Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Gemini Deep Research สามารถค้นหาและศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์จำนวนมากผ่าน Google Search ได้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเรามี เว็บไซต์หรือโดเมนเฉพาะที่ต้องการให้ Gemini ให้ความสำคัญ เช่น เว็บไซต์ทางการ งานวิจัย เว็บไซต์คู่แข่ง หรือ Documentation ของผู้ผลิต เราสามารถระบุเว็บไซต์เหล่านั้นไว้ใน Prompt และตรวจ Research Plan ก่อนเริ่มค้นคว้าได้
ตัวอย่างเช่น หากต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Wi-Fi 7 และต้องการให้ Gemini ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ของ Wi-Fi Alliance และผู้ผลิตอุปกรณ์โดยตรง สามารถกำหนดเว็บไซต์หรือชื่อโดเมนที่ต้องการลงใน Prompt ได้
แต่มีเรื่องสำคัญที่ควรเข้าใจก่อน:
Gemini Apps ปัจจุบันไม่ได้ระบุในคู่มือว่ามีปุ่มสำหรับเพิ่มโดเมนเว็บไซต์ใดก็ได้เป็น Source แบบล็อกเฉพาะเว็บไซต์โดยตรง
Google ระบุ Source หลักของ Deep Research ได้แก่ Google Search และแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม เช่น Gmail, Drive, ไฟล์ และ Notebook
ดังนั้นสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป วิธีที่เหมาะสมคือ
① เปิด Google Search เป็น Source
② ระบุเว็บไซต์หรือโดเมนใน Prompt
③ กำหนดว่าเว็บไซต์ใดควรเป็น Source หลัก
④ ตรวจ Research Plan
⑤ ดู Sites browsed ระหว่าง Research
⑥ ตรวจ Citation หลังรายงานเสร็จ
บทความนี้จะอธิบาย วิธีเพิ่มเว็บไซต์ให้ Gemini Deep Research ศึกษา และวิธีควบคุม Source ให้ได้ข้อมูลตรงตามที่ต้องการมากที่สุด
สามารถสั่งให้ Gemini Deep Research ศึกษาเว็บไซต์หรือโดเมนที่เราระบุได้ผ่าน Prompt โดยใช้ Google Search เป็นช่องทางในการค้นคว้าข้อมูลบนเว็บ
ตัวอย่าง:
“ทำ Deep Research เกี่ยวกับ Gemini Deep Research โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลจาก support.google.com และ blog.google ก่อนเว็บไซต์อื่น”
หรือ
“วิเคราะห์ข้อมูลจากเว็บไซต์บริษัท A, บริษัท B และบริษัท C แล้วเปรียบเทียบสินค้า ราคา และจุดขาย”
Gemini จะนำคำสั่งดังกล่าวไปใช้ประกอบการสร้าง Research Plan และการค้นคว้า
อย่างไรก็ตาม การระบุเว็บไซต์ใน Prompt ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นการสร้าง Firewall ที่บังคับระบบให้เข้าเฉพาะเว็บไซต์เหล่านั้นเสมอ
ถ้าต้องการ Research ที่เข้มงวด ควรตรวจ Source หลัง Research ทุกครั้ง
เริ่มต้นโดยเปิด Gemini และเข้าสู่บัญชี Google
จากช่อง Prompt เลือก
Deep Research
เมื่อเปิดโหมดนี้ Gemini จะสามารถสร้าง Research Plan และค้นข้อมูลจากหลาย Source เพื่อสร้างรายงานให้
สำหรับการ Research เว็บไซต์ ต้องเปิด Google Search
Google Search เป็น Source เริ่มต้นของ Deep Research อยู่แล้ว
ดังนั้นหากไม่ได้ปิดเอง โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตั้งค่าเพิ่ม
สามารถตรวจได้จากเมนู
Sources
ถ้าต้องการ Research จากเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต ให้ Google Search ยังคงถูกเลือกอยู่
ก่อนเขียน Prompt ควรรวบรวมเว็บไซต์ที่ต้องการให้ Gemini ให้ความสำคัญ
ตัวอย่าง:
ถ้ามีหน้าที่เฉพาะเจาะจง สามารถให้ URL ของหน้านั้นแทนการระบุเพียง Domain
วิธีนี้เหมาะมากเมื่อเรารู้แล้วว่าข้อมูลต้นฉบับอยู่ที่ไหน
สามารถเขียนเว็บไซต์ที่ต้องการให้ Research ลงไปพร้อมคำสั่งได้เลย
ตัวอย่าง:
“ทำ Deep Research เรื่อง Gemini Deep Research
ให้ความสำคัญกับข้อมูลจาก
ใช้เว็บไซต์อื่นเพิ่มเติมได้เฉพาะเมื่อจำเป็น และหากข้อมูลจาก Source อื่นขัดแย้งกับข้อมูลทางการของ Google ให้แสดงความแตกต่างอย่างชัดเจน”
Prompt ลักษณะนี้ดีกว่าการเขียนเพียงว่า
“ค้นข้อมูลจากเว็บ”
เพราะเราได้กำหนด Source Priority ให้ Gemini แล้ว
ถ้ามีเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้เป็นพิเศษ ให้บอก Gemini ตรง ๆ ว่าเป็น Primary Source
ตัวอย่าง:
“ใช้เว็บไซต์ Google อย่างเป็นทางการเป็น Primary Source สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ Feature, Limit, Availability และวิธีใช้งาน Gemini”
จากนั้นสามารถกำหนดว่า
“ใช้เว็บไซต์ข่าวและ Blog เป็น Secondary Source สำหรับบริบทหรือความคิดเห็นเพิ่มเติมเท่านั้น”
วิธีนี้ช่วยแยกบทบาทของ Source ได้ชัดเจน
หาก Research เรื่อง Product หรือ Service ควรเริ่มจากเว็บไซต์เจ้าของผลิตภัณฑ์
ตัวอย่าง:
ควรให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ของ Google
ควรให้ความสำคัญกับ Microsoft
ควรตรวจ Apple ก่อนเว็บไซต์รีวิว
ควรดู Documentation และ WordPress.org เมื่อเป็นเรื่อง Specification หรือวิธีใช้งานอย่างเป็นทางการ
หลักง่าย ๆ คือ
ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ → ตรวจเจ้าของผลิตภัณฑ์ก่อน
แล้วจึงใช้ Source อื่นประกอบ
ถ้ามีเว็บไซต์หลายประเภท ไม่ควรให้ทุกเว็บมีน้ำหนักเท่ากัน
ตัวอย่าง Prompt:
“ใช้เว็บไซต์ผู้ผลิตสำหรับ Specification
ใช้เว็บไซต์ Review สำหรับประสบการณ์ใช้งาน
ใช้ Forum สำหรับปัญหาที่ผู้ใช้พบ
ใช้หน่วยงานมาตรฐานสำหรับข้อมูลทางเทคนิค”
นี่ช่วยให้ Gemini เข้าใจว่า Source แต่ละประเภทควรตอบคำถามส่วนใด
Gemini Deep Research มีประโยชน์มากในการศึกษาคู่แข่ง
สมมติต้องการเปรียบเทียบบริษัท 5 ราย
สามารถระบุเว็บไซต์แต่ละราย เช่น
“วิเคราะห์เว็บไซต์คู่แข่งต่อไปนี้
เปรียบเทียบ Service, Pricing, USP, Target Customer, Guarantee และ Positioning”
จากนั้น Deep Research สามารถค้นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบได้
หากต้อง Research สินค้า สามารถระบุเว็บไซต์ผู้ผลิตหลายราย
ตัวอย่าง:
“เปรียบเทียบ Router Wi-Fi 7 จากเว็บไซต์ผู้ผลิต ASUS, TP-Link, D-Link และ Netgear
สำหรับ Specification ให้ใช้เว็บไซต์ผู้ผลิตเป็น Source หลัก
สำหรับประสบการณ์การใช้งานจริง ให้ใช้ Review อิสระเป็น Source รอง”
วิธีนี้ช่วยป้องกันปัญหาที่ AI นำ Specification จากเว็บขายสินค้าที่ข้อมูลผิดมาใช้เป็นหลัก
สำหรับ Academic Research สามารถกำหนดเว็บไซต์ประเภท
ได้
Prompt ตัวอย่าง:
“เน้น Research Paper และข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหรือ Research Institution
หลีกเลี่ยงการใช้ Blog ทั่วไปเป็น Evidence สำหรับข้อสรุปเชิงวิชาการ”
อย่างไรก็ตาม Deep Research ไม่ได้รับประกันว่าจะเข้าถึงฐานข้อมูลวิชาการแบบ Subscription ทุกแห่ง
หากมี Paper ที่สำคัญอยู่แล้ว วิธีที่แม่นกว่าคืออัปโหลดไฟล์ Paper เข้า Gemini โดยตรง
ถ้าต้องการให้ Gemini ศึกษา บทความหนึ่งหน้าโดยเฉพาะ ควรระบุ URL ของหน้านั้น
แต่ถ้าต้องการให้ศึกษาเว็บไซต์โดยรวม สามารถระบุ Domain
ตัวอย่าง:
ใช้ URL ของบทความ
ระบุ Domain เช่น
example.com
แล้วบอก Gemini ว่าต้องการค้นหัวข้อใดในเว็บไซต์นั้น
หลังส่ง Prompt Gemini จะสร้าง Research Plan
อย่าเพิ่งกด Start Research
ตรวจว่า Plan มีขั้นตอนเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่เราระบุหรือไม่
ตัวอย่างเช่น เราสั่งให้เปรียบเทียบเว็บไซต์คู่แข่ง 5 ราย
Research Plan ควรมีส่วนประมาณ
① วิเคราะห์คู่แข่งแต่ละราย
② เก็บข้อมูล Product
③ เปรียบเทียบ Pricing
④ วิเคราะห์ Positioning
⑤ หา Market Gap
ถ้า Plan ไม่กล่าวถึงเว็บไซต์สำคัญ สามารถใช้ Edit plan เพิ่มคำสั่งเข้าไปก่อนเริ่ม Research
ตัวอย่างคำสั่ง:
“เพิ่มขั้นตอนตรวจข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทแต่ละรายโดยตรงก่อนใช้ Source ภายนอก”
หรือ
“เพิ่มการตรวจ Documentation จากเว็บไซต์ผู้ผลิตสำหรับ Specification ทุกข้อ”
หรือ
“ใช้เว็บไซต์ทั้ง 5 แห่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักของ Competitor Analysis”
การแก้ Plan ช่วยเพิ่มโอกาสที่ Research จะตรงกับ Source Strategy ที่กำหนด
ระหว่างที่ Gemini กำลังทำ Research ใน Workflow ที่รองรับ สามารถดูส่วน
Sites browsed
เพื่อดูเว็บไซต์ที่ Deep Research กำลังใช้
นี่เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากสำหรับการตรวจ Source
สามารถดูได้ว่า Gemini กำลังเปิด
ประเภทใดอยู่
ถ้าเห็นเว็บไซต์ที่น่าสนใจสามารถเปิดใน Tab ใหม่เพื่ออ่านเองได้ด้วย
หลังเริ่ม Research ให้ตรวจอย่างน้อย 2 จุด
ดูระหว่างกระบวนการ Research
ตรวจหลังรายงานเสร็จ
หากเว็บไซต์ที่เราระบุไม่ปรากฏเลย อาจเกิดจาก
ไม่ควรสรุปว่า Gemini อ่านเว็บไซต์แล้วเพียงเพราะเราพิมพ์ URL เข้า Prompt
สามารถเขียน Prompt ขอให้ Gemini Research โดยเน้นเว็บไซต์เดียว เช่น
“ใช้ example.com เป็นแหล่งข้อมูลหลัก และอย่าใช้ Source ภายนอกเพื่อเติมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Product”
แต่ต้องเข้าใจว่า คู่มือ Gemini Apps ปัจจุบันไม่ได้ระบุว่ามีโหมดล็อก Web Research ไปยัง Domain ใด Domain หนึ่งโดยเฉพาะผ่าน Source Picker
ดังนั้น Prompt เป็นการกำหนด Instruction ไม่ใช่ Access Control
ถ้าเป็นงานสำคัญมาก ต้องตรวจ Citation ว่าข้อมูลจริงมาจากเว็บไซต์ที่กำหนด
สามารถเขียน Prompt เช่น
“สำหรับข้อมูลทางเทคนิค ให้ใช้เฉพาะเว็บไซต์ทางการหรือ Standards Organization
อย่าใช้ Forum, Social Media หรือเว็บไซต์ที่ไม่มี Source เป็นหลักฐานสำหรับ Specification”
วิธีนี้ช่วยลด Source คุณภาพต่ำ
แต่หลังได้รายงานควรตรวจด้วยว่า Gemini ปฏิบัติตามจริงหรือไม่
อย่าให้เว็บไซต์เดียวเป็นผู้ตัดสินข้อเท็จจริงทุกอย่างโดยไม่จำเป็น
ตัวอย่างเรื่อง Market Size
สามารถให้ Gemini ตรวจ
Prompt:
“Cross-check ตัวเลข Market Size กับ Source อิสระอย่างน้อยหลายแห่ง และระบุหากข้อมูลไม่ตรงกัน”
จะช่วยลดความเสี่ยงจาก Source เดียวผิด
อย่าสั่งว่า
“เลือกข้อมูลที่ถูกที่สุด”
ควรให้ Gemini เปรียบเทียบ
ตัวอย่าง Prompt:
“หากเว็บไซต์แต่ละแห่งให้ Market Size ไม่ตรงกัน ให้แสดงตัวเลขของแต่ละ Source และอธิบายเหตุผลที่ตัวเลขอาจแตกต่างกัน”
นี่เป็นวิธี Research ที่ดีกว่าการบังคับเลือกคำตอบเดียว
สำหรับเรื่องที่เปลี่ยนเร็ว สามารถกำหนด Time Window
ตัวอย่าง:
“ใช้ Source ที่เผยแพร่หรืออัปเดตภายใน 12 เดือนล่าสุดเป็นหลัก”
หรือ
“สำหรับ Feature ของ Software ให้ตรวจ Documentation เวอร์ชันปัจจุบันก่อนใช้บทความเก่า”
แต่ไม่ควรตัด Source เก่าทั้งหมด เพราะ Source ต้นฉบับบางเรื่องอาจเก่าแต่ยังมีคุณค่า
ตัวอย่างเช่น
ข่าวบอกว่า Google เปิด Feature ใหม่
ควรหา Google Announcement ต้นฉบับด้วย
Workflow:
News → Original Announcement → Verification
ไม่ควรใช้ข่าวที่อ้างข่าวอีกเว็บหนึ่งหลายทอด
ถ้าทำ Research เกี่ยวกับ
ควรระบุ Official Documentation
ตัวอย่าง Prompt:
“สำหรับ Feature และ Limit ของ Gemini ให้ใช้ Google Help หรือ Documentation ของ Google เป็น Primary Source
ใช้เว็บไซต์อื่นเฉพาะสำหรับ Comparison หรือความคิดเห็น”
ช่วยลดปัญหาการใช้บทความเก่าที่ Feature เปลี่ยนไปแล้ว
Forum และ Community มีประโยชน์ แต่เหมาะกับคำถามบางประเภท
ควรใช้เมื่อ Research เรื่อง
ตัวอย่าง:
“ใช้เว็บไซต์ผู้ผลิตสำหรับ Specification และใช้ Community เพื่อหา Bug หรือปัญหาที่ผู้ใช้รายงานซ้ำ”
ไม่ควรใช้ Forum เป็นหลักสำหรับข้อมูลทางการ
เว็บไซต์ Review เหมาะสำหรับ
แต่ควรตรวจ
และเปรียบเทียบหลาย Review
ไม่ควรใช้ Review เพียงหนึ่งเว็บไซต์แล้วสรุปว่า Product หนึ่งดีที่สุด
ได้ สามารถระบุ Domain ของบริษัทใน Prompt ได้
ตัวอย่าง:
“วิเคราะห์เว็บไซต์ example-company.com เพื่อสรุป Service, Positioning และ Content Structure แล้วเปรียบเทียบกับคู่แข่ง 5 ราย”
มีประโยชน์สำหรับ
แต่สำหรับข้อมูลภายในที่ไม่ได้อยู่บนเว็บไซต์ ควรเพิ่มไฟล์หรือ Drive เป็น Source เพิ่มเติม
สามารถระบุเว็บไซต์ของเราและคู่แข่งแล้วขอวิเคราะห์
ตัวอย่าง:
“ศึกษาเว็บไซต์ของเราและคู่แข่ง 5 ราย วิเคราะห์หัวข้อที่แต่ละเว็บครอบคลุม แล้วหา Content Gap”
อย่างไรก็ตาม Deep Research ไม่ใช่ Web Crawler สำหรับ Technical SEO เต็มรูปแบบ
ข้อมูล เช่น
ควรใช้เครื่องมือ SEO ที่ออกแบบสำหรับข้อมูลเหล่านั้นด้วย
อย่าสั่งว่า
“วิเคราะห์เว็บไซต์นี้ทั้งหมด”
ควรกำหนดว่าต้องการอะไร
เช่น
“วิเคราะห์เฉพาะหน้า Service, Pricing, FAQ และ Blog”
หรือ
“วิเคราะห์ Content Strategy โดยเน้นบทความเกี่ยวกับ SEO”
ช่วยให้ Gemini ไม่เสีย Research ไปกับหน้าที่ไม่เกี่ยวข้อง
หากต้องวิเคราะห์เว็บไซต์จำนวนมาก ไม่ควรใส่ทุก Domain โดยไม่มีโครงสร้าง
ควรแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น
คู่แข่งหลัก
เว็บไซต์ทางการ
Research
Community
จากนั้นบอก Gemini ว่าแต่ละกลุ่มใช้ทำอะไร
ช่วยให้รายงานมี Source Strategy ที่ชัดกว่า
หากเว็บไซต์
Deep Research อาจไม่สามารถอ่านข้อมูลได้ครบ
ถ้าคุณมีสิทธิ์เข้าถึงเนื้อหานั้นอย่างถูกต้อง สามารถใช้ทางเลือก เช่น
แล้วใช้ไฟล์นั้นร่วมกับ Deep Research
ไม่ควรพยายามใช้ Gemini เพื่อข้าม Paywall หรือระบบป้องกันที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง
ถ้ามีเว็บไซต์จำนวนมากที่ต้อง Research ซ้ำใน Project เดิม การเก็บ Source ใน Gemini Notebook อาจเหมาะกว่า
Gemini Notebook สามารถค้น Source จากเว็บและนำ Source ที่ต้องการเข้า Notebook ได้
จากนั้นใช้ Notebook เป็น Knowledge Base ระยะยาว
เหมาะกับ
จึงสามารถทำ Workflow:
ค้นเว็บไซต์ → Import เข้า Notebook → ใช้ Notebook กับ Deep Research
ได้
“ทำ Deep Research เรื่อง Google Gemini
ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ต่อไปนี้เป็น Primary Sources:
สำหรับข้อมูล Feature, Limit, Availability และวิธีใช้งาน ให้ตรวจ Source ของ Google ก่อน
สามารถใช้เว็บไซต์อื่นเพิ่มเติมสำหรับ Comparison หรือ Context ได้ แต่หากข้อมูลขัดแย้งกับ Source ทางการ ให้แสดงความแตกต่างและระบุวันที่ของแต่ละ Source
หลัง Research ให้ระบุเว็บไซต์หลักที่ใช้สำหรับข้อสรุปสำคัญ”
“ทำ Deep Research คู่แข่งจากเว็บไซต์ต่อไปนี้:
วิเคราะห์เฉพาะ
① Service
② Pricing
③ Target Customer
④ USP
⑤ Guarantee
⑥ FAQ
⑦ Content Strategy
ใช้เว็บไซต์ของแต่ละบริษัทเป็น Primary Source สำหรับข้อมูล Product และ Price
ใช้เว็บไซต์ภายนอกเฉพาะสำหรับ Review หรือความคิดเห็นจากผู้ใช้
สร้างตารางเปรียบเทียบและระบุข้อมูลที่ไม่สามารถยืนยันได้”
“Research เรื่อง Generative AI กับการศึกษา โดยให้ความสำคัญกับเว็บไซต์มหาวิทยาลัย Research Institution และ Paper ต้นฉบับ
ใช้ Blog หรือเว็บไซต์ข่าวสำหรับ Background เท่านั้น
ค้นทั้ง Evidence ที่สนับสนุนและคัดค้านผลของ Generative AI ต่อการเรียนรู้ และแสดง Limitations ของแต่ละ Study”
“ทำ Deep Research เรื่อง Wi-Fi 7
ให้ความสำคัญกับ Wi-Fi Alliance, IEEE และ Documentation ของผู้ผลิต Chip หรือ Network Equipment
สำหรับ Specification ให้หลีกเลี่ยงการใช้ Retail Website เป็น Source หลัก
ใช้ Review และ Community สำหรับ Real-world Performance, Bug และ User Experience เท่านั้น”
สามารถใช้โครงสร้างนี้ได้
ศึกษาอะไร
เว็บหลักคืออะไร
เว็บเสริมคืออะไร
แต่ละ Source ใช้ตอบอะไร
ข้อมูลช่วงไหน
ต้องตรวจหลาย Source หรือไม่
ต้องการ Report แบบไหน
ตัวอย่างสูตร:
“Research [หัวข้อ] โดยใช้ [เว็บไซต์ A/B/C] เป็น Primary Source สำหรับ [ข้อมูล] ใช้ Source อื่นสำหรับ [ข้อมูลเสริม] เน้นข้อมูลช่วง [เวลา] Cross-check Claim สำคัญ และสรุปเป็น [รูปแบบผลลัพธ์]”
ต้องตรวจ Sites browsed และ Citation
เว็บไซต์หนึ่งอาจมี Bias หรือข้อมูลไม่ครบ
โดยเฉพาะ Specification และ Policy
เว็บไซต์เก่าอาจมีข้อมูล Feature ที่ล้าสมัย
Review เหมาะกับประสบการณ์ ไม่ใช่ Specification
Gemini อาจไม่ได้ให้ Priority กับเว็บไซต์ที่ต้องการ
Citation ต้องตรวจว่า Support Claim จริงหรือไม่
ก่อน Start Research ให้ตรวจว่า
① Google Search เปิดอยู่
② URL หรือ Domain ถูกต้อง
③ ระบุ Primary Source แล้ว
④ ระบุ Secondary Source แล้ว
⑤ บอกว่าแต่ละเว็บใช้ทำอะไร
⑥ กำหนดช่วงเวลาของข้อมูล
⑦ Research Plan กล่าวถึงเว็บไซต์สำคัญ
⑧ Source คุณภาพต่ำถูกจำกัดหรือไม่
⑨ ต้อง Cross-check Claim สำคัญหรือไม่
⑩ รู้ว่าจะตรวจ Citation หลัง Research อย่างไร
ระหว่าง Research
⑪ ตรวจ Sites browsed
หลัง Research
⑫ เปิด Citation
⑬ ตรวจ Original Source
⑭ ตรวจวันที่
⑮ ตรวจข้อมูลที่ขัดแย้งกัน
สามารถระบุ URL หรือ Domain ที่ต้องการให้ Gemini ให้ความสำคัญใน Prompt แล้วใช้ Google Search เป็น Source สำหรับ Research เว็บไซต์นั้นได้
คู่มือ Gemini Apps ปัจจุบันระบุ Source Picker สำหรับ Google Search, Gmail, Drive รวมถึงไฟล์และ Notebook แต่ไม่ได้ระบุ Source Picker แบบเพิ่ม Domain เว็บทั่วไปทีละเว็บไซต์ ดังนั้นการระบุเว็บไซต์ทั่วไปทำผ่าน Prompt และต้องตรวจ Source ภายหลัง
สามารถระบุ URL หรือชื่อ Domain ในคำสั่งเพื่อบอก Gemini ว่าต้องการ Research เว็บไซต์ใด และควรอธิบายด้วยว่าต้องการข้อมูลส่วนไหนจากเว็บนั้น
ได้ สามารถระบุว่าเว็บไซต์ทางการเป็น Primary Source และเว็บไซต์อื่นเป็น Secondary Source
สามารถกำหนด Instruction ให้เน้นเว็บไซต์เดียว แต่ไม่ควรมองเป็นการล็อกทางเทคนิค ต้องตรวจ Sites browsed และ Citation ว่ารายงานใช้ Source ที่กำหนดจริง
ใน Workflow ที่รองรับสามารถดู Sites browsed ระหว่าง Deep Research และดู Source/Citation หลังรายงานเสร็จ
หากคุณมีสิทธิ์ใช้งานข้อมูล สามารถดาวน์โหลดหรือ Export เนื้อหาเป็นไฟล์ที่รองรับแล้วอัปโหลดให้ Gemini แทนได้
ได้ สามารถระบุ Domain หลายแห่งแล้วขอให้ Gemini เปรียบเทียบตามเกณฑ์ที่กำหนด
ได้ เหมาะกับ Content, Service, Positioning และ Content Gap แต่ Technical SEO ควรใช้เครื่องมือ Crawl หรือข้อมูล SEO โดยตรงเพิ่มเติม
ไม่ควรต้องการให้ AI เชื่อ Source โดยอัตโนมัติ ควรให้ระบบเปรียบเทียบกับ Source อื่น และตรวจข้อเท็จจริงสำคัญด้วยตัวเอง
หากต้องการให้ Gemini Deep Research ศึกษาเว็บไซต์เฉพาะ วิธีที่ใช้งานได้ง่ายคือ
① เปิด Deep Research
② เปิด Google Search เป็น Source
③ เตรียม URL หรือ Domain
④ ใส่เว็บไซต์ใน Prompt
⑤ กำหนด Primary และ Secondary Source
⑥ บอกว่าแต่ละเว็บใช้สำหรับข้อมูลอะไร
⑦ ตรวจ Research Plan
⑧ Edit Plan หากจำเป็น
⑨ Start Research
⑩ ดู Sites browsed
⑪ ตรวจ Citation หลังรายงานเสร็จ
สิ่งสำคัญคือ การใส่ URL ลงใน Prompt ไม่ควรถูกตีความว่า Gemini ถูกล็อกให้ใช้เว็บไซต์นั้น 100%
คู่มือ Gemini Apps ปัจจุบันระบุ Source หลักเป็น Google Search, Gmail, Drive, ไฟล์ และ Notebook โดยยังไม่ได้ระบุ Source Picker สำหรับเพิ่ม Domain เว็บทั่วไปทีละเว็บแบบเฉพาะเจาะจง
ดังนั้นวิธีควบคุม Web Research ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ
ระบุเว็บไซต์ → กำหนดบทบาทของ Source → ตรวจ Research Plan → ดู Sites browsed → ตรวจ Citation
สำหรับข้อมูลสำคัญควรให้ Source ต้นฉบับ เช่น เว็บไซต์ทางการ หน่วยงานรัฐ งานวิจัย หรือ Documentation มี Priority สูงกว่า Blog และเว็บไซต์สรุปทั่วไป
เมื่อใช้วิธีนี้ Gemini Deep Research จะไม่ได้เพียง “ค้นเว็บให้เรา” แต่เราสามารถกำหนด Source Strategy เพื่อให้ AI Research จากเว็บไซต์ที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ของงานมากขึ้น และได้รายงานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายกว่าเดิม