Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

การเขียน Prompt สำหรับ Gemini Deep Research แตกต่างจากการถาม Gemini ทั่วไป เพราะเป้าหมายไม่ได้มีแค่การให้ AI ตอบคำถาม แต่เป็นการกำหนดว่า Gemini ควร ค้นหาอะไร ค้นลึกแค่ไหน ใช้ข้อมูลช่วงใด เปรียบเทียบอะไร และสรุปผลออกมาในรูปแบบไหน
Prompt ที่ดีจึงช่วยให้ Gemini Deep Research สร้าง Research Plan ได้ตรงประเด็น ลดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง และลดโอกาสต้องเสียเวลาสั่ง Research ใหม่หลายรอบ
หากคุณกำลังสงสัยว่า ควรเขียน Prompt สำหรับ Gemini Deep Research อย่างไร บทความนี้รวมตั้งแต่โครงสร้าง Prompt ที่แนะนำ ตัวอย่างพร้อมใช้ ไปจนถึงเทคนิคสำหรับ Research ธุรกิจ SEO คู่แข่ง การเรียน สินค้า และเทคโนโลยี
Prompt คือคำสั่งหรือคำถามที่เราใช้บอก Gemini ว่าเราต้องการค้นคว้าเรื่องอะไร
ใน Gemini ปกติ Prompt อาจสั้นเพียง
“Wi-Fi 7 คืออะไร”
แต่ถ้าจะใช้ Deep Research การเขียนเพียงคำว่า
“Research Wi-Fi 7”
ยังถือว่ากว้างเกินไป
Prompt ที่ดีกว่าคือ
“ทำ Deep Research เกี่ยวกับ Wi-Fi 7 โดยอธิบายเทคโนโลยีหลัก ความเร็ว ย่านความถี่ ความแตกต่างจาก Wi-Fi 6 และ Wi-Fi 6E อุปกรณ์ที่รองรับ ประโยชน์ในการใช้งานจริง ข้อจำกัด และแนวโน้มการใช้งานในอนาคต พร้อมสรุปเป็นหัวข้อและตารางเปรียบเทียบ”
คำสั่งแบบนี้ทำให้ Gemini เข้าใจได้ทันทีว่า
Gemini Deep Research จะสร้าง Research Plan จากสิ่งที่เราเขียน
ถ้า Prompt กว้างมาก แผนการค้นคว้าก็อาจกว้างตาม
ถ้า Prompt ผิดเป้าหมาย Research ทั้งงานก็อาจออกนอกประเด็น
ดังนั้นการใช้เวลาเพิ่มอีกเล็กน้อยในการกำหนดโจทย์ก่อนเริ่ม Research สามารถช่วยประหยัดเวลาในภายหลังได้มาก
Prompt ที่ดีช่วยให้
เริ่มจากบอก Gemini ก่อนว่าเราต้องการศึกษาเรื่องอะไร
“Research AI”
คำว่า AI มีขอบเขตกว้างมาก ตั้งแต่ Machine Learning, Generative AI, Robotics ไปจนถึงธุรกิจ AI
Gemini จึงต้องเดาเองว่าเราสนใจส่วนไหน
“ทำ Deep Research เกี่ยวกับตลาด Generative AI สำหรับธุรกิจ SME ในประเทศไทย”
เพียงเพิ่ม
ขอบเขต Research ก็แคบและชัดขึ้นทันที
Prompt ที่ดีควรบอก Gemini ด้วยว่า Research นี้มีไว้เพื่ออะไร
เพราะการ Research เรื่องเดียวกันเพื่อ
เรียนรู้
กับ
ลงทุน
อาจต้องใช้ข้อมูลคนละแบบ
ตัวอย่างเช่น
“ศึกษาตลาด Cloud Computing ในประเทศไทย เพื่อใช้ประเมินโอกาสเปิดบริการ Cloud สำหรับธุรกิจ SME”
เมื่อ Gemini รู้เป้าหมาย ก็สามารถให้น้ำหนักกับข้อมูลที่เกี่ยวกับ
ได้มากขึ้น
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือไม่ได้ระบุพื้นที่
ตัวอย่างเช่น
“วิเคราะห์ตลาดอาหาร Delivery”
ตลาด Delivery ในไทย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินเดียแตกต่างกันมาก
ควรระบุ เช่น
“วิเคราะห์ตลาด Food Delivery ในประเทศไทย”
หรือ
“เปรียบเทียบตลาด Food Delivery ในประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย”
การกำหนดพื้นที่ช่วยให้ข้อมูลตรงกับบริบทที่ต้องการมากขึ้น
หัวข้อบางอย่างเปลี่ยนเร็วมาก เช่น
ถ้าไม่กำหนดช่วงเวลา Gemini อาจใช้ทั้งข้อมูลใหม่และข้อมูลเก่ามารวมกัน
ตัวอย่าง Prompt:
“เน้นข้อมูลล่าสุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และระบุวันที่ของข้อมูลสำคัญ”
หรือ
“วิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ปี 2023 ถึงปัจจุบัน”
หรือ
“เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงย้อนหลัง 5 ปี”
วิธีนี้ช่วยให้รายงานมี Time Context ที่ชัดขึ้น
อย่าปล่อยให้ Gemini เป็นคนกำหนดทุกประเด็นเอง
ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าต้องการข้อมูลอะไร ควรเขียนลงใน Prompt
ตัวอย่าง:
“วิเคราะห์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยศึกษา
Gemini สามารถนำรายการเหล่านี้ไปใช้เป็นพื้นฐานในการสร้าง Research Plan ได้
Deep Research สามารถค้นคว้าจาก Google Search และรองรับการเพิ่มแหล่งข้อมูลอื่นในกรณีที่บัญชีเปิดให้ใช้งาน เช่น
นอกจากการเลือก Source ใน Gemini แล้ว เรายังสามารถระบุคุณภาพของแหล่งข้อมูลที่ต้องการใน Prompt ได้
ตัวอย่าง:
“ให้ความสำคัญกับข้อมูลจากแหล่งต้นฉบับ หน่วยงานรัฐ บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ งานวิจัย และองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรง”
หรือ
“หากพบตัวเลขเดียวกันจากหลายเว็บไซต์ ให้พยายามค้นหาแหล่งต้นฉบับของตัวเลขนั้น”
เทคนิคนี้มีประโยชน์มากสำหรับงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง
Deep Research มีประโยชน์มากเมื่อใช้เพื่อสังเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่เพียงหาเว็บไซต์
จึงสามารถสั่งว่า
“เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง และระบุหากแต่ละแหล่งให้ข้อมูลไม่ตรงกัน”
หรือ
“อย่าใช้ข้อสรุปจากแหล่งข้อมูลเดียว หากเป็นประเด็นสำคัญให้ตรวจสอบกับหลายแหล่ง”
วิธีนี้เหมาะกับ
ข้อมูล Research มักมีทั้งข้อเท็จจริงและการวิเคราะห์
ตัวอย่างเช่น
ข้อเท็จจริง: บริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนหนึ่ง
กับ
การวิเคราะห์: ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจทำให้บริษัทครองตลาด
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
จึงสามารถเขียน Prompt ว่า
“แยกข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับออกจากการวิเคราะห์ การคาดการณ์ และความคิดเห็น”
สิ่งนี้ช่วยให้รายงานอ่านง่ายและตรวจสอบได้มากขึ้น
อย่าบอก Gemini เพียงว่า “ทำรายงาน”
สามารถกำหนดรูปแบบที่ต้องการได้ละเอียดกว่านั้น
เช่น
“สรุปผลเป็นรายงานโดยมี
เมื่อกำหนด Output Format ตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์จะนำไปใช้งานต่อได้ง่ายขึ้น
เรื่องเดียวกันสามารถ Research ได้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับมืออาชีพ
ตัวอย่าง:
“อธิบายสำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่มีพื้นฐาน”
หรือ
“วิเคราะห์ในระดับผู้บริหารธุรกิจ โดยเน้นตัวเลข ตลาด และความเสี่ยง”
หรือ
“วิเคราะห์เชิงเทคนิคสำหรับ Network Engineer”
คำว่า
ช่วยกำหนดระดับภาษาและรายละเอียดที่เหมาะสม
สามารถจำสูตรง่าย ๆ ดังนี้
ต้องการศึกษาอะไร
Research เพื่ออะไร
ขอบเขตประเทศ อุตสาหกรรม หรือกลุ่มเป้าหมายคืออะไร
ต้องการข้อมูลช่วงใด
ต้องตอบประเด็นอะไรบ้าง
ต้องการให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลแบบไหน
ต้องเปรียบเทียบอะไร
ต้องการผลลัพธ์รูปแบบไหน
รวมกันแล้วจะได้โครงสร้างประมาณนี้
“ทำ Deep Research เรื่อง [หัวข้อ] เพื่อ [เป้าหมาย] โดยเน้น [ขอบเขต] ใช้ข้อมูลช่วง [เวลา] วิเคราะห์ [ประเด็นสำคัญ] ให้ความสำคัญกับ [แหล่งข้อมูล] เปรียบเทียบ [สิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ] และสรุปเป็น [รูปแบบผลลัพธ์]”
“ทำ Deep Research เกี่ยวกับตลาด Generative AI สำหรับธุรกิจ SME ในประเทศไทย โดยเน้นข้อมูลล่าสุด ศึกษาขนาดตลาด การเติบโต กลุ่มลูกค้า Use Case ที่นิยม ผู้ให้บริการหลัก ค่าใช้จ่าย ปัญหาของผู้ใช้งาน ความกังวลด้านข้อมูลและความปลอดภัย โอกาสทางธุรกิจ และแนวโน้มในอีก 3 ปี
ให้ความสำคัญกับข้อมูลจากแหล่งต้นฉบับ รายงานอุตสาหกรรม บริษัทเทคโนโลยี และองค์กรที่น่าเชื่อถือ
หากข้อมูลเกี่ยวกับขนาดตลาดหรือการคาดการณ์แตกต่างกัน ให้เปรียบเทียบแต่ละแหล่งแทนการเลือกตัวเลขเพียงค่าเดียว
สรุปเป็นรายงานพร้อม Executive Summary ตารางเปรียบเทียบ และข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ”
“ทำ Deep Research วิเคราะห์คู่แข่งหลักในธุรกิจ Web Hosting ประเทศไทย โดยเปรียบเทียบสินค้า แพ็กเกจ ราคา กลุ่มลูกค้า จุดขาย การรับประกัน Support เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Content Marketing
วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละราย พร้อมหา Content Gap, Product Gap และ Pain Point ของลูกค้าที่ยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดตอบได้ดี
สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ พร้อม 10 โอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ”
“ทำ Deep Research เกี่ยวกับ Google Gemini เพื่อสร้าง Content Strategy สำหรับเว็บไซต์ภาษาไทย
ค้นหาหัวข้อ คำถาม ปัญหา Use Case ฟีเจอร์ การเปรียบเทียบ และ Search Intent ที่ผู้ใช้มีแนวโน้มค้นหา
แบ่งหัวข้อออกเป็น
หา Topic Cluster และ Content Gap ที่สามารถสร้างบทความเชิงลึกได้
ไม่ต้องสร้างตัวเลข Search Volume หากไม่มีข้อมูลรองรับ และให้แยกข้อมูลที่ตรวจสอบได้ออกจากข้อเสนอแนะของ AI”
“ทำ Deep Research เปรียบเทียบโน้ตบุ๊กสำหรับตัดต่อวิดีโอในงบประมาณประมาณ 40,000 บาท
พิจารณา CPU, GPU, RAM, SSD, หน้าจอ ความแม่นยำสี ระบบระบายความร้อน น้ำหนัก แบตเตอรี่ พอร์ต การอัปเกรด และการรับประกัน
เน้นรุ่นที่มีจำหน่ายในประเทศไทย และให้ความสำคัญกับข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้ผลิต
แยกข้อมูลสเปกออกจากความคิดเห็นหรือรีวิว และสรุปว่าแต่ละรุ่นเหมาะกับผู้ใช้ประเภทใด”
“ทำ Deep Research เรื่องพัฒนาการของ Artificial Intelligence ตั้งแต่ปี 1950 ถึงปัจจุบัน
เรียงเหตุการณ์ตาม Timeline อธิบายนักวิจัย เทคโนโลยี โมเดล และเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ AI พัฒนาในแต่ละยุค
ให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลทางวิชาการ มหาวิทยาลัย องค์กรวิจัย และบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี
ระบุปีของเหตุการณ์สำคัญและแหล่งอ้างอิง เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับจัดทำรายงานการศึกษา”
“ทำ Deep Research เพื่อประเมินโอกาสเปิดธุรกิจติดตั้งกล้องวงจรปิดสำหรับบ้านและ SME ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ศึกษา
จากนั้นเสนอ Business Opportunity ที่สามารถเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนไม่สูง พร้อมอธิบายเหตุผลของแต่ละแนวทาง”
“ทำ Deep Research เกี่ยวกับ Wi-Fi 7 สำหรับผู้ดูแลระบบเครือข่าย
อธิบายเทคโนโลยี Multi-Link Operation, 320 MHz Channels, 4K-QAM และ Multi-RU พร้อมเปรียบเทียบกับ Wi-Fi 6 และ Wi-Fi 6E
ศึกษาประโยชน์ในการใช้งานจริง ข้อจำกัด ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และสถานการณ์ที่การอัปเกรดเป็น Wi-Fi 7 มีความคุ้มค่า
ให้ความสำคัญกับเอกสารมาตรฐานและข้อมูลจากผู้ผลิตอุปกรณ์โดยตรง”
“ทำ Deep Research เกี่ยวกับตลาดเว็บไซต์สอนการใช้งาน AI ภาษาไทย
ศึกษาว่าผู้ใช้ต้องการเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับ ChatGPT, Gemini, Claude และเครื่องมือ Generative AI
วิเคราะห์ประเภทคอนเทนต์ที่มีอยู่แล้ว ปัญหาที่ผู้ใช้ค้นหา หัวข้อที่มีการแข่งขันสูง และ Content Gap ที่ยังสามารถสร้างเนื้อหาได้
จากนั้นจัด Topic Cluster สำหรับเว็บไซต์ใหม่ โดยแบ่งตั้งแต่ Beginner ถึง Advanced”
สำหรับข้อมูลที่เปลี่ยนบ่อย ควรกำหนดเรื่อง “ความใหม่” ให้ชัดเจน
ตัวอย่าง:
“ทำ Deep Research เกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของ Generative AI โดยเน้นข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
สำหรับข้อมูลสำคัญให้ระบุวันที่เผยแพร่และวันที่ของเหตุการณ์ หากข้อมูลจากแหล่งเก่าขัดแย้งกับข้อมูลใหม่ ให้ยึดข้อมูลใหม่กว่าและอธิบายการเปลี่ยนแปลง”
Prompt ลักษณะนี้ช่วยลดปัญหาการนำข้อมูลหลายช่วงเวลามาปะปนกัน
หากมีเอกสารของตัวเอง สามารถอัปโหลดไฟล์แล้วใช้ Prompt เช่น
“วิเคราะห์ PDF ที่อัปโหลดนี้อย่างละเอียด
สรุป
จากนั้นใช้ Deep Research ตรวจสอบข้อมูลสำคัญกับข้อมูลปัจจุบันจากเว็บ และระบุว่ามีส่วนใดในเอกสารที่ล้าสมัยหรือเปลี่ยนแปลงไปแล้ว”
หากเลือก Gmail หรือ Drive เป็น Source ควรบอก Gemini ให้ชัดว่าต้องการให้ข้อมูลส่วนตัวมีบทบาทอย่างไร
ตัวอย่าง:
“วิเคราะห์เอกสารโครงการใน Google Drive ที่เกี่ยวข้องกับ Project A แล้วเปรียบเทียบกับแนวโน้มอุตสาหกรรมล่าสุดจากเว็บ
แยกข้อมูลภายในบริษัทออกจากข้อมูลภายนอก และระบุให้ชัดว่าข้อสรุปใดมาจากเอกสารของเรา”
การกำหนดแบบนี้ช่วยให้รายงานไม่ผสมข้อมูลหลายประเภทจนแยกไม่ออก
หากมีเว็บไซต์เฉพาะที่ต้องการให้ Research สามารถระบุใน Prompt ได้
เช่น
“ให้ความสำคัญกับข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทผู้ผลิต หน่วยงานราชการ และเอกสารมาตรฐานก่อนแหล่งข้อมูลประเภท Blog หรือ Forum”
หรือหากมี URL หรือเอกสารเฉพาะที่ Gemini สามารถเข้าถึงได้ ก็สามารถให้ระบบนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Research ตามความสามารถที่รองรับ
หลักสำคัญคือไม่ควรบังคับให้ใช้เว็บไซต์หนึ่งเพียงแห่งเดียวในงานที่ต้องการความเป็นกลาง เพราะอาจทำให้มุมมองของรายงานแคบเกินไป
ไม่เสมอไป
Prompt ที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องยาวที่สุด
Google เองแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องคิด Prompt แรกให้ซับซ้อนมาก เพราะ Deep Research จะสร้าง Research Plan ให้ตรวจสอบและแก้ไขก่อนเริ่ม Research
ดังนั้น Prompt สั้นแต่มีเป้าหมายชัด เช่น
“Research ตลาด Data Center ในประเทศไทย เพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจ โดยเน้นผู้เล่นหลัก การเติบโต ความต้องการพลังงาน เทคโนโลยี และความเสี่ยง”
อาจมีประสิทธิภาพมากกว่า Prompt ยาวหลายหน้าที่มีคำสั่งซ้ำกัน
สิ่งสำคัญคือ ชัด ไม่ใช่ยาว
หลังส่ง Prompt Gemini จะสร้าง Research Plan
นี่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการแก้โจทย์ก่อนที่ระบบจะใช้เวลาทำ Research จริง
ตัวอย่างเช่น Prompt ของเราต้องการศึกษาตลาด EV แต่ Research Plan ไม่มี
“ตลาดรถ EV มือสอง”
สามารถสั่งแก้ Plan ว่า
“เพิ่มหัวข้อเกี่ยวกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง Resale Value ราคาแบตเตอรี่ และความกังวลของผู้ซื้อ”
หรือ
“ตัดประเด็นรถเพื่อการพาณิชย์ออก และเน้นเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคล”
จึงไม่จำเป็นต้องพยายามเขียน Prompt แรกให้สมบูรณ์แบบ 100%
ใช้
Prompt → Research Plan → Edit Plan → Start Research
เป็น Workflow จะมีประสิทธิภาพกว่า
❌ “วิเคราะห์ตลาดออนไลน์”
✅ “วิเคราะห์ตลาด E-commerce สินค้าไอทีในประเทศไทย”
Gemini ไม่รู้ว่าคุณ Research เพื่อเรียน ลงทุน หรือเขียนบทความ
ข้อมูลต่างประเทศอาจเข้ามาปะปนมากเกินไป
เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรื่องที่เปลี่ยนเร็ว
Research หนึ่งงานควรมีแกนหลักที่ชัด
คำว่า “ดีที่สุด” ไม่มีเกณฑ์ชัดเจน
ควรกำหนดว่าอะไรคือดีที่สุด เช่น
Prompt ดีแค่ไหน AI ก็ยังผิดได้
ถ้า Plan ผิด แต่กด Start Research ทันที รายงานก็อาจ Research ผิดทิศทางทั้งชุด
สั่งว่า
“หาข้อมูลที่แหล่งต่าง ๆ ให้ตัวเลขหรือข้อสรุปไม่ตรงกัน และอธิบายสาเหตุที่อาจทำให้แตกต่างกัน”
มีประโยชน์มากสำหรับ Market Research
สั่งว่า
“อย่าสรุปเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ให้ค้นหาหลักฐานที่คัดค้านหรือแสดงข้อจำกัดด้วย”
ช่วยลด Confirmation Bias
สั่งว่า
“แยกข้อมูลปัจจุบันออกจาก Forecast และระบุสมมติฐานของการคาดการณ์”
สั่งว่า
“หากพบสถิติจากบทความที่อ้างแหล่งอื่น ให้พยายามติดตามไปยังแหล่งข้อมูลต้นฉบับ”
สั่งว่า
“หลัง Research เสร็จ ระบุด้วยว่ามีข้อมูลสำคัญอะไรที่ยังหาไม่ได้หรือหลักฐานยังไม่เพียงพอ”
นี่เป็นเทคนิคที่มีประโยชน์มาก เพราะรายงานที่ดีควรบอกทั้งสิ่งที่รู้และสิ่งที่ยังไม่รู้
ก่อนกดส่ง ลองตรวจ 8 ข้อนี้
① หัวข้อชัดหรือไม่
② วัตถุประสงค์ชัดหรือไม่
③ ประเทศหรือพื้นที่ชัดหรือไม่
④ ช่วงเวลาชัดหรือไม่
⑤ ประเด็นที่ต้อง Research ครบหรือไม่
⑥ กำหนดคุณภาพแหล่งข้อมูลหรือไม่
⑦ บอกสิ่งที่ต้องเปรียบเทียบหรือไม่
⑧ กำหนด Output ที่ต้องการหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องมีครบทั้ง 8 ข้อทุกครั้ง
แต่ยิ่งเป็นงาน Research สำคัญ ยิ่งควรให้รายละเอียดมากขึ้น
ไม่จำเป็น Prompt ควรชัดมากกว่ายาว เพราะ Gemini จะสร้าง Research Plan ให้เราตรวจสอบก่อนเริ่ม Research ได้
ได้ สามารถอธิบายหัวข้อและคำสั่งเป็นภาษาไทยตามธรรมชาติได้
ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษเสมอ หาก Research เกี่ยวกับประเทศไทย การใช้ภาษาไทยและระบุบริบทไทยให้ชัดสามารถทำงานได้ดี
สามารถปรับทิศทางผ่าน Research Plan ก่อนเริ่ม Research และหลังได้รายงานแล้วยังสามารถถามต่อหรือขอปรับการวิเคราะห์ได้
ไม่จำเป็น เพราะ Deep Research ใช้ Google Search เป็น Source เริ่มต้น แต่สามารถกำหนดแหล่งข้อมูลที่ต้องการให้ความสำคัญ หรือเพิ่ม Source อื่นที่ระบบรองรับได้
ได้ สามารถอัปโหลดไฟล์ที่รองรับแล้วอธิบายใน Prompt ว่าต้องการให้วิเคราะห์ไฟล์อย่างไร
ได้หากทุกเรื่องอยู่ภายใต้ Research Goal เดียวกัน แต่หากเป็นคนละหัวข้อโดยสิ้นเชิง ควรแยก Research เพื่อให้ได้ผลที่ลึกกว่า
Deep Research สร้างรายงานพร้อมแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการค้นคว้าอยู่แล้ว แต่สามารถระบุเพิ่มเติมได้ว่าต้องการให้เน้น Source ต้นฉบับและตรวจสอบข้อมูลสำคัญจากหลายแหล่ง
หลักสำคัญของการเขียน Prompt สำหรับ Gemini Deep Research คือ กำหนดโจทย์ให้ชัด แต่ไม่จำเป็นต้องเขียนให้ยาวเกินความจำเป็น
Prompt ที่มีประสิทธิภาพควรช่วยให้ Gemini เข้าใจว่า
① ต้อง Research เรื่องอะไร
② Research เพื่ออะไร
③ ขอบเขตอยู่ที่ไหน
④ ต้องการข้อมูลช่วงใด
⑤ ต้องตอบคำถามอะไร
⑥ ควรใช้แหล่งข้อมูลแบบไหน
⑦ ต้องเปรียบเทียบอะไร
⑧ ต้องการผลลัพธ์รูปแบบไหน
หลังส่ง Prompt แล้ว อย่ารีบกด Start Research
ควรอ่าน Research Plan ก่อนทุกครั้ง และใช้ Edit Plan เพื่อเพิ่ม ตัด หรือเปลี่ยนประเด็นที่ไม่ตรงกับเป้าหมาย
สำหรับงานสำคัญ ควรเพิ่มคำสั่งให้ Gemini
เมื่อรวม Prompt ที่ชัดเจนเข้ากับการตรวจ Research Plan และการตรวจ Source หลังได้รายงาน จะช่วยให้ Gemini Deep Research กลายเป็นเครื่องมือค้นคว้าที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการพิมพ์คำถามกว้าง ๆ แล้วหวังให้ AI เดาเองว่าคุณต้องการอะไร