มือถือรับสายแล้วไม่มีเสียงทั้งสองฝั่ง แก้อย่างไร ให้กลับมาคุยได้ตามปกติ

มือถือรับสายแล้วไม่มีเสียงทั้งสองฝั่ง เป็นอาการที่สายเชื่อมต่อสำเร็จและเวลาสนทนาเริ่มเดิน แต่เราไม่ได้ยินเสียงผู้โทร และผู้โทรก็ไม่ได้ยินเสียงของเรา บางครั้งวางสายแล้วโทรกลับจึงใช้งานได้ หรือเกิดเฉพาะบางสาย บางพื้นที่ และบางซิม

ปัญหานี้อาจเกิดจากระบบเสียงของสายโทรศัพท์ค้าง โทรศัพท์เลือกอุปกรณ์เสียงผิด VoLTE ทำงานไม่สมบูรณ์ สัญญาณเครือข่ายขัดข้อง แอปบันทึกสายรบกวน หรือไมโครโฟนและลำโพงภายในเครื่องมีปัญหา

ควรเริ่มจากวางสายแล้วโทรใหม่ ปิด Bluetooth เปิดลำโพง และทดลองบันทึกเสียง เพื่อแยกว่าปัญหาอยู่ที่เครือข่าย ระบบเสียง หรือฮาร์ดแวร์ของโทรศัพท์

📌 อาการรับสายแล้วไม่มีเสียงทั้งสองฝั่งที่พบบ่อย

ผู้ใช้อาจพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

  • กดรับสายแล้วเงียบทั้งสองฝ่าย
  • เวลาสนทนาเดิน แต่ไม่มีเสียง
  • วางสายแล้วโทรกลับจึงได้ยิน
  • ไม่มีเสียงเฉพาะสายแรกหลังเปิดเครื่อง
  • รับสายไม่มีเสียง แต่โทรออกมีเสียงปกติ
  • โทรออกและรับสายไม่มีเสียงทั้งคู่
  • เปิดลำโพงแล้วเสียงกลับมา
  • ปิดและเปิดปุ่มลำโพงแล้วเสียงกลับมา
  • ปิด Bluetooth แล้วคุยได้
  • โทรผ่านแอปอินเทอร์เน็ตได้ แต่โทรผ่านซิมไม่มีเสียง
  • โทรผ่านซิมได้ แต่บางแอปไม่มีเสียง
  • ไม่มีเสียงเฉพาะซิม 1 หรือซิม 2
  • ไม่มีเสียงเฉพาะเมื่อใช้ 5G
  • ปัญหาเกิดหลังอัปเดตระบบ
  • เครื่องร้อนหรือสายหลุดตามมาหลังไม่มีเสียง

การทดสอบหลายสายและหลายช่องทางจะช่วยให้รู้ว่าปัญหาเกิดเฉพาะบริการโทรศัพท์หรือเกิดกับระบบเสียงของเครื่องทั้งหมด

✅ วิธีแก้แบบเร่งด่วน

ลองทำตามลำดับต่อไปนี้ก่อน

❶ วางสายแล้วโทรกลับใหม่
❷ ปิดและเปิดปุ่มลำโพงระหว่างโทร
❸ ตรวจสอบว่าไม่ได้ปิดไมโครโฟน
❹ กดเพิ่มเสียงขณะกำลังสนทนา
❺ ปิด Bluetooth ชั่วคราว
❻ ถอดหูฟังและอุปกรณ์เสียงทั้งหมด
❼ รีสตาร์ตโทรศัพท์
❽ เปิดโหมดเครื่องบินประมาณ 30 วินาทีแล้วปิด
❾ ทดลองโทรหาหลายหมายเลข
❿ ทดลองใช้แอปบันทึกเสียง
⓫ เปิด VoLTE และใช้โหมดเครือข่ายอัตโนมัติ
⓬ รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย

หากไม่มีเสียงทั้งสองฝั่งทุกสาย แต่การฟังเพลงและบันทึกเสียงยังทำงานปกติ ปัญหามีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับแอปโทรศัพท์ VoLTE หรือบริการเสียงของเครือข่าย

🔍 มือถือรับสายแล้วไม่มีเสียงทั้งสองฝั่ง เกิดจากอะไร

① ระบบเสียงของสายโทรศัพท์ค้าง

บางครั้งสายเชื่อมต่อกับเครือข่ายสำเร็จ แต่ระบบเสียงไม่เริ่มทำงาน ทำให้เวลาสนทนาเดินตามปกติแต่ไม่มีเสียงทั้งสองฝ่าย

อาการนี้มักเกิดหลังจาก

  • เปิดเครื่องต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • รับสายทันทีหลังสลับเครือข่าย
  • เชื่อมต่อและถอดหูฟังบ่อย
  • ใช้ Bluetooth กับหลายอุปกรณ์
  • เพิ่งวางสายจากแอปอื่น
  • อัปเดตระบบโทรศัพท์
  • แอปโทรศัพท์ค้าง
  • เครื่องมีหน่วยความจำเหลือน้อย

การวางสายแล้วโทรใหม่หรือรีสตาร์ตเครื่องมักช่วยได้ หากเป็นข้อผิดพลาดชั่วคราว

② โทรศัพท์เลือกปลายทางเสียงผิด

โทรศัพท์อาจส่งเสียงไปยังอุปกรณ์อื่น แม้ผู้ใช้กำลังถือเครื่องอยู่ เช่น

  • หูฟัง Bluetooth
  • สมาร์ตวอตช์
  • เครื่องเสียงรถยนต์
  • ลำโพง Bluetooth
  • คอมพิวเตอร์
  • แท็บเล็ต
  • หูฟังแบบสาย
  • อุปกรณ์ช่วยฟัง

ในขณะเดียวกัน ระบบอาจเลือกไมโครโฟนของอุปกรณ์นั้นด้วย หากอุปกรณ์อยู่ไกล แบตเตอรี่หมด หรือเชื่อมต่อไม่สมบูรณ์ ทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้ยินกัน

ควรแตะปุ่ม เสียงหรือ Audio ระหว่างโทร แล้วเลือก โทรศัพท์ หรือปิด Bluetooth เพื่อทดสอบ

③ โทรศัพท์ค้างในโหมดหูฟัง

แม้ถอดหูฟังออกแล้ว ระบบอาจยังคิดว่ามีหูฟังเชื่อมต่ออยู่ ทำให้เสียงและไมโครโฟนถูกส่งไปยังพอร์ตที่ไม่ได้ใช้งาน

สาเหตุที่เป็นไปได้ ได้แก่

  • ช่องหูฟังมีฝุ่น
  • พอร์ต USB-C หรือ Lightning มีความชื้น
  • อะแดปเตอร์เสียงผิดปกติ
  • ถอดหูฟังขณะระบบค้าง
  • พอร์ตเชื่อมต่อชำรุด
  • อุปกรณ์เสียงไม่ได้ตัดการเชื่อมต่อสมบูรณ์

ให้ตรวจสอบไอคอนหูฟัง ถอดอุปกรณ์ทั้งหมด แล้วรีสตาร์ตโทรศัพท์

④ เปิดปุ่มปิดเสียงโดยไม่ตั้งใจ

หากปุ่ม Mute ถูกเปิด ผู้โทรจะไม่ได้ยินเรา แต่โดยปกติเรายังควรได้ยินอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม หากเกิดร่วมกับการเลือกปลายทางเสียงผิด อาจดูเหมือนไม่มีเสียงทั้งสองฝั่ง

ควรตรวจสอบว่า

  • ไอคอนไมโครโฟนไม่มีเส้นขีด
  • หน้าจอดับเมื่อแนบหู
  • แก้มหรือใบหูไม่ได้แตะปุ่มปิดเสียง
  • หูฟังไม่ได้ส่งคำสั่งปิดไมโครโฟน
  • แอปโทรศัพท์ไม่ได้ค้างอยู่ในสถานะปิดเสียง

⑤ ระดับเสียงสนทนาถูกลดจนสุด

เสียงสนทนาแยกจากเสียงเพลง เสียงเรียกเข้า และเสียงแจ้งเตือน การเพิ่มเสียงตอนยังไม่ได้โทรอาจไม่เพิ่มระดับเสียงสนทนา

ต้องกดปุ่มเพิ่มเสียงในขณะที่สายกำลังเชื่อมต่ออยู่ หากระดับเสียงถูกลดจนสุด เราอาจไม่ได้ยินอีกฝ่าย แม้อีกฝ่ายอาจไม่ได้ยินเราเพราะมีปัญหาไมโครโฟนร่วมด้วย

⑥ VoLTE ทำงานผิดปกติ

VoLTE คือการโทรผ่านเครือข่าย 4G หากการเชื่อมต่อเสียงไม่สมบูรณ์ อาจเกิดอาการสายติดแต่ไม่มีเสียงทั้งสองทาง

อาการที่อาจเกี่ยวข้องกับ VoLTE ได้แก่

  • มี 4G หรือ 5G แต่ไม่มีเสียงสนทนา
  • รับสายแล้วเงียบทั้งสองฝ่าย
  • วางแล้วโทรใหม่จึงได้ยิน
  • โทรผ่านแอปได้ แต่โทรผ่านซิมไม่ได้
  • ปัญหาเกิดเฉพาะบางพื้นที่
  • โทรศัพท์จากต่างประเทศมีปัญหา
  • ปัญหาเกิดหลังอัปเดตระบบ
  • ใช้ 4G ได้ แต่ใช้ 5G แล้วไม่มีเสียง

ควรเปิด VoLTE ตั้งประเภทเครือข่ายเป็นอัตโนมัติ และทดลองใช้ 4G/LTE ชั่วคราว

⑦ โทรศัพท์สลับ 5G กับ 4G ระหว่างรับสาย

บริเวณที่ 5G ไม่ครอบคลุม โทรศัพท์อาจกำลังสลับเครือข่ายในจังหวะรับสาย ทำให้เส้นทางเสียงเริ่มทำงานไม่สมบูรณ์

อาการที่พบร่วมกันอาจเป็น

  • ไอคอน 5G หายเมื่อรับสาย
  • รับสายแล้วเงียบ
  • อินเทอร์เน็ตหยุดชั่วคราว
  • สายหลุดหลังเงียบไม่กี่วินาที
  • ใช้ 4G แล้วไม่พบปัญหา
  • เครื่องร้อนจากการค้นหาเครือข่าย

ควรทดลองปิด 5G และใช้ 4G เพื่อเปรียบเทียบความเสถียร

⑧ สัญญาณมือถืออ่อนหรือไม่เสถียร

หากโทรศัพท์รับสายได้ในช่วงที่สัญญาณกำลังลดลง สายอาจเชื่อมต่อแต่ข้อมูลเสียงส่งผ่านไม่สมบูรณ์

พื้นที่ที่มักพบปัญหา ได้แก่

  • ห้องกลางอาคาร
  • ชั้นใต้ดิน
  • ลิฟต์
  • อาคารคอนกรีตหนา
  • พื้นที่ภูเขา
  • พื้นที่ห่างจากเสาสัญญาณ
  • ระหว่างเดินทาง
  • บริเวณรอยต่อของเสาสัญญาณ

หากย้ายไปนอกอาคารแล้วคุยได้ตามปกติ ปัญหามีแนวโน้มมาจากสัญญาณในพื้นที่

⑨ เครือข่ายผู้ให้บริการขัดข้อง

ระบบโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตสามารถขัดข้องแยกกันได้ โทรศัพท์จึงอาจมีแถบสัญญาณและใช้เน็ตได้ แต่บริการเสียงไม่มีเสียง

สัญญาณที่ควรสงสัยว่าเป็นปัญหาจากเครือข่าย ได้แก่

  • ซิมมีอาการเดียวกันในหลายเครื่อง
  • ผู้ใช้เครือข่ายเดียวกันมีปัญหาพร้อมกัน
  • โทรหลายเบอร์แล้วเงียบเหมือนกัน
  • ปัญหาเกิดเฉพาะบางพื้นที่
  • ปัญหาเกิดเฉพาะบางช่วงเวลา
  • โทรผ่าน Wi-Fi หรือแอปอินเทอร์เน็ตได้
  • เปลี่ยนไปใช้อีกเครือข่ายแล้วเสียงปกติ

กรณีนี้ควรติดต่อผู้ให้บริการแทนการรีเซ็ตเครื่องทันที

⑩ แอปโทรศัพท์ทำงานผิดปกติ

แอปโทรศัพท์อาจค้าง มีแคชเสียหาย หรือขัดแย้งกับระบบเสียง ทำให้สายเชื่อมต่อแต่ไม่มีเสียง

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • ไม่มีเสียงเฉพาะสายแรก
  • ปุ่มลำโพงไม่ตอบสนอง
  • หน้าจอสายโทรศัพท์ค้าง
  • วางสายไม่ได้
  • แอปปิดเอง
  • ปัญหาเกิดหลังอัปเดตแอป
  • ใช้แอปโทรศัพท์อื่นแล้วเริ่มมีปัญหา
  • รีสตาร์ตแล้วใช้งานได้ชั่วคราว

ควรตั้งแอปโทรศัพท์ของระบบเป็นค่าเริ่มต้น และล้างเฉพาะแคชก่อนล้างข้อมูลทั้งหมด

⑪ แอปบันทึกสายรบกวนระบบเสียง

แอปบันทึกสายอาจพยายามเข้าถึงทั้งไมโครโฟนและเสียงสนทนา ทำให้ระบบเสียงของการโทรทำงานไม่สมบูรณ์

แอปที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • แอปบันทึกสาย
  • แอปบันทึกหน้าจอ
  • แอปเปลี่ยนเสียง
  • แอประบุชื่อผู้โทร
  • แอปป้องกันสแปม
  • แอปโทรศัพท์จากผู้พัฒนารายอื่น
  • แอปประชุมออนไลน์
  • แอปควบคุมเสียง

ควรปิดหรือถอนการติดตั้งชั่วคราว แล้วทดลองด้วยแอปโทรศัพท์ของระบบ

⑫ แอปอื่นกำลังใช้ไมโครโฟน

หากแอปอื่นใช้ไมโครโฟนอยู่เบื้องหลัง ระบบโทรศัพท์อาจเข้าถึงไมโครโฟนไม่ได้ตามปกติ

แอปที่อาจใช้ไมโครโฟน ได้แก่

  • แอปบันทึกเสียง
  • กล้อง
  • แอปประชุม
  • เกมที่มีแชตเสียง
  • แอปถ่ายทอดสด
  • ผู้ช่วยเสียง
  • แอปบันทึกหน้าจอ
  • แอปแปลภาษาด้วยเสียง

ให้ปิดแอปทั้งหมดจากหน้าจอแอปล่าสุด แล้วรีสตาร์ตเครื่อง

⑬ สิทธิ์ไมโครโฟนถูกปิด

หากแอปโทรศัพท์หรือแอปสนทนาไม่ได้รับสิทธิ์ใช้ไมโครโฟน อีกฝ่ายจะไม่ได้ยินเสียงเรา

บน Android บางรุ่นยังมีสวิตช์ปิดไมโครโฟนทั้งระบบ หากปิดไว้ แอปทั้งหมดจะไม่สามารถบันทึกเสียงได้

ควรตรวจสอบ

  • สิทธิ์ไมโครโฟนของแอปโทรศัพท์
  • การเข้าถึงไมโครโฟนทั้งระบบ
  • สิทธิ์ของแอปโทรผ่านอินเทอร์เน็ต
  • การควบคุมจากโปรไฟล์องค์กร
  • การควบคุมโดยผู้ปกครอง

⑭ ลำโพงสนทนาและไมโครโฟนมีปัญหาพร้อมกัน

หากโทรศัพท์ตก โดนน้ำ หรือผ่านการซ่อม ชุดลำโพงสนทนาและไมโครโฟนอาจเสียหายพร้อมกัน ทำให้ไม่มีเสียงทั้งสองทาง

สัญญาณที่ควรสงสัยฮาร์ดแวร์ ได้แก่

  • เปิดลำโพงแล้วเสียงกลับมาเพียงบางส่วน
  • ใช้หูฟังแล้วคุยได้
  • บันทึกเสียงไม่ได้
  • ลำโพงสนทนาไม่มีเสียง
  • ปัญหาเกิดหลังตกหรือโดนน้ำ
  • เครื่องเคยเปลี่ยนหน้าจอหรือพอร์ตชาร์จ
  • เสียงจากแอปอื่นผิดปกติด้วย

การใช้หูฟังภายนอกทดสอบจะช่วยแยกได้ว่าชิ้นส่วนภายในเครื่องมีปัญหาหรือไม่

⑮ โทรศัพท์มีความชื้นหรือน้ำเข้า

น้ำอาจทำให้ลำโพงเสียงเบาและไมโครโฟนรับเสียงไม่ได้พร้อมกัน

หากโทรศัพท์เพิ่งโดนน้ำ ควร

  • ถอดสายชาร์จและอุปกรณ์ทั้งหมด
  • เช็ดภายนอกด้วยผ้าแห้ง
  • ไม่ใช้ลมร้อนเป่า
  • ไม่ชาร์จหากพอร์ตยังชื้น
  • ไม่ใช้ของแหลมแทงช่องลำโพงหรือไมโครโฟน
  • ปิดเครื่องหากมีอาการร้อนหรือผิดปกติ
  • วางในที่อากาศถ่ายเท
  • นำเข้าศูนย์บริการหากเสียงไม่กลับมา

⑯ ซิมหรือบริการเสียงมีปัญหา

หากซิมเดียวกันไม่มีเสียงทั้งสองฝั่งในโทรศัพท์หลายเครื่อง ปัญหาอาจเกิดจากซิม โปรไฟล์ VoLTE หรือบริการเสียงของหมายเลข

ควรตรวจสอบว่า

  • ซิมเก่าหรือชำรุดหรือไม่
  • เพิ่งเปลี่ยนซิมหรือไม่
  • อยู่ระหว่างย้ายค่ายหรือไม่
  • VoLTE เปิดในระบบผู้ให้บริการหรือไม่
  • หมายเลขถูกระงับบริการบางส่วนหรือไม่
  • ปัญหาเกิดเฉพาะซิมนี้หรือไม่

การเปลี่ยนซิมใหม่โดยใช้หมายเลขเดิมอาจช่วยได้ หากผู้ให้บริการยืนยันว่าซิมเสื่อม

⑰ ระบบผิดปกติหลังอัปเดต

หลังอัปเดต Android หรือ iOS อาจเกิดปัญหากับ

  • แอปโทรศัพท์
  • ระบบเสียง
  • Bluetooth
  • VoLTE
  • โปรไฟล์ผู้ให้บริการ
  • สิทธิ์ไมโครโฟน
  • ประเภทเครือข่าย
  • บริการโมเด็ม

ควรรีสตาร์ต ตรวจสอบการอัปเดตรอบใหม่ และรีเซ็ตเฉพาะการตั้งค่าเครือข่ายก่อนรีเซ็ตข้อมูลทั้งหมด

🛠️ วิธีแก้รับสายแล้วไม่มีเสียงทั้งสองฝั่งทีละขั้นตอน

❶ วางสายแล้วโทรกลับใหม่

ปัญหาอาจเกิดเฉพาะการเชื่อมต่อของสายนั้น

ให้ทำดังนี้

① วางสาย
② รอประมาณ 10–20 วินาที
③ โทรกลับไปยังหมายเลขเดิม
④ ให้ปลายทางโทรกลับมาอีกครั้ง
⑤ ทดลองโทรหมายเลขอื่น

หากโทรใหม่แล้วมีเสียงตามปกติ อาจเป็นข้อผิดพลาดชั่วคราวของระบบเสียงหรือเครือข่าย

❷ ปิดและเปิดปุ่มลำโพง

ระหว่างโทร ให้แตะเปิดลำโพง แล้วปิดกลับมาเป็นลำโพงสนทนา

ผลการทดสอบ:

① เปิดลำโพงแล้วมีเสียงทั้งสองฝั่ง — เส้นทางเสียงเดิมอาจค้าง
② เปิดลำโพงแล้วเราได้ยิน แต่อีกฝ่ายไม่ได้ยิน — ตรวจสอบไมโครโฟน
③ เปิดลำโพงแล้วอีกฝ่ายได้ยิน แต่เราไม่ได้ยิน — ตรวจสอบลำโพง
④ ไม่มีเสียงทุกโหมด — ตรวจสอบระบบ แอป หรือเครือข่าย

❸ ตรวจสอบปุ่มปิดเสียง

ดูไอคอนไมโครโฟนบนหน้าจอสายโทรศัพท์

  • หากมีเส้นขีด ให้แตะเปิดเสียง
  • ตรวจสอบว่าหน้าจอดับเมื่อแนบหู
  • ล็อกและปลดล็อกหน้าจอหนึ่งครั้ง
  • ตรวจสอบว่าหูฟังไม่ได้เปิด Mute
  • วางสายแล้วเปิดแอปโทรศัพท์ใหม่

❹ เพิ่มเสียงระหว่างกำลังสนทนา

ต้องเพิ่มเสียงหลังสายเชื่อมต่อแล้ว

① รับสายหรือโทรออก
② รอให้เวลาสนทนาเริ่มเดิน
③ กดปุ่มเพิ่มเสียงหลายครั้ง
④ ตรวจสอบแถบเสียงสนทนา
⑤ ทดสอบทั้งลำโพงด้านบนและลำโพงหลัก

❺ ปิด Bluetooth

ขั้นตอน:

① ปิด Bluetooth จากเมนูด่วน
② ตรวจสอบว่าไม่มีอุปกรณ์เสียงเชื่อมต่อ
③ วางสายแล้วโทรใหม่
④ แตะเลือกแหล่งเสียงเป็นโทรศัพท์
⑤ ทดสอบสนทนาอีกครั้ง

หากเสียงกลับมาหลังปิด Bluetooth ให้ลบการจับคู่อุปกรณ์ที่มีปัญหาแล้วเชื่อมต่อใหม่

❻ ถอดหูฟังและอุปกรณ์ทั้งหมด

ถอดอุปกรณ์ต่อไปนี้ออกชั่วคราว

  • หูฟังแบบสาย
  • หูฟัง Bluetooth
  • อะแดปเตอร์ USB-C
  • อะแดปเตอร์ Lightning
  • ไมโครโฟนภายนอก
  • สายเครื่องเสียงรถยนต์
  • อุปกรณ์บันทึกเสียง

จากนั้นรีสตาร์ตและโทรโดยใช้ลำโพงกับไมโครโฟนของเครื่องโดยตรง

❼ รีสตาร์ตโทรศัพท์

การรีสตาร์ตจะเริ่มระบบเสียง แอปโทรศัพท์ Bluetooth โมเด็ม และบริการเครือข่ายใหม่ทั้งหมด

หลังเปิดเครื่องควรรอประมาณ 2–3 นาที แล้วทดสอบโดยยังไม่เปิด Bluetooth หรือแอปบันทึกสาย

❽ เปิดและปิดโหมดเครื่องบิน

ขั้นตอน:

① เปิดโหมดเครื่องบิน
② รอประมาณ 30 วินาที
③ ปิดโหมดเครื่องบิน
④ รอชื่อเครือข่ายกลับมา
⑤ โทรทดสอบใหม่

วิธีนี้ช่วยรีเฟรชบริการเสียงและการลงทะเบียนเครือข่าย

❾ ทดลองโทรหลายหมายเลข

ควรทดลองอย่างน้อย 3 แบบ

① หมายเลขเครือข่ายเดียวกัน
② หมายเลขต่างเครือข่าย
③ หมายเลขที่เคยคุยได้ปกติ

ผลที่ได้ช่วยวิเคราะห์ดังนี้

  • ไม่มีเสียงทุกหมายเลข: ตรวจสอบเครื่อง ซิม หรือเครือข่าย
  • ไม่มีเสียงเฉพาะคนเดียว: ปัญหาอาจอยู่ที่ปลายทาง
  • ไม่มีเสียงเฉพาะต่างเครือข่าย: อาจเป็นปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย
  • โทรผ่านแอปได้: ตรวจสอบ VoLTE และบริการโทรศัพท์
  • โทรผ่านซิมได้แต่แอปไม่ได้: ตรวจสอบสิทธิ์ของแอปนั้น

❿ ทดสอบแอปบันทึกเสียง

เปิดแอปบันทึกเสียงของระบบ

① บันทึกเสียงประมาณ 10–20 วินาที
② พูดด้วยระดับเสียงปกติ
③ เล่นเสียงกลับ
④ ตรวจสอบว่าเสียงชัดหรือไม่
⑤ ทดลองโดยถอดเคสและปิด Bluetooth

ผลที่ได้:

  • บันทึกเสียงชัด: ไมโครโฟนยังทำงาน
  • ไม่มีเสียง: ตรวจสอบสิทธิ์หรือฮาร์ดแวร์
  • เสียงเบามาก: รูไมโครโฟนอาจตัน
  • เสียงขาดหาย: ไมโครโฟนหรือระบบอาจผิดปกติ

⓫ ทดสอบลำโพงจากแอปอื่น

ลองเปิด

  • เพลง
  • วิดีโอ
  • เสียงเรียกเข้า
  • ข้อความเสียง
  • การโทรผ่านแอปอินเทอร์เน็ต
  • เสียงจากแอปบันทึกเสียง

ผลการทดสอบ:

① เสียงสื่อปกติ แต่สายโทรศัพท์ไม่มีเสียง — ตรวจสอบแอปโทรศัพท์และเครือข่าย
② ลำโพงทุกตัวไม่มีเสียง — ตรวจสอบระบบเสียงหรือฮาร์ดแวร์
③ ใช้หูฟังแล้วได้ยิน — ลำโพงภายในอาจมีปัญหา
④ บันทึกเสียงไม่ได้ด้วย — ไมโครโฟนอาจมีปัญหา

⓬ ตรวจสอบสิทธิ์ไมโครโฟน

บน Android โดยทั่วไป:

การตั้งค่า > แอป > โทรศัพท์ > สิทธิ์ > ไมโครโฟน > อนุญาต

ตรวจสอบสวิตช์ การเข้าถึงไมโครโฟน ในเมนูความเป็นส่วนตัวด้วย

บน iPhone:

การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > ไมโครโฟน

เปิดสิทธิ์ให้แอปสนทนาที่ใช้งาน

⓭ ปิดแอปที่รบกวนระบบเสียง

ปิดหรือถอนการติดตั้งชั่วคราว

  • แอปบันทึกสาย
  • แอปบันทึกหน้าจอ
  • แอปเปลี่ยนเสียง
  • แอประบุชื่อผู้โทร
  • แอปป้องกันสแปม
  • แอปโทรศัพท์จากผู้พัฒนารายอื่น
  • แอปประชุม
  • เกมที่มีแชตเสียง

จากนั้นตั้งแอปโทรศัพท์ของระบบเป็นค่าเริ่มต้น

⓮ ล้างแคชแอปโทรศัพท์

บน Android โดยทั่วไป:

การตั้งค่า > แอป > โทรศัพท์ > ที่เก็บข้อมูล > ล้างแคช

จากนั้นรีสตาร์ตโทรศัพท์

📌 ควรเริ่มจากล้างแคช ไม่ควรล้างข้อมูลทันที หากยังไม่ได้สำรองประวัติหรือการตั้งค่าที่จำเป็น

⓯ เปิด VoLTE

บน Android ชื่อเมนูอาจเป็น

  • VoLTE
  • การโทรผ่าน 4G
  • 4G Calling
  • HD Voice
  • Enhanced 4G LTE Mode

ตำแหน่งโดยทั่วไป:

การตั้งค่า > เครือข่ายมือถือ > เลือกซิม > เปิด VoLTE

บน iPhone โดยทั่วไป:

การตั้งค่า > เซลลูลาร์ > ตัวเลือกข้อมูลเซลลูลาร์ > เสียงและข้อมูล

หากเปิดอยู่แล้ว ให้ลองปิดและเปิดใหม่ จากนั้นรีสตาร์ตเครื่อง

⓰ ทดลองใช้ 4G แทน 5G

หากปัญหาเกิดเมื่อเครื่องขึ้น 5G ให้เลือก 4G/LTE ชั่วคราว

ตัวเลือกที่เหมาะสม เช่น

  • LTE
  • 4G
  • 4G/3G/2G อัตโนมัติ
  • LTE/3G/2G Auto

หาก 4G มีเสียงปกติ ปัญหาอาจเกี่ยวข้องกับ 5G หรือการสลับเครือข่ายในพื้นที่

⓱ เปิดการเลือกเครือข่ายอัตโนมัติ

บน Android โดยทั่วไป:

การตั้งค่า > เครือข่ายมือถือ > ผู้ให้บริการเครือข่าย > เลือกอัตโนมัติ

บน iPhone:

การตั้งค่า > เซลลูลาร์ > การเลือกเครือข่าย > เปิดอัตโนมัติ

หลังเปิดให้รอประมาณ 1–3 นาที ก่อนทดสอบสายใหม่

⓲ ทดลองซิมกับโทรศัพท์อีกเครื่อง

ผลการทดสอบช่วยแยกสาเหตุได้ชัดเจน

① ซิมไม่มีเสียงในทุกเครื่อง — ตรวจสอบซิมหรือเครือข่าย
② ซิมคุยได้ในเครื่องอื่น — เครื่องเดิมอาจมีปัญหา
③ ซิมอื่นใช้เครื่องเดิมได้ — ซิมหรือบริการเดิมอาจผิดปกติ
④ ทุกซิมไม่มีเสียงเฉพาะเครื่องเดิม — ตรวจสอบระบบเสียงหรือฮาร์ดแวร์

ควรทดสอบในพื้นที่เดียวกันและโทรหาหมายเลขเดียวกันเพื่อเปรียบเทียบ

⓳ อัปเดตระบบโทรศัพท์

เชื่อมต่อ Wi-Fi แล้วตรวจสอบ

  • การอัปเดต Android หรือ iOS
  • การอัปเดตแอปโทรศัพท์
  • การอัปเดตบริการเครือข่าย
  • การอัปเดตการตั้งค่าผู้ให้บริการ
  • การอัปเดตระบบเสียง

หลังอัปเดตให้รีสตาร์ตเครื่อง แล้วทดสอบโทรอีกครั้ง

⓴ รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย

การรีเซ็ตช่วยล้างค่า VoLTE, Bluetooth และการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ โดยทั่วไปไม่ลบรูปภาพ แอป วิดีโอ และไฟล์ส่วนตัว

แต่อาจลบ

  • เครือข่าย Wi-Fi ที่บันทึกไว้
  • รหัสผ่าน Wi-Fi
  • อุปกรณ์ Bluetooth
  • VPN
  • การตั้งค่าเครือข่ายมือถือ
  • APN บางรายการ

บน Android โดยทั่วไป:

การตั้งค่า > ระบบหรือการจัดการทั่วไป > รีเซ็ต > รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย

บน iPhone:

การตั้งค่า > ทั่วไป > ถ่ายโอนหรือรีเซ็ต iPhone > รีเซ็ต > รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย

หลังรีเซ็ตให้ทดลองโทรก่อนเชื่อมต่ออุปกรณ์ Bluetooth กลับ

📱 รับสายไม่มีเสียง แต่โทรออกมีเสียง

หากโทรออกใช้งานได้ปกติ แต่รับสายแล้วไม่มีเสียง ให้ตรวจสอบดังนี้

❶ วางสายแล้วให้ผู้โทรโทรใหม่
❷ เปิดและปิดลำโพง
❸ ตรวจสอบ Bluetooth
❹ ตรวจสอบปุ่มปิดเสียง
❺ ทดลองรับสายจากหลายหมายเลข
❻ เปิด VoLTE
❼ ทดลองใช้ 4G แทน 5G
❽ อัปเดตแอปโทรศัพท์
❾ รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย

หากเกิดเฉพาะสายแรกหลังเปิดเครื่อง อาจเป็นข้อผิดพลาดของแอปโทรศัพท์หรือบริการเสียงที่เริ่มทำงานไม่สมบูรณ์

📲 ไม่มีเสียงเฉพาะซิม 2

ให้ตรวจสอบตามลำดับนี้

① เปิด VoLTE ของซิม 2 หรือไม่
② ตั้งประเภทเครือข่ายเป็นอัตโนมัติหรือไม่
③ ซิม 2 มีสัญญาณเสถียรหรือไม่
④ ปิดซิม 1 ชั่วคราวเพื่อทดสอบ
⑤ สลับช่อง SIM 1 และ SIM 2
⑥ ทดลองซิม 2 ในโทรศัพท์อีกเครื่อง
⑦ ตรวจสอบบริการเสียงกับผู้ให้บริการ
⑧ รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย

หากอาการย้ายตามซิม ปัญหาอาจอยู่ที่ซิมหรือบริการเสียง แต่หากอาการอยู่ที่ช่องเดิม อาจเกี่ยวข้องกับเครื่อง

🎧 ใช้หูฟังแล้วคุยได้ แต่ใช้เครื่องไม่มีเสียง

อาการนี้ชี้ว่าระบบโทรศัพท์และเครือข่ายยังทำงาน แต่ลำโพงหรือไมโครโฟนภายในเครื่องอาจมีปัญหา

ให้ตรวจสอบ

❶ ถอดเคสและฟิล์ม
❷ ทำความสะอาดช่องลำโพงและบริเวณรูไมโครโฟนอย่างปลอดภัย
❸ ทดสอบแอปบันทึกเสียง
❹ ทดสอบลำโพงจากวิดีโอ
❺ เปิดลำโพงระหว่างโทร
❻ ตรวจสอบว่าเครื่องเคยตกหรือโดนน้ำหรือไม่
❼ ตรวจสอบว่าเคยเปลี่ยนหน้าจอหรือพอร์ตชาร์จหรือไม่
❽ นำเครื่องเข้าศูนย์บริการหากไม่หาย

🔄 ไม่มีเสียงหลังอัปเดตระบบ

ให้ลองทำตามลำดับนี้

❶ รีสตาร์ตโทรศัพท์
❷ ปิด Bluetooth
❸ ตรวจสอบสิทธิ์ไมโครโฟน
❹ ตั้งแอปโทรศัพท์ของระบบเป็นค่าเริ่มต้น
❺ ปิดแอปบันทึกสาย
❻ เปิด VoLTE
❼ ทดลองใช้ 4G
❽ ตรวจสอบการอัปเดตรอบใหม่
❾ รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย

หากทุกซิมไม่มีเสียงเฉพาะเครื่องเดิมหลังอัปเดต ควรให้ศูนย์บริการตรวจสอบระบบเสียงและซอฟต์แวร์

💧 โทรศัพท์โดนน้ำแล้วไม่มีเสียงทั้งสองฝั่ง

ควรทำดังนี้

① ถอดสายชาร์จและอุปกรณ์ทั้งหมด
② เช็ดภายนอกด้วยผ้าแห้ง
③ ไม่ใช้ไดร์หรือความร้อน
④ ไม่แทงช่องลำโพงและรูไมโครโฟน
⑤ ไม่ชาร์จหากพอร์ตยังมีความชื้น
⑥ ปิดเครื่องหากมีอาการร้อนหรือผิดปกติ
⑦ วางเครื่องในที่อากาศถ่ายเท
⑧ นำเข้าศูนย์บริการหากเสียงไม่กลับมา

น้ำอาจทำให้ทั้งลำโพงและไมโครโฟนทำงานผิดปกติพร้อมกัน แม้โทรศัพท์ยังเปิดใช้งานได้

⚙️ เปลี่ยน APN ช่วยแก้ไม่มีเสียงหรือไม่

โดยทั่วไป APN ไม่ใช่สาเหตุหลักของอาการไม่มีเสียงระหว่างสายโทรศัพท์ เพราะ APN ใช้สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมือถือ

ควรตรวจสอบ APN เมื่อ

  • มีแถบสัญญาณ
  • โทรเข้าและโทรออกได้
  • มีไอคอน 4G หรือ 5G
  • เปิดข้อมูลมือถือแล้วไม่มีอินเทอร์เน็ต

หากสายเชื่อมต่อแต่ไม่มีเสียง ควรตรวจสอบ Bluetooth ปลายทางเสียง แอปโทรศัพท์ VoLTE สัญญาณ และฮาร์ดแวร์ก่อน

⚠️ ควรรีเซ็ตเครื่องกลับค่าโรงงานหรือไม่

ยังไม่ควรรีเซ็ตเครื่องเป็นวิธีแรก เพราะอาจลบข้อมูลทั้งหมด แต่ไม่ช่วยหากลำโพง ไมโครโฟน หรืออุปกรณ์ Bluetooth มีปัญหา

ก่อนรีเซ็ตควรทำให้ครบดังนี้

❶ ปิด Bluetooth
❷ เปิดและปิดลำโพง
❸ ทดสอบแอปบันทึกเสียง
❹ ทดสอบเสียงจากวิดีโอ
❺ ปิดแอปบันทึกสาย
❻ ทดลองหลายหมายเลข
❼ ทดลองซิมกับเครื่องอื่น
❽ รีเซ็ตเฉพาะการตั้งค่าเครือข่าย

หากบันทึกเสียงไม่ได้และลำโพงไม่มีเสียงจากแอปอื่นด้วย ควรนำเครื่องเข้าตรวจสอบมากกว่าการรีเซ็ตข้อมูลทั้งหมด

☎️ เมื่อใดควรติดต่อผู้ให้บริการ

ควรติดต่อผู้ให้บริการเมื่อ

  • ซิมไม่มีเสียงทั้งสองฝั่งในโทรศัพท์หลายเครื่อง
  • โทรหลายหมายเลขแล้วมีอาการเหมือนกัน
  • ผู้ใช้เครือข่ายเดียวกันมีปัญหาพร้อมกัน
  • VoLTE เปิดไม่ได้
  • ปัญหาเกิดเฉพาะบางพื้นที่
  • เพิ่งเปลี่ยนซิมหรือ eSIM
  • ปัญหาเกิดหลังย้ายค่าย
  • โทรผ่านแอปได้ แต่โทรผ่านซิมไม่ได้
  • ใช้ 4G และ 5G แล้วไม่มีเสียงเหมือนกัน
  • ต้องการเปลี่ยนซิมใหม่

ผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบบริการเสียง VoLTE สถานะซิม และเหตุขัดข้องของเครือข่ายได้โดยตรง

🧰 เมื่อใดควรนำมือถือเข้าศูนย์บริการ

ควรนำเครื่องไปตรวจสอบเมื่อ

  • ทุกซิมไม่มีเสียงเฉพาะเครื่องเดิม
  • ใช้หูฟังได้ แต่ลำโพงและไมโครโฟนเครื่องไม่ได้
  • แอปบันทึกเสียงไม่ทำงาน
  • เสียงจากวิดีโอและเพลงผิดปกติ
  • ปัญหาเริ่มหลังเครื่องตกหรือโดนน้ำ
  • เครื่องเคยเปลี่ยนหน้าจอหรือพอร์ตชาร์จ
  • ช่องลำโพงหรือรูไมโครโฟนเสียหาย
  • เครื่องร้อนหรือรีสตาร์ตระหว่างโทร
  • อัปเดตและรีเซ็ตเครือข่ายแล้วไม่หาย
  • ปัญหาเกิดทุกสายและทุกแอป

ไม่ควรแกะเครื่องหรือใช้ของมีคมแทงช่องลำโพงและไมโครโฟน เพราะอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายมากขึ้น

❓ คำถามที่พบบ่อย

ทำไมรับสายแล้วเงียบทั้งสองฝั่ง แต่เวลาสนทนาเดิน

สายเชื่อมต่อกับเครือข่ายแล้ว แต่เส้นทางเสียงอาจไม่เริ่มทำงานจากระบบค้าง VoLTE ผิดปกติ หรือโทรศัพท์เลือกอุปกรณ์เสียงผิด

ทำไมวางสายแล้วโทรใหม่จึงมีเสียง

การโทรใหม่จะสร้างการเชื่อมต่อเสียงใหม่ทั้งหมด จึงอาจแก้ข้อผิดพลาดชั่วคราวของเครือข่ายหรือแอปโทรศัพท์ได้

ทำไมเปิดลำโพงแล้วเสียงกลับมา

การเปิดลำโพงทำให้โทรศัพท์เปลี่ยนเส้นทางเสียงและอาจเลือกไมโครโฟนอีกตัว จึงช่วยรีเซ็ตระบบเสียงของสายนั้นชั่วคราว

ทำไมโทรผ่านแอปได้ แต่โทรผ่านซิมไม่มีเสียง

ไมโครโฟนและลำโพงอาจยังปกติ แต่บริการเสียงของเครือข่าย VoLTE หรือแอปโทรศัพท์อาจมีปัญหา

เปลี่ยนซิมช่วยได้หรือไม่

ช่วยได้เมื่อซิมเก่า เสื่อม หรือโปรไฟล์บริการเสียงมีปัญหา แต่ไม่ช่วยหากลำโพง ไมโครโฟน หรือระบบเสียงภายในเครื่องเสีย

รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่ายทำให้รูปภาพหายไหม

โดยทั่วไปไม่ลบรูปภาพ วิดีโอ แอป และไฟล์ส่วนตัว แต่จะลบรหัสผ่าน Wi-Fi อุปกรณ์ Bluetooth, VPN และค่าการเชื่อมต่อบางรายการ

📝 สรุป

มือถือรับสายแล้วไม่มีเสียงทั้งสองฝั่ง อาจเกิดจากระบบเสียงของสายโทรศัพท์ค้าง เลือกอุปกรณ์เสียงผิด Bluetooth ยังเชื่อมต่ออยู่ VoLTE ผิดปกติ สัญญาณไม่เสถียร แอปบันทึกสายรบกวน หรือฮาร์ดแวร์ลำโพงและไมโครโฟนมีปัญหา

ควรเริ่มจากวางสายแล้วโทรใหม่ เปิดและปิดลำโพง ตรวจสอบปุ่มปิดเสียง เพิ่มเสียงระหว่างโทร ปิด Bluetooth และรีสตาร์ตเครื่อง จากนั้นทดลองบันทึกเสียง เปิดวิดีโอ และโทรผ่านแอปอินเทอร์เน็ตเพื่อแยกปัญหา

แนวทางของ comsiam คือหากบันทึกเสียงและลำโพงจากแอปอื่นทำงานปกติ แต่โทรผ่านซิมไม่มีเสียง ปัญหามีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับแอปโทรศัพท์ VoLTE หรือเครือข่าย ควรทดลองซิมกับโทรศัพท์อีกเครื่องและติดต่อผู้ให้บริการ

หากทุกซิมไม่มีเสียงเฉพาะเครื่องเดิม และทั้งแอปบันทึกเสียงกับลำโพงมีปัญหาด้วย comsiam แนะนำให้นำเครื่องเข้าตรวจสอบไมโครโฟน ลำโพง สายแพ ระบบเสียง และความเสียหายจากน้ำหรือแรงกระแทก