Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

มือถือไม่อนุญาตให้แอปใช้ไมโครโฟน ทำให้โทรผ่าน LINE แล้วอีกฝ่ายไม่ได้ยินเสียง, อัด Voice Message ไม่ได้, TikTok หรือ Instagram ไม่มีเสียงพูด, Zoom ใช้ไมค์ไม่ได้ หรือ Browser แจ้งว่า Microphone ถูกบล็อก ปัญหาส่วนใหญ่มาจาก Microphone Permission ของแอปถูกปิด หรือ Microphone Access ทั้งระบบถูกปิด
วิธีแก้หลักคือเข้า การตั้งค่า > แอป > เลือกแอป > สิทธิ์ > ไมโครโฟน แล้วเปลี่ยนเป็นอนุญาตขณะใช้งานแอป จากนั้นตรวจสวิตช์ Microphone Access ของระบบอีกครั้ง
บทความนี้จาก comsiam จะอธิบายทั้ง Android และ iPhone รวมถึงกรณีที่เปิด Permission แล้วแต่แอปยังแจ้งว่าไม่สามารถใช้ไมโครโฟนได้
บน Android โดยทั่วไปให้เข้า
การตั้งค่า > แอป > เลือกแอปที่ต้องการ > สิทธิ์ > ไมโครโฟน
จากนั้นเลือกตัวเลือก เช่น
อนุญาตขณะใช้แอป
หรือ
Allow only while using the app
ชื่อเมนูอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามยี่ห้อและ Android Version
หาก LINE โทรแล้วอีกฝ่ายไม่ได้ยินเสียง ให้เข้า
การตั้งค่า > แอป > LINE > สิทธิ์ > ไมโครโฟน
ตั้งเป็น
อนุญาตขณะใช้แอป
จากนั้นปิด LINE จาก Recent Apps แล้วเปิดใหม่
ลองโทรหรือส่ง Voice Message อีกครั้ง
เข้า
Settings > Apps > Messenger > Permissions > Microphone
จากนั้นเลือก Allow
หากเปิดสิทธิ์แล้วแต่ยังไม่ได้ยิน ให้ตรวจ Microphone Access ของมือถืออีกชั้นหนึ่ง
เข้า App Settings ของ WhatsApp แล้วตรวจ
Microphone Permission
หากถูกตั้งเป็น
Don’t allow
ให้เปลี่ยนเป็นอนุญาตขณะใช้งาน
แล้วเปิด WhatsApp ใหม่
หาก
ให้เข้า
การตั้งค่า > แอป > TikTok > สิทธิ์ > ไมโครโฟน
แล้วอนุญาต
จากนั้นทดสอบวิดีโอสั้น ๆ
หาก Story, Reel หรือ Live ไม่มีเสียงจากไมค์ ให้ตรวจ
Settings > Apps > Instagram > Permissions > Microphone
แล้วเปิดสิทธิ์
ควรตรวจ Camera Permission ด้วยหาก Video Recording มีปัญหาทั้งภาพและเสียง
Zoom ต้องมี Microphone Permission จากระบบก่อน
เข้า
การตั้งค่า > แอป > Zoom > สิทธิ์ > ไมโครโฟน
เปิดสิทธิ์
จากนั้นเมื่อเข้า Meeting ต้องตรวจอีกครั้งว่าไม่ได้กด
Mute
และได้ Join Audio แล้ว
ถ้าใช้ Google Meet ผ่านแอป ให้ตรวจ Microphone Permission ของ Meet
แต่ถ้าใช้ผ่าน Browser ต้องตรวจทั้ง
เพราะเป็นสิทธิ์คนละระดับกัน
บน iPhone ให้เข้า
Settings > Privacy & Security > Microphone
จากนั้นจะเห็นรายชื่อแอปที่เคยขอใช้ไมโครโฟน
เปิดสวิตช์หน้าแอปที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น
อีกวิธีคือเข้า
Settings > เลื่อนหาแอป > ชื่อแอป
แล้วตรวจว่ามีตัวเลือก
Microphone
หรือไม่
หากมีและปิดอยู่ ให้เปิด
จากนั้นปิดแอปและเปิดใหม่
ถ้าแอปยังไม่เคยร้องขอ Permission อาจยังไม่ปรากฏในรายการ
ให้เปิดแอป แล้วเข้าใช้งานฟังก์ชันที่ต้องใช้ไมค์ เช่น
ระบบอาจขึ้นคำถามขอสิทธิ์
เลือก
Allow
ตามความต้องการ
ได้
ไม่จำเป็นต้องลบแอป
ให้เข้า App Permissions แล้วเปลี่ยนจาก
Don’t allow
เป็น
Allow while using the app
จากนั้นเปิดแอปใหม่
Android บางเวอร์ชันอาจหยุดแสดง Pop-up หากผู้ใช้ปฏิเสธ Permission หลายครั้ง
ให้เข้า
การตั้งค่า > แอป > ชื่อแอป > สิทธิ์
แล้วเปิด Microphone ด้วยตนเอง
ไม่ต้องรอให้แอปถามอีกครั้ง
นอกจาก Permission ของแต่ละแอป Android รุ่นใหม่บางเวอร์ชันยังมีสวิตช์ระดับระบบที่ชื่อ
Microphone access
หากปิดสวิตช์นี้ แอปอาจใช้ไมค์ไม่ได้ แม้ Permission ของแอปจะเปิดอยู่แล้ว
ลากแถบด้านบนลงมาแล้วค้นหา
Microphone access
หรือ
การเข้าถึงไมโครโฟน
หากอยู่สถานะ Off ให้เปิด
จากนั้นทดสอบแอปใหม่
เข้า Settings แล้วค้นหาคำว่า
Microphone
หรือ
Privacy
เมนูอาจอยู่ภายใต้
แตกต่างกันตาม Android
กรณีนี้แอปยังไม่สามารถรับเสียงได้
จึงต้องเปิดทั้ง
ระดับแอป
และ
ระดับระบบ
นี่เป็นสาเหตุที่ผู้ใช้จำนวนมากเปิด Permission แล้วแต่ไมค์ยังไม่ทำงาน
Camera และ Microphone เป็น Permission คนละชนิด
ถ้า Video Call
ให้ตรวจ Microphone
ถ้า
ให้ตรวจ Camera Permission
Android และ iPhone รุ่นใหม่มีสัญลักษณ์แจ้งเตือนเมื่อแอปกำลังใช้ Microphone
ขณะอัดเสียงหรือโทร ให้สังเกตว่ามี Indicator ปรากฏหรือไม่
ถ้าระบบไม่แสดงการใช้ไมค์เลย ทั้งที่แอปควรใช้งาน ให้กลับไปตรวจ Permission
มือถือหลายรุ่นมีเมนู
Settings > Privacy > Permission manager
จากนั้นเลือก
Microphone
ระบบจะแสดงแอปแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น
สามารถเลือกแอปแล้วเปลี่ยน Permission ได้จากจุดเดียว
ถ้ามีหลายแอปใช้ไมค์ไม่ได้พร้อมกัน Permission Manager ช่วยให้ตรวจได้เร็วว่าแอปใดถูก Block
ตัวอย่างเช่น
จึงแก้เฉพาะแอปที่จำเป็น
Permission ควรให้เฉพาะแอปที่จำเป็น
ตัวอย่างแอปที่อาจต้องใช้ไมค์จริง เช่น
ถ้าแอปประเภท Calculator ขอ Microphone โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ควรพิจารณาความจำเป็นก่อนอนุญาต
โดยทั่วไปเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับแอปส่วนใหญ่
เพราะแอปจะใช้ไมโครโฟนขณะที่ผู้ใช้กำลังใช้งานอยู่
ช่วยลดการเข้าถึง Background ที่ไม่จำเป็น
Android บางรุ่นมีตัวเลือก
Ask every time
หมายถึงระบบจะถาม Permission ใหม่เมื่อแอปต้องการใช้ไมค์
เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมสิทธิ์อย่างเข้มงวด
แต่หากต้องใช้แอปโทรบ่อย อาจไม่สะดวก
สำหรับ Microphone แอปจำนวนมากไม่จำเป็นต้องใช้ตลอดเวลา
ควรใช้สิทธิ์เท่าที่จำเป็นตามตัวเลือกของระบบ
หลักง่าย ๆ คือ
ต้องใช้งานเมื่อเปิดแอป → Allow while using
มักเพียงพอ
ไม่จำเป็นทุกครั้ง
ให้เริ่มจาก
ถ้ายังไม่ได้จึงค่อย Restart มือถือ
บน Android สามารถเข้า
Settings > Apps > ชื่อแอป > Force Stop
แล้วเปิดใหม่
ช่วยให้แอปเริ่ม Process ใหม่พร้อม Permission ที่เพิ่งเปลี่ยน
Restart ช่วยรีเซ็ต
หลังเปิดเครื่องให้ทดสอบแอปเดิมทันที
แม้ Permission ถูกต้อง แต่เสียงอาจถูกส่งไปที่ไมค์ของ
ปิด Bluetooth แล้วใช้ไมค์ของมือถือเพื่อทดสอบ
หากเสียบ
ให้ถอดก่อน
เพราะแอปอาจเลือก External Microphone เป็น Input
หากอุปกรณ์นั้น Mute หรือไม่มีสัญญาณ จึงเหมือนแอปใช้ไมค์ไม่ได้
ให้ตรวจต่อดังนี้
① Microphone Access ทั้งระบบ
② Bluetooth
③ ปิดและเปิด LINE ใหม่
④ Update LINE
⑤ Restart
จากนั้นลองส่ง Voice Message
ถ้า Voice Message มีเสียง แต่ Call ไม่มี อาจเป็นปัญหาเฉพาะฟังก์ชัน Call
ทดสอบ Voice Recorder ก่อน
ให้เน้นแก้ Messenger
ควรตรวจ Microphone Access หรือ Hardware เพิ่มเติม
ปิด Bluetooth และถอด Headset ก่อน
จากนั้นอัด Voice Message ใหม่
หากยังไม่ได้ ให้ Update WhatsApp และ Restart
ทดสอบ Camera มาตรฐานก่อน
ถ้า Camera Video มีเสียง แต่ TikTok ไม่มี ให้ตรวจ
ปัญหายังมีแนวโน้มอยู่ที่ TikTok
ตรวจ Microphone Permission แล้วลอง
หาก Camera ปกติแต่ Instagram ไม่ได้ ให้ Update แอป
ต้องตรวจภายใน Zoom เพิ่มเติม
โดยเฉพาะ
Permission เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่า Meeting Mic เปิดอยู่
ตรวจปุ่มรูปไมโครโฟนใน Meeting
ถ้ามีเส้นทับ แสดงว่า Mute อยู่
แตะเพื่อเปิดตามความเหมาะสม
หากระบบแจ้งว่า Browser ไม่อนุญาต ต้องตรวจ Site Permission เพิ่ม
เมื่อใช้เว็บไซต์ เช่น Web Meeting อาจมี Permission 2 ระดับ
Android/iPhone อนุญาต Browser ใช้ Microphone
Browser อนุญาตเว็บไซต์นั้นใช้ Microphone
ถ้าขาดระดับใดระดับหนึ่ง เว็บไซต์จะใช้ไมค์ไม่ได้
ตรวจ Permission ของ Chrome ใน Android ก่อน
จากนั้นเปิดเว็บไซต์ แล้วเข้า
Site settings / Permissions
ตรวจ Microphone
หากถูกตั้งเป็น Block ให้เปลี่ยนเป็น Allow สำหรับเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้
เมื่อเว็บไซต์ขอใช้ Microphone ให้ตรวจ Permission ที่ Safari หรือ Website Settings ตาม iOS Version
หากปฏิเสธไว้ก่อนหน้า อาจต้องกลับเข้า Settings เพื่อเปิดใหม่
ข้อความนี้มักหมายถึง Permission ถูกปิด
ให้ตรวจ
① Microphone Permission ของ Browser
② Site Permission
③ Microphone Access ของระบบ
④ Reload เว็บไซต์
จากนั้นเข้าห้องประชุมใหม่
หากปุ่ม Voice Typing ไม่ทำงาน ให้ตรวจ Microphone Permission ของ
ตามระบบ
ถ้า Voice Recorder ปกติ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไมโครโฟน Hardware
เข้า Permission ของ Keyboard หรือแอปที่ใช้ Voice Typing
จากนั้นอนุญาต Microphone
อาจต้องเปิด Voice Typing เพิ่มใน Keyboard Settings ด้วย
หาก Discord Voice Chat ไม่ได้ ให้เปิด Microphone Permission จากระบบ
จากนั้นตรวจภายใน Discord ว่า
ระบบอนุญาตไมค์แล้ว แต่ Discord Mute อยู่ ก็ยังไม่มีเสียง
เปิด Permission ของเกมจาก App Settings
จากนั้นเข้า Settings ภายในเกมและเปิด
บางเกมมี Permission แล้ว แต่ Voice Chat ถูกปิดเป็นค่าเริ่มต้น
ลองทำตามนี้
① ปิด Permission
② Force Stop แอป
③ เปิด Permission ใหม่
④ เปิดแอปใหม่
ถ้ายังขึ้น ให้ Restart และ Update App
อาจเป็น Permission State หรือ Cache ของแอปค้าง
บน Android สามารถลอง
Settings > Apps > ชื่อแอป > Storage > Clear cache
เหมาะเมื่อ
Clear Cache ต่างจาก Clear Data
Clear Data อาจทำให้
ขึ้นอยู่กับแอป
จึงควรใช้ Clear Cache ก่อน
ใช้เป็นขั้นตอนท้ายสำหรับแอปที่มีปัญหาเฉพาะตัวได้
แต่ก่อนถอนควรตรวจข้อมูลสำคัญ เช่น
โดยเฉพาะ Social Media App ที่อาจเก็บ Draft ไว้ในเครื่อง
ให้เข้า App Settings โดยตรง
ถ้ามีเมนู Microphone ให้เปิด
หรือเปิดฟังก์ชันที่จำเป็นต้องใช้ไมค์เพื่อให้ระบบแสดง Permission Prompt
Android และ iOS มีระบบ Privacy ที่อาจเปลี่ยนหรือรีเซ็ต Permission ในบางสถานการณ์ เช่น
หากแอปเคยใช้ได้แต่จู่ ๆ ไม่ได้ ควรตรวจ Permission ใหม่เสมอ
ฟังก์ชันนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากแอปที่ไม่ได้ใช้นาน
หากกลับมาเปิดแอปหลังหลายเดือน Permission บางอย่างอาจต้องอนุญาตใหม่
ไม่ใช่ความเสียหายของไมโครโฟน
Factory Reset จะทำให้ต้องตั้ง Permission ของแอปใหม่หลังติดตั้งหรือ Restore
ดังนั้นถ้าไมค์ใช้ไม่ได้หลัง Reset ให้ตรวจ Permission ก่อน
ไม่ควร Reset เครื่องซ้ำ
แม้ Restore แอปจากเครื่องเก่า แต่ Permission บนเครื่องใหม่อาจไม่ได้เหมือนเดิมทั้งหมด
แอปอาจต้องถามใหม่
ให้ตรวจ Microphone Permission ของแต่ละแอปที่ต้องใช้เสียง
System Update สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมด้าน Privacy หรือ Permission ได้
ถ้าหลัง Update แอปใช้ไมค์ไม่ได้ ให้ตรวจ
ก่อนแก้ Hardware
แอปที่เพิ่มฟังก์ชันใหม่อาจต้องขอ Permission ใหม่
เช่นเดิมใช้ข้อความอย่างเดียว แต่เวอร์ชันใหม่เพิ่ม Voice Call
เมื่อกดใช้ครั้งแรก ระบบจึงถาม Microphone Permission
แอประบบบางส่วนอาจมีการจัดการ Permission ต่างจากแอปทั่วไป
แต่ Third-party App โดยทั่วไปต้องได้รับอนุญาตตาม Privacy Model ของระบบ
หากสงสัยว่าแอปใดเข้าถึง Microphone ให้ตรวจ Privacy Dashboard หรือ Privacy Settings
บน Android รุ่นที่รองรับ เข้า
Settings > Privacy > Privacy Dashboard
แล้วเลือก Microphone
จะเห็นว่าแอปใดใช้ไมค์ในช่วงที่ผ่านมา
ช่วยตรวจได้ว่าแอปที่ต้องการได้รับ Access จริงหรือไม่
iPhone จะแสดง Privacy Indicator เมื่อ Microphone ถูกใช้งาน
ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลจาก Control Center ตามความสามารถของ iOS ว่าแอปล่าสุดใดเข้าถึงไมค์
หากแอปที่ไม่จำเป็นใช้ไมค์ ควรตรวจ Permission
บนระบบรุ่นใหม่ Indicator สีสามารถใช้บอกการใช้งาน
รายละเอียดแตกต่างตามระบบ
หากแอปกำลังบันทึกเสียงแล้วมี Indicator แสดง แปลว่าระบบตรวจพบการใช้งาน Sensor/Audio Input
ควรอนุญาตเฉพาะแอปที่จำเป็น
หากแอปไม่ต้องใช้ไมค์ในการทำงานหลัก สามารถตั้งเป็น
Don’t allow
และเปิดเฉพาะเมื่อจำเป็นภายหลัง
อย่าอนุญาตอัตโนมัติ
ควรตรวจว่าฟังก์ชันใดของแอปต้องใช้ไมค์
ถ้าไม่พบเหตุผลที่เหมาะสม ให้ปฏิเสธ Permission และประเมินความน่าเชื่อถือของแอป
การเปิด Permission มีหน้าที่อนุญาตให้อ่าน Microphone
ไม่ได้ทำให้ไมค์
ถ้าแอปได้รับเสียงแต่เบา ควรตรวจ Microphone Hardware และ Audio Settings แทน
ทดสอบ Voice Recorder
ปัญหาอาจเป็น Audio Processing ของแอป
ตรวจ
เพิ่มเติม
ตรวจตามลำดับนี้
① Microphone Access ระบบ
② ปิด Bluetooth
③ ถอด External Mic
④ Restart App
⑤ Voice Recorder Test
หาก Voice Recorder ปกติ แสดงว่า Microphone Hardware ยังทำงาน
กรณีนี้ไม่ใช่แค่ App Permission แล้ว
ควรตรวจ
โดยเฉพาะหาก Camera Video และ Phone Call ไม่มีเสียงด้วย
ได้
หาก Permission เปิดครบ แต่เสียงเบาหรือเงียบ อาจเกิดจากเคสหรือสิ่งสกปรกบัง Microphone
ถอดเคสแล้วทดสอบ Voice Recorder
ไม่ควรใช้เข็มแทงเข้าไปในรูไมค์
มือถือจำนวนมากใช้ไมค์มากกว่าหนึ่งตัวสำหรับ
ดังนั้นบางฟังก์ชันอาจผิดปกติแม้แอปอื่นใช้ได้
แต่หากปัญหาชัดเจนว่าเกิดทันทีเมื่อ Permission ถูกปิด ควรแก้ Permission ก่อน Hardware
หากแอปสามารถใช้ไมค์ได้ แต่คู่สายได้ยินเสียงขาด ๆ อาจเป็น Internet หรือ Network
Permission มีหน้าที่อนุญาต Access เท่านั้น
ดังนั้น LINE Call ที่เสียงสะดุดแต่ Voice Message ปกติ อาจต้องตรวจ Wi-Fi หรือ Mobile Data
VPN ไม่ได้ปิด Microphone Permission
แต่สามารถส่งผลต่อคุณภาพ Network ของ Call หรือ Live ได้
ถ้า Voice Recorder ปกติ แต่เสียงส่งไปปลายทางไม่ได้ ให้ลองปิด VPN เพื่อแยกปัญหาเครือข่าย
ถ้ามีหลายแอปใช้ Microphone ผิดปกติ และสงสัยว่าแอป Security หรือ Audio Tool รบกวน Android สามารถทดลอง Safe Mode ได้ในหลายรุ่น
แต่หากปัญหาชัดเจนว่า Permission ของแอปถูกปิด เพียงเปิดสิทธิ์ก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเข้า Safe Mode
ไม่ควร Factory Reset เพื่อเปิด Microphone Permission
ปัญหานี้ส่วนใหญ่แก้ได้จาก Settings
Factory Reset จะลบข้อมูลและทำให้ต้องตั้ง Permission ใหม่ทั้งหมด
จึงไม่คุ้มที่จะใช้เป็นขั้นตอนแรก
ถ้าเปิด Permission ครบแล้วแต่
ควรตรวจ Microphone Hardware หรือระบบเสียงเพิ่มเติม
ควรพิจารณาซ่อมหาก
แต่ถ้าเสียเฉพาะแอปเดียว ยังควรแก้ Software ก่อน
จำง่าย ๆ ว่า
Settings > Apps > App Name > Permissions > Microphone > Allow while using
จากนั้น
Privacy > Microphone Access > On
สองตำแหน่งนี้คือจุดสำคัญที่สุด
เข้า
Settings > Privacy & Security > Microphone
เปิดสวิตช์หน้าแอปที่ต้องการ
จากนั้นเปิดแอปใหม่แล้วทดสอบ
หากยังไม่ได้ ให้ตรวจ Bluetooth และ Restart
ให้ตรวจตามลำดับนี้
① เข้า App Permissions ของแอปที่มีปัญหา
② เปิด Microphone เป็น Allow while using the app
③ Android ตรวจ Microphone Access ทั้งระบบ
④ iPhone ตรวจ Settings > Privacy & Security > Microphone
⑤ ปิดและเปิดแอปใหม่
⑥ Force Stop แอปบน Android หากจำเป็น
⑦ ปิด Bluetooth
⑧ ถอดไมค์หรือหูฟังภายนอก
⑨ ทดสอบ Voice Recorder
⑩ ตรวจ Mute หรือ Audio Setting ภายในแอป
⑪ หากใช้ Browser ให้ตรวจ Site Permission เพิ่มอีกชั้น
⑫ ล้าง Cache ของแอปบน Android
⑬ อัปเดตแอปและระบบ
⑭ Restart มือถือ
⑮ ถอนและติดตั้งแอปใหม่เป็นขั้นตอนท้ายหลังสำรองข้อมูล
⑯ หากหลายแอปและ Voice Recorder ไม่มีเสียงด้วย ให้ตรวจ Hardware
ถ้าระบบขึ้นว่า Microphone permission denied หรือแอปแจ้งว่าไม่สามารถเข้าถึงไมโครโฟนได้ จุดแรกที่ควรแก้คือ Permission ของแอป ไม่ใช่การซ่อมมือถือ
บน Android ต้องระวังว่ามีทั้ง Permission ของแอป และ Microphone Access ระดับระบบ ซึ่งต้องเปิดให้ถูกต้องทั้งคู่ ส่วน iPhone สามารถจัดการได้จาก Privacy & Security > Microphone
comsiam แนะนำให้ทดสอบ Voice Recorder หลังเปิด Permission ทุกครั้ง หาก Voice Recorder มีเสียงและแอปอื่นใช้ไมค์ได้ แต่แอปเดียวไม่ได้ ให้เน้นแก้ Permission, Cache และการตั้งค่าของแอปนั้นต่อ โดยยังไม่ต้อง Factory Reset หรือเปลี่ยน Microphone