เจ้าของระบบที่ดี ต้องรู้จักคำว่า “พอแล้ว” กับฟีเจอร์บางอย่าง

เพราะฟีเจอร์ที่เพิ่มไม่หยุด คือภาระที่เพิ่มไม่รู้จบ


🔍 บทนำ: ฟีเจอร์เยอะขึ้น ทำไมระบบกลับแย่ลง

หลายระบบเริ่มต้นดีมาก
เรียบง่าย
ทำงานเร็ว
ทีมควบคุมได้

แต่พอเวลาผ่านไป:

  • เพิ่มฟีเจอร์เพราะ “ลูกค้าขอ”
  • เพิ่มฟีเจอร์เพราะ “คู่แข่งมี”
  • เพิ่มฟีเจอร์เพราะ “เผื่อใช้”

สุดท้ายระบบ:

  • ช้าลง
  • ซับซ้อนขึ้น
  • แก้ยาก
  • พังง่าย

พูดตรงจากงานจริง
ฟีเจอร์จำนวนมาก ไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้น
แต่มักทำให้ ต้นทุนการดูแลพุ่งขึ้นแบบเงียบ ๆ


🔍 “เพิ่ม” ง่ายกว่า “หยุด”

ความจริงที่เจ้าของระบบต้องยอมรับ:

  • การเพิ่มฟีเจอร์ ได้คำชมทันที
  • การไม่เพิ่มฟีเจอร์ ต้องอธิบาย
  • การตัดฟีเจอร์ ต้องกล้ารับแรงเสียดทาน

จึงไม่แปลก
ที่ระบบส่วนใหญ่
อ้วนขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครเบรก


⚠️ ฟีเจอร์ที่ไม่เคยถูกปิด คือภาระตลอดอายุระบบ

จากเคสจริง:

  • ฟีเจอร์แทบไม่มีคนใช้
  • แต่ต้องดูแลทุกครั้งที่อัปเดต
  • ต้องทดสอบทุกครั้งที่แก้ระบบ
  • เป็นจุดพังที่คาดไม่ถึง

ฟีเจอร์หนึ่งตัว
อาจไม่แพงในวันที่เพิ่ม
แต่แพงมาก
ในทุกวันที่ต้องดูแลมันต่อไป


❌ ความเข้าใจผิด: “มีไว้ก่อน เผื่อได้ใช้”

เจ้าของระบบจำนวนมากคิดว่า:

  • ❌ มีเพิ่มไว้ ไม่เสียหาย
  • ❌ ลูกค้าอาจใช้วันหนึ่ง
  • ❌ ตัดออกเดี๋ยวโดนบ่น

ความจริงคือ
ฟีเจอร์ที่ “เผื่อ”
มักกลายเป็น
ต้นเหตุของปัญหาที่ไม่เผื่อไว้


🔍 เจ้าของระบบที่คิดเป็น จะถามอะไร

แทนที่จะถามว่า:

“เพิ่มได้ไหม”

เขาจะถามว่า:

  • ฟีเจอร์นี้แก้ปัญหาอะไรจริง ๆ
  • ถ้าไม่มี จะเกิดอะไรขึ้น
  • ใครต้องดูแลมันในอีก 3 ปี
  • ถ้ามันพัง จะลามแค่ไหน

ถ้าคำตอบไม่ชัด
นั่นคือสัญญาณว่า
ควรหยุด


🛠️ วิธีคิดแบบเจ้าของระบบ: จัดการฟีเจอร์ให้เป็น

ถ้าผมเป็นเจ้าของระบบ
ผมจะใช้หลักนี้:

  1. มีแกนหลักที่ชัด ว่าอะไรคือหัวใจ
  2. ฟีเจอร์ใดไม่ช่วยแกนหลัก = เสี่ยง
  3. ทุกฟีเจอร์ต้องมีเจ้าของดูแล
  4. ฟีเจอร์ที่ไม่มีคนใช้ ต้องมีวันหมดอายุ
  5. กล้าปิด เพื่อรักษาความเรียบง่าย

เป้าหมายคือ
ระบบเล็ก แต่แข็งแรง


⚠️ ทำไมเจ้าของระบบถึงไม่กล้าพูดว่า “พอแล้ว”

เพราะ:

  • กลัวเสียโอกาส
  • กลัวดูไม่ทันสมัย
  • กลัวเสียงบ่นระยะสั้น
  • กลัวต้องอธิบายเหตุผล

แต่การไม่พูดว่า “พอแล้ว”
คือการรับภาระ
ที่ทีมต้องแบกไปอีกหลายปี


🧯 สัญญาณว่าฟีเจอร์เริ่มมากเกินไป

ถ้าคุณ:

  • อัปเดตที ต้องลุ้น
  • ทดสอบนานขึ้นเรื่อย ๆ
  • แก้บั๊กตัวหนึ่ง กระทบหลายจุด
  • ทีมไม่กล้าแตะบางส่วนของระบบ

นี่คือสัญญาณว่า
ระบบเริ่ม แบกฟีเจอร์เกินจำเป็น


🔍 ระบบที่ดี ต้องกล้าปกป้อง “ความเรียบง่าย”

แนวคิดแบบเจ้าของระบบจริง:

  • น้อยแต่ชัด ดีกว่ามากแต่เลอะ
  • ฟีเจอร์ที่ไม่เพิ่มคุณค่า คือหนี้ทางเทคนิค
  • การไม่เพิ่ม คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • ความเรียบง่าย คือความเสถียรระยะยาว

ระบบที่ดี
ไม่ต้องทำได้ทุกอย่าง
แต่ต้องทำ
สิ่งสำคัญได้ดีเสมอ


✅ บทสรุปแบบเจ้าของระบบ

ถ้าระบบของคุณ:

  • ฟีเจอร์เพิ่มไม่หยุด
  • ดูแลยากขึ้นทุกปี
  • แก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยี
แต่คือ ไม่มีใครกล้าพูดว่า “พอแล้ว”

เจ้าของระบบที่ดี
จะไม่วัดความสำเร็จจาก
“มีฟีเจอร์กี่อย่าง”
แต่วัดจาก
“ระบบยังเรียบง่ายพอจะดูแลไปอีกกี่ปี”


🔍 คำถามชวนคิด

จากฟีเจอร์ทั้งหมดที่คุณมีอยู่
มีฟีเจอร์ไหนบ้าง
ที่ถ้า “ไม่เพิ่มตั้งแต่แรก”
ระบบวันนี้
จะง่ายและเสถียรกว่านี้ทันที?