Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Google Gemini สามารถช่วยงานการตลาดได้ตั้งแต่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย คิดแคมเปญ วาง Content Plan เขียนข้อความโฆษณา วิเคราะห์ Funnel ไปจนถึงช่วยสร้างไอเดียสำหรับเพิ่มยอดขาย
แต่การสั่งเพียงว่า
ช่วยคิดการตลาดให้หน่อย
มักกว้างเกินไป
Gemini ยังไม่รู้ว่า
Prompt ที่ดีกว่าคือ
ธุรกิจของฉันขาย
[สินค้า/บริการ]ให้[กลุ่มลูกค้า]ปัจจุบันมียอดขาย[ข้อมูล]เป้าหมายภายใน[ระยะเวลา]คือ[เป้าหมาย]งบการตลาด[งบประมาณ]และใช้ช่องทาง[ช่องทาง]ช่วยเสนอแผนการตลาดโดยเรียงสิ่งที่ควรทดลองก่อนตาม Impact, Cost และความง่ายในการวัดผล
เมื่อ Gemini มี Context ชัด คำตอบจะมีโอกาสนำไปใช้จริงได้มากขึ้น
บทความนี้รวม 50 Prompt Gemini สำหรับการตลาด ที่สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจ เว็บไซต์ ร้านค้า Social Media และงาน Marketing ได้หลายรูปแบบ
ข้อความใน [ ] คือส่วนที่ควรเปลี่ยนตามธุรกิจจริง
ควรระบุข้อมูล เช่น
อย่าให้ Gemini สร้างตัวเลขตลาด ยอดขาย รีวิว หรือข้อมูลคู่แข่งขึ้นมาเองหากเราไม่มีข้อมูลรองรับ
AI เหมาะกับการช่วย
คิด Hypothesis → สร้างทางเลือก → วางแผนทดสอบ → วิเคราะห์ข้อมูล
จากนั้นควรใช้ข้อมูลจริงตัดสินว่าอะไรได้ผล
สร้าง Marketing Plan สำหรับธุรกิจ
[ธุรกิจ]สินค้าหลัก[สินค้า]ลูกค้า[Audience]เป้าหมาย[Goal]ระยะเวลา[ระยะเวลา]งบ[งบ]และช่องทางที่มี[Channels]แบ่งเป็น:
- Objectives
- Target Audience
- Positioning
- Channels
- Campaign Ideas
- Budget Allocation
- KPIs
- Risks
- 30-Day Action Plan
เหมาะกับการเริ่มวางภาพรวมการตลาด
สร้างแผนการตลาด 30 วันสำหรับ
[ธุรกิจ]โดยมีเป้าหมาย[Goal]งบ[Budget]และทีม[จำนวนคน]แบ่งกิจกรรมเป็นรายสัปดาห์ พร้อม KPI และสิ่งที่ต้องตรวจทุก 7 วัน
วาง Marketing Roadmap 90 วันสำหรับ
[สินค้า/บริการ]แบ่งเป็นเดือนที่ 1: Research & Test, เดือนที่ 2: Optimize และเดือนที่ 3: Scale พร้อม Campaign, Channel, KPI และ Decision Point ของแต่ละเดือน
นี่คือกิจกรรมการตลาดที่กำลังทำ
[รายการ]และผลลัพธ์[ข้อมูล]ช่วยวิเคราะห์ว่าอะไรควร Keep, Improve, Test และ Stop โดยดูจาก Cost, Reach, Conversion และ Business Impact
ธุรกิจของฉันมีปัญหา
[ปัญหา]เช่น Traffic ต่ำ Conversion ต่ำ ลูกค้าซื้อซ้ำน้อย หรือยอดต่อบิลต่ำ ช่วยเลือก Marketing Priorities 3 เรื่องที่ควรแก้ก่อน พร้อมเหตุผลและ Metric ที่ต้องติดตาม
สินค้าของฉันคือ
[สินค้า]ช่วยแบ่ง Target Audience ที่เป็นไปได้ออกเป็น Segment ตาม Need, Problem, Buying Motivation และ Purchase Barrier จากนั้นเลือก Segment ที่ควรทดสอบก่อนโดยใช้ข้อมูลที่ฉันให้
สร้าง Customer Persona จากข้อมูลลูกค้าจริงต่อไปนี้
[ข้อมูล]ระบุ:
- Goal
- Pain Point
- Motivation
- Objections
- Buying Criteria
- Preferred Channels
- Questions Before Buying
ห้ามสร้างข้อมูลประชากรที่ฉันไม่ได้ให้
กลุ่มเป้าหมายคือ
[Audience]และต้องการ[Goal]ช่วยเสนอ Pain Points ที่ควรนำไปตรวจสอบ 15 ข้อ แบ่งเป็น Functional, Financial, Convenience และ Emotional พร้อมคำถาม Customer Interview เพื่อยืนยันแต่ละข้อ
สำหรับลูกค้ากลุ่ม
[Audience]ที่กำลังพิจารณา[สินค้า]ช่วยวิเคราะห์ Motivation ที่อาจทำให้ซื้อ เช่น ประหยัดเวลา ลดต้นทุน เพิ่มความสะดวก ลดความเสี่ยง หรือเพิ่มผลลัพธ์ พร้อมระบุว่าอะไรควรพิสูจน์ด้วยข้อมูลจริง
สินค้าคือ
[สินค้า]ราคา[ราคา]กลุ่มลูกค้า[Audience]ช่วยสร้างรายการ Objections 15 ข้อที่อาจทำให้ลูกค้ายังไม่ซื้อ แบ่งเป็น Price, Trust, Need, Timing, Complexity และ Risk พร้อมแนวทางตอบอย่างตรงไปตรงมา
สินค้าหรือบริการของฉันคือ
[สินค้า]ลูกค้าคือ
[Audience]ปัญหาคือ
[Problem]Benefit คือ
[Benefit]จุดแตกต่างคือ
[Difference]ช่วยสร้าง Value Proposition 10 เวอร์ชันที่ชัด กระชับ และไม่ใช้ Claim เกินจริง
Value Proposition ปัจจุบันคือ
[ข้อความ]ช่วยตรวจว่าอ่านแล้วรู้หรือไม่ว่าเราช่วยใคร แก้ปัญหาอะไร และแตกต่างอย่างไร จากนั้น Rewrite 5 เวอร์ชันที่ชัดกว่าเดิม
วิเคราะห์ Positioning สำหรับ
[สินค้า]โดยใช้ข้อมูล Target Audience[Audience], Competitors[ข้อมูล], Price[ราคา]และ Strengths[จุดแข็ง]เสนอ Positioning 5 แบบ พร้อมข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ
จากข้อมูลสินค้านี้
[ข้อมูล]ช่วยหา Unique Selling Proposition ที่มีหลักฐานรองรับและลูกค้าสามารถเข้าใจได้ง่าย ห้ามใช้คำว่า “ดีที่สุด” หรือ “อันดับหนึ่ง” หากไม่มีหลักฐาน
สร้าง Messaging Framework สำหรับ
[สินค้า]โดยมี:
- Core Message
- Customer Problem
- Main Benefit
- Supporting Benefits
- Proof
- Objections
- CTA
ใช้เป็นแนวทางสำหรับ Website, Ads และ Sales
สินค้า
[สินค้า]มี Audience 3 กลุ่ม[A], [B], [C]ช่วยสร้าง Message สำหรับแต่ละกลุ่ม โดยรักษา Product Facts เหมือนกัน แต่เปลี่ยน Pain Point, Benefit และ CTA ให้เหมาะกับแต่ละ Segment
สร้าง Content Strategy สำหรับธุรกิจ
[ธุรกิจ]เป้าหมาย[Goal]Audience[Audience]Channels[Channels]แบ่ง Content Pillars 5–7 กลุ่ม และอธิบายว่าทุก Pillar สนับสนุน Business Goal อย่างไร
ธุรกิจขาย
[สินค้า]ให้[Audience]ช่วยสร้าง Content Pillars 6 หมวด โดยแต่ละหมวดต้องแตกต่างกันจริงและครอบคลุม Education, Problem Solving, Comparison, Trust, Product และ Customer Questions
สร้าง Content Calendar 30 วันสำหรับ
[ธุรกิจ]Platform[Platform]เป้าหมาย[Goal]ทำเป็นตาราง:
| วัน | Topic | Content Type | Funnel Stage | CTA |
หลีกเลี่ยงการโพสต์ขายของตรง ๆ ทุกวัน
สร้างหัวข้อ Content 50 หัวข้อสำหรับ
[Audience]เกี่ยวกับ[Topic/Product]แบ่งเป็น:
- How-to
- Problems
- FAQs
- Comparisons
- Mistakes
- Buying Guides
- Case-based Ideas
ห้ามสร้างหัวข้อซ้ำกันเพียงเปลี่ยนคำ
วิเคราะห์ Keyword
[Keyword]และระบุ Search Intent ที่เป็นไปได้ พร้อมอธิบายว่าผู้ค้นหาน่าจะต้องการคำตอบประเภทใด และ Content Format แบบไหนเหมาะที่สุด
สำหรับข้อมูล Search Volume จริงควรใช้เครื่องมือ Keyword Research เพิ่มเติม
สร้าง SEO Content Brief สำหรับ Keyword
[Keyword]ระบุ:
- Primary Intent
- Target Audience
- Questions to Answer
- Suggested H2/H3
- Examples Needed
- Common Mistakes
- FAQ
- CTA
ห้ามสร้าง Search Volume หรือ Ranking Data ขึ้นเอง
สร้าง Content Funnel สำหรับสินค้า
[สินค้า]แบ่งหัวข้อเป็น Top, Middle และ Bottom of Funnel โดยเสนออย่างน้อย 10 Content Ideas ต่อ Stage และอธิบาย CTA ที่เหมาะสม
สร้าง Social Media Strategy สำหรับ
[Brand]บน[Platform]Audience[Audience]Goal[Goal]มีเวลาทำ Content[จำนวน]ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วยเลือก Content Types และ Posting Rhythm ที่ทำได้จริง
สร้างไอเดียโพสต์ 30 แบบสำหรับ
[ธุรกิจ]แบ่งเป็น Education, Engagement, Trust, Product, FAQ และ Customer Problem โดยแต่ละโพสต์มี Hook และ CTA
สร้าง Hook 20 แบบสำหรับ Content เรื่อง
[หัวข้อ]โดยแบ่งเป็น:
- Problem
- Question
- Direct Answer
- Contrarian
- Curiosity
ห้ามใช้ Clickbait ที่ทำให้คนเข้าใจผิด
เขียน Caption สำหรับ
[หัวข้อ]จำนวน 5 เวอร์ชัน ให้ Tone[Tone]Audience[Audience]และ CTA[CTA]แต่ละเวอร์ชันใช้มุมสื่อสารต่างกัน
สร้าง Ad Copy 10 เวอร์ชันสำหรับ
[สินค้า]Audience:
[Audience]Goal:
[Goal]Benefit:
[Benefit]Evidence:
[Evidence]แบ่ง Selling Angle เป็น Pain, Benefit, Value, Simplicity และ Proof ห้ามสร้าง Claim หรือ Urgency ที่ไม่มีข้อมูลจริง
สร้าง Headline 20 แบบสำหรับ
[สินค้า]ความยาวกระชับ โดยแต่ละแบบใช้ Benefit หรือ Problem ต่างกัน ห้ามใช้คำว่า “ดีที่สุด” หรือ Guarantee ที่ไม่มีหลักฐาน
สร้าง CTA 20 แบบสำหรับ
[Goal]แบ่งเป็น Soft CTA, Direct CTA, Trial CTA และ Information CTA โดยหลีกเลี่ยงภาษากดดันเกินไป
เขียน Landing Page สำหรับ
[สินค้า/บริการ]Audience:
[Audience]Problem:
[Problem]Benefit:
[Benefit]Evidence:
[Evidence]CTA:
[CTA]ใช้โครงสร้าง:
- Headline
- Problem
- Solution
- Benefits
- How It Works
- Proof
- FAQ
- CTA
ห้ามสร้าง Testimonial หรือ Claim ใหม่
วิเคราะห์ Landing Page ด้านล่างในด้าน Clarity, Relevance, Trust, Objections, CTA และ Friction แล้วเสนอ 10 จุดที่ควรปรับ เรียงตาม Impact
<PAGE>[ข้อความ]</PAGE>
เขียน Product Description สำหรับ
[สินค้า]จากข้อมูล[Features]โดยแปลง Feature เป็น Benefit ระบุ Use Case และกลุ่มที่เหมาะ ห้ามสร้าง Specification ใหม่
เขียน Marketing Email สำหรับ
[Audience]เรื่อง[Offer]เป้าหมาย[Goal]ใช้โครงสร้าง Hook → Value → Evidence → CTA ความยาวไม่เกิน[จำนวน]คำ และห้ามสร้าง Fake Urgency
สร้าง Email Sequence 5 ฉบับสำหรับ
[Campaign]Email 1: Introduction
Email 2: Problem
Email 3: Education
Email 4: Objection
Email 5: CTAให้แต่ละ Email มีเป้าหมายต่างกันและไม่พูดเนื้อหาเดิมซ้ำ
เขียน Welcome Email สำหรับลูกค้าใหม่ของ
[Brand]โดยขอบคุณ อธิบายสิ่งที่จะได้รับ แนะนำขั้นตอนแรก และ CTA เดียว ใช้ Tone Friendly + Professional
เขียนข้อความติดตามผู้ใช้ที่ยังไม่ทำรายการ
[สถานการณ์]ให้สุภาพและช่วยให้กลับมาทำต่อได้ง่าย โดยห้ามสร้าง Scarcity หรือ Discount ที่ไม่มีจริง
ช่วยคิด Promotion 15 แบบสำหรับ
[สินค้า]โดยแบ่งเป็น Discount, Bundle, Bonus, Loyalty, Referral และ Added Value พร้อมวิเคราะห์ผลต่อ Margin และ Customer Behavior แบบเบื้องต้น
สร้าง Promotion 20 แบบโดยห้ามลดราคาสินค้าโดยตรง เน้น Bundle, Gift, Service, Convenience, Access และ Loyalty เพื่อเพิ่ม Perceived Value
Promotion ที่กำลังพิจารณาคือ
[รายละเอียด]ช่วยวิเคราะห์:
- Expected Benefit
- Margin Risk
- Customer Behavior
- Possible Abuse
- Measurement Plan
- Exit Plan
แล้วเสนอ Pilot Test ก่อนใช้เต็มรูปแบบ
Funnel ปัจจุบัน:
Visitors:
[จำนวน]
Leads:[จำนวน]
Sales:[จำนวน]
Revenue:[จำนวน]ช่วยคำนวณ Conversion แต่ละขั้น ระบุจุดที่รั่วมากที่สุด และเสนอ Hypotheses ที่ควรตรวจ โดยแยก Fact ออกจาก Assumption
Conversion Rate ลดจาก
[A]เป็น[B]ช่วยสร้าง Diagnostic Checklist แบ่งเป็น Traffic Quality, Offer, Message, Trust, UX, Price และ Technical Issues พร้อมเรียงสิ่งที่ควรตรวจจากง่ายที่สุด
หน้า
[Landing/Product/Checkout]มี Conversion[ข้อมูล]ช่วยเสนอ 15 Experiments เพื่อเพิ่ม Conversion โดยแบ่งเป็น Message, Trust, Offer, UX และ CTA พร้อม Hypothesis และ Metric ของแต่ละ Test
Average Order Value ปัจจุบัน
[จำนวน]ช่วยเสนอ 15 วิธีเพิ่มยอดต่อบิล เช่น Upsell, Cross-sell, Bundle, Quantity Break และ Threshold Offer พร้อมข้อดีข้อเสีย
ลูกค้าซื้อซ้ำ
[ข้อมูล]ช่วยสร้าง Retention Plan โดยแบ่งเป็น Onboarding, Follow-up, Loyalty, Subscription, Reminder และ Win-back พร้อม KPI ที่ควรติดตาม
สร้าง Referral Program สำหรับ
[ธุรกิจ]โดยกำหนด Reward สำหรับผู้แนะนำและผู้ถูกแนะนำ พร้อมวิเคราะห์ Cost, Abuse Risk, Tracking และ Success Metrics
จากข้อมูลคู่แข่งต่อไปนี้
[ข้อมูล]ช่วยเปรียบเทียบ Price, Offer, Messaging, Channel, Strength, Weakness และ Opportunity Gap ห้ามเดาข้อมูลที่ไม่มี
หากต้องการข้อมูลคู่แข่งปัจจุบัน ควรตรวจจาก Source จริงเพิ่มเติม
นี่คือหัวข้อ Content ของเรา
[รายการ]และคำถามลูกค้า[รายการ]ช่วยหา Content Gaps โดยแบ่งเป็น Awareness, Consideration, Comparison, Purchase และ Post-purchase
เป้าหมายคือ
[Goal]ปัญหาปัจจุบัน[Problem]งบ[Budget]ช่วยสร้าง Marketing Experiments 10 แบบ โดยแต่ละข้อมี Hypothesis, Action, Metric, Cost Level, Test Duration และ Success Criteria
ธุรกิจของฉันคือ
[Business]สินค้าหรือบริการคือ
[Product]Audience คือ
[Audience]ปัญหาปัจจุบันคือ
[Problem]เป้าหมายคือ
[Goal]ข้อมูลที่มีคือ
[Data]Budget คือ
[Budget]Channels ที่ใช้คือ
[Channels]ช่วยวิเคราะห์และเสนอแผนโดย:
- แยก Fact กับ Assumption
- วิเคราะห์ Funnel
- ระบุโอกาสที่มี Impact สูง
- เสนอ 5–10 Marketing Experiments
- ระบุ KPI ของแต่ละ Experiment
- เรียงตาม Impact, Cost และความง่าย
- บอกสิ่งที่ควรทดลองก่อน
หากข้อมูลไม่พอ ห้ามสร้างตัวเลขตลาดหรือผลลัพธ์ขึ้นเอง
ถ้าไม่อยากจำทั้ง 50 Prompt ให้จำสูตรนี้
Product + Audience + Problem + Goal + Offer + Channel + Budget + Metric
ตัวอย่าง
บริการทำเว็บไซต์
ธุรกิจขนาดเล็ก
มีคนเข้าเว็บไซต์แต่ติดต่อมาน้อย
เพิ่ม Leads
ปรึกษาฟรี
SEO + Facebook
20,000 บาท
Leads และ Cost per Lead
รวมเป็น Prompt:
ฉันขายบริการทำเว็บไซต์ให้ธุรกิจขนาดเล็ก ปัจจุบันมี Traffic แต่ Leads ต่ำ เป้าหมายคือเพิ่ม Leads โดยใช้ SEO และ Facebook งบ 20,000 บาทต่อเดือน Offer คือปรึกษาเบื้องต้นฟรี ช่วยเสนอ Marketing Experiments 10 แบบ พร้อม Hypothesis, KPI, Cost และ Priority
ชัดกว่า
ช่วยเพิ่มยอดขายหน่อย
มาก
ก่อนรีบทำ Campaign ใหม่ ควรถามว่า Funnel มีปัญหาตรงไหน
ตัวอย่าง
ต้องแก้ Acquisition
อาจเป็น Message, Offer หรือ UX
อาจเป็น Qualification, Price หรือ Sales Process
อาจเป็น Retention
Prompt:
วิเคราะห์ก่อนว่าปัญหาอยู่ Stage ไหนของ Funnel แล้วจึงเสนอ Marketing Tactics ที่ตรงกับ Stage นั้น
ช่วยลดการแก้ปัญหาผิดจุด
AARRR ประกอบด้วย
คนเจอเราจากไหน
เริ่มเห็นคุณค่าหรือยัง
กลับมาใช้อีกหรือไม่
แนะนำต่อหรือไม่
สร้างรายได้อย่างไร
Prompt:
วิเคราะห์ธุรกิจ
[ธุรกิจ]ด้วย AARRR Framework และเสนอ Metric กับ Experiment อย่างน้อย 3 แบบในแต่ละ Stage
STP คือ
แบ่งตลาด
เลือกกลุ่ม
กำหนดตำแหน่ง
Prompt:
ใช้ STP วิเคราะห์
[สินค้า]โดยเริ่มจาก Segment ที่เป็นไปได้ เลือก Target ที่น่าทดสอบ และสร้าง Positioning สำหรับแต่ละ Target
4P ประกอบด้วย
Prompt:
วิเคราะห์ Marketing Mix 4P สำหรับ
[สินค้า]จากข้อมูล[ข้อมูล]และระบุจุดที่แต่ละ P อาจไม่สอดคล้องกัน
ตัวอย่าง เช่น
สินค้า Premium แต่ใช้ Message เน้นถูกที่สุด อาจขัดกับ Positioning
ถ้าเป็น Service สามารถใช้
Prompt:
วิเคราะห์ธุรกิจบริการ
[ธุรกิจ]ด้วย 7P และเสนอ 3 Priority ที่ควรแก้ก่อน
AIDA คือ
ดึงความสนใจ
สร้างความสนใจ
ทำให้เห็น Value
กระตุ้นให้ทำขั้นต่อไป
Prompt:
เขียน Marketing Copy ตาม AIDA สำหรับ
[สินค้า]แต่ให้ทุก Claim อิงข้อมูลจริงและห้ามใช้ Fake Urgency
PAS คือ
ปัญหา
ผลกระทบ
ทางแก้
ควรระวังไม่ขยายความกลัวเกินจริง
Prompt:
เขียนตาม PAS แต่ให้ Agitate ใช้เฉพาะผลกระทบที่สมเหตุสมผลและไม่สร้าง Fear ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
แทนที่จะถาม
ทำ Campaign อะไรดี?
ใช้
จากข้อมูล
[Data]สร้าง 10 Hypotheses ว่าทำไม Conversion ต่ำ แล้วออกแบบ Experiment สำหรับแต่ละ Hypothesis
จะได้แผนที่มีเหตุผลมากกว่า
รูปแบบง่าย ๆ คือ
ถ้าเราทำ
[Change]กับ[Audience/Stage]เราคาดว่า[Metric]จะดีขึ้น เพราะ[Reason]
ตัวอย่าง
ถ้าเพิ่ม Case Study ใกล้ CTA เราคาดว่า Lead Conversion อาจดีขึ้น เพราะช่วยลดความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือ
จากนั้นต้องทดสอบจริง
Prompt:
สร้าง Experiment Backlog 20 รายการสำหรับ
[Goal]แล้วให้คะแนน Impact, Confidence และ Ease พร้อมอธิบายเหตุผล แต่ให้ระบุชัดว่าคะแนนเป็นการประเมิน ไม่ใช่ข้อมูลจริง
ICE ย่อมาจาก
ใช้เรียง Priority ของ Experiment
Prompt:
ให้คะแนน Experiment แต่ละข้อด้วย ICE 1–10 และอธิบายเหตุผล จากนั้นเลือก Top 5 สำหรับทดสอบก่อน
ควรใช้เป็นแนวทาง ไม่ใช่หลักฐานว่า Experiment ไหนจะชนะ
ไม่มี AI ใดรู้ล่วงหน้าอย่างแน่นอนว่า Campaign ไหนจะดีที่สุด
คำถามที่เหมาะกว่าคือ
Campaign ไหนควรทดสอบก่อนตามข้อมูลที่มี และต้องดู Metric อะไรเพื่อตัดสิน?
นี่เปลี่ยนจากการเดา Winner เป็นการออกแบบการเรียนรู้
Prompt:
สร้าง A/B Test สำหรับ
[Page/Email/Ad]Control:
[A]Hypothesis:
[Hypothesis]Variable ที่เปลี่ยนได้เพียงหนึ่งอย่าง
ระบุ Primary Metric และ Guardrail Metrics
การเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกันทำให้ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้ผลเปลี่ยน
สร้าง Headline A และ B ที่ต่างกันเฉพาะ Main Angle โดยรักษา Offer, Audience และ CTA เหมือนกัน เพื่อให้สามารถทดสอบความแตกต่างของ Message ได้ง่ายขึ้น
นี่คือผล Test A
[ข้อมูล]และ B[ข้อมูล]ช่วยคำนวณความต่างเบื้องต้น อธิบายสิ่งที่สรุปได้และสิ่งที่ยังสรุปไม่ได้ อย่าประกาศ Winner หากข้อมูลไม่เพียงพอ
เรื่อง Statistical Significance ควรตรวจด้วยวิธีหรือเครื่องมือที่เหมาะสมเพิ่มเติม
ตัวเลขบางอย่างดูดีแต่ไม่ได้เชื่อมกับธุรกิจมาก
เช่น
อาจมีประโยชน์ แต่ไม่ควรแทน Revenue หรือ Leads โดยอัตโนมัติ
Prompt:
จาก Metrics
[รายการ]ช่วยแยกเป็น Business Metrics, Leading Indicators และ Vanity Metrics พร้อมอธิบายว่าทำไม
อาจดู Reach, Branded Search
ดู Leads, Conversion Rate, CPL
ดู Conversion, AOV, Revenue
ดู Repeat Rate, Churn
Prompt:
Goal คือ
[Goal]ช่วยเลือก KPI ไม่เกิน 5 ตัวที่สัมพันธ์กับ Goal มากที่สุด และอธิบายเหตุผล
ออกแบบ Marketing Dashboard สำหรับ
[ธุรกิจ]โดยมี Metric ไม่เกิน 10 ตัว แบ่ง Acquisition, Conversion, Revenue และ Retention พร้อมระบุความถี่ที่ควรดู
Prompt:
Marketing Spend
[จำนวน]และได้ New Customers[จำนวน]ช่วยคำนวณ Customer Acquisition Cost เบื้องต้น พร้อมอธิบายข้อมูลอื่นที่ควรมีเพื่อใช้ CAC ตัดสินใจธุรกิจอย่างถูกต้อง
Prompt:
Ad Spend
[จำนวน]และ Revenue ที่ Attribution ให้ Campaign[จำนวน]ช่วยคำนวณ ROAS และอธิบายข้อจำกัดว่า ROAS ไม่ได้เท่ากับกำไร
ประเด็นสำคัญ เพราะ Campaign ที่ ROAS สูงยังอาจ Margin ต่ำ
เมื่อ Gemini แนะนำ Campaign ควรดู
Prompt:
ประเมิน Promotion นี้โดยดู Profit Impact ไม่ใช่เพียง Revenue และระบุข้อมูลต้นทุนที่ยังขาด
Budget การตลาดทั้งหมด
[จำนวน]ปัจจุบันใช้กับ[Channels]พร้อมผลลัพธ์[Data]ช่วยเสนอ Budget Allocation 3 แบบ ได้แก่ Conservative, Balanced และ Growth พร้อม Assumption
ไม่ควรย้ายงบตามคำแนะนำ AI โดยไม่ตรวจข้อมูลจริง
ตัวอย่าง Framework
สิ่งที่พิสูจน์แล้ว
ทดลองสิ่งใกล้เคียง
ทดลองแนวใหม่
Prompt:
แบ่ง Budget
[จำนวน]ตาม 70/20/10 โดยอิง Channel และ Experiment ที่ฉันให้ พร้อมอธิบายความเสี่ยง
Content หนึ่งชิ้นสามารถแปลงเป็นหลาย Format
Prompt:
จากบทความนี้ สร้าง:
- Facebook Post 3 โพสต์
- Short Video Ideas 5 แบบ
- Email 1 ฉบับ
- FAQ 5 ข้อ
- Carousel Outline 1 ชุด
รักษาข้อเท็จจริงเดิมและอย่าเพิ่ม Claim ใหม่
Prompt:
นี่คือคำถามลูกค้า
[รายการ]ช่วยเปลี่ยนเป็น Content Ideas โดยแบ่งเป็น Blog, Social, Video และ FAQ พร้อม Funnel Stage
คำถามลูกค้าจริงมักเป็นแหล่ง Content ที่มีประโยชน์มาก
Prompt:
จาก Objections
[รายการ]ช่วยสร้าง Content ที่ตอบแต่ละ Objection โดยไม่โจมตีลูกค้า และระบุ Format ที่เหมาะ เช่น Article, Comparison, FAQ หรือ Case Study
Prompt:
สร้าง BOFU Content Ideas สำหรับคนที่กำลังพิจารณา
[สินค้า]เช่น Comparison, Pricing, Alternatives, FAQ, Case Study และ Buying Guide จำนวน 20 หัวข้อ
จากข้อมูลสัปดาห์นี้
[Data]สรุป:
- What Improved
- What Declined
- Possible Causes
- Experiments Running
- Decisions Needed
- Priorities Next Week
เปรียบเทียบ Month
[A]กับ[B]โดยดู Traffic, Leads, Conversion, Revenue, CAC และ Retention แยก Fact, Interpretation และ Recommended Actions
ถ้า AI บอกว่า
ลูกค้ากลุ่มนี้น่าจะชอบ…
ให้ถือเป็น Hypothesis
ไม่ใช่ Fact
ควรตรวจด้วย
Prompt:
สำหรับ Recommendation ทุกข้อ ให้ระบุว่าอะไรเป็น Hypothesis และควรเก็บข้อมูลอะไรเพื่อพิสูจน์
Prompt ที่ไม่ควรใช้คือ
สร้างรีวิวลูกค้า 20 รีวิวให้ดูจริง
ถ้าไม่มีลูกค้าพูดจริง
ใช้แทนว่า
จาก Reviews จริงเหล่านี้ ช่วยสรุป Theme และเลือกข้อความที่สะท้อน Benefit สำคัญ โดยรักษาความหมายต้นฉบับ
ตัวอย่าง
เหลือเพียง 2 ที่สุดท้าย!
หากไม่ได้เหลือจริง
Prompt:
ห้ามสร้าง Scarcity, Deadline หรือ Urgency หากไม่มีข้อมูลจริง
Trust มีค่ามากกว่าการเพิ่ม Click ชั่วคราว
ตัวอย่างที่ไม่ควรทำ
90% ของลูกค้าเห็นผลทันที
ถ้าไม่มี Data
Prompt:
หากไม่มี Evidence ให้ใช้ Benefit แบบอธิบายโดยไม่ใส่ตัวเลข
Prompt:
ตรวจ Copy ด้านล่างและหา Unsupported Claims, Absolute Claims, Fake Urgency และข้อความที่อาจทำให้เข้าใจผิด จากนั้น Rewrite ให้ยังโน้มน้าวได้แต่แม่นยำขึ้น
อ่าน Landing Page นี้เหมือนลูกค้าที่ไม่เชื่อโฆษณาง่าย ๆ ระบุ 10 จุดที่คุณจะตั้งคำถาม และ Evidence แบบใดที่จะช่วยเพิ่ม Trust
มีประโยชน์มากก่อนเปิด Campaign
<BUSINESS>[Business]</BUSINESS>
<PRODUCT>[Product]</PRODUCT>
<AUDIENCE>[Audience]</AUDIENCE>
<GOAL>[Goal]</GOAL>
<CURRENT_DATA>[Data]</CURRENT_DATA>
<BUDGET>[Budget]</BUDGET>
<CHANNELS>[Channels]</CHANNELS>สร้าง Marketing Plan พร้อม Strategy, Campaigns, Experiments, KPIs และ 30-Day Action Plan
Product:
[Product]Audience:
[Audience]Problems:
[Problems]Goal:
[Goal]สร้าง:
- Content Pillars
- 30 Topics
- Funnel Stage
- Content Format
- CTA
ห้ามสร้าง Topic ที่เป็นความหมายซ้ำกัน
Product:
[Product]Audience:
[Audience]Pain Point:
[Pain]Benefit:
[Benefit]Proof:
[Evidence]Offer:
[Offer]CTA:
[CTA]สร้าง Ad Copy 10 แบบโดยใช้ Angle ต่างกัน และห้ามสร้าง Claim ที่ไม่มี Evidence
<FUNNEL_DATA>
Traffic:[ ]
Leads:[ ]
Sales:[ ]
Revenue:[ ]</FUNNEL_DATA>คำนวณ Conversion แต่ละ Stage แล้วระบุ:
- จุดที่ลดลงมาก
- Hypotheses
- Data ที่ต้องตรวจ
- Experiments ที่ควรลอง
- KPI
Page/Campaign:
[ชื่อ]Problem:
[Problem]Hypothesis:
[Hypothesis]Control:
[Current Version]สร้าง Variant B ที่เปลี่ยนเพียง
[Variable]กำหนด Primary Metric และสิ่งที่ไม่ควรเปลี่ยนระหว่าง Test
Campaign:
[Campaign]Goal:
[Goal]Spend:
[Spend]Results:
[Results]Baseline:
[Baseline]วิเคราะห์:
- What Happened
- What Worked
- What Did Not
- Possible Causes
- Missing Data
- Next Test
แยก Fact กับ Assumption
ถ้าไม่ต้องการเก็บครบ 50 Prompt แนะนำเริ่มจาก
① Marketing Plan
② วิเคราะห์ Audience
③ Value Proposition
④ Content Strategy
⑤ Content Calendar
⑥ Ad Copy
⑦ Landing Page
⑧ Funnel Analysis
⑨ Marketing Experiments
⑩ Prompt อเนกประสงค์ข้อ 50
ชุดนี้ครอบคลุม Strategy, Content, Conversion และ Growth ได้ค่อนข้างกว้าง
Message จึงกว้าง
Campaign ดูดีแต่ไม่รู้วัดอะไร
AI จึงให้คำแนะนำทั่วไป
อาจผลิต Content จำนวนมากแต่ไม่แก้ปัญหาธุรกิจ
ยอด Like ไม่จำเป็นต้องเท่ากับยอดขาย
อาจกลายเป็นข้อมูลผิด
ทำลาย Trust
เพิ่มแรงกดดันแต่ลดความน่าเชื่อถือ
ถกเถียงเรื่องไอเดียแทนการทดสอบจริง
ไม่มีข้อมูลจริงก็ไม่มีทางรู้แน่นอน
ตรวจว่า Prompt มีข้อมูลต่อไปนี้หรือยัง
① Product คืออะไร
② Audience คือใคร
③ Problem คืออะไร
④ Goal คืออะไร
⑤ Offer คืออะไร
⑥ Channels คืออะไร
⑦ Budget เท่าไร
⑧ Current Data มีอะไร
⑨ KPI คืออะไร
⑩ มี Evidence หรือไม่
⑪ มี Constraint อะไร
⑫ ห้ามสร้าง Claim อะไร
⑬ ต้องการ Experiment หรือ Campaign
⑭ ต้องตรวจข้อมูลจริงส่วนไหน
⑮ มี Success Criteria หรือยัง
Google Gemini สามารถช่วยงานการตลาดได้ตั้งแต่ Strategy ไปจนถึง Execution แต่จะมีประโยชน์มากที่สุดเมื่อเราไม่ถามเพียงว่า
ทำการตลาดยังไงดี?
ควรเปลี่ยนเป็นการให้ Context ที่ชัด เช่น
Product + Audience + Problem + Goal + Data + Budget + Channel + Metric
Prompt อเนกประสงค์พร้อมใช้คือ
ธุรกิจของฉันคือ
[Business]สินค้าหรือบริการ[Product]ลูกค้าหลัก[Audience]ปัญหาปัจจุบัน[Problem]เป้าหมาย[Goal]ข้อมูลที่มี[Data]งบประมาณ[Budget]และช่องทางที่ใช้[Channels]ช่วยวิเคราะห์ Funnel ก่อน แล้วเสนอ Marketing Opportunities และ Experiments อย่างน้อย 10 แบบ โดยแต่ละข้อมี Hypothesis, Action, KPI, Cost Level และ Risk เรียงตาม Impact และความง่ายในการทดลอง แยก Fact ออกจาก Assumption และห้ามสร้างตัวเลข รีวิว Claim หรือข้อมูลตลาดที่ฉันไม่ได้ให้
หัวใจสำคัญคือ ใช้ Gemini เพื่อช่วยสร้าง Hypothesis และการทดลอง ไม่ใช่ใช้ AI เดาว่าอะไรจะขายดีที่สุดโดยไม่มีข้อมูลจริง
Marketing ที่ดีควรเป็นวงจร
Understand → Create → Test → Measure → Learn → Improve
เมื่อใช้ Gemini อยู่ในวงจรนี้ เราจะสามารถคิดไอเดียได้เร็วขึ้น สร้าง Campaign และ Content ได้เป็นระบบมากขึ้น และใช้ข้อมูลจริงค่อย ๆ ปรับสิ่งที่ทำให้ตอบโจทย์ลูกค้าและธุรกิจมากขึ้น