Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

การสร้าง Gemini Gem ให้ใช้งานได้ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งชื่อ Gem หรือเพิ่มไฟล์ Knowledge เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ Instructions และ Prompt ที่เราเขียนให้ Gem
Google แนะนำให้พิจารณาองค์ประกอบหลัก 4 ส่วนเมื่อตั้งคำสั่งให้ Custom Gem ได้แก่
สำหรับการใช้งานจริงสามารถเพิ่มส่วนที่ 5 คือ
ดังนั้นสูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับ Gems ส่วนใหญ่คือ
Persona → Task → Context → Format → Constraints
ตัวอย่างแทนที่จะเขียน Instructions ว่า
“ช่วยเขียนบทความ SEO”
ควรเขียนว่า
“คุณเป็น SEO Content Writer ภาษาไทย
เมื่อได้รับ Keyword ให้ระบุ Search Intent ก่อน จากนั้นสร้างบทความสำหรับผู้เริ่มต้น ใช้ H2/H3 มี Step-by-step, FAQ และ Summary
ห้ามสร้าง Search Volume ตัวเลข หรือข้อมูลที่ไม่มี Source และห้าม Keyword Stuffing”
Gem จะเข้าใจหน้าที่ได้ชัดกว่า และผลลัพธ์แต่ละครั้งมีโอกาสสม่ำเสมอขึ้น
นอกจาก Instructions ที่บันทึกใน Gem แล้ว ยังต้องแยกให้เข้าใจว่า Prompt ที่ส่งให้ Gem ในแต่ละงาน มีหน้าที่ต่างกัน
Instructions = กติกาประจำของ Gem
Prompt = งานปัจจุบันที่ต้องการให้ Gem ทำ
ตัวอย่าง:
Instructions กำหนดว่า Gem เป็น SEO Writer
แต่ Prompt ของวันนี้คือ
“เขียนเรื่อง Gemini Gems คืออะไร”
วันพรุ่งนี้ Prompt เปลี่ยนเป็น
“เขียนเรื่อง Gemini Canvas คืออะไร”
โดยไม่ต้องเขียนกฎ SEO ใหม่ทั้งหมด
บทความนี้จะสอน วิธีเขียน Prompt และคำสั่งให้ Gemini Gem ตั้งแต่โครงสร้าง Instructions การใส่ Role, Task, Context, Format และข้อห้าม ไปจนถึงตัวอย่าง Prompt สำหรับ SEO, Coding, Learning, Business และการใช้ Knowledge Files
ก่อนเริ่มต้องแยกสองคำนี้ให้ชัด
เป็นกติกาหลักที่บันทึกอยู่ใน Gem
เช่น
“ใช้ภาษาไทย”
“ตอบสำหรับมือใหม่”
“ห้ามสร้างตัวเลขที่ไม่มี Source”
กติกาเหล่านี้ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำเมื่อต้องการทำงานกับ Gem
เป็นคำสั่งของงานแต่ละครั้ง
เช่น
“อธิบาย DNS”
หรือ
“ตรวจ Code นี้”
หรือ
“เขียนบทความเรื่อง Wi-Fi 7”
ดังนั้น Workflow ที่ดีคือ
Instructions กำหนดวิธีทำงาน
ส่วน
Prompt กำหนดงาน
Persona คือการบอก Gem ว่า
“คุณคือใคร”
ตัวอย่าง:
“คุณเป็น Technical Writer”
“คุณเป็น JavaScript Code Reviewer”
“คุณเป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษ”
“คุณเป็น Business Analyst”
การกำหนด Persona ช่วยให้ Gemini รู้มุมมองและ Style ที่ควรใช้
แต่ Persona เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ
ตัวอย่างที่ไม่ดี:
“คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO”
เพราะยังไม่รู้ว่าให้ทำอะไร
ต้องมี Task ต่อ
Task คือสิ่งที่ Gem ต้องทำเป็นประจำ
ตัวอย่าง SEO Gem:
“เมื่อได้รับ Keyword ให้สร้างบทความที่ตอบ Search Intent”
Coding Gem:
“เมื่อได้รับ Code ให้ตรวจ Bug, Security และ Error Handling”
Study Gem:
“เมื่อได้รับหัวข้อให้สอน Concept และสร้างคำถามทบทวน”
Business Gem:
“เมื่อได้รับ Report ให้สรุป Performance, Risk และ Recommendation”
Task ควรบอก Action โดยตรง
Context คือข้อมูลเบื้องหลังที่ช่วยให้ Gem ตัดสินใจได้ดีขึ้น
ตัวอย่าง:
“กลุ่มผู้อ่านเป็นมือใหม่ที่ไม่มีพื้นฐาน Technical”
หรือ
“บริษัทขายสินค้าให้ลูกค้า SME ในประเทศไทย”
หรือ
“ผู้เรียนพูดภาษาไทยและเพิ่งเริ่มภาษาอังกฤษ”
หรือ
“Code ที่ส่งมาส่วนใหญ่เป็น JavaScript สำหรับ Web App”
Context ช่วยลดการตอบแบบกว้างเกินไป
Format คือการบอกว่า Output ต้องมีโครงสร้างอย่างไร
ตัวอย่าง SEO:
“ทุกบทความต้องมี
ตัวอย่าง Code Review:
“ผล Review ต้องแบ่ง
ตัวอย่าง Business:
“ตอบเป็น
Format ที่ชัดช่วยให้ Gem ตอบสม่ำเสมอมากขึ้น
แม้ Google จะเน้น Persona, Task, Context และ Format แต่การใช้งานจริงควรเพิ่ม Constraints ด้วย
Constraints คือสิ่งที่
ตัวอย่าง:
“ห้ามสร้างราคา”
“ห้ามสร้าง Source ที่ไม่มีจริง”
“ห้ามเปลี่ยน Fact”
“ห้าม Rewrite Code ทั้งหมด”
“หากไม่มีข้อมูลให้บอกว่าไม่พบข้อมูล”
“ห้ามรับประกันอันดับ Google”
ส่วนนี้สำคัญมากสำหรับลดพฤติกรรม AI ที่เราไม่ต้องการ
ใช้ Template นี้ได้กับ Gems เกือบทุกประเภท:
Role:
คุณคือ...
Goal:
หน้าที่หลักคือ...
Context:
ผู้ใช้/กลุ่มเป้าหมายคือ...
Process:
เมื่อได้รับงาน ให้ทำตามขั้นตอน...
Output:
ตอบในรูปแบบ...
Constraints:
ห้าม...
หากข้อมูลไม่พอให้...
ไม่จำเป็นต้องใช้คำภาษาอังกฤษเหล่านี้จริง ๆ
แต่การแบ่ง Section ช่วยให้เราอ่านและแก้ Instructions ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง:
คุณเป็น SEO Writer ช่วยเขียนบทความดี ๆ
ปัญหาคือไม่รู้ว่า
Gem ต้องเดาเองเยอะ
ตัวอย่าง:
คุณเป็น SEO Content Writer ภาษาไทย
หน้าที่:
เขียนบทความที่ตอบ Search Intent ของ Keyword ที่ผู้ใช้ให้
กลุ่มผู้อ่าน:
ผู้ใช้ทั่วไปและผู้เริ่มต้น
โครงสร้าง:
1. ตอบคำถามหลักช่วงต้น
2. อธิบาย Concept
3. Step-by-step เมื่อเหมาะสม
4. Common Problems
5. FAQ
6. Summary
ข้อกำหนด:
- ใช้ภาษาธรรมชาติ
- หลีกเลี่ยง Keyword Stuffing
- ห้ามสร้าง Search Volume
- ห้ามสร้างสถิติที่ไม่มี Source
- ห้ามรับประกันอันดับ Google
Gem จะมีกรอบการทำงานชัดกว่ามาก
ควรเฉพาะเจาะจงเท่าที่จำเป็นต่อ Repeatable Workflow
ไม่จำเป็นต้องบอกทุกอย่างเกี่ยวกับทุกงาน
ตัวอย่างหาก Gem ใช้เขียนบทความ IT เท่านั้น
กำหนด:
“กลุ่มผู้อ่านเป็นผู้เริ่มต้นด้าน IT”
ได้
แต่ไม่จำเป็นต้องเขียนกฎเกี่ยวกับ
เพราะอยู่นอก Scope
หลักคือ
Specific enough to guide, not bloated enough to conflict
ตัวอย่าง:
“ตอบให้ละเอียดมากที่สุด”
แต่บรรทัดถัดไป:
“ทุกคำตอบต้องไม่เกิน 100 คำ”
สองกติกานี้อาจขัดกัน
หรือ
“ห้ามถามคำถามกลับ”
แต่
“ถ้าข้อมูลไม่ครบให้ถามก่อน”
ควรระบุ Priority ให้ชัด
เช่น
“ถ้าข้อมูลสำคัญไม่ครบ ให้ถามก่อน แม้ว่าปกติจะตอบโดยตรง”
Instructions ที่ไม่ขัดกันจะช่วยลด Output ที่ไม่แน่นอน
หากมีหลายกฎ สามารถบอก Priority
ตัวอย่าง:
ลำดับความสำคัญ:
1. ความถูกต้องของข้อมูล
2. ใช้ข้อมูลจาก Knowledge
3. ตอบ Search Intent
4. ความครบถ้วน
5. ความกระชับ
ถ้า Source ไม่พอ Gem จะรู้ว่าความถูกต้องสำคัญกว่าการพยายามตอบให้ครบทุกข้อ
นี่เป็น Constraint ที่มีประโยชน์มาก
ตัวอย่าง:
“หาก Knowledge ไม่มีข้อมูล ให้ตอบว่าไม่พบข้อมูลใน Source และอย่าสร้างคำตอบขึ้นเอง”
หรือ
“หากผู้ใช้ไม่ได้ให้ราคา อย่าประมาณราคา”
หรือ
“หาก Requirement สำคัญหาย ให้ถามเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น”
ช่วยลด Hallucination
ไม่ใช่ทุก Task ต้องถาม
ตัวอย่าง:
ถ้า Prompt คือ
“อธิบาย DNS”
Gem สามารถตอบได้ทันที
แต่ถ้า Prompt คือ
“เขียน Proposal”
และไม่มี
อาจควรถาม
ดังนั้น Instructions สามารถเขียนว่า:
“ถามคำถามกลับเฉพาะเมื่อข้อมูลที่ขาดมีผลต่อความถูกต้องของงานอย่างมีนัยสำคัญ”
ช่วยลดการถามมากเกินไป
สามารถระบุ Tone เช่น
ตัวอย่าง:
“ใช้ Tone Friendly Professional ไม่ใช้ภาษาขายเกินจริง”
หรือ
“อธิบายแบบครูที่ใจเย็นและใช้คำง่าย”
Tone ควรสอดคล้องกับ Audience
ถ้าต้องการให้ Gem ตอบภาษาไทยทุกครั้ง ให้เขียนชัด
“ตอบเป็นภาษาไทย เว้นแต่ผู้ใช้ขอภาษาอื่น”
หรือถ้าเป็น English Tutor:
“คำอธิบาย Grammar เป็นภาษาไทย แต่ตัวอย่างประโยคเป็นภาษาอังกฤษ”
ช่วยลดการสลับภาษาโดยไม่ตั้งใจ
คำว่า
“อธิบายให้ง่าย”
ยังตีความได้หลายแบบ
ดีกว่าระบุ:
“อธิบายสำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่เคยเรียนเรื่องนี้มาก่อน”
หรือ
“อธิบายสำหรับ Developer ที่มีประสบการณ์ JavaScript 2 ปี”
ระดับผู้ใช้ส่งผลต่อ
-ศัพท์
โดยตรง
ถ้าต้องการ Consistency สามารถกำหนด Length
เช่น
“คำตอบทั่วไปไม่เกิน 500 คำ เว้นแต่ผู้ใช้ขอรายละเอียด”
หรือ
“Product Description ไม่เกิน 150 คำ”
หรือ
“Summary ไม่เกิน 5 Bullet”
แต่ไม่ควรกำหนดความยาวแคบเกินจนเสียข้อมูลสำคัญ
สำหรับ Gem เขียน Content สามารถบอกว่า
“ใช้ H2 สำหรับหัวข้อหลัก และ H3 สำหรับหัวข้อย่อย”
หรือ
“ไม่ใช้ Heading มากกว่า 3 ระดับ”
ช่วยให้ Article Structure คงที่
โดยเฉพาะเมื่อนำ Content ไปใช้ใน CMS
ตัวอย่าง:
“ใช้ประโยคสั้น อ่านง่าย”
“หลีกเลี่ยงศัพท์ Technical หากไม่อธิบาย”
“อย่าเปิด Paragraph ด้วยคำเดิมซ้ำ”
“หลีกเลี่ยงภาษาการตลาดเกินจริง”
เหมาะกับ Content Gem
แต่ไม่ควรใส่ Style Rules จำนวนมากจนคุณภาพเนื้อหาถูกบีบเกินไป
สามารถเขียน:
“ถ้าคำตอบมี
ให้ระบุว่าต้องตรวจ Source ล่าสุดก่อนนำไปเผยแพร่ หากไม่มี Source ที่ยืนยัน”
เหมาะมากกับงานที่ข้อมูลเปลี่ยนเร็ว
ถ้ามี Knowledge Files ควรเขียนวิธีใช้ไว้ด้วย
ตัวอย่าง:
“สำหรับข้อมูลสินค้า ให้ใช้ Knowledge Files เป็น Source หลัก”
หรือ
“หาก Answer อยู่ใน Knowledge ให้ยึด Knowledge มากกว่าความรู้ทั่วไป”
หรือ
“ถ้า Knowledge ไม่มีคำตอบ ห้ามเดา”
แค่ Upload Files อย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับ Workflow ที่ต้องการ Grounding เคร่งครัด
Google รองรับ Knowledge Citations ในคำตอบของ Gem
ถ้างานต้องตรวจ Source สามารถกำหนดใน Instructions:
“เมื่อใช้ข้อมูลจาก Knowledge ให้รักษา Citation ที่ระบบแสดงไว้”
เหมาะกับ
ช่วยให้ตรวจกลับได้ง่าย
สมมติมี Brand Guide ใน Drive
Instructions:
ใช้ Brand Guidelines ใน Knowledge เป็น Source หลักสำหรับ Tone และ Style
หาก User Request ขัดกับ Brand Guidelines ให้แจ้ง Conflict ก่อนเขียน
อย่าสร้าง Brand Rule ที่ไม่มีใน Knowledge
Gem จะมีกรอบใช้ไฟล์ชัดกว่าการบอกเพียง
“อ่านไฟล์นี้”
Google มีตัวเลือก Use Gemini to rewrite instructions
Workflow:
① เขียนเป้าหมาย 1–2 ประโยค
② ใช้ Gemini Rewrite
③ อ่าน Instructions ที่ได้
④ ตัดสิ่งที่ไม่ต้องการ
⑤ เพิ่ม Constraints
⑥ Preview
⑦ Save
เหมาะกับมือใหม่ที่ยังไม่รู้จะ Structure Instructions อย่างไร
Gemini สามารถช่วยขยายคำสั่ง แต่บางครั้งอาจเพิ่ม
ที่ไม่ตรงกับงาน
ดังนั้นต้อง Review เหมือน Code ที่ AI สร้าง
หลักคือ
AI Draft → Human Edit
Google มี Preview ทางด้านขวาของ Gem Builder
ใช้ส่ง Prompt ทดลอง
ตัวอย่าง:
“Wi-Fi 7 คืออะไร”
แล้วดูว่า Gem
ถ้าไม่ตรง ให้แก้ Instructions แล้ว Test ใหม่
Google ระบุชัดว่า
Preview ไม่ได้ Save Gem อัตโนมัติ
ดังนั้นหลังแก้และ Test แล้วต้องกด
Save
ทุกครั้งที่ต้องการเก็บ Version ใหม่ของ Gem
นี่เป็นข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ที่ทำให้หลายคนคิดว่าแก้ Instructions แล้ว แต่พอกลับมาใช้จริงยังเป็น Version เดิม
Gem ที่ดีไม่ควร Test ด้วย Prompt เดียว
ลองอย่างน้อย:
งานปกติ
ข้อมูลสั้น
ข้อมูลไม่ครบ
ถามนอกหน้าที่
ถามข้อมูลที่ไม่มีใน Source
ถ้าพฤติกรรมถูกต้องหลายกรณี Gem จึงเริ่มพร้อมใช้จริง
เมื่อ Instructions ดีแล้ว Prompt รายวันไม่จำเป็นต้องยาว
แต่ควรระบุสิ่งที่เปลี่ยนไปใน Task
สูตร:
Task-specific goal + Input + Extra constraints
ตัวอย่าง SEO Gem:
“เขียนเรื่อง Gemini Gems คืออะไร สำหรับผู้เริ่มต้น ความยาวประมาณ 2,000 คำ”
Rules อื่นอยู่ใน Gem อยู่แล้ว
ถ้า Gem บันทึกไว้ว่า
แล้ว Prompt ใหม่ไม่จำเป็นต้องเขียนทั้งหมดอีก
ไม่เช่นนั้นประโยชน์ของ Gems จะลดลง
Prompt ควรเน้นข้อมูลเฉพาะงาน
สมมติ Instructions ปกติให้เขียน 2,000 คำ
แต่ครั้งนี้ต้องการสั้น
Prompt:
“หัวข้อนี้ทำฉบับสั้นประมาณ 700 คำ”
Gem สามารถใช้ Requirement ของ Task ปัจจุบันร่วมกับ Instructions
เพื่อความชัดเจนสามารถเขียนใน Instructions ว่า
“หากผู้ใช้ระบุ Format หรือ Length เฉพาะใน Prompt ปัจจุบัน ให้ใช้ Requirement นั้นแทนค่า Default”
แนวคิดที่ดีสำหรับ Gem คือ
เป็น Default
Override ได้เมื่อระบุชัด
ตัวอย่าง:
Default:
“ตอบภาษาไทย”
แต่ User:
“ตอบเป็นภาษาอังกฤษสำหรับงานนี้”
ถ้าต้องการรองรับแบบนี้ ให้ระบุใน Gem ว่า User สามารถ Override Language ได้
ตัวอย่างมี Product Writer Gem
Prompt แรก:
Product:
Router ABC
Features:
Wi-Fi 7
2.5GbE
Mesh
Audience:
บ้านขนาดกลาง
Gem ใช้ Instructions เดิมสร้าง Description
Product ถัดไปก็เพียงเปลี่ยนข้อมูล
นี่คือ Use Case ที่ Gems ทำได้ดีมาก
แม้มี Instructions แล้ว สามารถสร้าง Prompt Template สำหรับ Input ที่เปลี่ยน
ตัวอย่าง:
Topic:
[หัวข้อ]
Primary Audience:
[กลุ่มผู้อ่าน]
Goal:
[เป้าหมาย]
Special Requirements:
[เงื่อนไขเฉพาะ]
ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนในทีมส่ง Input ในรูปแบบเดียวกัน
ตัวอย่างแทน
“เขียน Product นี้ให้ดี”
ใช้
Product name:
...
Key features:
...
Target customer:
...
Tone:
...
Length:
...
Gem ไม่ต้องเดาว่าส่วนไหนคือชื่อสินค้าและส่วนไหนคือ Feature
เหมาะกับ Workflow ที่ต้องใช้ซ้ำจำนวนมาก
Keyword:
Gemini Canvas
Search intent:
Informational
Audience:
Beginner
Special requirement:
อธิบายวิธีเริ่มใช้แบบ Step-by-step
Instructions ถาวรของ Gem ดูแล
อยู่แล้ว
Keyword:
Wi-Fi 7
สร้างเฉพาะ Outline
ต้องครอบคลุม:
- คืออะไร
- ต่างจาก Wi-Fi 6
- อุปกรณ์ที่ต้องใช้
- เหมาะกับใคร
ถ้า Gem ถูกตั้งไว้สำหรับ SEO Planning อยู่แล้ว ไม่ต้องเขียนว่า “วิเคราะห์ Intent” ซ้ำหาก Instructions มีอยู่แล้ว
Language:
JavaScript
Goal:
ตรวจ Function นี้ก่อนนำขึ้น Production
Code:
[วางโค้ด]
Gem Instructions อาจกำหนดไว้แล้วว่า
ต้องตรวจทุกครั้ง
Problem:
กด Submit แล้วไม่มี Response
Expected:
แสดง Success Message
Actual:
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
Console:
[วาง Error]
Gem สามารถใช้ Workflow Debug ที่บันทึกไว้โดยไม่ต้องอธิบายใหม่ว่าให้หา Root Cause ก่อน
Topic:
DNS
Goal:
ฉันต้องการเข้าใจพื้นฐานก่อนเรียน Network Troubleshooting
Gem Instructions อาจบอกไว้แล้วว่า
จึงไม่ต้องใส่รายละเอียดเหล่านั้นซ้ำ
Check this sentence:
I has been working here since 2020.
Gem Instructions อาจกำหนดให้
① แก้ Grammar
② แสดงประโยคที่ถูก
③ อธิบายเป็นภาษาไทย
④ ให้ตัวอย่างเพิ่ม
ได้โดยอัตโนมัติ
ใช้ Report ที่แนบ
วิเคราะห์เฉพาะ:
- Revenue
- Gross margin
- Customer growth
- Main risk
เปรียบเทียบกับเดือนก่อน
Gem Instructions อาจกำหนด Format Executive Summary ไว้แล้ว
Platform:
Facebook
Product:
Wi-Fi Router ABC
Key message:
ติดตั้งง่าย เหมาะกับบ้าน
CTA:
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Gem จะใช้ Tone และข้อห้ามจาก Instructions
เช่นห้ามสร้างราคาเอง
Product:
Access Point XYZ
Features:
- Wi-Fi 6
- PoE
- Ceiling mount
Audience:
สำนักงานขนาดเล็ก
Gem ควรเขียนเฉพาะจากข้อมูลที่ให้และ Knowledge
ไม่ควรเพิ่ม
ถ้าไม่ได้มี Source
Purpose:
ขอเลื่อนประชุม
Old date:
วันพุธ
New date:
วันศุกร์
Reason:
ติดงานลูกค้า
Gem Instructions ควบคุม
อยู่แล้ว
ตรวจ Report ที่แนบ
เน้น:
- Claims ที่ไม่มี Citation
- Numbers
- Dates
- Forecast
- Limitations
ยังไม่ต้อง Rewrite
ช่วยแยก Review ออกจาก Editing
Review Code นี้ก่อน Deploy
Environment:
Web Application
Focus:
- Secrets
- XSS
- Authentication
- Authorization
- Input validation
Instructions ของ Gem สามารถกำหนด Severity และวิธีรายงานไว้ล่วงหน้า
ไม่จำเป็นต้องสั่ง AI ว่า
“แสดงความคิดทั้งหมดทีละขั้น”
สำหรับงานที่ต้องการความแม่น ควรสั่งผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้แทน เช่น
“ระบุ Assumptions”
“แสดง Formula”
“แสดง Test Cases”
“บอก Source ที่ใช้”
“อธิบายเหตุผลสั้น ๆ ของ Recommendation”
ช่วยให้ตรวจคำตอบได้โดยไม่ต้องพึ่งกระบวนการภายในของโมเดล
ตัวอย่าง:
ไม่ดี:
“วิเคราะห์ว่าบริษัทเป็นอย่างไร”
ดีกว่า:
“สำหรับทุก Finding ให้ระบุข้อมูลหรือ Metric ใน Report ที่รองรับ Finding นั้น”
นี่ช่วยให้ Gem ผูก Conclusion กับ Evidence มากขึ้น
ตัวอย่าง Instructions:
“ถ้ามีการคำนวณ Percentage Change ให้แสดง
(New – Old) / Old × 100
พร้อมค่าที่นำมาใช้”
ลดความเสี่ยงจาก Calculation ที่ตรวจสอบไม่ได้
Prompt ที่ดีคือ ชัด
ไม่จำเป็นต้องยาว
ตัวอย่าง 500 คำที่มี Rule ซ้ำและขัดกันอาจแย่กว่า Prompt 100 คำที่ Structure ดี
เน้น
มากกว่าจำนวนคำ
ถ้า Gem มี
“ตอบแบบกระชับ”
หลายจุด
หรือ
“ห้ามสร้างข้อมูล”
ซ้ำ 5 รอบ
ควรรวมให้เหลือกฎเดียวที่ชัด
Instructions ที่อ่านง่ายจะดูแลและปรับ Version ได้ง่ายกว่า
ตัวอย่าง Gem เดียวต้อง
Instructions จะซับซ้อนเร็วมาก
ควรแยก
แต่ละ Gem มี Scope เดียวชัดเจน
ถ้า Gem ทำผิดแบบเดิมซ้ำ ให้แก้ Instructions
ตัวอย่าง:
ชอบสร้างราคา
“หากไม่มีราคาใน Input หรือ Knowledge ให้ไม่กล่าวถึงราคา”
ชอบ Rewrite Code ทั้งหมด
“แก้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Root Cause เว้นแต่ผู้ใช้ขอ Full Rewrite”
นี่คือการทำ Prompt Engineering จากพฤติกรรมจริง
เก็บ Prompt ตัวอย่าง 5–10 ชุดไว้
ทุกครั้งที่แก้ Instructions ให้ Test Prompt เดิม
เช่น:
ถ้าแก้กฎใหม่แล้ว Prompt เก่าพัง แสดงว่าเกิด Regression
แนวคิดนี้เหมือน Testing Software
กำหนด Criteria เช่น
ใช้ Prompt Test เดิมแล้วเปรียบเทียบ Version
ช่วยปรับ Gem แบบมีหลักฐานมากกว่าความรู้สึก
ถ้า Gem สำคัญกับงานบริษัท ควรเก็บ Version ของ Instructions แยกไว้
เช่น
SEO Writer Instructions v1
SEO Writer Instructions v2
SEO Writer Instructions v3
เพื่อรู้ว่า Rule ไหนถูกเพิ่มเมื่อไร
โดยเฉพาะเมื่อหลายคนช่วยปรับ Gem
ควรหลีกเลี่ยงข้อความเช่น
“ทำแบบที่ฉันชอบ”
เพราะคนอื่นไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
เปลี่ยนเป็นกฎ Explicit เช่น
“ใช้ประโยคเฉลี่ยไม่ยาวเกิน 25 คำ”
หรือ
“ใช้ Tone Friendly Professional”
หรือ
“ไม่ใช้คำว่าอันดับ 1 หากไม่มีหลักฐาน”
ยิ่ง Rule ชัด ทีมยิ่งใช้ Gem ได้สม่ำเสมอ
Instructions ไม่ใช่ที่เก็บ
โดยเฉพาะ Gem ที่แชร์ให้คนอื่น เพราะผู้มี Access อาจเห็น Instructions และ Knowledge ที่เกี่ยวข้องตามระบบ Sharing
ใช้ Secret Management ที่เหมาะสมแทน
ใช้ลำดับนี้:
① เลือก Repeatable Task
เช่น SEO Writer
② กำหนด Persona
ใคร
③ กำหนด Task
ทำอะไร
④ เพิ่ม Context
ทำให้ใคร/สถานการณ์อะไร
⑤ กำหนด Format
ผลลัพธ์หน้าตาอย่างไร
⑥ เพิ่ม Constraints
ห้ามอะไร
⑦ เพิ่ม Knowledge
ถ้าจำเป็น
⑧ Preview
ทดลอง
⑨ Test หลาย Prompt
หาจุดอ่อน
⑩ Refine
แก้ Instructions
⑪ Save
บันทึก
หลังใช้งานจริงให้วน
Use → Observe → Refine → Retest
ไม่บอก Task
Gem ต้องเดา
คำตอบไม่ตรงผู้ใช้
Output เปลี่ยนไปทุกครั้ง
AI เติมข้อมูลเอง
Gem ตัดสินใจยาก
Gem อาจตอบนอก Source
เสียประโยชน์ของ Gem
ไม่เห็น Edge Case
การแก้ Instructions ไม่ถูกบันทึก
ก่อน Save ตรวจว่า Gem มี
① Persona
② Task
③ Context
④ Output Format
⑤ Constraints
⑥ Language
⑦ Tone
⑧ Scope
⑨ Behavior เมื่อข้อมูลไม่ครบ
⑩ Behavior เมื่อถามนอก Scope
⑪ วิธีใช้ Knowledge
⑫ สิ่งที่ห้ามเดา
ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกข้อในทุก Gem แต่ Gem สำคัญควรตอบคำถามเหล่านี้ได้
Prompt งานใหม่ควรมี
① งานที่ต้องการ
② Input
③ เป้าหมาย
④ Requirement เฉพาะงาน
⑤ Source/ไฟล์ที่เกี่ยวข้อง
⑥ Override จาก Default หากมี
ไม่ต้อง Copy Instructions ถาวรทั้งหมดซ้ำ
ลอง Prompt แบบ
① ปกติ
② สั้น
③ ข้อมูลไม่ครบ
④ กำกวม
⑤ ยาว
⑥ นอก Scope
⑦ ไม่มีคำตอบใน Knowledge
⑧ มีข้อมูลขัดกัน
⑨ ต้องใช้ Format เฉพาะ
⑩ ต้อง Override Default
แล้วดูว่า Gem ตอบตามที่ออกแบบไว้หรือไม่
ใช้ Instructions กำหนดกฎถาวร และใช้ Prompt แต่ละครั้งระบุงานและข้อมูลเฉพาะของ Task นั้น
Google แนะนำ 4 ส่วนหลัก ได้แก่ Persona, Task, Context และ Format
ไม่จำเป็น Google ระบุว่าไม่จำเป็นต้องใช้ครบทุกส่วน แต่การใช้หลายองค์ประกอบช่วยให้คำสั่งมีรายละเอียดและตรงเป้าหมายขึ้น
แนะนำสำหรับงานจริง โดยเฉพาะสิ่งที่ห้าม AI เดา สร้าง หรือเปลี่ยน
ไม่มีจำนวนคำตายตัว ควรยาวเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ Role, Task, Context, Format และข้อจำกัดชัด โดยหลีกเลี่ยงกฎซ้ำหรือขัดกัน
ได้ Google มี Use Gemini to rewrite instructions สำหรับช่วยขยายคำสั่งที่ผู้ใช้เริ่มเขียนไว้
ควร Review ทุกครั้ง เพราะ AI อาจเพิ่ม Requirement ที่ไม่ตรงกับเป้าหมาย
ได้ ในหน้า Gem Builder มีพื้นที่ Preview ทางด้านขวา
ไม่ Google ระบุชัดว่า Preview ไม่ Save Gem อัตโนมัติ ต้องกด Save
ปกติไม่จำเป็น หาก Persona บันทึกใน Instructions แล้ว
ระบุ Task, Input, Goal และ Requirement ที่แตกต่างจาก Default ของ Gem
ควรกำหนดใน Instructions ว่า Knowledge เป็น Source หลักหรือ Reference และ Prompt ระบุว่าจะใช้ File ใดหรือข้อมูลใดหากมีหลาย Source
สามารถกำหนดว่าให้ใช้ Knowledge เป็น Source หลักและหากไม่พบข้อมูลให้บอกว่าไม่พบแทนการเดา แต่ยังควรตรวจคำตอบสำคัญกับ Source ต้นฉบับ
ไม่แนะนำหากแต่ละงานมี Instructions แตกต่างกันมาก เพราะ Rules อาจขัดกัน ควรแยก Gems ตามหน้าที่
ไม่จำเป็น Prompt ที่สั้นแต่ชัดและไม่ขัดกันมักดีกว่า Prompt ยาวที่มีคำสั่งซ้ำ
Google ยกตัวอย่าง Instructions ของ Premade Gems ที่สามารถรักษา Context ของ Conversation ได้ตามการสนทนา แต่ความยาวและการใช้งานยังอยู่ภายใต้ระบบ Context และ Limits ของ Gemini Apps
เมื่อเปลี่ยน Project, Client หรือ Topic ใหญ่ เพื่อไม่ให้ Context เก่ารบกวนงานใหม่ โดยยังใช้ Gem เดิมได้
ช่วยลดได้เมื่อกำหนด Source และข้อห้ามชัด แต่ไม่สามารถรับประกันว่าคำตอบถูก 100% จึงยังต้อง Fact-check
การเขียน Prompt สำหรับ Gemini Gem ที่มีประสิทธิภาพควรแยกออกเป็นสองระดับ
เป็นกฎประจำของ Gem
ใช้โครงสร้างหลัก:
Persona → Task → Context → Format
และสำหรับการใช้งานจริงควรเพิ่ม
Constraints
เช่น
เป็นคำสั่งของงานแต่ละครั้ง
ควรใส่เฉพาะสิ่งที่เปลี่ยน เช่น
ไม่จำเป็นต้อง Copy Instructions ทั้งชุดมาทุกครั้ง
ตัวอย่าง:
Gem มี Instructions สำหรับ SEO Writer อยู่แล้ว
Prompt ใหม่จึงอาจมีเพียง
“เขียนบทความเรื่อง Gemini Gems คืออะไร สำหรับผู้เริ่มต้น”
แทนการเขียน Prompt ยาวหลายสิบบรรทัด
Google แนะนำอย่างเป็นทางการให้คิดเรื่อง
Persona
Gem รับบทอะไร
Task
Gem ต้องทำอะไร
Context
มีข้อมูลพื้นฐานอะไร
Format
ผลลัพธ์ต้องเป็นรูปแบบไหน
และ Google ยังมีฟังก์ชัน
Use Gemini to rewrite instructions
เพื่อช่วยเขียน Instructions จากคำอธิบายสั้น ๆ
แต่หลังจากนั้นต้อง
Review → Preview → Test → Save
ไม่ควรกด Save โดยไม่ทดลอง
โดยเฉพาะควร Test
เพื่อดูว่า Gem ทำงานอย่างที่ต้องการจริงหรือไม่
สูตรสุดท้ายที่ควรจำคือ
Clear Role → Clear Task → Relevant Context → Stable Format → Strong Constraints → Test
เมื่อ Instructions ถูกออกแบบดี Prompt ที่ใช้ในแต่ละวันจะสั้นลงอย่างมาก และ Gemini Gem จะกลายเป็น AI Assistant ที่ทำงานตาม Workflow เดิมได้สม่ำเสมอกว่าการเริ่ม Chat ใหม่แล้วเขียนคำสั่งทุกอย่างจากศูนย์ทุกครั้ง