Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

เมื่อเลือกซื้อสาย Fiber Optic หลายคนจะพบคำว่า 2 Core, 4 Core, 12 Core, 24 Core, 48 Core หรือ 96 Core จนเกิดคำถามว่า Core คืออะไร และควรเลือกกี่ Core จึงจะเหมาะกับงาน
การเลือกจำนวน Core ที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยรองรับการขยายระบบในอนาคต และลดค่าใช้จ่ายจากการเดินสายใหม่
บทความนี้จะอธิบายความหมายของ Core ประเภทของสาย และแนวทางเลือกใช้งานตามประสบการณ์ของทีมงาน kkcable
Core คือ
เส้นใยแก้วนำแสง (Optical Fiber)
ที่อยู่ภายในสาย Fiber Optic
แต่ละ Core สามารถใช้รับส่งข้อมูลได้ตามการออกแบบของระบบ
ยิ่งสายมีจำนวน Core มาก
ก็สามารถรองรับการเชื่อมต่อหรือสำรองเส้นทางได้มากขึ้น
สาย Fiber Optic ที่นิยมใช้งาน ได้แก่
ในระบบ Backbone ขนาดใหญ่
อาจพบสายที่มีจำนวน Core มากกว่านี้
โดยทั่วไป
ใช้ 1–2 Core
ก็เพียงพอ
นิยมใช้
4 Core
หรือ
6 Core
เพื่อเผื่อการขยายระบบ
นิยมใช้
6 Core
หรือ
12 Core
รองรับอุปกรณ์เพิ่มเติมในอนาคต
นิยมใช้
12 Core
หรือ
24 Core
เพื่อรองรับหลายจุดเชื่อมต่อ
นิยมใช้
24 Core
48 Core
หรือมากกว่า
มักใช้
48 Core
96 Core
หรือ
144 Core
ตามขนาดของโครงข่าย
การเผื่อ Core จะช่วย
ก่อนเลือกจำนวน Core
ควรพิจารณา
ทีมงาน kkcable แนะนำว่า หากกำลังติดตั้งระบบใหม่ ควรเลือกสายที่มี Core มากกว่าความต้องการปัจจุบันเล็กน้อย เพราะต้นทุนของการเพิ่ม Core ตั้งแต่แรก มักต่ำกว่าการเดินสายใหม่ในอนาคตหลายเท่า
เพียงพอสำหรับการเชื่อมต่อพื้นฐานระหว่างอุปกรณ์สองจุด แต่หากมีแผนขยายระบบ ควรเลือกจำนวน Core มากขึ้น
ไม่ ความเร็วขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และมาตรฐานการรับส่งข้อมูล ไม่ใช่จำนวน Core
ได้ Core ที่เหลือสามารถเก็บไว้เป็นเส้นสำรอง หรือใช้สำหรับการขยายระบบในอนาคต
ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ จำนวนอุปกรณ์ และแผนการเติบโตของเครือข่าย
Fiber Optic Core คือจำนวนเส้นใยแก้วภายในสาย ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการขยายระบบและการสำรองเส้นทาง การเลือกจำนวน Core ที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในอนาคต เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ และทำให้โครงข่ายมีความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว