Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

ใช้ Move to iOS เพื่อย้ายข้อมูลจาก Android ไป iPhone แล้วเจอปัญหา เช่น Transfer ค้าง เชื่อมต่อไม่ได้ รหัสไม่ขึ้น แอปเด้ง Wi-Fi หลุด ย้ายมาเพียงบางส่วน หรือค้างอยู่ที่เวลาเดิมนานผิดปกติ อย่าเพิ่งลบข้อมูลใน Android เครื่องเก่า เพราะต้นเหตุส่วนใหญ่ควรตรวจจากการเชื่อมต่อ พื้นที่ใน iPhone การทำงานของแอป Move to iOS และขั้นตอน Setup ก่อน
Apple ระบุว่า ก่อนเริ่มควรเปิด Wi-Fi บน Android เสียบชาร์จอุปกรณ์ทั้งสอง และตรวจให้แน่ใจว่าข้อมูลทั้งหมดที่จะย้าย รวมถึงข้อมูลบน microSD หากต้องการนำมาด้วย มีขนาดไม่เกินพื้นที่ว่างของ iPhone เครื่องใหม่
บทความนี้ comsiam จะพาแก้ทีละจุด ตั้งแต่ Move to iOS ไม่เจอ iPhone, รหัส 6 หรือ 10 หลักไม่ขึ้น, Transfer ค้าง ไปจนถึงกรณีย้ายเสร็จแล้วข้อมูลมาไม่ครบ
เตรียมให้พร้อมก่อนเริ่ม
Apple แนะนำให้เปิด Wi-Fi บน Android และเสียบอุปกรณ์ทั้งสองเข้ากับแหล่งจ่ายไฟก่อนเริ่ม Transfer
นี่เป็นสาเหตุสำคัญของอาการ
ย้ายได้บางส่วนแล้วหยุด
หรือ
Transfer ไม่เสร็จ
Apple แนะนำให้ตรวจว่าข้อมูลทั้งหมดจาก Android รวมถึงข้อมูลใน external microSD ที่ต้องการย้าย สามารถใส่ลงในพื้นที่ของ iPhone เครื่องใหม่ได้
ตัวอย่างเช่น
Android มีข้อมูลที่ต้องการย้าย 180 GB
แต่ iPhone เหลือพื้นที่ใช้งาน 120 GB
กรณีนี้ไม่ควรคาดหวังว่าจะย้ายทุกอย่างลงเครื่องได้ครบ
ให้เลือกย้ายเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น เช่น
ส่วนไฟล์ขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นอาจ Backup ไป Computer หรือ Cloud ก่อน
Apple ระบุว่าหาก iPhone เต็มก่อน Transfer เสร็จ อาจพบว่ามีเพียงบางข้อมูลถูกย้ายมา และแนะนำให้ล้าง iPhone แล้วเริ่ม Transfer ใหม่หลังจัดการให้ข้อมูลไม่เกินพื้นที่ว่างของเครื่อง
Move to iOS ถูกออกแบบมาให้ใช้ระหว่างขั้นตอนตั้งค่า iPhone
เมื่อถึงหน้า
Transfer Your Apps & Data
ให้เลือก
From Android
แล้วเลือกการ Transfer ตามระบบที่แสดง
Apple ระบุว่าหากตั้งค่า iPhone เสร็จไปแล้วและต้องการใช้ Move to iOS แบบเต็มขั้นตอน จะต้องล้าง iPhone แล้วเริ่ม Setup ใหม่ หรือเลือกย้ายข้อมูลด้วยตนเองแทน
ถ้าไม่ต้องการ Erase iPhone สามารถย้ายข้อมูลบางประเภทด้วยตนเองได้
Apple มีวิธี Manual Transfer สำหรับ
เช่น รูปและวิดีโอสามารถ Copy ผ่านคอมพิวเตอร์ ส่วนเอกสารที่เก็บใน Google Drive, Dropbox หรือ OneDrive สามารถติดตั้งแอปบน iPhone แล้ว Login บัญชีเดิมได้
บน Android ให้ใช้ Move to iOS สำหรับกระบวนการย้ายข้อมูลตามขั้นตอนของ Apple
ระหว่างตั้งค่า iPhone หากยังไม่มีแอป สามารถใช้ QR Code ที่ iPhone แสดงเพื่อเปิดหน้าสำหรับติดตั้ง Move to iOS บน Android ได้
ควรใช้แอปและวิธีติดตั้งที่ Apple รองรับ ไม่ควรติดตั้งแอปชื่อคล้ายกันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
เมื่อเปิดแอปบน Android ให้ทำตามหน้าจอ เช่น
Apple ระบุว่าแอปอาจขอ Location และ Notification permissions ระหว่างการตั้งค่า
เมื่ออยู่หน้า Move from Android บน iPhone ให้แตะ Continue
iPhone จะสร้างรหัส
6 หลัก หรือ 10 หลัก
จากนั้นนำรหัสไปกรอกใน Android
ต้องใช้รหัสที่แสดงจาก iPhone เครื่องที่กำลังตั้งค่าอยู่
ระหว่าง Move to iOS Android จะเชื่อมต่อกับ Temporary Wi-Fi Network ที่ iPhone สร้างขึ้น
Apple ระบุว่า หาก Android แสดงคำเตือนว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอ่อนในขั้นนี้ สามารถละเว้นคำเตือนดังกล่าวได้ แล้วดำเนินการ Transfer ต่อ
อย่ารีบเปลี่ยนกลับไป Wi-Fi อื่นเพียงเพราะเห็นข้อความเตือนนี้
หลังกรอกรหัส iPhone จะสร้าง Temporary Wi-Fi Network สำหรับเชื่อม Android กับ iPhone
เมื่อ Android ถามให้เชื่อมต่อ ให้แตะ
Connect
จากนั้นรอจนหน้า
Transfer Data
ปรากฏ
ดังนั้นระหว่าง Transfer ไม่ควรสลับเครือข่ายเองโดยไม่จำเป็น
นี่เป็นกฎสำคัญมาก
Apple ระบุว่า Move to iOS ต้องอยู่บนหน้าจอ Android ตลอดจน Transfer เสร็จ หากเปิดแอปอื่นหรือมีการโทรเข้าบน Android ก่อนกระบวนการเสร็จ ข้อมูลอาจไม่ Transfer
ดังนั้นระหว่างย้าย
ปล่อย Move to iOS ทำงานจนจบ
Apple ระบุว่า แม้ Android จะแสดงว่ากระบวนการเสร็จแล้ว ให้ปล่อยอุปกรณ์ทั้งสองไว้จนกว่า Loading Bar บน iPhone จะเสร็จสมบูรณ์
ดังนั้นตัวตัดสินคือ
แถบบน iPhone
ไม่ใช่เพียงข้อความบน Android
ระหว่าง Transfer ควรวาง Android และ iPhone ไว้ใกล้กัน
Apple แนะนำให้ปล่อยอุปกรณ์ทั้งสองอยู่ใกล้กันและเสียบชาร์จไว้จนกระบวนการ Transfer เสร็จ
อย่านำ Android ออกไปใช้งานระหว่าง Transfer
Move to iOS อาจใช้เวลานาน โดยเฉพาะถ้ามี
Apple แนะนำให้ต่อพลังงานทั้งสองอุปกรณ์ตลอดกระบวนการ
ช่วยลดความเสี่ยงที่เครื่องใดเครื่องหนึ่งแบตหมดก่อน Transfer เสร็จ
ไม่มีเวลาตายตัว
Apple ระบุว่าระยะเวลา Transfer ขึ้นอยู่กับปริมาณ Content ที่กำลังย้าย และอาจใช้เวลาสักระยะ
วิดีโอหลายสิบ GB ย่อมใช้เวลามากกว่าการย้ายเพียง Contacts และ Messages
ดังนั้นไม่ควรยกเลิกเพียงเพราะ Estimated Time ดูนาน หากแถบยังมีความคืบหน้า
หากไม่มีความคืบหน้าจริง ให้ตรวจตามลำดับ
Apple แนะนำให้ Restart อุปกรณ์ทั้งสองแล้วลอง Transfer ใหม่เมื่อมีปัญหา
หาก Move to iOS เชื่อมต่อไม่สำเร็จหรือหลุด Apple แนะนำให้ ปิด Cellular/Mobile Data บน Android แล้วลอง Transfer ใหม่
เหตุผลคือระหว่างการย้าย Android ต้องคงการเชื่อมต่อกับ Temporary Wi-Fi Network ที่ iPhone สร้างขึ้น
จึงควรลดสิ่งที่อาจทำให้เครื่องสลับ Network เอง
Android บางเครื่องมีระบบที่พยายามสลับจาก Wi-Fi ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตไป Mobile Data อัตโนมัติ
Apple แนะนำให้ปิด Apps หรือ Settings ที่อาจกระทบ Wi-Fi เช่น Smart Network Switch และตัวช่วยจัดการ Connection ก่อนลอง Transfer ใหม่
ชื่อเมนูจะแตกต่างตามยี่ห้อ เช่น
จุดประสงค์คือไม่ให้ Android ตัด Temporary Wi-Fi ของ iPhone
Apple แนะนำว่าในกรณีมีปัญหาการ Transfer สามารถเข้า Wi-Fi Settings บน Android แล้ว Forget เครือข่ายที่บันทึกไว้ จากนั้นลอง Transfer ใหม่
วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ Android จะพยายามกลับไปเชื่อม Wi-Fi เดิมระหว่างกระบวนการ
แต่ควรแน่ใจว่าจำ Password ของ Wi-Fi ที่ต้องการใช้งานภายหลังได้
Apple ระบุว่าปัจจุบันสามารถใช้ USB-C Cable เชื่อม Android และ iPhone โดยตรงสำหรับ Transfer ที่เร็วขึ้นในอุปกรณ์ที่รองรับ
หากเสียบสายแล้ว Android แสดง Popup อาจต้องปรับ USB Settings ก่อน Move to iOS จะเริ่มทำงานได้
ควรใช้สายที่รองรับ Data Transfer ไม่ใช่สายชาร์จอย่างเดียว
ตรวจ
Apple ระบุว่าเมื่อเชื่อมต่อด้วยสาย อาจต้องปรับ USB Settings บน Android ก่อนเริ่ม Move to iOS
หากไม่แน่ใจ สามารถกลับไปใช้ Wireless ตามขั้นตอนปกติได้
Apple ระบุว่าข้อมูลที่สามารถ Transfer ได้ครอบคลุมหลายประเภท เช่น
และแอปฟรีบางตัวที่มีทั้ง Google Play และ App Store และรองรับฟีเจอร์ Transfer อาจถูกจับคู่เพื่อดาวน์โหลดบน iPhone ได้
แอป Android ไม่ได้ถูก Copy เป็น APK เข้า iPhone ตรง ๆ
Apple ระบุว่าแอปฟรีบางตัวที่มีเวอร์ชันในทั้ง Google Play และ App Store และรองรับ Transfer สามารถถูกจับคู่ได้ ส่วนแอปอื่นสามารถค้นหาและดาวน์โหลดจาก App Store หลังย้ายเสร็จ
ดังนั้นจำนวน App บน iPhone อาจไม่เท่ากับ Android แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
Apple ระบุว่า Move to iOS รองรับการ Transfer WhatsApp messages และ media ในกระบวนการที่รองรับ
หลัง Transfer ควรติดตั้ง/เปิด WhatsApp บน iPhone และทำตามขั้นตอนของแอปให้ครบ
อย่ารีบลบ WhatsApp หรือ Reset Android เครื่องเก่าจนกว่าจะตรวจ Chat และ Media บน iPhone แล้ว
ถ้ารูปมาเพียงบางส่วน ให้ตรวจ
Apple ระบุว่าหาก iPhone พื้นที่หมดก่อน Transfer เสร็จ อาจมีเพียงบาง Content ย้ายมา และแนะนำให้จัดพื้นที่ให้เพียงพอก่อนเริ่มใหม่
อย่าลบรูปใน Android จนกว่าจะตรวจ iPhone ครบ
Apple ระบุว่าก่อน Transfer ควรคำนวณข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการย้าย รวมสิ่งที่อยู่ใน external microSD card ให้พอดีกับพื้นที่ใน iPhone
ดังนั้นถ้ามีรูปหรือไฟล์จำนวนมากใน microSD ต้องนำมาคิดรวมกับ Storage ที่ต้องใช้ด้วย
Apple ระบุหลังขั้น Transfer ว่า Music, books และ PDFs ต้องย้ายด้วยตนเองในบางกรณี
Apple มีแนวทาง Manual Transfer ผ่าน Mac หรือ PC สำหรับ Music, Books และ PDFs รวมถึง Documents
ดังนั้นข้อมูลสามประเภทนี้ไม่ควรถูกใช้ตัดสินทันทีว่า Move to iOS ล้มเหลว
ถ้า Move to iOS ใช้ไม่ได้ Apple แนะนำทางเลือก เช่น
ติดตั้งแอปบน iPhone แล้ว Login บัญชีเดิม
หรือ Copy Files ผ่านคอมพิวเตอร์ตามประเภทไฟล์
วิธีนี้มีประโยชน์มากสำหรับเอกสารงานที่ไม่จำเป็นต้อง Reset iPhone เพื่อ Transfer ใหม่ทั้งเครื่อง
หาก Contacts เดิมอยู่ใน Google Account Apple ระบุว่า iPhone รองรับ Email Provider อย่าง Google, Microsoft Exchange และบริการอื่น และสามารถเพิ่มบัญชีเพื่อให้ Mail, Contacts และ Calendar กลับมาได้
ดังนั้น Contacts ขาดไม่ได้หมายความว่าต้อง Move to iOS ใหม่เสมอไป
ก่อน Reset iPhone ลองตรวจ Account เดิมก่อน
ปกติ iPhone จะแสดงรหัส 6 หรือ 10 หลักเมื่ออยู่หน้า Move from Android และแตะ Continue
หากตั้งค่า iPhone ผ่าน Move to iOS ไปแล้วแต่ Migration ไม่เสร็จ Apple มีแนวทางให้ Reset iPhone แล้วกลับเข้าสู่หน้า Transfer Your Apps & Data > From Android เพื่อสร้างรหัสใหม่และเริ่ม Migration อีกครั้ง
ก่อน Reset ต้องตรวจว่าบน iPhone ปัจจุบันไม่มีข้อมูลใหม่ที่ยังไม่ได้ Backup
การ Reset เพื่อตั้งค่าใหม่จะลบข้อมูลปัจจุบันใน iPhone
ดังนั้นหากหลัง Transfer รอบแรกได้
ต้อง Backup ข้อมูลเหล่านี้ก่อน
อย่า Reset เพียงเพราะ Move to iOS ค้าง โดยไม่ตรวจว่ามีข้อมูลใหม่บน iPhone แล้วหรือยัง
มีผลได้
Apple ระบุว่าหากมี Phone Call เข้ามาบน Android ก่อน Transfer เสร็จ Content อาจไม่ Transfer เพราะ Move to iOS ต้องอยู่บนหน้าจอตลอดกระบวนการ
ดังนั้นควรเริ่ม Transfer ในช่วงที่สามารถปล่อยโทรศัพท์ไว้โดยไม่ต้องใช้งาน
เป้าหมายคือไม่ให้ผู้ใช้เผลอออกจาก Move to iOS หรือมีสิ่งรบกวนการ Transfer
แต่ไม่จำเป็นต้องปรับระบบจำนวนมากโดยไม่มีเหตุผล
สิ่งที่ Appleเน้นคือ Move to iOS ต้องคงอยู่บนหน้าจอ และควรปิดการตั้งค่าที่อาจทำให้ Wi-Fi เปลี่ยนเครือข่ายเอง
ถ้าลองหลายครั้งแล้วยังเชื่อมต่อไม่ได้ Apple แนะนำให้ Restart ทั้ง Android และ iPhone แล้วลอง Transfer ใหม่
หลัง Restart ให้เตรียมใหม่
Apple ระบุว่าอาจพบ iPhone ดูเต็มแม้ Transfer ไม่เสร็จ หากเกิดกรณีนี้ แนะนำให้ Erase iPhone และเริ่ม Transfer ใหม่ พร้อมตรวจว่าข้อมูล Android ไม่เกินพื้นที่ว่างบน iPhone
ก่อน Erase ให้ตรวจข้อมูลใหม่ที่เกิดบน iPhone หลัง Transfer รอบแรกก่อนเสมอ
ก่อนล้าง Android เครื่องเก่า ให้ตรวจ
☑ Contacts
☑ SMS / Messages
☑ Call History
☑ Camera Photos
☑ Videos
☑ Albums
☑ WhatsApp และ Media
☑ Calendars
☑ Mail Accounts
☑ Files
☑ Apps สำคัญ
Apple เองแนะนำให้ตรวจว่า Content ทั้งหมด Transfer มาเรียบร้อยหลังขั้นตอนเสร็จ
แม้ iPhone ขึ้น Transfer Complete ก็ยังควรเก็บ Android ไว้ก่อน
ใช้ iPhone ใหม่สักระยะและตรวจ
ถ้าข้อมูลขาด Android เครื่องเก่ายังเป็นแหล่งต้นฉบับสำหรับ Copy เพิ่ม
มี
Apple มีวิธี Manual Transfer สำหรับข้อมูลหลายประเภท
เช่น
Contacts / Calendars
เพิ่ม Google หรือ Account เดิมลง iPhone
Photos / Videos
Copy ผ่าน Mac หรือ PC
Documents
ใช้ Google Drive, Dropbox, OneDrive หรือคอมพิวเตอร์
Apps
ดาวน์โหลดจาก App Store
Music / Books / PDFs
ย้ายผ่านคอมพิวเตอร์ตามขั้นตอนที่ Appleรองรับ
ดังนั้น Move to iOS ไม่สำเร็จไม่ได้หมายความว่าต้องสูญเสียข้อมูลทั้งหมด
ทำตามลำดับนี้
1. ตรวจพื้นที่ iPhone
2. ชาร์จมือถือทั้งสองเครื่อง
3. เปิด Wi-Fi บน Android
4. ปิด Mobile Data บน Android
5. ปิด Smart Network Switch หรือฟังก์ชันสลับเครือข่าย
6. Forget Wi-Fi เดิมหากมีปัญหาสลับ Network
7. Restart Android และ iPhone
8. เริ่ม iPhone ที่ Transfer Your Apps & Data > From Android
9. เปิด Move to iOS
10. กรอกรหัส 6 หรือ 10 หลัก
11. Connect Temporary Wi-Fi
12. เลือกข้อมูล
13. ห้ามออกจาก Move to iOS
14. วางสองเครื่องใกล้กันและเสียบชาร์จ
15. รอจน Loading Bar บน iPhone เสร็จ
แนวทางนี้ตรงกับคำแนะนำ Troubleshooting ของ Apple สำหรับ Move to iOS
หลีกเลี่ยงการ
Apple ระบุชัดว่าต้องรอ Loading Bar บน iPhone จนเสร็จและควรปล่อยอุปกรณ์ทั้งสองไว้โดยไม่ใช้งานระหว่าง Transfer
หาก Move to iOS ค้าง ย้ายข้อมูลไม่ได้ หรือ Transfer ไม่สำเร็จ ให้เริ่มจากตรวจพื้นที่ iPhone ก่อน เพราะข้อมูลทั้งหมดจาก Android รวมถึงข้อมูลใน microSD ที่ต้องการย้ายต้องมีขนาดไม่เกินพื้นที่ของ iPhone เครื่องใหม่
จากนั้นบน Android ให้
Apple แนะนำว่าหากยังมีปัญหาให้ Restart ทั้งสองอุปกรณ์แล้วเริ่ม Transfer ใหม่ และสามารถ Forget เครือข่าย Wi-Fi เดิมเพื่อลดปัญหา Android สลับ Network ได้
เมื่อ Transfer เริ่มแล้ว แม้ Android จะบอกว่าเสร็จ อย่าเพิ่งหยุด ต้องรอจน Loading Bar บน iPhone เสร็จสมบูรณ์ Apple ระบุให้วางอุปกรณ์ทั้งสองไว้ใกล้กันและต่อพลังงานจนกระบวนการจบ
ถ้า Move to iOS ใช้ไม่ได้จริง ๆ ยังสามารถย้าย Contacts, Photos, Videos, Documents, Music, Books และข้อมูลอื่นด้วยวิธี Manual ผ่านบัญชี Cloud หรือคอมพิวเตอร์ตามแนวทางของ Appleได้
หลักที่ comsiam แนะนำให้จำคือ “เช็กพื้นที่ → ปิดการสลับเน็ต → เปิด Move to iOS ค้างไว้ → เสียบชาร์จ → รอแถบ iPhone จบ → ตรวจข้อมูลจริง → แล้วค่อยล้าง Android เครื่องเก่า”
ขั้นตอนสุดท้ายสำคัญมาก เพราะตราบใดที่ Android เครื่องเก่ายังมีข้อมูลต้นฉบับอยู่ คุณยังสามารถกลับไปตรวจหรือย้ายข้อมูลที่ขาดเพิ่มเติมได้