Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Google Gemini สามารถช่วยงาน Content Creation ได้ตั้งแต่ หาไอเดีย คิดหัวข้อ วาง Content Plan สร้าง Outline เขียน Draft ปรับ Tone Rewrite ตัดคำซ้ำ ทำ FAQ ไปจนถึงนำ Content เดิมไปสร้างเป็นหลายรูปแบบ
แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือหลายคนสั่งเพียงว่า
ช่วยเขียนคอนเทนต์เรื่องนี้ให้หน่อย
คำสั่งนี้กว้างเกินไป เพราะ Gemini ยังไม่รู้ว่า
Prompt ที่ดีกว่าจะเป็นประมาณนี้
ช่วยสร้างบทความเรื่อง
[หัวข้อ]สำหรับ[กลุ่มเป้าหมาย]โดย Search Intent คือ[Intent]เป้าหมายคือ[Goal]ใช้ Tone[Tone]และโครงสร้าง H1/H2/H3 ตอบคำถามหลักตั้งแต่ช่วงต้น ใช้ตัวอย่างเมื่อจำเป็น และห้ามสร้างข้อมูล ตัวเลข หรือ Claim ที่ไม่มี Source
เมื่อกำหนด Context และ Output ชัด Gemini จะช่วยสร้าง Content ได้เร็วขึ้นและลดเวลาที่ต้องแก้ภายหลัง
บทความนี้รวม 50 Prompt Gemini สำหรับสร้างคอนเทนต์ ที่สามารถนำไปใช้กับ Blog, Website, SEO, Social Media, Email, Video และงาน Content ประเภทต่าง ๆ ได้ทันที
ข้อความใน [ ] คือส่วนที่ควรเปลี่ยนตามงานจริง
ตัวอย่าง
Topic:
[หัวข้อ]
เปลี่ยนเป็น
Topic: วิธีใช้ Google Gemini
หรือ
Topic: วิธีแก้มือถือชาร์จไม่เข้า
ก่อนใช้ Prompt ควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อย 4 อย่าง
ถ้ามีเพิ่ม เช่น Keyword, Search Intent, Brand Voice หรือ Source ก็ยิ่งควบคุม Output ได้ดีขึ้น
ช่วยคิดหัวข้อ Content 30 หัวข้อเกี่ยวกับ
[Topic]สำหรับ[Audience]โดยแบ่งเป็น How-to, Problems, Questions, Comparisons, Mistakes และ Beginner Guides ห้ามสร้างหัวข้อที่มี Search Intent ซ้ำกันเพียงเปลี่ยนคำ
เหมาะกับการเริ่มสร้าง Content Plan
กลุ่มเป้าหมายคือ
[Audience]และมีปัญหาหลัก[Pain Points]ช่วยเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้เป็น Content Ideas อย่างน้อย 30 หัวข้อ โดยแต่ละหัวข้อต้องตอบคำถามหรือช่วยแก้ปัญหาหนึ่งเรื่องชัดเจน
สร้างคำถาม 50 ข้อที่คนกลุ่ม
[Audience]อาจถามเกี่ยวกับ[Topic]แบ่งเป็น Beginner, How-to, Troubleshooting, Comparison และ Advanced จากนั้นเปลี่ยนคำถามเหล่านี้เป็นชื่อบทความที่อ่านแล้วเข้าใจ Intent ทันที
สร้างหัวข้อ How-to 30 หัวข้อเกี่ยวกับ
[Topic]โดยทุกหัวข้อต้องมีงานหรือผลลัพธ์ที่คนอ่านสามารถทำตามได้จริง และห้ามสร้างหัวข้อกว้างเกินไป
สร้างหัวข้อ Content 30 หัวข้อจากปัญหาที่ผู้ใช้
[Product/Topic]อาจเจอ โดยใช้รูปแบบ ปัญหา → สาเหตุ → วิธีแก้ และหลีกเลี่ยงหัวข้อที่มีปัญหาเดียวกันซ้ำ
สร้างหัวข้อ Comparison 20 หัวข้อในเรื่อง
[Topic]โดยเปรียบเทียบตัวเลือกที่คนมีโอกาสตัดสินใจจริง พร้อมระบุว่า Search Intent ของแต่ละหัวข้อคืออะไร
สร้าง Beginner Content 30 หัวข้อเกี่ยวกับ
[Topic]เรียงตาม Learning Journey ตั้งแต่ “คืออะไร” ไปจนถึงระดับที่สามารถใช้งานได้จริง
สร้าง Advanced Content Ideas 30 หัวข้อเกี่ยวกับ
[Topic]สำหรับผู้อ่านที่เข้าใจพื้นฐานแล้ว โดยเน้น Optimization, Strategy, Troubleshooting และ Advanced Use Cases
นี่คือรายการ Content ที่ฉันมีอยู่แล้ว:
<CURRENT_CONTENT>[รายการหัวข้อ]</CURRENT_CONTENT>ช่วยหา Content Gaps ที่ยังขาด โดยแบ่งเป็น Beginner, Problem, Comparison, How-to, Advanced และ Decision Content และห้ามเสนอหัวข้อที่ Intent ซ้ำกับของเดิม
นี่คือรายการหัวข้อ
[รายการ]ช่วยจัดเป็น Topic Clusters โดยกำหนด:
- Pillar Topic
- Supporting Topics
- Search Intent
- ความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อ
หากหัวข้อใดซ้ำกันให้ระบุแทนการแยกเป็นบทความใหม่
ธุรกิจหรือเว็บไซต์ของฉันเกี่ยวกับ
[Topic/Business]Audience คือ[Audience]เป้าหมายคือ[Goal]ช่วยสร้าง Content Pillars 5–8 หมวด โดยแต่ละหมวดต้องมีขอบเขตต่างกันชัดเจน และเสนอหัวข้อเริ่มต้น 10 หัวข้อต่อ Pillar
สร้าง Content Calendar
[30/60/90]วันสำหรับ[Brand/Topic]โดยมีเป้าหมาย[Goal]และ Channels[Channels]ทำเป็นตาราง:
| วัน | Topic | Format | Audience | Funnel Stage | CTA |
กระจาย Content ให้มีทั้ง Education, Problem Solving, Trust และ Conversion
ฉันสามารถผลิต Content ได้
[จำนวน]ชิ้นต่อสัปดาห์ ช่วยวางแผน Content 4 สัปดาห์สำหรับ[Topic]โดยกำหนด Priority และหลีกเลี่ยงการทำหัวข้อที่มี Intent ใกล้กันติดกันมากเกินไป
วิเคราะห์หัวข้อ
[หัวข้อ/Keyword]แล้วระบุ:
- Primary Search Intent
- สิ่งที่คนค้นหาต้องการรู้
- คำถามที่ต้องตอบ
- สิ่งที่ไม่ควรใส่เพราะหลุด Intent
- Content Format ที่เหมาะสม
เหมาะกับการใช้ก่อนสร้าง Outline
สร้าง Content Brief สำหรับหัวข้อ
[Topic]ระบุ:
- Audience
- Search Intent
- Main Question
- Supporting Questions
- Recommended H2/H3
- Examples Needed
- Common Mistakes
- FAQ
- CTA
อย่าเขียนบทความฉบับเต็มในขั้นตอนนี้
สร้าง Outline สำหรับบทความเรื่อง
[Topic]โดยตอบ Search Intent[Intent]ใช้ H1/H2/H3 และเรียงหัวข้อจากสิ่งที่ผู้อ่านต้องรู้ก่อน ไปยังรายละเอียดและการลงมือทำ หลีกเลี่ยงหัวข้อที่ซ้ำความหมายกัน
ตรวจ Outline ด้านล่างว่า:
- ตรง Search Intent หรือไม่
- มีหัวข้อซ้ำหรือไม่
- ขาดคำถามสำคัญอะไร
- ลำดับ Logic ดีหรือไม่
- มีส่วนใดที่ควรตัด
จากนั้นเสนอ Revised Outline
<OUTLINE>[Outline]</OUTLINE>
เขียนบทความเรื่อง
[Topic]สำหรับ[Audience]โดย Search Intent คือ[Intent]Requirements:
- ใช้ H1/H2/H3
- ตอบคำถามหลักตั้งแต่ช่วงต้น
- ใช้ภาษา
[Language]- Tone
[Tone]- มีตัวอย่างเมื่อช่วยให้เข้าใจ
- หลีกเลี่ยงคำซ้ำ
- ไม่เพิ่มข้อมูลเพื่อยืดความยาว
- สรุปท้ายบทความ
หาก Fact ใดไม่แน่ใจให้ระบุว่าต้องตรวจสอบแทนการแต่งขึ้นเอง
เขียน Introduction สำหรับบทความ
[Topic]ไม่เกิน[จำนวน]คำ โดย:
- เข้าประเด็นเร็ว
- ระบุปัญหาหรือสิ่งที่คนอ่านต้องการ
- บอกว่าบทความจะช่วยอะไร
- ไม่ใช้คำเกริ่นทั่วไป เช่น “ในยุคดิจิทัล”
- ไม่เล่าเนื้อหาทั้งบทความซ้ำ
เขียน Conclusion สำหรับบทความ
[Topic]โดยสรุปเฉพาะแก่นสำคัญ 3–5 ประเด็น และบอก Next Action ที่เหมาะสม ห้ามเล่าเนื้อหาทุก Section ซ้ำ
นี่คือ Heading ปัจจุบัน
[รายการ]ช่วย Rewrite H2/H3 ให้ชัด กระชับ และอ่านแล้วเข้าใจว่าหัวข้อนั้นตอบคำถามอะไร โดยรักษา Search Intent เดิม
จากบทความหัวข้อ
[Topic]ช่วยสร้าง FAQ 10 ข้อที่ตอบคำถามเพิ่มเติมที่คนอ่านอาจยังสงสัยหลังอ่านบทความแล้ว หลีกเลี่ยงคำถามที่เนื้อหาหลักตอบไปแล้วอย่างครบถ้วน
จากบทความด้านล่าง ดึงเฉพาะสิ่งที่ผู้อ่านต้องลงมือทำออกมาเป็น Checklist เรียงตามลำดับ และห้ามเพิ่มขั้นตอนที่ไม่มีในต้นฉบับ
<ARTICLE>[บทความ]</ARTICLE>
เปลี่ยนเนื้อหานี้เป็นคู่มือ Step-by-Step โดยแต่ละ Step มี:
- Action
- วิธีทำ
- สิ่งที่ควรเห็นหลังทำ
- สิ่งที่ต้องระวัง
ใช้เฉพาะข้อมูลในต้นฉบับ
Rewrite Content ด้านล่างให้ภาษาเป็นธรรมชาติ อ่านเหมือนคนเขียนจริง ลดประโยคแข็งและคำซ้ำ แต่รักษา Meaning, Fact, Number และ Search Intent เดิมทั้งหมด
<CONTENT>[ข้อความ]</CONTENT>
Edit Content นี้ให้กระชับขึ้นประมาณ
[เปอร์เซ็นต์]โดยตัดคำซ้ำ ประโยควน คำเกริ่น และ Filler แต่รักษาข้อมูล ตัวอย่าง และคำตอบต่อ Search Intent ไว้ทั้งหมด นี่เป็นงาน Editing ไม่ใช่ Summary
Rewrite Content นี้เป็น Tone
[Professional/Friendly/Conversational/etc.]โดยเปลี่ยนเฉพาะวิธีเขียน ไม่เปลี่ยน Facts, Meaning, Claims หรือ Conclusion
ใช้ Brand Voice ต่อไปนี้:
<BRAND_VOICE>[Style Guide]</BRAND_VOICE>เขียน Content เรื่อง
[Topic]โดยรักษา Tone, Vocabulary, Paragraph Length และ Style ตาม Guide แต่สร้างข้อความใหม่ทั้งหมด
วิเคราะห์ Content ตัวอย่างด้านล่างในด้าน Tone, Formality, Sentence Length, Vocabulary, Paragraph Structure, Heading Style และ CTA จากนั้นสร้าง Style Guide ที่สามารถใช้กับ Content ใหม่ได้
<EXAMPLE>[ตัวอย่าง]</EXAMPLE>
ใช้ Example ด้านล่างเป็น Reference เฉพาะ Writing Style ห้ามคัดลอกประโยค วลีเฉพาะ หรือข้อมูลจากต้นฉบับ จากนั้นเขียนเรื่อง
[New Topic]โดยรักษา Tone, Pacing และ Structure ใกล้เคียงกัน
จากบทความนี้ สร้าง Social Media Posts 10 แบบ โดยแต่ละโพสต์ใช้มุมต่างกัน เช่น Tip, Question, Mistake, Myth, How-to และ Key Insight ห้ามสร้าง Fact ใหม่
<ARTICLE>[บทความ]</ARTICLE>
สร้าง Facebook Post เรื่อง
[Topic]สำหรับ[Audience]จำนวน 5 เวอร์ชัน โดยแต่ละแบบมี Hook, Main Message และ CTA ใช้ Tone[Tone]และหลีกเลี่ยง Clickbait เกินจริง
เขียน LinkedIn Post เรื่อง
[Topic]สำหรับ[Audience]โดยเริ่มจาก Insight หรือ Observation ที่ชัดเจน อธิบาย 3–5 ประเด็น และจบด้วยคำถามหรือ Takeaway หลีกเลี่ยงประโยคเว้นบรรทัดทุกบรรทัดจนอ่านกระจัดกระจาย
สร้าง Caption 10 เวอร์ชันสำหรับ
[Content/Product]โดยใช้ Tone[Tone]แต่ละเวอร์ชันมี Angle แตกต่างกัน และ CTA[CTA]
สร้าง Hook 30 แบบสำหรับ Content เรื่อง
[Topic]แบ่งเป็น:
- Direct Answer
- Problem
- Question
- Mistake
- Contrarian
- Curiosity
ห้ามสร้าง Clickbait ที่ Content ไม่สามารถตอบได้จริง
สร้างไอเดีย Short Video 30 คลิปเกี่ยวกับ
[Topic]สำหรับ[Audience]แต่ละคลิปต้องมี Hook, Main Point และ CTA และสามารถอธิบายจบได้ภายใน[30/60/90]วินาที
เขียน Script วิดีโอความยาวประมาณ
[เวลา]วินาทีเรื่อง[Topic]Structure:
- Hook
- Problem
- Key Explanation
- Example
- CTA
ใช้ภาษาพูดธรรมชาติและตัดคำที่ไม่จำเป็น
สร้าง Outline และ Script สำหรับวิดีโอ YouTube เรื่อง
[Topic]ความยาวประมาณ[เวลา]นาที สำหรับ[Audience]โดยมี Opening, Sections, Examples, Recap และ CTA หลีกเลี่ยงการยืด Intro
เปลี่ยนบทความนี้เป็น Video Script โดยเก็บเฉพาะประเด็นที่อธิบายด้วยเสียงได้ดี ลดส่วนที่เป็นตารางหรือรายละเอียดเกินจำเป็น และรักษาข้อเท็จจริงเดิมทั้งหมด
<ARTICLE>[บทความ]</ARTICLE>
จาก Script ด้านล่าง สร้างบทความที่มี H1/H2/H3 เพิ่ม Context เฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อความเข้าใจ แต่ห้ามสร้าง Fact ใหม่จากความรู้ภายนอก
<SCRIPT>[Script]</SCRIPT>
จาก Content ด้านล่าง สร้าง:
- Blog Summary
- Facebook Post
- LinkedIn Post
- Short Video Script
- FAQ 5 ข้อ
ทุก Output ต้องใช้ข้อมูลจาก Source เดียวกันและห้ามเพิ่ม Claim ใหม่
<SOURCE>[Content]</SOURCE>
นี่เป็นหนึ่งใน Prompt ที่ช่วยประหยัดเวลามากที่สุดสำหรับ Content Creator
เปลี่ยนบทความ
[บทความ]เป็น Email Newsletter ไม่เกิน[จำนวน]คำ โดยเริ่มด้วย Key Insight สรุปประเด็นสำคัญ และมี CTA ไปยัง[Goal]ห้ามยกบทความทั้งหมดมาใส่ใน Email
จากหัวข้อ
[Topic]สร้าง Carousel[จำนวน]หน้า โดย:Slide 1 = Hook
Slide 2–N = หนึ่ง Idea ต่อ Slide
Final Slide = Summary + CTAใช้ข้อความสั้นพอสำหรับอ่านบนภาพ
เปลี่ยนข้อมูล
[Content]เป็น Infographic Outline โดยเลือกเฉพาะข้อมูลที่สื่อด้วยภาพหรือตัวเลขได้ดี แบ่งเป็น Title, Key Data, Process, Comparison และ Takeaway
จากข้อมูลจริงต่อไปนี้
[ข้อมูล]สร้าง Case Study โดยใช้ Structure:
- Situation
- Problem
- Approach
- Actions
- Results
- Lessons
ห้ามสร้างตัวเลข ผลลัพธ์ หรือ Quote ที่ไม่มีใน Source
เปลี่ยนข้อมูลลูกค้าด้านล่างเป็น Customer Story ที่อ่านง่าย โดยรักษาข้อเท็จจริงเดิมทั้งหมด ห้ามแต่ง Quote หรือประสบการณ์ที่ลูกค้าไม่ได้พูด
<CUSTOMER_DATA>[ข้อมูล]</CUSTOMER_DATA>
ตรวจ Content นี้ก่อน Publish ในด้าน:
- Search Intent
- Clarity
- Repetition
- Unsupported Claims
- Structure
- Tone
- Missing Information
- CTA
ระบุเฉพาะจุดที่ควรแก้ก่อน แล้วเสนอ Revised Version เฉพาะส่วนที่มีปัญหา
วิเคราะห์ Content ด้านล่างและหา:
- Paragraph ที่พูดเรื่องเดียวกัน
- Heading ที่ซ้ำ Intent
- ตัวอย่างที่ซ้ำ
- Summary ที่เล่าเนื้อหาเดิมซ้ำ
จากนั้นเสนอว่าควรรวม ตัด หรือเก็บส่วนใด
ฉันผลิต Content ประเภท
[ประเภท]จำนวน[จำนวน]ชิ้นต่อ[สัปดาห์/เดือน]ช่วยออกแบบ Workflow ตั้งแต่ Idea → Research → Brief → Draft → Edit → Fact Check → Publish → Repurpose โดยระบุสิ่งที่ Gemini ช่วยได้และสิ่งที่คนควรตรวจเอง
ฉันต้องการสร้าง Content เรื่อง
[Topic]Audience คือ
[Audience]Goal คือ
[Goal]Search Intent หรือ Reader Intent คือ
[Intent]Channel คือ
[Channel]Tone คือ
[Tone]Source หรือ Fact ที่มีคือ
[ข้อมูล]Constraints คือ
[ข้อจำกัด]ช่วย:
- วิเคราะห์ Intent
- เสนอ Angle ที่เหมาะสม
- สร้าง Outline
- เขียน Draft
- ตรวจคำซ้ำและส่วนที่ไม่จำเป็น
- ตรวจว่ามี Claim ใดที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
- สร้าง Final Version ใน Format
[Format]ห้ามสร้างตัวเลข Quote รีวิว หรือข้อเท็จจริงที่ฉันไม่ได้ให้ และถ้ามีข้อมูลที่ต้องตรวจเพิ่มให้ระบุชัดเจน
หากไม่ต้องการจำทั้ง 50 Prompt ให้จำสูตรนี้
Topic + Audience + Intent + Goal + Format + Tone + Source + Constraints
ตัวอย่าง
Google Gemini
มือใหม่
ต้องการรู้ว่า Gemini ใช้ทำอะไร
ให้ผู้อ่านเริ่มใช้งานได้
บทความ
Professional + Friendly
ข้อมูลที่ตรวจแล้ว
ไม่สร้างข้อมูลใหม่
รวมเป็น Prompt ได้ว่า
เขียนบทความเรื่อง Google Gemini สำหรับมือใหม่ที่ต้องการรู้ว่า Gemini ใช้ทำอะไร เป้าหมายคือให้ผู้อ่านเข้าใจและเริ่มใช้งานได้ ใช้ H1/H2/H3 ภาษาไทยธรรมชาติ ใช้ข้อมูลจาก Source ที่ให้เท่านั้น และห้ามสร้าง Feature หรือ Fact ใหม่ หากข้อมูลใดไม่แน่ใจให้ระบุว่าต้องตรวจสอบ
ชัดกว่า
เขียนบทความ Gemini ให้หน่อย
มาก
หัวข้อเดียวสามารถเขียนได้หลาย Angle
ตัวอย่าง Topic:
Gemini
สามารถเขียนเป็น
Gemini คืออะไร
วิธีใช้ Gemini
Gemini ตอบไม่ตรงคำถาม
Gemini vs ChatGPT
Prompt Engineering สำหรับ Gemini
Prompt:
สำหรับหัวข้อ
[Topic]สร้าง 10 Content Angles ที่มี Intent แตกต่างกันจริง พร้อม Audience และ Goal ของแต่ละ Angle
ช่วยลดการสร้างบทความที่กินกันเอง
Content ที่ดีควรดู
Prompt:
จาก
[Topic]ช่วยสร้าง Content Ideas ตาม Customer Journey ตั้งแต่ยังไม่รู้ปัญหา ไปจนถึงกำลังเลือกและหลังใช้งานแล้ว
ทำให้ Coverage รอบ Topic กว้างขึ้น
หากมีคำถามจาก
นำมาใช้ได้
Prompt:
จากคำถามลูกค้าจริงด้านล่าง จัดเป็น Themes และสร้าง Content Ideas สำหรับตอบแต่ละ Theme โดยรักษาภาษาที่ลูกค้าใช้เป็นแนวทางในการตั้งหัวข้อ
คำถามจริงมักสะท้อนสิ่งที่ Audience อยากรู้ดีกว่าการเดาเอง
ตัวอย่าง Intent
ต้องการเรียนรู้
กำลังเปรียบเทียบ
พร้อมทำ Action
Prompt:
สร้าง Content Format ที่เหมาะกับแต่ละ Intent สำหรับ Topic
[Topic]และอธิบายว่าทำไม Format นั้นตอบ Intent ได้ดี
อย่าสั่ง
เขียนให้ยาว 5,000 คำ
โดยไม่มีเหตุผล
ดีกว่าใช้
เขียนให้ครอบคลุม Search Intent โดยใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น และตัด Section ที่ไม่ได้ช่วยตอบคำถามคนอ่าน
คุณภาพมาจาก Coverage และ Clarity ไม่ใช่จำนวนคำอย่างเดียว
Prompt:
ตรวจ Draft แล้วหา Section ที่:
- ไม่ตอบ Intent
- พูดซ้ำ
- เป็นคำเกริ่น
- เพิ่มความยาวแต่ไม่มีข้อมูล
เสนอว่าควรตัดหรือรวมตรงไหน
ช่วยลด Content ที่อ่านแล้วรู้สึกว่า AI เขียนยืด
แต่ละ Section ควรมีหน้าที่ชัด
เช่น
H2 นี้ตอบคำถามอะไร?
ถ้าตอบไม่ได้ อาจไม่จำเป็น
Prompt:
ระบุ Job ของแต่ละ H2 ใน Outline นี้ หากสอง H2 ทำหน้าที่เดียวกันให้เสนอรวมเข้าด้วยกัน
Prompt:
ให้คะแนน Draft 1–10 ในด้าน:
- Intent Match
- Clarity
- Completeness
- Originality of Presentation
- Practical Value
- Redundancy
จากนั้นเลือก 5 จุดที่ควรแก้ก่อน Publish
คะแนนเป็นเพียงเครื่องมือ Review ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว
Gemini อาจเขียนข้อความที่ดูมั่นใจแต่ผิดได้
ควรตรวจโดยเฉพาะ
Prompt:
ระบุทุกประโยคใน Draft ที่เป็น Factual Claim และจัดกลุ่มว่า Claim ใดควรตรวจ Source ก่อน Publish
มีประโยชน์กับบทความเชิงข้อมูล
หากต้องการแหล่งอ้างอิง
อย่าใช้เพียง
ใส่ Sources มาให้
แล้วคัดลอกทันที
ควรตรวจว่า Source มีอยู่จริงและรองรับ Claim จริง
Prompt:
จาก Draft นี้ ระบุว่าแต่ละ Claim ต้องการ Source ประเภทใด และสร้าง Search Query สำหรับใช้หา Source จริง
หากไม่มีคำพูดจริงจากบุคคลหรือลูกค้า
ไม่ควรให้ AI แต่ง Quote แล้วนำไปเผยแพร่เสมือนเป็นของจริง
ใช้แทนว่า
สรุปความเห็นจากข้อมูลจริงโดยไม่ใช้เครื่องหมายคำพูด
หรือใช้ Quote ที่มี Source จริงเท่านั้น
Case Study ควรมีข้อมูลจริง เช่น
ถ้าไม่มี Result จริง สามารถเรียกว่า
Example Scenario
แทน
Prompt:
หากข้อมูลไม่ใช่ Case จริง ให้เขียนเป็น Hypothetical Example และ Label ให้ชัดว่าเป็นตัวอย่างสมมติ
Workflow ที่เหมาะคือ
กำหนดคำถาม Research
รวบรวม Source
ให้ Gemini ช่วยจัดข้อมูล
ตรวจ Claims กับ Source
เขียน Content
ไม่ควรเริ่มจากให้ Geminiสร้าง Fact ทั้งหมดแล้วค่อยหาที่มาให้ย้อนหลัง
ใช้ขั้นตอน
หา Topic
รู้ว่าคนอ่านต้องการอะไร
กำหนดสิ่งที่ต้องตอบ
จัด Logic
สร้างเนื้อหา
ตัดคำซ้ำ
ตรวจข้อมูล
ปรับ Tone และ Format
เผยแพร่
นำไปสร้าง Content อื่น
Gemini สามารถช่วยได้แทบทุกขั้น แต่ Human Review ยังสำคัญ
อย่าให้ AI เขียนบทความจำนวนมากจาก Prompt เดียวโดยไม่มีระบบ
ควรสร้าง
แล้วใช้ซ้ำ
Prompt:
ใช้ Style Guide และ Article Template นี้กับทุกหัวข้อ แต่ปรับ Structure ตาม Search Intent ของแต่ละหัวข้อ ห้ามบังคับให้ทุกบทความมี H2 เหมือนกัน
นี่ช่วยให้ Content มีมาตรฐานแต่ไม่กลายเป็น Template ซ้ำทุกบทความ
หากทุกบทความมี
คืออะไร → ข้อดี → ข้อเสีย → วิธีใช้ → สรุป
แม้ Topic ต่างกัน Content จะเริ่มดู Mechanical
ให้ Structure ตาม Intent
ตัวอย่าง
Problem → Causes → Quick Checks → Fixes → When to Escalate
Quick Verdict → Table → Differences → Best For → Recommendation
Direct Definition → How It Works → Examples → FAQ
Prerequisites → Steps → Verify Result → Troubleshooting
Prompt:
เลือก Article Structure ตาม Intent ไม่ใช้ Template เดียวกับทุกหัวข้อ
ตัวอย่าง Library
สำหรับ Organic Search
สำหรับปัญหาและวิธีแก้
สำหรับคนกำลังเลือก
สำหรับ Engagement
สำหรับ Nurture
สำหรับ Watch Time
ช่วยให้ Prompt ไม่ใหญ่เกินไปและควบคุม Output ง่ายกว่า Master Prompt เดียว
อย่าเพียง Copy บทความไปย่อเป็นโพสต์
ควรเปลี่ยน Angle
ตัวอย่างบทความเรื่อง
10 วิธีเขียน Prompt Gemini
สามารถสร้าง
3 ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
สูตร Prompt 30 วินาที
หนึ่งเทคนิคที่ใช้ได้ทันที
5 ส่วนของ Prompt
Prompt:
Repurpose Source นี้โดยเลือกหนึ่ง Angle ที่เหมาะกับแต่ละ Platform แทนการย่อเนื้อหาเดียวกันทุกช่องทาง
สามารถใช้
Source × Format × Angle
เช่น
บทความ
Video
Mistakes
หรือ
Quick Win
ทำให้ Content ใหม่มีคุณค่าของตัวเอง
Prompt:
จาก Style Guide และ Content Standard นี้ สร้าง Pre-Publish Checklist ไม่เกิน 20 ข้อที่ Editor สามารถตรวจ Pass/Fail ได้
ตัวอย่าง
แทนให้แก้ทุกอย่างครั้งเดียว
ทำแยกเป็น
Structure
Fact
Clarity
Redundancy
Tone
Prompt:
ตรวจเฉพาะ Redundancy ในรอบนี้ ไม่ต้องแก้ Tone หรือ Structure เว้นแต่จำเป็นต่อการลบความซ้ำ
การแก้ทีละมิติช่วยควบคุมผลได้ง่ายขึ้น
Edit Draft นี้ให้เป็นธรรมชาติขึ้นโดย:
- ลด Pattern ประโยคซ้ำ
- ไม่ขึ้นต้นทุก Section แบบเดียวกัน
- ลดคำเชื่อมที่ไม่จำเป็น
- ใช้ประโยคสั้นและยาวสลับกันตามธรรมชาติ
- รักษา Fact และ Tone เดิม
อย่าเพิ่มประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่มีจริง
ถ้าจะเริ่มเพียง 10 Prompt แนะนำ
① คิดหัวข้อ Content
② หา Content Gap
③ สร้าง Content Cluster
④ วิเคราะห์ Search Intent
⑤ สร้าง Content Brief
⑥ สร้าง Outline
⑦ เขียนบทความ
⑧ Rewrite ให้เป็นธรรมชาติ
⑨ Repurpose Content
⑩ Prompt อเนกประสงค์ข้อ 50
ชุดนี้ครอบคลุม Workflow ตั้งแต่ Idea ไปจนถึงการนำ Content กลับมาใช้ใหม่
เนื้อหากว้างและพูดกับทุกคน
บทความอาจดีแต่ตอบผิดคำถาม
เนื้อหาอาจวนและซ้ำ
เกิด Filler
Content มีโครงเหมือนกันหมด
อาจเผยแพร่ข้อมูลผิด
เสี่ยงเกิดข้อมูลไม่มีที่มา
Draft จาก AI อาจยืดเยื้อ
แต่ละ Channel จึงไม่มีคุณค่าเฉพาะ
ควรมี Editing และ Review
ตรวจว่า
① Topic ชัดหรือไม่
② Audience ชัดหรือไม่
③ Intent ตรงหรือไม่
④ Content ตอบคำถามหลักเร็วหรือไม่
⑤ Heading มี Logic หรือไม่
⑥ มี Section ซ้ำหรือไม่
⑦ มีคำฟุ่มเฟือยหรือไม่
⑧ มี Fact ที่ยังไม่ตรวจหรือไม่
⑨ ตัวเลขถูกต้องหรือไม่
⑩ Quote มี Source จริงหรือไม่
⑪ มี Claim เกินข้อมูลหรือไม่
⑫ Tone สม่ำเสมอหรือไม่
⑬ Format เหมาะกับ Channel หรือไม่
⑭ CTA เหมาะกับ Goal หรือไม่
⑮ มี Human Review แล้วหรือไม่
<TOPIC>[Topic]</TOPIC>
<AUDIENCE>[Audience]</AUDIENCE>
<INTENT>[Search/Reader Intent]</INTENT>
<GOAL>[Goal]</GOAL>
<CHANNEL>[Blog/Social/Email/Video/etc.]</CHANNEL>
<TONE>[Tone]</TONE>
<SOURCE>[Facts/Reference/Data]</SOURCE>
<CONSTRAINTS>
- ห้ามสร้าง Fact ใหม่
- ห้ามสร้างตัวเลขหรือ Quote
- หลีกเลี่ยงคำซ้ำ
- ใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น
</CONSTRAINTS>ทำงานตามลำดับ:
- วิเคราะห์ Intent
- สร้าง Content Angle
- สร้าง Outline
- เขียน Draft
- ตัด Redundancy
- ตรวจ Unsupported Claims
- สร้าง Final Version
หากมีข้อมูลที่ต้องตรวจเพิ่ม ให้ระบุแยกก่อน Final
Google Gemini สามารถช่วยให้การทำ Content เร็วขึ้นอย่างมาก แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่ได้มาจากคำสั่งว่า
เขียนบทความให้หน่อย
เพียงอย่างเดียว
Prompt ที่ดีควรประกอบด้วย
Topic + Audience + Intent + Goal + Format + Tone + Source + Constraints
Prompt อเนกประสงค์ที่ควรเซฟไว้คือ
ฉันต้องการสร้าง Content เรื่อง
[Topic]สำหรับ[Audience]โดย Reader/Search Intent คือ[Intent]เป้าหมายคือ[Goal]จะเผยแพร่บน[Channel]ใช้ Tone[Tone]และข้อมูลอ้างอิงที่มีคือ[Source]ช่วยวิเคราะห์ Intent และเลือก Content Angle ก่อน จากนั้นสร้าง Outline และ Draft ที่ตอบคำถามหลักอย่างครบถ้วน ตัดคำซ้ำและส่วนที่ไม่เพิ่มคุณค่า ห้ามสร้างตัวเลข Quote รีวิว Claim หรือข้อเท็จจริงที่ไม่มีใน Source ก่อนส่ง Final Version ให้ตรวจ Structure, Clarity, Redundancy และ Unsupported Claims อีกครั้ง
หัวใจสำคัญคือ ใช้ Gemini เป็นส่วนหนึ่งของ Content Workflow ไม่ใช่แค่เครื่องผลิตข้อความ
เมื่อวางระบบตั้งแต่ Idea → Intent → Brief → Outline → Draft → Edit → Fact Check → Publish → Repurpose เราจะสามารถผลิต Content ได้เร็วขึ้นโดยยังควบคุมคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และความถูกต้องของเนื้อหาได้ดีกว่าการให้ AI เขียนทุกอย่างแบบครั้งเดียวจบ