Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หนึ่งในคำถามที่ผู้ใช้ Google Gemini ค้นหากันมากคือ Gemini Deep Research ฟรีไหม และใช้ได้กี่ครั้งต่อวัน เพราะ Deep Research เป็นฟีเจอร์ที่ต้องใช้ทรัพยากรประมวลผลมากกว่าการถาม Gemini แบบปกติ จึงมีข้อจำกัดการใช้งานแยกจากการแชตทั่วไป
คำตอบปัจจุบันคือ Gemini Deep Research ใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องสมัครแพ็กเกจ Google AI ผู้ใช้ที่ไม่มีแพ็กเกจแบบเสียเงินก็สามารถใช้ Deep Research ได้ แต่จะมีขีดจำกัดมาตรฐาน ขณะที่ Google AI Plus, Google AI Pro และ Google AI Ultra จะได้รับโควต้าการใช้งานที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม Google ไม่ได้กำหนดตัวเลขตายตัวบนหน้าช่วยเหลือปัจจุบันว่า “บัญชีฟรีใช้ Deep Research ได้กี่ครั้งต่อวัน” สำหรับผู้ใช้ทุกคนเหมือนกัน เพราะข้อจำกัดสามารถเปลี่ยนตามแพ็กเกจ ความซับซ้อนของงาน ความพร้อมของระบบ และนโยบายการจัดสรรทรัพยากรของ Gemini
ดังนั้นคำตอบที่แม่นที่สุดคือ
ใช้ฟรีได้ แต่มีโควต้า
และจำนวนครั้งที่เหลือควรดูจากบัญชี Gemini ของผู้ใช้โดยตรง
ฟรี
Google ระบุในตารางความพร้อมใช้งานของฟีเจอร์ Gemini ว่า Deep Research สามารถใช้ได้ทั้ง
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องสมัคร Google AI Pro หรือ Ultra เพียงเพื่อเปิดใช้งาน Deep Research
แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ
ขีดจำกัดการใช้งาน
ผู้ใช้ฟรีจะได้รับ Standard Limits ส่วนแพ็กเกจแบบชำระเงินจะมีโควต้าสูงกว่า
หากใช้ Gemini ด้วยบัญชี Google ปกติและไม่มีแพ็กเกจ Google AI ก็สามารถเข้าใช้งาน Deep Research ได้ หากบัญชีและพื้นที่ของผู้ใช้รองรับฟีเจอร์ดังกล่าว
สามารถใช้ Deep Research เพื่อ
ความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า
“ใช้ฟรีได้หรือไม่ได้”
แต่อยู่ที่
“ใช้ฟรีได้มากแค่ไหน”
นี่เป็นจุดที่ต้องระวังข้อมูลเก่าบนอินเทอร์เน็ต
Google ระบุปัจจุบันว่า Gemini Apps มีข้อจำกัด Deep Research ใน 2 ด้านหลัก ได้แก่
เมื่อผู้ใช้ใกล้ถึงขีดจำกัด Gemini จะแจ้งว่าคุณเหลือ Research Requests สำหรับวันนั้นอีกกี่ครั้ง
หน้าช่วยเหลือปัจจุบันไม่ได้ระบุว่า
“Free = X ครั้งต่อวัน”
เป็นตัวเลขตายตัวสำหรับทุกคน
ดังนั้น หากเห็นเว็บไซต์เก่าระบุ เช่น
“ใช้ฟรี 5 ครั้งต่อเดือน”
หรือ
“ใช้ได้ X ครั้งต่อวันแน่นอน”
ควรตรวจวันที่ของข้อมูลก่อน เพราะระบบขีดจำกัดของ Gemini มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง
ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2026 Google มีการเปลี่ยนระบบขีดจำกัดการใช้งาน Gemini
ปัจจุบัน Google อธิบายว่า Gemini ใช้ Compute-based Usage Limits หรือขีดจำกัดที่อิงทรัพยากรประมวลผล โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น
นั่นหมายความว่าการใช้งานไม่ได้ถูกวัดเพียงว่า
“ส่งกี่ Prompt”
เท่านั้น
แต่ระบบยังพิจารณาว่าแต่ละงานต้องใช้การประมวลผลมากน้อยเพียงใด
โดยทั่วไปใช่
Google ระบุโดยตรงว่าฟีเจอร์ที่ใช้การประมวลผลสูง เช่น
Deep Research
และการสร้าง Media จะใช้โควต้าการใช้งานมากกว่าการใช้งานบางประเภทใน Gemini
เหตุผลก็เพราะ Deep Research ต้องทำหลายขั้นตอน เช่น
จึงเป็นงานที่หนักกว่าการถามคำถามธรรมดา
ตามระบบขีดจำกัด Gemini ปัจจุบัน
Google AI Plus
ได้รับขีดจำกัดโดยรวมประมาณ
2 เท่าของ Standard Limits
เมื่อเทียบกับบัญชีที่ไม่มีแพ็กเกจ Google AI
เหมาะกับผู้ที่
Google AI Plus ยังมี Context Window 128,000 Tokens ขณะที่บัญชีที่ไม่มี AI Plan อยู่ที่ 32,000 Tokens
Google AI Pro มีขีดจำกัดการใช้งานโดยรวมสูงกว่า Standard Limits ประมาณ
4 เท่า
ตามข้อมูลปัจจุบันของ Google
นอกจากนี้ สำหรับ Deep Research โดยเฉพาะ Google ระบุว่าผู้ใช้ Google AI Pro และ Google AI Ultra สามารถใช้โมเดล Pro ในการสร้าง Research Report เพื่อคุณภาพที่สูงขึ้นได้ ขณะที่ผู้ใช้ทุกคนยังสามารถใช้โมเดล Thinking สำหรับ Deep Research ได้
หากใช้ Deep Research หลายครั้งต่อวัน Pro จะมีความเหมาะสมกว่าบัญชีฟรีอย่างชัดเจน
ในกลุ่มแพ็กเกจบุคคลทั่วไป Google AI Ultra เป็นระดับสูงสุด
Google ระบุว่า AI Ultra มีขีดจำกัดสูงกว่า AI Pro
5 เท่า หรือ 20 เท่า
ขึ้นอยู่กับรูปแบบ Subscription ที่ผู้ใช้มี
Google AI Ultra ยังมีความสามารถเพิ่มเติมบางอย่าง เช่น Deep Think และสิทธิ์ใช้งานฟีเจอร์ระดับสูงอื่น ๆ ตามความพร้อมของบริการ
สำหรับ Deep Research โดยเฉพาะ Google ยังระบุว่า Report ของผู้ใช้ Ultra อาจมี Visuals เพิ่มเติม เช่น
Deep Research: ใช้ได้
ขีดจำกัด: Standard Limits
Context Window: 32,000 Tokens
เหมาะกับผู้ที่ใช้ Research เป็นครั้งคราว
Deep Research: ใช้ได้
ขีดจำกัดโดยรวม: ประมาณ 2 เท่าของ Standard
Context Window: 128,000 Tokens
เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการโควต้าเพิ่ม
Deep Research: ใช้ได้
ขีดจำกัดโดยรวม: ประมาณ 4 เท่าของ Standard
Context Window: 1 ล้าน Tokens
Deep Research Model: สามารถใช้ Pro เพื่อสร้าง Report คุณภาพสูงขึ้น
เหมาะกับผู้ใช้งานจริงจัง
Deep Research: ใช้ได้
ขีดจำกัด: สูงกว่า Pro อย่างมากตาม Subscription
Context Window: 1 ล้าน Tokens
Deep Research Model: ใช้ Pro ได้
ความสามารถเพิ่มเติม: อาจมี Visuals ขั้นสูงใน Research Report
เหมาะกับผู้ใช้ระดับหนักและงานซับซ้อน
ข้อมูลขีดจำกัดและความพร้อมของฟีเจอร์อาจมีการเปลี่ยนแปลงตาม Google
วิธีที่แม่นกว่าการจำตัวเลขจากบทความออนไลน์ คือดูข้อมูลจาก Gemini ของบัญชีเราโดยตรง
Google ระบุว่าเมื่อใกล้ถึงขีดจำกัด Deep Research ระบบจะแจ้งว่า
เหลือ Research Requests อีกกี่ครั้งในวันนั้น
ดังนั้นหากใช้ Deep Research บ่อย ให้สังเกตข้อความแจ้งเตือนใน Gemini
ตัวเลขที่ Gemini แสดงเป็นข้อมูลสำหรับบัญชีของคุณจริง ๆ
จึงเชื่อถือได้มากกว่าตัวเลขจากบทความเก่าที่อาจใช้ระบบ Limit รุ่นก่อน
Google ยังมีหน้าสำหรับดูสถานะ Usage ของบัญชี
Google ระบุว่าหน้านี้ใช้ตรวจดูสถานะขีดจำกัดการใช้งานและข้อมูลเกี่ยวกับการ Reset Limit ได้
ควรตรวจ Usage ก่อนเริ่มงานใหญ่
เพื่อไม่ให้ทำ Research ไปหลายชุดแล้วถึง Limit กลางวัน
เรื่องนี้ต้องแยกจาก Limit ของ Gemini โดยรวม
สำหรับ Deep Research Google ระบุว่ามี Daily Research Requests
ดังนั้นจำนวน Request ที่เหลือจะแสดงตามขีดจำกัดรายวันของฟีเจอร์
ขณะเดียวกันระบบ Usage Limit โดยรวมของ Gemini รุ่นปัจจุบันยังใช้ขีดจำกัดตามการประมวลผล ซึ่งบางส่วน Refresh ทุก 5 ชั่วโมง จนถึง Weekly Limit ตามระบบที่ Google เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026
ดังนั้นอย่าคิดว่า Gemini ทุกฟีเจอร์ใช้ Reset Rule แบบเดียวกันทั้งหมด
เมื่อใกล้ Limit Gemini จะแจ้งจำนวน Research Requests ที่เหลือ
หากใช้งานครบ Limit แล้ว จะไม่สามารถเริ่ม Research เพิ่มภายใต้ขีดจำกัดนั้นได้จนกว่าโควต้าจะกลับมา หรือจนกว่าจะมีสิทธิ์การใช้งานสูงขึ้น
ไม่จำเป็นต้องสมัครแพ็กเกจทันที หาก Deep Research ถูกใช้เพียงเป็นครั้งคราว
Google ระบุว่าขีดจำกัด Gemini สามารถเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงตาม
และเมื่อความต้องการใช้งานสูง Google อาจปรับ Limit เพื่อรักษาคุณภาพของบริการ
Google ระบุเพิ่มเติมว่า ฟีเจอร์ที่ใช้การประมวลผลสูง เช่น Deep Research อาจไม่พร้อมสำหรับบัญชีที่ไม่มี Google AI Plan ในบางช่วงที่มี Demand สูง และหากต้องจำกัดการใช้งาน ผู้ใช้ฟรีอาจถูกจำกัดก่อนผู้สมัครแพ็กเกจ
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมจำนวนหรือความพร้อมใช้งานอาจไม่เหมือนกันตลอดเวลา
หากมีโควต้าจำกัด ไม่ควรใช้ Deep Research กับทุกคำถาม
“SEO คืออะไร”
“Gemini คืออะไร”
“RAM คืออะไร”
“แปลข้อความนี้”
“สรุปข้อความสั้น ๆ”
คำถามเหล่านี้ใช้ Gemini Chat ปกติก็เพียงพอ
วิธีนี้ช่วยใช้โควต้าได้คุ้มกว่ามาก
หากหัวข้อเกี่ยวข้องกัน ไม่จำเป็นต้องสร้าง Deep Research แยกทุกคำถาม
Research 1: ตลาด SEO เป็นอย่างไร
Research 2: คู่แข่ง SEO เป็นใคร
Research 3: ราคา SEO เท่าไร
Research 4: ลูกค้า SEO คือใคร
“ทำ Deep Research ตลาดบริการ SEO ในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ขนาดและแนวโน้มตลาด กลุ่มลูกค้า คู่แข่ง รูปแบบบริการ ช่วงราคา จุดแข็ง จุดอ่อน และ Market Gap”
เพียง Report เดียวอาจตอบได้หลายคำถาม
ก่อนกด Start Research ควรตรวจ Research Plan ให้ดี
เพราะหาก Plan ผิดแล้วปล่อยให้ Research ทำงานจนเสร็จ อาจต้องเสียอีก Request เพื่อทำใหม่
หากไม่ตรง ให้ใช้ Edit plan ก่อนเริ่ม Research
วิธีนี้มีประโยชน์มากสำหรับผู้ใช้ฟรีที่ต้องการประหยัดโควต้า
Prompt ที่คลุมเครืออาจทำให้ Report ไม่ตรง แล้วต้องทำใหม่
“Research AI”
“ทำ Deep Research การใช้ Generative AI สำหรับธุรกิจ SME ในประเทศไทย โดยเน้น Content Marketing, Customer Service และ Data Analysis วิเคราะห์ประโยชน์ ต้นทุน ข้อจำกัด และ Use Case พร้อมสร้าง Recommendations สำหรับเจ้าของธุรกิจ”
Prompt หลังระบุชัดทั้ง
จึงลดโอกาสต้อง Research ซ้ำ
ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งาน
หลักสำคัญคือ
อย่าจ่ายเพราะคิดว่า Deep Research ใช้ฟรีไม่ได้
เพราะใช้ฟรีได้
ควรอัปเกรดเมื่อ ข้อจำกัดของ Free เริ่มทำให้งานสะดุดจริง ๆ
หากจุดประสงค์หลักคือเพิ่มขีดจำกัดการใช้งาน
ให้ขีดจำกัดโดยรวมสูงกว่า Standard ประมาณ 2 เท่า
เหมาะกับการเพิ่มโควต้าในระดับกลาง
ให้ขีดจำกัดโดยรวมประมาณ 4 เท่าของ Standard และ Deep Research สามารถใช้ Pro ในการสร้างรายงานคุณภาพสูงขึ้นได้
ดังนั้นสำหรับคนที่ใช้ Deep Research เป็นเครื่องมือทำงานจริง Pro มีข้อได้เปรียบมากกว่า
สำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ ไม่จำเป็น
AI Ultra เหมาะกับกลุ่มที่
แต่หากใช้ Deep Research สำหรับ
Free, Plus หรือ Pro อาจเพียงพอแล้ว
ใช้ Deep Research ได้
มี Standard Limits
จำนวน Request ไม่ใช่ตัวเลขคงที่ที่ Google ประกาศสำหรับผู้ใช้ทุกบัญชี
ใช้ได้
ขีดจำกัดโดยรวมประมาณ 2 เท่าของ Standard
ใช้ได้
ขีดจำกัดโดยรวมประมาณ 4 เท่าของ Standard
ใช้ Pro สำหรับ Deep Research Report ได้
ใช้ได้
Limit สูงกว่า Pro มากตามประเภท Subscription
รองรับความสามารถระดับสูงเพิ่มเติม
Google ระบุว่าขีดจำกัดเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ของระบบ
Gemini เปลี่ยนเร็วมาก
โดยเฉพาะระบบ Limit ซึ่ง Google มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญตั้งแต่ 17 พฤษภาคม 2026
ดังนั้นก่อนเชื่อข้อมูลประเภท
“Deep Research ฟรี X ครั้ง”
ควรตรวจ
เก่าหรือใหม่
แพ็กเกจ Google AI มีการเปลี่ยนแปลง
ยังเป็นระบบเดิมหรือไม่
ข้อเสนอและฟีเจอร์อาจต่างกันตามพื้นที่
สำหรับข้อมูลจำนวนครั้งที่เหลือจริง ตัวเลขในบัญชี Gemini ของคุณเองแม่นที่สุด
ไม่ใช้กับคำถามง่าย
ลดโอกาสต้องทำใหม่
แก้ก่อน Start
ไม่เพิ่มข้อมูลโดยไม่มีเหตุผล
ลดจำนวน Research Requests
ไม่ต้องสร้าง Report ใหม่เพียงเพราะลืมตรวจข้อมูล
ดูว่าเหลือโควต้ามากน้อยแค่ไหน
ได้ ปัจจุบัน Google แสดง Deep Research ว่าใช้งานได้แม้ไม่มีแพ็กเกจ Google AI
Gemini มี Daily Research Request Limits แต่ Google ไม่ได้ระบุตัวเลขเดียวแบบตายตัวสำหรับผู้ใช้ฟรีทุกบัญชีบนหน้าช่วยเหลือปัจจุบัน เมื่อใกล้ถึง Limit Gemini จะแจ้งจำนวน Request ที่เหลือให้ผู้ใช้ทราบ
ได้ และ Google ระบุว่า AI Plus มี Usage Limit โดยรวมประมาณ 2 เท่าของ Standard Limits
ได้ Google AI Pro มีขีดจำกัดโดยรวมสูงกว่า Standard ประมาณ 4 เท่า และผู้ใช้ Pro สามารถใช้โมเดล Pro สำหรับสร้าง Deep Research Report ได้
AI Ultra มีขีดจำกัดสูงกว่า Pro โดย Google ระบุว่าขึ้นอยู่กับ Subscription อาจสูงกว่า AI Pro 5 เท่าหรือ 20 เท่าในระบบ Usage Limit โดยรวม
ไม่เสมอไป อาจเกิดจาก Limit, Availability, Capacity หรือข้อจำกัดของบัญชีได้ โดย Google ระบุว่าฟีเจอร์ที่ใช้ Compute สูง เช่น Deep Research อาจถูกจำกัดสำหรับผู้ใช้ฟรีในช่วง Demand สูง
เมื่อใกล้ถึง Daily Research Limit Gemini จะแจ้งจำนวน Requests ที่เหลือ และสามารถตรวจข้อมูล Usage เพิ่มเติมได้จาก Settings → Usage
Google ระบุในคู่มือ Deep Research ว่าผู้ใช้ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และต้อง Sign in เข้า Gemini Apps
คำตอบสั้นที่สุดคือ
Gemini Deep Research ใช้ฟรีได้
บัญชีที่ไม่มี Google AI Plan สามารถใช้ Deep Research ภายใต้ Standard Limits ส่วน AI Plus, AI Pro และ AI Ultra จะได้รับขีดจำกัดการใช้งานสูงขึ้น
แต่สำหรับคำถามว่า
“ใช้ฟรีได้กี่ครั้งต่อวัน?”
ปัจจุบันไม่ควรตอบด้วยตัวเลขตายตัวเดียว เพราะ Google ใช้ระบบ Limit ที่สามารถเปลี่ยนแปลงตามแพ็กเกจ การประมวลผล Availability และสถานการณ์ของบริการ
Gemini มี Daily Research Request Limit และจะแสดงจำนวน Requests ที่เหลือเมื่อเข้าใกล้ขีดจำกัด
ดังนั้นวิธีตรวจที่แม่นที่สุดคือ
เปิด Gemini → ใช้ Deep Research → ดูข้อความแจ้งโควต้าของบัญชี
และหากต้องการใช้ Free ให้คุ้มที่สุด ให้ใช้หลัก
Chat ปกติสำหรับคำถามง่าย + Deep Research สำหรับโจทย์ที่ต้องค้นหลาย Sources จริง ๆ
เมื่อใช้ Deep Research เฉพาะงานที่เหมาะสม พร้อมเขียน Prompt ชัดและตรวจ Research Plan ก่อนเริ่ม บัญชีฟรีก็สามารถใช้ฟีเจอร์นี้สร้าง Research Report ที่มีประโยชน์ได้โดยไม่จำเป็นต้องสมัครแพ็กเกจแบบชำระเงินทันที