วิธีเขียน Prompt หลายคำสั่งในครั้งเดียวให้ Gemini เข้าใจ

บางงานที่เราสั่ง Google Gemini ไม่ได้มีเพียงคำสั่งเดียว แต่ต้องการให้ AI ทำหลายอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • อ่านข้อมูล
  • สรุป
  • วิเคราะห์
  • เปรียบเทียบ
  • เสนอคำแนะนำ
  • จัดผลลัพธ์เป็นตาราง

ถ้าเขียนทุกอย่างรวมกันเป็นประโยคยาว ๆ Gemini อาจทำบางข้อครบ บางข้อขาด หรือทำลำดับงานผิด

ตัวอย่าง Prompt แบบที่เข้าใจยาก

ช่วยอ่านข้อมูลนี้แล้วสรุปแล้ววิเคราะห์ข้อดีข้อเสียเปรียบเทียบคู่แข่งแล้วเสนอวิธีแก้และทำเป็นตารางด้วย

แม้ Gemini จะพยายามทำตาม แต่ Prompt แบบนี้มีหลาย Task ปนกันจนไม่ชัดว่าอะไรต้องทำก่อน อะไรสำคัญที่สุด และผลลัพธ์สุดท้ายต้องเป็นแบบไหน

วิธีที่ดีกว่าคือจัด Prompt หลายคำสั่งให้เป็น โครงสร้างที่มีลำดับชัดเจน

Prompt หลายคำสั่งคืออะไร?

Prompt หลายคำสั่ง คือ Prompt เดียวที่มีมากกว่าหนึ่ง Task

ตัวอย่าง

  1. สรุปบทความ
  2. หา 5 ประเด็นสำคัญ
  3. วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย
  4. สรุปคำแนะนำ

นี่คือ Prompt หลายคำสั่ง เพราะ Gemini ต้องทำงานหลายขั้นตอนภายในคำตอบเดียว

บางครั้งเรียกว่า Multi-step Prompt หรือ Multi-task Prompt

ทำไม Prompt หลายคำสั่งถึงทำให้ Gemini สับสนได้?

สาเหตุหลักคือเมื่อมีคำสั่งหลายอย่าง Gemini ต้องตัดสินใจเองว่า

  • ทำอะไรก่อน
  • อะไรสำคัญกว่า
  • ต้องใช้ข้อมูลจากขั้นก่อนหรือไม่
  • Output สุดท้ายเป็นอย่างไร
  • ต้องตอบแต่ละ Task แยกกันหรือรวมกัน
  • ต้องใช้ข้อมูลเดียวกันกับทุก Task หรือไม่

ยิ่ง Prompt ยาวและไม่มีโครงสร้าง โอกาสที่บางคำสั่งจะถูกมองข้ามก็ยิ่งสูงขึ้น

① แยกทุกคำสั่งเป็นข้อ

นี่เป็นวิธีง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพมาก

แทนที่จะเขียนว่า

วิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย สรุปแนวโน้ม หาเดือนที่ผิดปกติ แล้วเสนอแนวทางแก้

เปลี่ยนเป็น

ทำงานตามลำดับต่อไปนี้

  1. สรุปแนวโน้มยอดขาย
  2. ระบุเดือนที่มีความผิดปกติ
  3. วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้จากข้อมูลที่มี
  4. เสนอสิ่งที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
  5. สรุปคำแนะนำท้ายคำตอบ

Gemini จะเห็น Task แต่ละส่วนชัดขึ้น

② บอกลำดับการทำงาน

ถ้างานแต่ละข้อพึ่งพากัน ควรบอกว่า

ทำตามลำดับ 1 → 2 → 3 → 4

ตัวอย่าง

  1. อ่านข้อมูลทั้งหมดก่อน
  2. สรุปข้อเท็จจริง
  3. วิเคราะห์จากข้อเท็จจริงเหล่านั้น
  4. เสนอคำแนะนำ

ห้ามเสนอคำแนะนำก่อนวิเคราะห์ข้อมูล

คำสั่งแบบนี้เหมาะกับงานวิเคราะห์ เพราะป้องกัน Gemini รีบสรุปเร็วเกินไป

③ แยก Task ออกจาก Context

อย่าปนข้อมูลกับคำสั่งทั้งหมดในย่อหน้าเดียว

ใช้โครงสร้างแบบนี้

Context

[ข้อมูล]

Task

  1. สรุป
  2. วิเคราะห์
  3. เปรียบเทียบ

Output

ตอบเป็นตาราง

วิธีนี้ช่วยให้ Gemini แยกได้ว่า

  • อะไรคือข้อมูล
  • อะไรคือคำสั่ง
  • อะไรคือรูปแบบผลลัพธ์

④ กำหนดเป้าหมายรวมของทุกคำสั่ง

แม้จะมีหลาย Task แต่ควรมี Goal หลักหนึ่งอย่าง

ตัวอย่าง

เป้าหมายหลักของงานนี้คือช่วยให้ฉันตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการ Hosting

จากนั้นจึงมี Task

  1. เปรียบเทียบราคา
  2. เปรียบเทียบความเร็ว
  3. เปรียบเทียบ Support
  4. วิเคราะห์ความคุ้มค่า
  5. สรุปว่าตัวเลือกไหนเหมาะกับใคร

Goal ช่วยให้ทุกคำสั่งวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน

⑤ บอกความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละคำสั่ง

บาง Task ต้องใช้ผลลัพธ์จาก Task ก่อนหน้า

ควรเขียนให้ชัด เช่น

ใช้ผลจากข้อ 1 เป็นข้อมูลสำหรับข้อ 2

หรือ

ห้ามเพิ่มข้อเสนอแนะที่ไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ในข้อก่อนหน้า

ตัวอย่าง

  1. วิเคราะห์ปัญหาจากข้อมูลที่ให้
  2. จัดอันดับปัญหาจากรุนแรงที่สุด
  3. ใช้อันดับจากข้อ 2 สร้าง Action Plan
  4. สรุป 3 งานที่ควรเริ่มทำก่อน

นี่เป็น Workflow ที่มี Dependency ชัดเจน

⑥ ระบุ Output ของแต่ละ Task

ถ้ามีหลายงาน ควรบอกว่าต้องการผลลัพธ์รูปแบบไหน

ตัวอย่าง

ข้อ 1: สรุปเป็น Bullet Point
ข้อ 2: วิเคราะห์เป็นตาราง
ข้อ 3: สรุปเป็น Recommendation 3 ข้อ

นี่ดีกว่าปล่อยให้ Geminiเลือก Format เองทั้งหมด

⑦ อย่าใส่คำสั่งที่ขัดกัน

ตัวอย่าง

อธิบายละเอียดมากที่สุด แต่ตอบไม่เกิน 50 คำ

หรือ

ให้ข้อมูลครบทุกอย่าง แต่ตัดรายละเอียดออกทั้งหมด

คำสั่งแบบนี้ทำให้ Gemini ต้องเลือกว่าอะไรสำคัญกว่า

ควรเปลี่ยนเป็น

ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและสาระสำคัญก่อน จำกัดคำตอบประมาณ 300 คำ และตัดเฉพาะรายละเอียดรอง

⑧ กำหนด Priority เมื่อมีหลายคำสั่ง

ถ้าทุกอย่างสำคัญไม่เท่ากัน ให้บอกลำดับ

ตัวอย่าง

Priority:

  1. ความถูกต้อง
  2. ความชัดเจน
  3. ความกระชับ

หากต้องเลือกระหว่างความครบกับความสั้น ให้รักษาข้อมูลสำคัญไว้ก่อน

คำสั่งแบบนี้ช่วยเมื่อ Constraints ชนกัน

⑨ ใช้ Heading แบ่ง Prompt ยาว

สำหรับ Prompt ซับซ้อน ใช้ Heading เช่น

ROLE

CONTEXT

GOAL

TASKS

RULES

OUTPUT

ตัวอย่าง

ROLE

คุณคือที่ปรึกษาการตลาด

CONTEXT

ร้านกาแฟใกล้มหาวิทยาลัย งบ 5,000 บาทต่อเดือน

GOAL

เพิ่มยอดขายช่วงเช้า

TASKS

  1. วิเคราะห์ปัญหา
  2. เสนอ 10 วิธี
  3. เลือก 5 วิธีที่คุ้มที่สุด
  4. สร้างแผน 30 วัน

OUTPUT

ตาราง Action Plan

นี่เป็น Prompt ที่อ่านง่ายมากทั้งสำหรับผู้ใช้และ Gemini

⑩ ใช้หมายเลขแทนประโยคยาว

ถ้ามี 10 คำสั่ง อย่าเขียนเป็น Paragraph เดียว

ควรใช้

หมายเลขยังช่วยให้เราสั่งต่อได้ง่าย เช่น

ขยายเฉพาะข้อ 4

หรือ

ทำข้อ 2 ใหม่

สูตร Prompt หลายคำสั่งที่ใช้ได้ง่าย

ใช้สูตรนี้

Goal + Context + Tasks ตามลำดับ + Output + Rules

ตัวอย่าง

Goal: หาวิธีเพิ่ม Conversion ของ Landing Page

Context: หน้าเว็บมี Traffic สูง แต่มีคนกรอกฟอร์มน้อย

Tasks:

  1. วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้
  2. จัดอันดับปัญหาตามผลกระทบ
  3. เสนอวิธีแก้แต่ละปัญหา
  4. เลือก 5 วิธีที่ควรทำก่อน

Output: ตาราง

Rules: ใช้เฉพาะข้อมูลที่ฉันให้ หากข้อมูลไม่พอให้ระบุสิ่งที่ต้องตรวจเพิ่ม

ตัวอย่าง Prompt สำหรับเขียนบทความ

ทำงานตามลำดับนี้

  1. ระบุ Search Intent ของ Keyword
  2. สร้าง Outline H1/H2/H3
  3. ตรวจว่าหัวข้อซ้ำกันหรือไม่
  4. เขียนบทความตาม Outline
  5. ตรวจคำซ้ำและส่วนที่หลุด Intent
  6. สรุป FAQ ท้ายบทความ

ห้ามเริ่มเขียนบทความก่อนทำข้อ 1–3 ให้ครบ

นี่เหมาะกับงาน Content ที่ต้องมีขั้นตอนก่อนเขียนจริง

ตัวอย่าง Prompt สำหรับ SEO Audit

วิเคราะห์เว็บไซต์ตามลำดับนี้

  1. ตรวจ Search Intent
  2. ตรวจ Title และ Heading
  3. ตรวจ Content Gap
  4. ตรวจ Internal Link
  5. จัด Priority ของปัญหา
  6. สร้าง Action Plan

แยกผลลัพธ์แต่ละขั้นให้ชัดเจน

ตัวอย่าง Prompt สำหรับการตลาด

  1. วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายจากข้อมูลที่ฉันให้
  2. หา Pain Point 5 ข้อ
  3. สร้าง Content Angle จาก Pain Point
  4. คิดหัวข้อโพสต์ 30 หัวข้อ
  5. จัดลง Content Calendar 30 วัน

คำสั่งต่อเนื่องแบบนี้ทำให้ Output ในข้อหลังอ้างอิงจากข้อก่อนหน้า

ตัวอย่าง Prompt สำหรับธุรกิจ

  1. วิเคราะห์ต้นทุนทั้งหมด
  2. แยก Fixed Cost กับ Variable Cost
  3. คำนวณจุดคุ้มทุนจากข้อมูลที่ให้
  4. วิเคราะห์ความเสี่ยง
  5. เสนอ 5 วิธีลดต้นทุน

หากข้อมูลใดไม่พอสำหรับการคำนวณ ห้ามเดา ให้บอกข้อมูลที่ต้องเพิ่ม

ตัวอย่าง Prompt สำหรับการเรียน

  1. อธิบายเรื่องสมการเชิงเส้นแบบง่าย
  2. ยกตัวอย่าง 3 ข้อ
  3. สร้างแบบฝึกหัด 5 ข้อ
  4. ยังไม่ต้องเฉลย
  5. รอจนฉันตอบแล้วค่อยตรวจ

นี่เป็น Multi-step Prompt ที่กำหนด Behavior ของ Gemini ได้ชัด

ตัวอย่าง Prompt สำหรับโปรแกรมเมอร์

ทำตามลำดับต่อไปนี้

  1. อ่าน Error Message
  2. วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้
  3. ตรวจโค้ดส่วนที่เกี่ยวข้อง
  4. ระบุ Bug ที่น่าจะเป็นต้นเหตุ
  5. เสนอ Patch ที่เปลี่ยนโค้ดให้น้อยที่สุด
  6. สร้าง Test Case เพื่อตรวจว่า Bug หายแล้ว

ห้าม Rewrite โปรแกรมทั้งหมดก่อนระบุสาเหตุ

ตัวอย่าง Prompt สำหรับการเปรียบเทียบสินค้า

  1. สรุปสเปกของแต่ละรุ่น
  2. เปรียบเทียบในตาราง
  3. วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อน
  4. แยกว่าแต่ละรุ่นเหมาะกับใคร
  5. สรุปตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดตามงบ

ตัวอย่าง Prompt สำหรับประชุม

จาก Transcript นี้

  1. สรุปประเด็นสำคัญ
  2. แยกสิ่งที่ตัดสินใจแล้ว
  3. แยกงานที่ต้องทำ
  4. ระบุ Owner ถ้ามี
  5. ระบุ Deadline ถ้ามี
  6. สรุป Follow-up ที่ยังค้าง

ห้ามสร้าง Owner หรือ Deadline ที่ไม่มีในข้อมูล

ตัวอย่าง Prompt สำหรับวิเคราะห์เอกสาร

  1. อ่านเอกสารทั้งหมด
  2. สรุป Executive Summary
  3. ระบุข้อเท็จจริงสำคัญ
  4. แยกความเสี่ยง
  5. ระบุสิ่งที่ยังไม่ชัด
  6. สร้างคำถามที่ควรถามต่อ

วิธีสั่งหลายคำสั่งแต่ให้ตอบทีละขั้น

บางครั้งไม่อยากให้ Gemini ทำทุกอย่างพร้อมกัน

ใช้

ทำเฉพาะข้อ 1 ก่อน แล้วหยุดรอฉัน

หรือ

ทำทีละขั้น ห้ามไปขั้นต่อไปจนกว่าฉันจะพิมพ์ว่า “ต่อ”

เหมาะกับงานซับซ้อนมาก เช่น

  • วางแผนธุรกิจ
  • Coding
  • เรียน
  • Troubleshooting
  • วิเคราะห์ข้อมูล

วิธีสั่ง Gemini ให้ทำทุก Task ในคำตอบเดียว

หากต้องการให้จบครั้งเดียว ใช้

ทำทุก Task ให้ครบในคำตอบเดียว และใช้ Heading แยกแต่ละ Task

ตัวอย่าง

ใช้หัวข้อ “Task 1”, “Task 2”, “Task 3” เพื่อให้ฉันตรวจว่าไม่มีคำสั่งไหนตกหล่น

นี่มีประโยชน์เมื่อมีคำสั่งหลายข้อ

วิธีตรวจว่า Gemini ทำครบทุกคำสั่งหรือไม่

ใส่ท้าย Prompt ว่า

ก่อนส่งคำตอบ ให้ตรวจว่าได้ทำครบทุก Task ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 6 แล้ว

หรือ

หาก Task ใดยังทำไม่ได้ ให้ระบุเหตุผลแทนการข้าม

นี่ช่วยลดกรณี Gemini ลืมบางข้อ

วิธีให้ Gemini แสดงสถานะของแต่ละ Task

สำหรับงานยาว สามารถสั่ง

ให้ใส่สถานะหลังแต่ละ Task ว่า Complete / Need More Data

ตัวอย่าง

Task 1: Complete
Task 2: Need More Data

ช่วยให้รู้ว่าข้อไหนยังขาดข้อมูล

วิธีสั่งให้ Gemini ไม่รวมผลลัพธ์หลาย Task เข้าด้วยกัน

ใช้

แยกคำตอบแต่ละ Task ออกจากกันอย่างชัดเจน ห้ามรวมข้อสรุปจากหลาย Task จนแยกไม่ออก

เหมาะกับ Audit หรือ Report

วิธีสั่งให้ผลจากข้อแรกส่งต่อไปข้อถัดไป

Prompt ตัวอย่าง

ใช้ Keyword ที่ได้จากข้อ 1 เท่านั้นในการสร้างหัวข้อในข้อ 2 และใช้หัวข้อจากข้อ 2 เท่านั้นในการสร้าง Content Plan ในข้อ 3

นี่ทำให้ Workflow มีความต่อเนื่องจริง

วิธีใช้ Dependency

สามารถเขียนแบบนี้

Task 2 ต้องใช้ผลจาก Task 1
Task 3 ต้องใช้ผลจาก Task 2
Task 4 ทำได้หลัง Task 1–3 เสร็จ

มีประโยชน์กับ Prompt ที่เหมือน Workflow

วิธีใช้ Conditions ใน Prompt

สามารถกำหนดเงื่อนไขได้

ตัวอย่าง

ถ้าข้อมูลไม่พอ ให้ถามฉันก่อนทำข้อ 3

หรือ

ถ้าพบข้อผิดพลาด Critical ให้หยุดการวิเคราะห์ส่วนอื่นและแจ้งก่อน

หรือ

ถ้าไม่มีข้อมูลราคา ไม่ต้องจัดอันดับความคุ้มค่า

นี่เรียกว่า Conditional Instruction

ตัวอย่าง If / Then Prompt

หากพบ Keyword Intent ซ้ำกัน ให้รวมเป็นหัวข้อเดียว
หาก Intent ต่างกัน ให้แยกเป็นคนละบทความ

หรือ

ถ้า Error เกิดจาก Network ให้ทำขั้นตอน A
ถ้าเกิดจาก Software ให้ทำขั้นตอน B

Conditional Prompt ช่วยให้ Gemini ปรับการทำงานตามข้อมูล

วิธีใส่ Rules แยกจาก Tasks

อย่าปน Rule ไว้กับทุกข้อ

ใช้ส่วนแยก เช่น

RULES

  • ใช้ภาษาไทย
  • ห้ามเดาข้อมูล
  • ไม่ต้องใส่ข้อมูลซ้ำ
  • ตอบเป็นตาราง
  • ใช้ข้อมูลที่ให้เท่านั้น

Gemini จะเข้าใจว่า Rules ใช้กับทุก Task

วิธีใส่ Constraints หลายข้อ

จัดเป็นรายการ

Constraints:

  1. ไม่เกิน 1,000 คำ
  2. ใช้ภาษาไทย
  3. ไม่ใช้ศัพท์เทคนิคเกินจำเป็น
  4. ห้ามเติมตัวเลข
  5. ใช้เฉพาะข้อมูลต้นฉบับ

แทนการเขียนทุกอย่างเป็นประโยคเดียว

Prompt หลายคำสั่งควรยาวแค่ไหน?

ไม่มีความยาวตายตัว

หลักสำคัญคือ

ซับซ้อนเท่าที่จำเป็น แต่มีโครงสร้างชัด

Prompt 20 บรรทัดที่แบ่ง Task ชัด อาจเข้าใจง่ายกว่า Prompt 3 บรรทัดที่ยัดคำสั่ง 10 อย่างไว้ด้วยกัน

จำนวน Task มากเกินไปหรือไม่?

ถ้ามี Task จำนวนมาก เช่น 15–20 งาน และแต่ละงานซับซ้อน อาจควรแบ่งเป็นหลายรอบ

เหตุผลคือ

  • ตรวจผลลัพธ์ง่ายกว่า
  • แก้ Prompt ได้ทีละส่วน
  • ลดโอกาสข้ามคำสั่ง
  • ลดความซับซ้อน
  • ควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น

งานซับซ้อนมากควรใช้ Workflow มากกว่า One-shot Prompt

One-shot กับ Multi-step แบบไหนดีกว่า?

One-shot

สั่งทุกอย่างครั้งเดียว

เหมาะกับ

  • งานไม่ซับซ้อน
  • ต้องการ Output เร็ว
  • Tasks มีความสัมพันธ์ชัด

Multi-step

แบ่งทำทีละรอบ

เหมาะกับ

  • งานใหญ่
  • ต้องตรวจแต่ละขั้น
  • ต้องตัดสินใจก่อนเดินหน้าต่อ
  • มีข้อมูลไม่ครบ
  • ผลขั้นแรกมีผลมากต่อขั้นถัดไป

ไม่มีแบบใดดีที่สุดเสมอไป

เทคนิค Plan First

ถ้างานซับซ้อน สามารถสั่ง

ก่อนทำงาน ให้สร้างแผนว่าคุณจะทำ Task 1–5 อย่างไร จากนั้นจึงดำเนินการตามลำดับ

เหมาะกับงานที่มีหลายส่วน

แต่ถ้า Task ง่าย ไม่จำเป็นต้องเพิ่มขั้น Planning

เทคนิค “Do Not Skip”

ใช้

ห้ามข้าม Task ใด หากทำไม่ได้ให้ระบุว่าทำไม่ได้เพราะอะไร

เหมาะกับงานที่ต้องได้ Output ครบทุกข้อ

เทคนิค “Do Not Repeat”

เพิ่ม

ห้ามนำข้อมูลจาก Task ก่อนหน้ามาเขียนซ้ำ เว้นแต่จำเป็นต่อความเข้าใจ

ช่วยลดคำตอบยาวซ้ำซ้อน

เทคนิค “One Task, One Section”

กำหนดว่า

1 Task = 1 Section

ตัวอย่าง

Task 1 — Summary

Task 2 — Analysis

Task 3 — Recommendation

อ่านและตรวจง่ายมาก

Prompt Template แบบง่าย

ทำงานต่อไปนี้ตามลำดับ:

  1. [Task 1]
  2. [Task 2]
  3. [Task 3]
  4. [Task 4]

ทำให้ครบทุกข้อ และใช้ผลจากข้อก่อนหน้าเมื่อจำเป็น

Prompt Template แบบมาตรฐาน

GOAL

[เป้าหมายหลัก]

CONTEXT

[ข้อมูล]

TASKS

  1. [งานที่ 1]
  2. [งานที่ 2]
  3. [งานที่ 3]

OUTPUT FORMAT

[รูปแบบ]

RULES

  • [ข้อจำกัด 1]
  • [ข้อจำกัด 2]
  • [ข้อจำกัด 3]

ก่อนส่งคำตอบ ให้ตรวจว่าทำครบทุก Task

Prompt Template แบบ Workflow

ทำงานเป็น Workflow ตามนี้:

Step 1: [งาน]
Output: [ผลลัพธ์]

Step 2: ใช้ผลจาก Step 1 เพื่อ [งาน]
Output: [ผลลัพธ์]

Step 3: ใช้ผลจาก Step 2 เพื่อ [งาน]
Output: [ผลลัพธ์]

Final: สรุปผลทั้งหมดเป็น [Format]

Prompt Template สำหรับงาน Content

  1. วิเคราะห์ Keyword
  2. ระบุ Search Intent
  3. สร้าง Outline
  4. ตรวจ Cannibalization
  5. เขียน Content
  6. ตรวจความซ้ำและส่วนที่หลุด Intent
  7. สร้าง FAQ

ทุกขั้นต้องอ้างอิงผลจากขั้นก่อนหน้า และห้ามเปลี่ยน Search Intent ระหว่างทำงาน

Prompt Template สำหรับวิเคราะห์ธุรกิจ

GOAL

ช่วยตัดสินใจว่าจะทำโครงการนี้หรือไม่

TASKS

  1. วิเคราะห์ต้นทุน
  2. วิเคราะห์ผลตอบแทน
  3. วิเคราะห์ความเสี่ยง
  4. วิเคราะห์ Scenario ดี/กลาง/แย่
  5. สรุปข้อเสนอแนะ

RULE

ห้ามเดาตัวเลขที่ไม่มีข้อมูล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. เขียนทุกคำสั่งติดกัน

ทำให้แยก Task ยาก

2. ไม่มีลำดับ

Gemini ไม่รู้ว่าควรเริ่มตรงไหน

3. มี Task ขัดกัน

เช่น ต้องละเอียดมากแต่สั้นมากพร้อมกัน

4. ไม่ระบุ Output

ทำครบแต่รูปแบบไม่ตรง

5. ไม่มี Goal กลาง

แต่ละ Task อาจไปคนละทิศทาง

6. ใส่ Task เยอะเกินไป

ทำให้บางข้อถูกลดความสำคัญ

7. ไม่ระบุ Dependency

Gemini อาจทำแต่ละข้อแยกกันแทนที่จะใช้ผลต่อเนื่อง

8. ไม่สั่งให้ตรวจความครบ

บาง Task อาจตกหล่น

Checklist ก่อนส่ง Prompt หลายคำสั่ง

ตรวจ 10 จุดนี้

① มี Goal หลักหรือไม่
② Context แยกจากคำสั่งชัดหรือไม่
③ ทุก Task มีหมายเลขหรือไม่
④ ลำดับถูกต้องหรือไม่
⑤ Task ไหนต้องใช้ผลจาก Task ก่อนหน้า
⑥ มีคำสั่งที่ขัดกันหรือไม่
⑦ กำหนด Output ของแต่ละส่วนหรือไม่
⑧ Rules ใช้กับทุก Task ชัดหรือไม่
⑨ จำนวน Task มากเกินไปหรือไม่
⑩ สั่งให้ตรวจว่าทำครบทุก Task หรือยัง

สรุป วิธีเขียน Prompt หลายคำสั่งให้ Gemini เข้าใจ

หัวใจสำคัญของ Prompt หลายคำสั่งคือ อย่ายัดทุกอย่างไว้ในประโยคเดียว

ควรจัดโครงสร้างเป็น

Goal + Context + Tasks ตามลำดับ + Output + Rules

Prompt พื้นฐานที่ใช้ได้กับหลายงานคือ

ทำงานตามลำดับต่อไปนี้

  1. [งานแรก]
  2. [งานที่สอง]
  3. [งานที่สาม]
  4. [งานที่สี่]

ใช้ผลจากขั้นก่อนหน้าเมื่อเกี่ยวข้อง แยกคำตอบแต่ละ Task ให้ชัด และก่อนส่งให้ตรวจว่าทำครบทุกข้อแล้ว

ถ้างานซับซ้อนมาก ให้แบ่ง Prompt เป็นส่วน เช่น Context, Goal, Tasks, Rules และ Output Format

วิธีนี้ช่วยให้ Gemini เข้าใจว่า ต้องทำอะไร ทำเมื่อไร ใช้ข้อมูลไหน และผลลัพธ์สุดท้ายควรเป็นแบบใด ทำให้ Prompt หลายคำสั่งมีความเป็นระบบและลดโอกาสที่งานบางส่วนจะถูกข้ามหรือหลุดจากเป้าหมาย