DoFollow กับ NoFollow ต่างกันยังไง? แบบไหนช่วย SEO จริง

หนึ่งในคำถามที่คนทำ SEO ค้นหามากที่สุดคือ
“DoFollow กับ NoFollow ต่างกันยังไง”

บางคนบอกว่า NoFollow ไม่มีค่า
บางคนบอกว่ามีผลทางอ้อม
บางคนพยายามหาแต่ DoFollow อย่างเดียว

ความจริงคือ ทั้งสองแบบมีบทบาทต่างกัน และต้องใช้ให้ถูกบริบท

ถ้าคุณยังไม่เข้าใจพื้นฐานของลิงก์ อ่านบทความ Backlink คืออะไร ก่อน จะช่วยให้เข้าใจภาพรวม


① 🔍 DoFollow คืออะไร

DoFollow คือ ลิงก์ที่ส่ง “Link Equity” หรือพลัง SEO ไปยังหน้าเป้าหมาย

เมื่อเว็บหนึ่งใส่ลิงก์แบบ DoFollow
Google จะ:

✔ Crawl ลิงก์
✔ ส่งพลัง Authority
✔ ใช้เป็นปัจจัยจัดอันดับ

ลิงก์ประเภทนี้มีผลโดยตรงต่ออันดับ


② 🔎 NoFollow คืออะไร

NoFollow คือ ลิงก์ที่ใส่ attribute rel=”nofollow”

ความหมายคือ:

✔ ไม่ส่งพลังเต็มรูปแบบ
✔ บอก Google ว่าไม่รับรองหน้าเป้าหมาย

ตัวอย่างลิงก์ NoFollow มักพบใน:

  • คอมเมนต์เว็บ
  • เว็บบอร์ด
  • โซเชียลมีเดีย
  • ลิงก์โฆษณา

แม้ไม่ส่งพลังเต็ม แต่ยังมีบทบาทในเชิงธรรมชาติ


③ ⚖ DoFollow ดีกว่า NoFollow เสมอไหม

คำตอบคือ “ไม่เสมอไป”

เว็บไซต์ที่มีแต่ DoFollow 100%
อาจดูผิดธรรมชาติ

โปรไฟล์ลิงก์ที่ดีควรมี:

✔ DoFollow เป็นหลัก
✔ NoFollow ผสมอย่างสมดุล

Google วิเคราะห์ “ความเป็นธรรมชาติ” มากกว่าการดูแค่ประเภทเดียว


④ 📊 สัดส่วน DoFollow กับ NoFollow ที่เหมาะสม

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่แนวทางทั่วไปคือ:

✔ DoFollow 60–80%
✔ NoFollow 20–40%

ขึ้นอยู่กับประเภทเว็บไซต์และการแข่งขัน


⑤ 🎯 ควรใช้แบบไหนกับหน้าเงิน

หน้าเงินควรได้:

✔ DoFollow Contextual Link คุณภาพ
✔ Anchor Text สมดุล
✔ ลิงก์จากเว็บเกี่ยวข้อง

NoFollow ควรใช้เพื่อ:

✔ สร้าง Brand Signal
✔ เพิ่มความหลากหลาย
✔ ทำให้โปรไฟล์ดูธรรมชาติ


⑥ 🚨 ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

❌ NoFollow ไม่มีค่าเลย
❌ ต้องมี DoFollow 100%
❌ ซื้อเฉพาะลิงก์แรง ๆ อย่างเดียว

ความจริงคือ SEO คือระบบสมดุล


⑦ 🧠 Google ปัจจุบันมอง NoFollow อย่างไร

Google ระบุว่า NoFollow เป็น “Hint”
ไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาด

บางกรณี Google อาจนำมาพิจารณาได้
โดยเฉพาะถ้าลิงก์มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง


⑧ 🏗 วิธีวางโครงสร้างลิงก์แบบมืออาชีพ

แนวทางที่ปลอดภัย:

1️⃣ เริ่มจากลิงก์ฟรี NoFollow
2️⃣ เพิ่ม DoFollow คุณภาพ
3️⃣ ควบคุม Anchor Distribution
4️⃣ กระจายแหล่งที่มา

ถ้าคุณต้องการวางโครงสร้างลิงก์แบบสมดุลและปลอดภัย เหมาะกับการแข่งขันจริงในตลาดไทย สามารถดูรายละเอียดได้ที่
👉 รับทำ Backlink


⑨ 🔎 Intent ของผู้ค้นหา “DoFollow กับ NoFollow ต่างกันยังไง”

ผู้ค้นหามัก:

1️⃣ อยากเข้าใจความแตกต่าง
2️⃣ ต้องการรู้แบบไหนช่วยอันดับ
3️⃣ กลัวทำผิดแล้วโดนลดอันดับ

บทความนี้จึงให้คำตอบครบทั้งเชิงเทคนิคและเชิงกลยุทธ์


FAQ

Q1: NoFollow ช่วย SEO ไหม?
ช่วยทางอ้อมในเรื่องความเป็นธรรมชาติและทราฟฟิก

Q2: ต้องมี DoFollow อย่างเดียวไหม?
ไม่ควร มีทั้งสองแบบจะดูธรรมชาติกว่า

Q3: เว็บใหม่ควรเริ่มจากอะไร?
เริ่มจากพื้นฐาน แล้วค่อยเพิ่ม DoFollow คุณภาพ

Q4: Social Media ส่งพลังไหม?
ส่วนใหญ่เป็น NoFollow แต่ช่วยเรื่องแบรนด์

Dofollow vs Nofollow Links – ลิงก์แบบไหนสำคัญกับ SEO มากกว่ากัน

หนึ่งในคำถามที่คนทำ SEO สงสัยมากที่สุดคือ…

“Dofollow กับ Nofollow ต่างกันยังไง”

หลายคนพยายามหาแต่ Dofollow Links
ในขณะที่บางคนบอกว่า Nofollow ก็ยังมีค่า

ความจริงคือ:
“ทั้งสองแบบมีบทบาทต่อ SEO”

แต่ทำงานต่างกัน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “Dofollow vs Nofollow Links” ถึงถูกค้นหาสูงทั่วโลก


① Dofollow Links คืออะไร

Dofollow Links คือ Backlinks ที่ส่งพลัง SEO ไปยังเว็บไซต์ปลายทาง

Google จะ:

  • Crawl ลิงก์
  • ส่ง Authority
  • ส่ง Link Equity

ลิงก์ประเภทนี้มีผลต่อ Ranking โดยตรง


② Nofollow Links คืออะไร

Nofollow Links คือ Backlinks ที่มี Tag พิเศษบอก Google ว่า:
“ไม่ต้องส่งพลัง SEO เต็มรูปแบบ”

ตัวอย่าง:

rel="nofollow"

Google มักใช้ Nofollow เพื่อลดการปั่นลิงก์


③ Dofollow Links สำคัญกับ SEO ยังไง

Dofollow Links ช่วย:

  • เพิ่ม Authority
  • เพิ่ม Ranking
  • เพิ่ม Organic Traffic
  • เพิ่ม Trust Signals

เว็บไซต์ที่มี Dofollow Links คุณภาพสูง มักติดอันดับได้ง่ายกว่า


④ Nofollow Links ไม่มีค่าเลยจริงไหม

ไม่จริง

แม้ Nofollow อาจไม่ส่งพลังเต็มแบบ Dofollow แต่ยังช่วย:

  • เพิ่ม Traffic
  • เพิ่ม Brand Visibility
  • เพิ่ม Mentions
  • เพิ่ม Link Diversity

และบางครั้ง Google ก็ยังใช้ Nofollow เป็นสัญญาณเพิ่มเติมได้


⑤ Contextual Dofollow Links ทรงพลังที่สุด

Google ให้น้ำหนักลิงก์ที่:

  • อยู่ในบทความ
  • เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
  • มีบริบทชัดเจน

ลิงก์ประเภทนี้เรียกว่า Contextual Backlinks

และถ้าเป็น Dofollow ด้วย จะมีพลัง SEO สูงมาก

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์สายธุรกิจออนไลน์มักวางลิงก์ไปยังบริการ รับทำ seo ภายในบทความเกี่ยวกับ Organic Traffic หรืออันดับ Google เพื่อช่วยส่ง Relevance และ Authority ไปยังหน้าปลายทาง


⑥ ตัวอย่าง Dofollow Links

มักพบใน:

  • Guest Posts
  • Editorial Links
  • Contextual Links
  • Blog Articles
  • Resource Pages

ลิงก์เหล่านี้มีผลต่อ SEO สูง


⑦ ตัวอย่าง Nofollow Links

มักพบใน:

  • Social Media
  • Blog Comments
  • Forum Posts
  • Sponsored Links
  • User Generated Content

แม้พลัง SEO น้อยกว่า แต่ยังมีประโยชน์ด้าน Traffic และ Branding


⑧ Anchor Text สำคัญกับทั้ง Dofollow และ Nofollow

Anchor Text คือคำที่ใช้ทำลิงก์

ตัวอย่าง:

  • รับทำ seo
  • รับทำ backlink
  • อ่านเพิ่มเติม
  • เว็บไซต์นี้

Anchor ที่ดีควร:

  • ดูธรรมชาติ
  • ไม่ยัดคีย์
  • กระจายหลายรูปแบบ

ตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า รับทำ backlink ภายในบทความเกี่ยวกับ Link Building โดยตรง จะช่วยเพิ่ม Relevance และทำให้ลิงก์ดูปลอดภัยกว่าในสายตา Google


⑨ ควรมี Dofollow และ Nofollow สัดส่วนเท่าไร

ไม่มีตัวเลขตายตัว

แต่เว็บไซต์ธรรมชาติมักมี:

  • ทั้ง Dofollow
  • และ Nofollow

ผสมกัน

ถ้ามีแต่ Dofollow จำนวนมากผิดปกติ อาจดูไม่ธรรมชาติได้


🔟 Dofollow vs Nofollow แบบไหนดีกว่ากัน

ถ้าเน้น Ranking:

Dofollow สำคัญกว่า


ถ้าเน้น Branding และ Traffic:

Nofollow ก็มีคุณค่า


ถ้าเน้น SEO ระยะยาว:

ควรมีทั้งสองแบบอย่างสมดุล

Google ชอบโปรไฟล์ลิงก์ที่ดู “ธรรมชาติ”


⓫ Dofollow และ Nofollow ยังสำคัญในยุค AI หรือไม่

สำคัญมาก

เพราะ Search Engine และ AI Search ยังต้องใช้:

  • Mentions
  • Citations
  • References
  • Authority Signals
  • Brand Signals

ในการประเมินคุณภาพเว็บไซต์


สรุป

Dofollow และ Nofollow Links ต่างมีบทบาทสำคัญต่อ SEO

Dofollow:

  • ส่งพลัง SEO โดยตรง
  • ช่วย Ranking มากกว่า

Nofollow:

  • เพิ่ม Traffic
  • เพิ่ม Brand Signals
  • เพิ่มความเป็นธรรมชาติของโปรไฟล์ลิงก์

SEO ที่แข็งแรงจริง ไม่ได้มีแค่ “ลิงก์เยอะ”
แต่ต้องมี “โปรไฟล์ลิงก์ที่สมดุลและดูธรรมชาติ”


สรุป

DoFollow และ NoFollow มีบทบาทต่างกัน

DoFollow → ส่งพลังโดยตรง
NoFollow → ช่วยความสมดุลและธรรมชาติ

SEO ที่แข็งแรงต้องมีทั้งสองแบบอย่างเหมาะสม
ไม่ใช่โฟกัสแบบใดแบบหนึ่ง

เข้าใจความแตกต่าง
คุณจะวางกลยุทธ์ลิงก์ได้แม่นขึ้น