Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หนึ่งในคำถามที่คนทำ SEO ค้นหามากที่สุดคือ
“DoFollow กับ NoFollow ต่างกันยังไง”
บางคนบอกว่า NoFollow ไม่มีค่า
บางคนบอกว่ามีผลทางอ้อม
บางคนพยายามหาแต่ DoFollow อย่างเดียว
ความจริงคือ ทั้งสองแบบมีบทบาทต่างกัน และต้องใช้ให้ถูกบริบท
ถ้าคุณยังไม่เข้าใจพื้นฐานของลิงก์ อ่านบทความ Backlink คืออะไร ก่อน จะช่วยให้เข้าใจภาพรวม
DoFollow คือ ลิงก์ที่ส่ง “Link Equity” หรือพลัง SEO ไปยังหน้าเป้าหมาย
เมื่อเว็บหนึ่งใส่ลิงก์แบบ DoFollow
Google จะ:
✔ Crawl ลิงก์
✔ ส่งพลัง Authority
✔ ใช้เป็นปัจจัยจัดอันดับ
ลิงก์ประเภทนี้มีผลโดยตรงต่ออันดับ
NoFollow คือ ลิงก์ที่ใส่ attribute rel=”nofollow”
ความหมายคือ:
✔ ไม่ส่งพลังเต็มรูปแบบ
✔ บอก Google ว่าไม่รับรองหน้าเป้าหมาย
ตัวอย่างลิงก์ NoFollow มักพบใน:
แม้ไม่ส่งพลังเต็ม แต่ยังมีบทบาทในเชิงธรรมชาติ
คำตอบคือ “ไม่เสมอไป”
เว็บไซต์ที่มีแต่ DoFollow 100%
อาจดูผิดธรรมชาติ
โปรไฟล์ลิงก์ที่ดีควรมี:
✔ DoFollow เป็นหลัก
✔ NoFollow ผสมอย่างสมดุล
Google วิเคราะห์ “ความเป็นธรรมชาติ” มากกว่าการดูแค่ประเภทเดียว
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่แนวทางทั่วไปคือ:
✔ DoFollow 60–80%
✔ NoFollow 20–40%
ขึ้นอยู่กับประเภทเว็บไซต์และการแข่งขัน
หน้าเงินควรได้:
✔ DoFollow Contextual Link คุณภาพ
✔ Anchor Text สมดุล
✔ ลิงก์จากเว็บเกี่ยวข้อง
NoFollow ควรใช้เพื่อ:
✔ สร้าง Brand Signal
✔ เพิ่มความหลากหลาย
✔ ทำให้โปรไฟล์ดูธรรมชาติ
❌ NoFollow ไม่มีค่าเลย
❌ ต้องมี DoFollow 100%
❌ ซื้อเฉพาะลิงก์แรง ๆ อย่างเดียว
ความจริงคือ SEO คือระบบสมดุล
Google ระบุว่า NoFollow เป็น “Hint”
ไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาด
บางกรณี Google อาจนำมาพิจารณาได้
โดยเฉพาะถ้าลิงก์มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง
แนวทางที่ปลอดภัย:
1️⃣ เริ่มจากลิงก์ฟรี NoFollow
2️⃣ เพิ่ม DoFollow คุณภาพ
3️⃣ ควบคุม Anchor Distribution
4️⃣ กระจายแหล่งที่มา
ถ้าคุณต้องการวางโครงสร้างลิงก์แบบสมดุลและปลอดภัย เหมาะกับการแข่งขันจริงในตลาดไทย สามารถดูรายละเอียดได้ที่
👉 รับทำ Backlink
ผู้ค้นหามัก:
1️⃣ อยากเข้าใจความแตกต่าง
2️⃣ ต้องการรู้แบบไหนช่วยอันดับ
3️⃣ กลัวทำผิดแล้วโดนลดอันดับ
บทความนี้จึงให้คำตอบครบทั้งเชิงเทคนิคและเชิงกลยุทธ์
Q1: NoFollow ช่วย SEO ไหม?
ช่วยทางอ้อมในเรื่องความเป็นธรรมชาติและทราฟฟิก
Q2: ต้องมี DoFollow อย่างเดียวไหม?
ไม่ควร มีทั้งสองแบบจะดูธรรมชาติกว่า
Q3: เว็บใหม่ควรเริ่มจากอะไร?
เริ่มจากพื้นฐาน แล้วค่อยเพิ่ม DoFollow คุณภาพ
Q4: Social Media ส่งพลังไหม?
ส่วนใหญ่เป็น NoFollow แต่ช่วยเรื่องแบรนด์
หนึ่งในคำถามที่คนทำ SEO สงสัยมากที่สุดคือ…
“Dofollow กับ Nofollow ต่างกันยังไง”
หลายคนพยายามหาแต่ Dofollow Links
ในขณะที่บางคนบอกว่า Nofollow ก็ยังมีค่า
ความจริงคือ:
“ทั้งสองแบบมีบทบาทต่อ SEO”
แต่ทำงานต่างกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “Dofollow vs Nofollow Links” ถึงถูกค้นหาสูงทั่วโลก
Dofollow Links คือ Backlinks ที่ส่งพลัง SEO ไปยังเว็บไซต์ปลายทาง
Google จะ:
ลิงก์ประเภทนี้มีผลต่อ Ranking โดยตรง
Nofollow Links คือ Backlinks ที่มี Tag พิเศษบอก Google ว่า:
“ไม่ต้องส่งพลัง SEO เต็มรูปแบบ”
ตัวอย่าง:
rel="nofollow"
Google มักใช้ Nofollow เพื่อลดการปั่นลิงก์
Dofollow Links ช่วย:
เว็บไซต์ที่มี Dofollow Links คุณภาพสูง มักติดอันดับได้ง่ายกว่า
ไม่จริง
แม้ Nofollow อาจไม่ส่งพลังเต็มแบบ Dofollow แต่ยังช่วย:
และบางครั้ง Google ก็ยังใช้ Nofollow เป็นสัญญาณเพิ่มเติมได้
Google ให้น้ำหนักลิงก์ที่:
ลิงก์ประเภทนี้เรียกว่า Contextual Backlinks
และถ้าเป็น Dofollow ด้วย จะมีพลัง SEO สูงมาก
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์สายธุรกิจออนไลน์มักวางลิงก์ไปยังบริการ รับทำ seo ภายในบทความเกี่ยวกับ Organic Traffic หรืออันดับ Google เพื่อช่วยส่ง Relevance และ Authority ไปยังหน้าปลายทาง
มักพบใน:
ลิงก์เหล่านี้มีผลต่อ SEO สูง
มักพบใน:
แม้พลัง SEO น้อยกว่า แต่ยังมีประโยชน์ด้าน Traffic และ Branding
Anchor Text คือคำที่ใช้ทำลิงก์
ตัวอย่าง:
Anchor ที่ดีควร:
ตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า รับทำ backlink ภายในบทความเกี่ยวกับ Link Building โดยตรง จะช่วยเพิ่ม Relevance และทำให้ลิงก์ดูปลอดภัยกว่าในสายตา Google
ไม่มีตัวเลขตายตัว
แต่เว็บไซต์ธรรมชาติมักมี:
ผสมกัน
ถ้ามีแต่ Dofollow จำนวนมากผิดปกติ อาจดูไม่ธรรมชาติได้
Dofollow สำคัญกว่า
Nofollow ก็มีคุณค่า
ควรมีทั้งสองแบบอย่างสมดุล
Google ชอบโปรไฟล์ลิงก์ที่ดู “ธรรมชาติ”
สำคัญมาก
เพราะ Search Engine และ AI Search ยังต้องใช้:
ในการประเมินคุณภาพเว็บไซต์
Dofollow และ Nofollow Links ต่างมีบทบาทสำคัญต่อ SEO
SEO ที่แข็งแรงจริง ไม่ได้มีแค่ “ลิงก์เยอะ”
แต่ต้องมี “โปรไฟล์ลิงก์ที่สมดุลและดูธรรมชาติ”
DoFollow และ NoFollow มีบทบาทต่างกัน
DoFollow → ส่งพลังโดยตรง
NoFollow → ช่วยความสมดุลและธรรมชาติ
SEO ที่แข็งแรงต้องมีทั้งสองแบบอย่างเหมาะสม
ไม่ใช่โฟกัสแบบใดแบบหนึ่ง
เข้าใจความแตกต่าง
คุณจะวางกลยุทธ์ลิงก์ได้แม่นขึ้น