป
ไม่บอกจำนวนการค้นหาที่แน่นอน แต่แสดงระดับความสนใจเชิงเปรียบเทียบในรูปแบบ 0–100
ไม่เหมือนกัน Google Trends แสดงแนวโน้มความสนใจโดยรวม ส่วน YouTube Analytics แสดงข้อมูลที่เกิดขึ้นกับช่องและวิดีโอของเจ้าของช่อง
อาจมีปริมาณความสนใจต่ำเกินไป สะกดคำไม่ตรง หรือกำหนดประเทศและช่วงเวลาแคบเกินไป ให้ลองขยายช่วงเวลา เลือกพื้นที่กว้างขึ้น หรือลดจำนวนคำที่เปรียบเทียบ
ใช้ 7–30 วันสำหรับกระแสปัจจุบัน ใช้ 12 เดือนสำหรับภาพรวม และใช้ 5 ปีเพื่อตรวจสอบฤดูกาลหรือแนวโน้มระยะยาว
ได้ โดยมองหาคำค้นที่กำลังเพิ่มขึ้นแล้วตรวจสอบต่อใน YouTube Shorts ว่ามีเสียง รูปแบบ หรือหัวข้อเดียวกันกำลังแพร่กระจายหรือไม่
ขึ้นอยู่กับ Search Intent หากเป็นข่าวที่กระแสหมดแล้วอาจไม่คุ้ม แต่ถ้าเป็นคำถามระยะยาวและยังมีผู้ค้นหาสม่ำเสมอ ก็สามารถทำเป็นคอนเทนต์ Evergreen ได้
วิธีใช้ Google Trends ค้นหาเทรนด์ YouTube ที่ถูกต้องคือกำหนดประเทศ ช่วงเวลา และหมวดหมู่ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นเปลี่ยนประเภทการค้นหาเป็น YouTube Search แล้วตรวจสอบกราฟ พื้นที่ และคำค้นที่เกี่ยวข้อง
อย่าเลือกหัวข้อจากค่า 100 หรือคำว่า Breakout เพียงอย่างเดียว ควรนำคีย์เวิร์ดไปตรวจสอบคู่แข่งและ Search Intent บน YouTube อีกครั้ง หากความสนใจกำลังเพิ่ม ผลการค้นหายังไม่ตอบโจทย์ และหัวข้อตรงกับผู้ชมของช่อง ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นวิดีโอที่ค้นหาเจอและสร้างยอดดูได้ต่อเนื่อง