มือถือเปิดไม่ติดหลังตกน้ำ ควรทำอะไรก่อนเพื่อป้องกันเครื่องเสียเพิ่ม

มือถือเปิดไม่ติดหลังตกน้ำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามเสียบชาร์จ ห้ามกดเปิดเครื่องซ้ำ และห้ามใช้ความร้อนเป่า เพราะกระแสไฟอาจทำให้ความเสียหายภายในเพิ่มขึ้น แม้ตัวเครื่องจะระบุว่ากันน้ำได้ก็ตาม

ให้ถอดเคสและอุปกรณ์เสริม เช็ดน้ำด้านนอกด้วยผ้านุ่ม วางเครื่องในบริเวณที่แห้งและอากาศถ่ายเท แล้วนำไปตรวจสอบโดยเร็ว โดยเฉพาะเมื่อจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน โดนน้ำทะเล น้ำหวาน หรือเปิดไม่ติดหลังนำขึ้นจากน้ำ

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมือถือตกน้ำ

หลังนำโทรศัพท์ขึ้นจากน้ำ ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้

  1. ถอดสายชาร์จหรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ
  2. ปิดเครื่องหากยังเปิดอยู่และสามารถปิดได้ตามปกติ
  3. หากเครื่องดับแล้ว อย่าพยายามเปิดใหม่
  4. ถอดเคสและอุปกรณ์เสริม
  5. เช็ดน้ำด้านนอกด้วยผ้านุ่มแห้ง
  6. วางเครื่องในบริเวณที่อากาศถ่ายเท
  7. ห้ามเสียบชาร์จเพื่อทดลอง
  8. เตรียมนำเครื่องไปตรวจสอบ

หากโทรศัพท์หรือสายชาร์จยังอยู่ในน้ำและเชื่อมต่อกับไฟบ้าน อย่าแตะอุปกรณ์โดยตรง ควรตัดกระแสไฟจากจุดที่ปลอดภัยหรือขอให้ผู้ใหญ่ช่วยก่อน

① นำมือถือขึ้นจากน้ำโดยเร็ว

ระยะเวลาที่โทรศัพท์สัมผัสกับน้ำมีผลต่อโอกาสเกิดความเสียหาย เมื่อหยิบขึ้นมาแล้วไม่ควรเขย่าแรง เพราะน้ำอาจกระจายไปยังช่องและชิ้นส่วนภายในมากขึ้น

หลังนำขึ้นจากน้ำ ให้จับเครื่องตามปกติและหลีกเลี่ยงการกดปุ่มหลายครั้ง หากเครื่องเปิดอยู่และหน้าจอยังตอบสนอง สามารถปิดเครื่องหนึ่งครั้งได้ แต่ถ้าเครื่องดับหรือหน้าจอไม่ตอบสนอง ไม่ควรกดเปิดซ้ำ

② ถอดสายชาร์จ หูฟัง และอุปกรณ์เสริม

ถอดสิ่งที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ออกทันที ได้แก่

  • สายชาร์จ
  • หูฟังแบบใช้สาย
  • อะแดปเตอร์
  • สายข้อมูล
  • อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ต
  • เคสโทรศัพท์
  • สายคล้องหรืออุปกรณ์เสริมอื่น

หากช่องชาร์จยังเปียก การเสียบและถอดสายซ้ำอาจทำให้ความชื้นเข้าสู่ขั้วต่อมากขึ้น จึงไม่ควรทดลองเชื่อมต่ออุปกรณ์อีกหลังถอดออกแล้ว

③ ปิดเครื่องหากยังเปิดอยู่

ถ้ามือถือยังเปิดและหน้าจอใช้งานได้ ให้ปิดเครื่องตามขั้นตอนปกติเพียงครั้งเดียว เพื่อลดการทำงานของวงจรภายใน

หากพบอาการต่อไปนี้ ไม่ควรกดปุ่มซ้ำ

  • หน้าจอดับ
  • เครื่องไม่ตอบสนอง
  • เครื่องเปิดไม่ติด
  • หน้าจอกะพริบหรือสีผิดปกติ
  • เครื่องรีสตาร์ทเอง
  • มีความร้อนผิดปกติ

การกดเปิดเพื่อดูว่าเครื่องยังใช้งานได้หรือไม่อาจทำให้วงจรที่มีความชื้นได้รับกระแสไฟและเสียหายเพิ่ม

④ ถอดเคสและเช็ดน้ำด้านนอก

ถอดเคสเพื่อไม่ให้น้ำขังอยู่ระหว่างเคสกับตัวเครื่อง จากนั้นใช้ผ้านุ่มสะอาดและแห้งซับน้ำด้านนอก

ควรเช็ดบริเวณต่อไปนี้

  • หน้าจอ
  • ฝาหลัง
  • ขอบตัวเครื่อง
  • รอบปุ่มต่าง ๆ
  • บริเวณช่องชาร์จ
  • ตะแกรงลำโพง
  • รอบกล้อง
  • ช่องใส่ซิม

ควรใช้วิธีซับเบา ๆ ไม่กดน้ำเข้าไปในช่องต่าง ๆ และไม่สอดผ้า สำลี หรือวัตถุใดเข้าไปในช่องชาร์จ

⑤ ถอดถาดซิมได้ แต่ไม่ควรแกะเครื่อง

หากสามารถถอดถาดซิมได้ตามปกติ ให้ถอดซิมและการ์ดหน่วยความจำออก แล้วเช็ดส่วนที่ถอดออกมาด้วยผ้าแห้ง

สิ่งที่ไม่ควรทำ ได้แก่

  • ไม่เปิดฝาหลังที่ออกแบบมาให้ปิดถาวร
  • ไม่ใช้ไขควงแกะโทรศัพท์
  • ไม่งัดหน้าจอ
  • ไม่ถอดแบตเตอรี่ภายใน
  • ไม่สอดกระดาษหรือสำลีเข้าไปในช่องซิม
  • ไม่พยายามซ่อมวงจรด้วยตัวเอง

การแกะเครื่องโดยไม่มีอุปกรณ์และความชำนาญอาจทำให้ซีลเสีย สายแพขาด หรือแบตเตอรี่ได้รับความเสียหาย

⑥ วางเครื่องในที่แห้งและอากาศถ่ายเท

วางโทรศัพท์ในบริเวณที่แห้ง อุณหภูมิปกติ และมีอากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยงแสงแดด ความร้อน และบริเวณที่มีความชื้น

สามารถวางให้ช่องชาร์จหันลงบนผ้าแห้ง เพื่อช่วยให้น้ำภายนอกไหลออกตามธรรมชาติ แต่ไม่ควรเขย่า กระแทก หรือเป่าลมแรงเข้าไปในช่อง

อย่าวางเครื่องบนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ร้อน เช่น หลังตู้เย็น กล่องรับสัญญาณ หรือคอมพิวเตอร์ เพราะความร้อนอาจกระทบแบตเตอรี่และกาวภายในเครื่อง

⑦ ห้ามเสียบชาร์จเพื่อทดสอบ

แม้โทรศัพท์จะไม่เปิดติด ก็ไม่ควรเสียบชาร์จทันที เพราะช่องชาร์จหรือวงจรภายในอาจยังมีความชื้น

การเสียบชาร์จเร็วเกินไปอาจทำให้

  • ระบบชาร์จเสียหาย
  • ช่องชาร์จเกิดปัญหา
  • เครื่องร้อนผิดปกติ
  • โทรศัพท์เปิดไม่ติดถาวร
  • การกู้ข้อมูลทำได้ยากขึ้น

หากโทรศัพท์แสดงคำเตือนว่าพบความชื้นในช่องชาร์จ ควรถอดสายและรอให้ช่องแห้งตามธรรมชาติ ไม่ควรพยายามปิดคำเตือนเพื่อบังคับชาร์จ

⑧ อย่าใส่มือถือในข้าวสาร

การนำโทรศัพท์ใส่ข้าวสารไม่ได้รับประกันว่าสามารถกำจัดความชื้นภายในได้ และฝุ่นหรือเศษข้าวอาจเข้าไปอุดช่องชาร์จ ลำโพง หรือไมโครโฟน

ปัญหาสำคัญคือการวางเครื่องไว้ในข้าวอาจทำให้เสียเวลา ทั้งที่น้ำทะเล น้ำหวาน หรือของเหลวที่ทิ้งคราบควรได้รับการตรวจสอบและทำความสะอาดภายในโดยเร็ว

วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเช็ดด้านนอก วางในบริเวณที่อากาศถ่ายเท และนำเครื่องให้ช่างตรวจตามความเหมาะสม

⑨ ห้ามใช้ไดร์ ลมร้อน หรือเครื่องเป่าแรงดันสูง

ความร้อนอาจทำให้แบตเตอรี่ กาว ซีล และชิ้นส่วนภายในเสียหาย ส่วนลมแรงอาจผลักความชื้นให้เข้าไปลึกกว่าเดิม

ไม่ควรใช้สิ่งต่อไปนี้

  • ไดร์เป่าผม
  • ปืนเป่าลมร้อน
  • เตาอบ
  • ไมโครเวฟ
  • แสงแดดจัด
  • เครื่องเป่าลมแรงดันสูง
  • เครื่องดูดฝุ่นจ่อช่องชาร์จ
  • ตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง

ควรปล่อยให้เครื่องอยู่ในอุณหภูมิปกติและหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว

⑩ แยกประเภทของน้ำที่มือถือสัมผัส

ของเหลวแต่ละชนิดสร้างความเสียหายแตกต่างกัน

น้ำสะอาด

แม้เป็นน้ำสะอาดก็ยังสามารถเข้าไปในช่องและวงจรได้ โดยเฉพาะเมื่อซีลเสื่อม ตัวเครื่องเคยตก หรือเคยซ่อมมาก่อน

น้ำทะเล

น้ำทะเลมีเกลือและสามารถทิ้งคราบภายใน ควรนำไปตรวจสอบโดยเร็ว ไม่ควรรอเพียงให้แห้งเอง

น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือกาแฟ

ของเหลวเหล่านี้สามารถทิ้งคราบเหนียวและส่งผลต่อปุ่ม ช่องชาร์จ ลำโพง และขั้วต่อภายใน

น้ำสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาด

สารบางชนิดอาจกระทบซีลและวัสดุของโทรศัพท์ แม้เครื่องจะมีคุณสมบัติกันน้ำ

หากเป็นของเหลวที่มีเกลือ น้ำตาล หรือสารเคมี ควรแจ้งชนิดของของเหลวและเวลาที่เกิดเหตุกับช่างอย่างชัดเจน

มือถือกันน้ำได้ ทำไมยังเปิดไม่ติดหลังตกน้ำ

คำว่ากันน้ำไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์จะปลอดภัยจากน้ำในทุกสถานการณ์ ความสามารถในการทนน้ำอาจลดลงตามอายุ การตกกระแทก การเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือการซ่อมที่ผ่านมา

ปัจจัยที่ทำให้น้ำเข้าเครื่องได้ ได้แก่

  • ซีลเสื่อมตามเวลา
  • ตัวเครื่องมีรอยบุบหรือร้าว
  • เคยเปิดซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วน
  • จมลึกหรือสัมผัสน้ำนาน
  • น้ำมีแรงดัน
  • สัมผัสน้ำทะเลหรือน้ำสบู่
  • ช่องซิมปิดไม่สนิท

จึงไม่ควรเปิดเครื่องหรือเสียบชาร์จเพียงเพราะโทรศัพท์ระบุว่าทนน้ำได้

ควรรอกี่ชั่วโมงก่อนเปิดมือถือที่ตกน้ำ

ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่รับประกันว่าเครื่องจะแห้งสนิท เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ ตำแหน่งที่น้ำเข้า ชนิดของของเหลว โครงสร้างเครื่อง และสภาพซีล

หากโทรศัพท์เพียงโดนน้ำเล็กน้อยและยังทำงานปกติ ควรรอให้ช่องภายนอกแห้งและไม่มีคำเตือนเรื่องความชื้นก่อนเชื่อมต่อสาย

แต่ถ้าเครื่องจมน้ำ เปิดไม่ติด หน้าจอดำ หรือมีอาการผิดปกติ ไม่ควรใช้การรอเป็นวิธีหลัก ควรนำไปตรวจสอบโดยไม่เปิดหรือชาร์จซ้ำ

มือถือตกน้ำแล้วเปิดติด ควรใช้งานต่อหรือไม่

แม้โทรศัพท์เปิดติดหลังตกน้ำ ก็ไม่ได้ยืนยันว่าภายในไม่มีความชื้น ควรปิดเครื่องหากสามารถทำได้ ถอดอุปกรณ์เสริม และสังเกตอาการผิดปกติ

อาการที่อาจปรากฏภายหลัง ได้แก่

  • ลำโพงเสียงเบาหรือแตก
  • ไมโครโฟนไม่ทำงาน
  • กล้องมีฝ้าหรือความชื้น
  • หน้าจอกะพริบ
  • ช่องชาร์จใช้งานไม่ได้
  • ปุ่มกดผิดปกติ
  • เครื่องร้อนหรือแบตเตอรี่ลดเร็ว
  • สัญญาณโทรศัพท์หรือ Wi-Fi มีปัญหา

หากมีข้อมูลสำคัญและเครื่องยังใช้งานได้ ควรสำรองข้อมูลผ่านระบบไร้สายโดยไม่เสียบสาย หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จากนั้นปิดเครื่องและนำไปตรวจสอบ

มือถือตกน้ำแล้วเปิดไม่ติด ข้อมูลจะหายหรือไม่

การที่โทรศัพท์เปิดไม่ติดไม่ได้หมายความว่าข้อมูลหายทันที ข้อมูลอาจยังอยู่ในหน่วยความจำ แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้จนกว่าเครื่องจะกลับมาทำงาน

โอกาสรักษาข้อมูลจะดีกว่าเมื่อ

  • ไม่กดเปิดเครื่องซ้ำ
  • ไม่เสียบชาร์จ
  • ไม่ Factory Reset
  • ไม่เลือก Restore หรือ Erase
  • ไม่แกะเครื่องเอง
  • แจ้งช่างก่อนซ่อมว่าต้องการรักษาข้อมูล
  • ไม่เปลี่ยนเมนบอร์ดโดยไม่ได้ประเมินข้อมูลก่อน

หากข้อมูลสำคัญมาก ควรให้ความสำคัญกับการรักษาเมนบอร์ดและข้อมูล มากกว่าการทดลองเปิดเครื่องหลายครั้ง

เมื่อใดต้องรีบนำมือถือไปตรวจสอบ

ควรนำเครื่องไปตรวจโดยเร็วเมื่อพบว่า

  • เปิดไม่ติดหลังตกน้ำ
  • เครื่องจมอยู่ในน้ำนาน
  • โดนน้ำทะเลหรือน้ำหวาน
  • กล้องมีฝ้าภายใน
  • หน้าจอกะพริบหรือสีผิดปกติ
  • เครื่องรีสตาร์ทเอง
  • ช่องชาร์จไม่ทำงาน
  • เครื่องร้อนผิดปกติ
  • แบตเตอรี่บวมหรือฝาหลังเผยอ
  • มีข้อมูลสำคัญที่ยังไม่ได้สำรอง

หากเครื่องร้อนจัด ผิดรูป หรือมีกลิ่นผิดปกติ ไม่ควรจับหรือชาร์จต่อ ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่และนำไปตรวจสอบอย่างปลอดภัย

สิ่งที่ต้องแจ้งช่างก่อนตรวจเครื่อง

เพื่อช่วยให้วิเคราะห์ได้ตรงจุด ควรแจ้งข้อมูลดังนี้

  • โทรศัพท์ตกน้ำชนิดใด
  • จมอยู่นานประมาณเท่าไร
  • เครื่องเปิดอยู่หรือปิดอยู่ตอนตกน้ำ
  • เคยกดเปิดหลังนำขึ้นจากน้ำหรือไม่
  • เคยเสียบชาร์จหลังตกน้ำหรือไม่
  • เครื่องมีอาการร้อนหรือหน้าจอกะพริบหรือไม่
  • เคยซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่มาก่อนหรือไม่
  • ต้องการรักษาข้อมูลในเครื่องหรือไม่

ควรย้ำว่าไม่อนุญาตให้ Factory Reset หรือเปลี่ยนเมนบอร์ดโดยไม่แจ้งก่อน หากข้อมูลมีความสำคัญ

สิ่งที่ไม่ควรทำหลังมือถือตกน้ำ

  • ไม่กดเปิดเครื่องซ้ำ
  • ไม่เสียบสายชาร์จ
  • ไม่วางบนแท่นชาร์จไร้สาย
  • ไม่เขย่าหรือเคาะเครื่อง
  • ไม่ใช้ไดร์หรือลมร้อน
  • ไม่ใส่ในข้าวสาร
  • ไม่สอดสำลีหรือวัตถุเข้าไปในพอร์ต
  • ไม่แกะเครื่องหรือถอดแบตเตอรี่เอง
  • ไม่ Factory Reset
  • ไม่วางกลางแดดหรือนำไปแช่เย็น

คำถามที่พบบ่อย

มือถือตกน้ำแล้วเปิดไม่ติด ควรเสียบชาร์จหรือไม่

ไม่ควรเสียบชาร์จ เพราะช่องและวงจรภายในอาจยังมีความชื้น ควรเช็ดภายนอกและนำไปตรวจสอบก่อน

ควรลองบังคับรีสตาร์ทหรือไม่

หากเครื่องตกน้ำแล้วดับหรือเปิดไม่ติด ไม่ควรบังคับรีสตาร์ทซ้ำ เพราะเป็นการจ่ายไฟให้ระบบ ควรรักษาเครื่องให้อยู่ในสถานะปิด

ใส่มือถือในข้าวสารช่วยได้จริงหรือไม่

ข้าวสารไม่สามารถรับประกันว่าจะกำจัดความชื้นภายใน และอาจมีฝุ่นหรือเศษข้าวเข้าไปในช่องต่าง ๆ จึงไม่ใช่วิธีที่แนะนำ

ใช้ไดร์เป่าให้แห้งได้หรือไม่

ไม่ควรใช้ เพราะความร้อนอาจทำให้แบตเตอรี่ กาว ซีล และชิ้นส่วนภายในเสียหาย รวมถึงอาจผลักความชื้นเข้าไปลึกกว่าเดิม

โทรศัพท์กันน้ำจำเป็นต้องนำไปตรวจหรือไม่

หากเปิดไม่ติด มีอาการผิดปกติ จมน้ำนาน หรือสัมผัสน้ำทะเลและน้ำหวาน ควรนำไปตรวจแม้รุ่นนั้นจะมีคุณสมบัติทนน้ำ

ข้อมูลในมือถือจะหายหรือไม่

ยังไม่สามารถสรุปได้ ข้อมูลอาจยังอยู่ในหน่วยความจำ การไม่เปิดซ้ำ ไม่ชาร์จ และไม่รีเซ็ตจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการทดลองผิดวิธี

สรุป

มือถือเปิดไม่ติดหลังตกน้ำต้องหยุดกดเปิดและห้ามเสียบชาร์จทันที ให้ถอดเคสและอุปกรณ์เสริม เช็ดน้ำด้านนอก วางในบริเวณที่แห้งและอากาศถ่ายเท จากนั้นนำไปตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อเป็นน้ำทะเล น้ำหวาน หรือเครื่องจมน้ำนาน

ไม่ควรใช้ข้าวสาร ไดร์เป่าผม แสงแดด หรือแกะเครื่องเอง แนวทางของ comsiam เน้นหยุดกระแสไฟและรักษาข้อมูลก่อนทดลองซ่อม สามารถติดตามคู่มือปัญหามือถือจาก comsiam เพื่อเลือกขั้นตอนที่ปลอดภัยและตรงกับอาการมากที่สุด