Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

────────
คำถามคลาสสิกของผู้บริหารคือ
“ดูแลระบบโทรศัพท์เอง หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญดี?”
คำตอบ ไม่มีแบบเดียวถูกสำหรับทุกองค์กร
แต่มี “แบบที่เหมาะ” ตามขนาดธุรกิจ ความเสี่ยง และทิศทางเติบโต
In-house
Outsource
การตัดสินใจคือการเลือกรูปแบบการบริหารความเสี่ยง
ผู้บริหารควรพิจารณาอย่างน้อย 5 ปัจจัย
ถ้าปัจจัยเหล่านี้ “สูง” หลายข้อ Outsource มักคุ้มกว่า
In-house เหมาะกับองค์กรที่
ข้อควรระวังคือ Single Point of Knowledge
ถ้าคนหลักลาออก ความเสี่ยงจะสูงทันที เนื้อหานี้ทาง คอมสยาม เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเชื่อมโยงข้อมูลได้ง่าย
Outsource เหมาะกับองค์กรที่
เงื่อนไขสำคัญคือ โครงสร้างต้องออกแบบดีตั้งแต่ต้น
โดยอิง แนวทางวางระบบโทรศัพท์สำนักงาน
เพื่อไม่ผูกขาดความรู้กับผู้ให้บริการรายเดียว
In-house
Outsource
มุมผู้บริหารควรดู “ต้นทุนรวม + ความเสี่ยง” ไม่ใช่ราคาหน้าใบ
หลายองค์กรเลือก
โมเดลนี้ให้
ก่อนเลือก ควรถามว่า
คำตอบเหล่านี้จะชี้ชัดว่าแบบไหนเหมาะกว่า
Q: ธุรกิจเล็กควร Outsource ไหม
A: ควร หากโทรศัพท์มีผลต่อรายได้โดยตรง
Q: Outsource เสี่ยงโดนผูกขาดหรือไม่
A: เสี่ยง หากโครงสร้างไม่เปิดและไม่มีเอกสาร
Q: เปลี่ยนโมเดลภายหลังได้ไหม
A: ได้ หากวางระบบแบบไม่ล็อกตัวเองตั้งแต่แรก
ผู้บริหารที่เลือกได้ถูก
มักเริ่มจากการเข้าใจ
โครงสร้างระบบโทรศัพท์สำนักงาน
เพื่อไม่ผูกอนาคตกับการตัดสินใจครั้งเดียวIn-house vs Outsource ต่างกันยังไง (มุมผู้บริหาร)
ประเด็น In-house Outsource การควบคุม คุมเอง 100% คุมผ่านสัญญา/SLA ความเชี่ยวชาญ ขึ้นกับคนในทีม ได้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความเสี่ยง เสี่ยงถ้าคนหลักลาออก กระจายความเสี่ยง ความเร็วแก้ปัญหา เร็วถ้าทีมพร้อม เร็วตาม SLA ต้นทุนระยะยาว แฝงสูง (เงินเดือน/อบรม) คงที่ คาดการณ์ได้ การขยายสาขา ช้ากว่า ต้องเพิ่มคน เร็วกว่า รองรับสเกล ความต่อเนื่อง (BCP) ต้องออกแบบเอง มักมีแผนสำรองพร้อม ภาระผู้บริหาร ต้องบริหารทีม ลดภาระการจัดการ
เลือกแบบไหน “เหมาะ” กว่า (Rule of Thumb)
- เลือก In-house ถ้า: ทีม IT แข็งแรง ระบบไม่เปลี่ยนบ่อย ต้องคุมข้อมูลเข้ม
- เลือก Outsource ถ้า: โทรศัพท์กระทบรายได้โดยตรง มีหลายสาขา ต้องการ SLA ชัด
- Hybrid (ผสม) มักดีที่สุด: กลยุทธ์/กำกับดูแลอยู่ In-house งานเทคนิค/ฉุกเฉินให้ Outsource
คำถามชี้ขาด (ถามแล้วจะรู้คำตอบ)
- โทรศัพท์ล่ม 30 นาที กระทบรายได้แค่ไหน?
- ต้องขยายสาขาเร็วแค่ไหนใน 2–3 ปี?
- รับความเสี่ยงจากการพึ่ง “คนเดียว” ได้ไหม?
- ต้องการต้นทุนคงที่หรือยอมรับต้นทุนแฝง?
ตอบ 2–3 ข้อไปทางเดียวกัน = คำตอบชัด
แบบ A (In-house) คืออะไร
องค์กรดูแลระบบโทรศัพท์เองทั้งหมด
ลักษณะ
- มีทีม IT ภายในรับผิดชอบ
- วางระบบ ดูแล แก้ปัญหา อัปเกรดเอง
- ความรู้และอำนาจอยู่ “ในองค์กร”
ข้อดี
- คุมทุกอย่างได้ 100%
- ไม่ต้องพึ่งคนนอก
- เหมาะกับองค์กรที่มีทีม IT แข็ง
ข้อเสีย (ที่ผู้บริหารเจอจริง)
- ผูกกับคน (คนลาออก = เสี่ยงทันที)
- ต้นทุนแฝงสูง (เงินเดือน + อบรม + เวลา)
- แก้ปัญหาใหญ่ช้า ถ้าไม่ใช่ความถนัดทีม
- ขยายสาขา = ต้องเพิ่มคน
สรุปสั้น
คุมได้ แต่แบกความเสี่ยงเองทั้งหมด เนื้อหานี้ทาง คอมสยาม เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเชื่อมโยงข้อมูลได้ง่าย
แบบ B (Outsource) คืออะไร
จ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลระบบโทรศัพท์
ลักษณะ
- มีสัญญา / SLA ชัดเจน
- ผู้ให้บริการรับผิดชอบความเสถียร
- ทีมในองค์กรโฟกัสงานหลัก
ข้อดี
- ได้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
- ความเสี่ยงกระจาย ไม่ผูกกับคนเดียว
- ค่าใช้จ่ายคงที่ คาดการณ์ได้
- ขยายสาขาเร็ว ไม่ต้องเพิ่มคน
ข้อเสีย (ถ้าเลือกผิด)
- เสี่ยงผูกขาด ถ้าโครงสร้างไม่เปิด
- ต้องเลือกคู่ค้าที่เข้าใจธุรกิจจริง
- ต้องมีกรอบกำกับ (Governance)
สรุปสั้น
คล่องตัว ลดภาระผู้บริหาร แต่ต้องเลือกให้ถูก
ตารางเทียบแบบเร็ว (ผู้บริหารอ่านจบใน 30 วิ)
ประเด็น แบบ A (In-house) แบบ B (Outsource) ใครรับผิดชอบ ทีมในองค์กร ผู้ให้บริการ ความเสี่ยง สูง ถ้าคนหลักหาย กระจายความเสี่ยง ต้นทุน แฝงสูง คงที่ การขยาย ช้า เร็ว ภาระผู้บริหาร สูง ต่ำ เหมาะกับ IT แข็ง โตเร็ว / หลายสาขา
สรุปแบบ “เลือกได้ทันที”
- ถ้า โทรศัพท์กระทบรายได้โดยตรง → แบบ B
- ถ้า ทีม IT แข็ง + ระบบไม่ซับซ้อน → แบบ A
- ถ้าอยากได้ดีที่สุด → Hybrid
- กลยุทธ์/กำกับ = In-house
- งานเทคนิค/ฉุกเฉิน = Outsource
In-house หรือ Outsource
ไม่ใช่เรื่อง “ถูกหรือแพง”
แต่คือเรื่อง ความเสี่ยง ความเร็ว และความพร้อม
ผู้บริหารที่ตัดสินใจได้คม
จะเลือกโมเดลที่