Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

การสร้าง Gem ใน Google Gemini คือการสร้าง Gemini เวอร์ชันเฉพาะของตัวเอง โดยเราสามารถกำหนดบทบาท หน้าที่ วิธีคิด รูปแบบคำตอบ และเพิ่มไฟล์ความรู้ให้ Gem ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้
วิธีสร้างแบบสั้นที่สุดคือ
เปิด Gemini Web → Gems → New Gem → ตั้งชื่อ → เขียน Instructions → เพิ่ม Knowledge ถ้าต้องการ → Preview → Save
ตัวอย่างเช่น หากต้องเขียนบทความเป็นประจำ สามารถสร้าง Gem ชื่อ
SEO Content Writer
แล้วกำหนดไว้ล่วงหน้าว่า
หลังจาก Save แล้ว ครั้งต่อไปไม่จำเป็นต้องพิมพ์กติกาทั้งหมดอีก เพียงเปิด Gem แล้วส่งหัวข้อใหม่
เช่น
“วิธีตั้งค่า D-Link Router”
Gem ก็จะนำ Instructions ที่บันทึกไว้มาใช้กับงานใหม่โดยอัตโนมัติ
บทความนี้จะสอน วิธีสร้าง Gem ใน Google Gemini แบบละเอียด ตั้งแต่ตั้งชื่อ เขียน Instructions เพิ่ม Knowledge จากเครื่องหรือ Google Drive ทดลองด้วย Preview ไปจนถึงแก้ไข Gem ให้ใช้งานได้ดีจริง
Gem ประกอบด้วยส่วนสำคัญประมาณ 3 ส่วน
ชื่อของ Gem
กติกาและหน้าที่ที่ต้องการให้ Gemini ทำตาม
ไฟล์หรือข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม
สามารถสร้าง Gem ที่มีเพียง
Name + Instructions
ได้
Knowledge เป็นส่วนเพิ่มเติม ไม่ได้บังคับว่าทุก Gem ต้องมีไฟล์
ตัวอย่าง:
Gem แปลภาษาอาจไม่ต้องใช้ Knowledge
แต่ Gem ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับ Product ของบริษัทอาจได้รับประโยชน์มากจาก Product Manual หรือ Documentation
ขั้นแรกต้อง Sign in เข้า Gemini Apps
สำหรับบัญชี Google ส่วนบุคคล Google ระบุว่าการสร้างและใช้ Gems ต้องมีอายุตามเกณฑ์ของบริการ ซึ่งโดยทั่วไปคืออย่างน้อย 13 ปีหรืออายุขั้นต่ำตามประเทศ
บัญชี
อาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติมจากองค์กร
หลัง Login แล้วจึงสามารถเข้า Gem Manager ได้
จุดนี้สำคัญมาก
Google ระบุว่า Custom Gem สามารถสร้าง แก้ไข และลบผ่าน Gemini Web App
ดังนั้นหากต้องการสร้าง Gem ให้เปิด Gemini ผ่าน Web
บนคอมพิวเตอร์จะสะดวกที่สุด
ส่วน Gem ที่สร้างเสร็จแล้วสามารถนำไปใช้ผ่าน
ตามบัญชีและ Availability
ดังนั้น Workflow คือ
สร้างบน Web → ใช้ได้หลายอุปกรณ์
บนคอมพิวเตอร์:
① เปิด Gemini
② เปิด Sidebar
③ เลือก Gems หรือ Explore Gems
④ เลือก New Gem
Google อาจปรับชื่อหรือการจัดวางเมนูตาม Interface แต่จุดหมายคือส่วนจัดการ Gems
จากนั้นจะเข้าสู่หน้าสำหรับสร้าง Custom Gem
ชื่อควรบอกหน้าที่ทันที
ตัวอย่างชื่อที่ดี:
หลีกเลี่ยงชื่อเช่น
เพราะเมื่อมี Gems 10–20 ตัว จะเริ่มจำไม่ได้ว่าแต่ละตัวทำอะไร
หลักที่ดีคือ
ชื่อ = หน้าที่หลัก
Instructions คือหัวใจของ Gem
Google แนะนำองค์ประกอบหลัก 4 เรื่องสำหรับการเขียน Instructions ที่ดี
ต้องการให้ Gem รับบทอะไร
ต้องการให้ทำอะไร
มีข้อมูลพื้นฐานอะไรที่ควรรู้
ต้องการ Output รูปแบบไหน
ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอย่างทุกครั้ง แต่ยิ่งระบุชัด Gem ยิ่งทำงานได้สม่ำเสมอ
กำหนดว่า Gem คือใคร
ตัวอย่าง:
“คุณเป็น SEO Content Writer”
หรือ
“คุณเป็น JavaScript Code Reviewer”
หรือ
“คุณเป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น”
Persona ช่วยกำหนดกรอบการตอบ
แต่ไม่ควรเขียน Persona อย่างเดียว
ตัวอย่าง:
“คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO”
ยังไม่พอ
ต้องบอกต่อว่าให้ทำอะไร
ต่อจาก Persona ให้บอกหน้าที่
ตัวอย่าง:
“หน้าที่ของคุณคือสร้าง Outline และบทความที่ตอบ Search Intent ของ Keyword ที่ผู้ใช้ให้มา”
หรือ
“ตรวจ Code เพื่อหา Bug, Security Issue และ Error Handling ที่ขาด”
หรือ
“ช่วยผู้เรียนฝึกภาษาอังกฤษผ่านบทสนทนาและแบบฝึกหัด”
Task ยิ่งชัด Gem ยิ่งหลุด Scope น้อยลง
Context คือข้อมูลที่ช่วยให้ Gem เข้าใจสถานการณ์
ตัวอย่าง Gem เขียนบทความ:
“กลุ่มผู้อ่านเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐาน Technical”
ตัวอย่าง Gem Coding:
“Code ส่วนใหญ่เป็น JavaScript และใช้สำหรับ Web App”
ตัวอย่าง Gem Tutor:
“ผู้เรียนเป็น Beginner และภาษาแม่คือภาษาไทย”
Context ช่วยให้คำตอบเหมาะกับผู้ใช้มากขึ้น
อย่าปล่อยให้ Gem เลือก Format ทุกครั้ง หากเราต้องการรูปแบบคงที่
ตัวอย่าง:
“ทุกบทความให้มี
หรือ
“Code Review ต้องแบ่งเป็น
Format ทำให้ Output จาก Gem แต่ละครั้งสม่ำเสมอ
แม้ Google ยก 4 องค์ประกอบหลักในการเขียน Instructions แต่ในงานจริงควรเพิ่มสิ่งที่ ห้ามทำ ด้วย
ตัวอย่าง:
“ห้ามสร้าง Search Volume”
“ห้ามสร้างราคา”
“ห้ามเปลี่ยน Fact”
“ห้าม Rewrite Code ทั้ง Project”
“หากไม่มีข้อมูลใน Source ให้ตอบว่าไม่พบข้อมูล”
Constraints ช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ
ใช้สูตร:
Role → Goal → Context → Process → Output → Constraints
ตัวอย่าง:
“คุณเป็น Technical Writer
เป้าหมายคือเขียนบทความ IT ภาษาไทยสำหรับผู้เริ่มต้น
ทุกครั้งที่ได้รับหัวข้อ:
ใช้ภาษาง่าย
ห้ามสร้างสถิติ ตัวเลข หรือ Feature ที่ไม่มีข้อมูลยืนยัน”
นี่เป็น Instruction ที่ควบคุม Gem ได้ดีกว่า
“ช่วยเขียนบทความ IT”
ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มเขียนอย่างไร Google มีฟังก์ชัน
Use Gemini to rewrite instructions
ขั้นตอนคือ
① เขียนคำอธิบายสั้น ๆ ก่อน
② เลือก Use Gemini to rewrite instructions
③ Gemini ช่วยขยาย Instructions
④ อ่านและแก้
⑤ ทดลอง Preview
⑥ Save
ตัวอย่างเขียนเพียง
“ช่วยสร้าง Gem สำหรับตรวจบทความ SEO”
Gemini สามารถช่วยขยายเป็น Instructions ที่ละเอียดขึ้น
แม้ใช้ Gemini ช่วย Rewrite ก็ควรตรวจทุกบรรทัด
ดูว่า
Gem ที่มี Instructions ผิดจะสร้าง Output ผิดซ้ำ ๆ
ดังนั้น
AI ช่วยเขียน Instructions → มนุษย์ Review
หาก Gem ต้องใช้ข้อมูลเฉพาะ สามารถเพิ่ม Knowledge
ในหน้าสร้าง Gem มองหาส่วน
Knowledge
จากนั้นเลือก
Add files
Knowledge ช่วยให้ Gem มี Context เพิ่มเติมสำหรับการตอบ
เหมาะกับ
ใน Knowledge:
① เลือก Add files
② เลือก Upload files
③ เลือกไฟล์จาก Device
④ รอ Upload
⑤ ตรวจว่าไฟล์ถูกต้อง
จากนั้น Gem สามารถใช้ File เป็น Context ใน Conversation
ควรอัปโหลดเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจริง ๆ
Google รองรับการเพิ่มไฟล์จาก Drive
Workflow:
Knowledge → Add files → Drive
ข้อดีคือหากไฟล์ใน Drive ถูกแก้ Google ระบุว่า Gem สามารถใช้ Version ล่าสุดของไฟล์
เหมาะกับข้อมูลที่ Update บ่อย เช่น
ไม่ต้อง Upload File ใหม่ทุกครั้ง
Google ระบุว่าการใช้ Drive File กับ Gem ต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น
หากยังไม่เชื่อม ระบบสามารถแสดงตัวเลือก Connect
ถ้าหาไฟล์ Drive ไม่พบ ให้ตรวจสิ่งเหล่านี้ก่อน
ในระบบที่รองรับ Custom Gem สามารถใช้ NotebookLM Notebook เป็น Knowledge Source ได้
ผ่านเมนูที่เกี่ยวข้องกับ
More uploads → Notebooks
เหมาะกับกรณีมี Collection ของ Source อยู่ใน NotebookLM อยู่แล้ว
แต่มีข้อจำกัดเรื่อง Sharing ที่ควรตรวจหากจะนำ Gem ไปแชร์ให้คนอื่น
การเพิ่มทุกไฟล์ที่มีไม่ได้หมายความว่า Gem จะดีขึ้นเสมอไป
ตัวอย่าง Gem Product Support ต้องตอบเกี่ยวกับ Router รุ่นเดียว
ไม่จำเป็นต้องใส่ Manual ของสินค้าอีก 200 รุ่น
ยิ่ง Source ตรงกับ Task มากเท่าไร Gem ยิ่งเลือกข้อมูลได้ง่าย
ใช้หลัก
Relevant Knowledge > Maximum Knowledge
ถ้าข้อมูลต้องแม่น ควรเขียนใน Instructions เช่น
“เมื่อถามเกี่ยวกับ Specification ให้ใช้ Knowledge Files เป็น Source หลัก
หากไม่มีข้อมูลในไฟล์ ให้ตอบว่า ‘ไม่พบข้อมูลใน Knowledge’ และอย่าเดา”
ช่วยลด Hallucination
Google รองรับ Citation จาก Knowledge Files ในคำตอบของ Gem
มีประโยชน์เมื่อ Gem ใช้
ช่วยให้ย้อนกลับไปตรวจ Source ได้
สำหรับงาน Fact-based แนะนำให้เปิด Citation ไว้
หากไม่ต้องการ Citation Google มีตัวเลือก
Disable knowledge citations
แต่ควรเข้าใจว่าการปิดตัวเลือกนี้จะมีผลกับ Citation ของไฟล์ที่ใช้ใน Gem Chat ด้วยตามคำอธิบายของ Google
ถ้า Gem ใช้ทำ Research หรือ Policy Q&A การเก็บ Citation ไว้มักมีประโยชน์กว่า
ทางด้านขวาของหน้าสร้าง Gem มีพื้นที่ Preview
สามารถใส่ Prompt ทดลองได้ทันที
ตัวอย่าง Gem SEO Writer:
“วิธีตั้งค่า Wi-Fi Router”
ดูว่า Gem
จากนั้นกลับไปแก้ Instructions
จุดนี้ Google เตือนไว้โดยตรง
การใช้ Preview ไม่ได้หมายความว่า Gem ถูก Save แล้ว
หลัง Test เสร็จต้องกด
Save
ด้วย
ถ้าปิดหน้าก่อน Save อาจเสียการแก้ Instructions ที่เพิ่งทำ
เริ่มจาก Prompt ที่ตรงกับงาน
ตัวอย่าง Gem SEO:
“วิธีแก้ Wi-Fi ช้า”
ดูว่า Output ตรงตาม Instructions หรือไม่
ถ้าไม่ตรง ให้ปรับ Instruction ก่อน Save
เช่น
“Wi-Fi 7”
ดูว่า Gem จัดการ Input ที่มี Context น้อยอย่างไร
ถ้าต้องการให้ถามกลับเมื่อข้อมูลไม่พอ ให้เพิ่ม Instruction
เช่น
“หากหัวข้อกว้างเกินไป ให้ถามเป้าหมายก่อนสร้างงาน”
ตัวอย่าง Product Gem:
ผู้ใช้พิมพ์แค่
“iPhone”
ถ้า Gem เริ่มสร้าง
ทันที อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ
ควรเพิ่มกติกา:
“หากข้อมูล Product ไม่ครบ ให้ถามข้อมูลที่จำเป็นก่อน”
ตัวอย่าง Gem SEO Writer แล้วถาม:
“ช่วยคำนวณภาษี”
ดูว่า Gem จะตอบอย่างไร
หากอยากให้ปฏิเสธงานนอก Scope อย่างสุภาพ ให้ระบุ
“หากคำขอไม่เกี่ยวกับ Content SEO ให้แจ้งว่าอยู่นอกหน้าที่ของ Gem”
ช่วยรักษาหน้าที่ให้ชัด
ถ้า Gem ใช้ Knowledge ให้ถามสิ่งที่ ไม่มีอยู่ใน Knowledge
เช่น Product Manual ไม่มีราคา
ถาม:
“สินค้านี้ราคาเท่าไร”
Gem ที่ดีควรตอบว่าไม่มีข้อมูล
ไม่ใช่สร้างราคา
หากยังเดา ให้เพิ่ม Constraints
เมื่อ
ให้กด
Save
Gem จะถูกบันทึกและพร้อมใช้งาน
จุดนี้คือขั้นตอนที่ทำให้ Gem กลายเป็น Custom Gem ที่นำกลับมาใช้ภายหลังได้
ได้
Google ระบุว่า Gem ที่สร้างใน Gemini Web App จะปรากฏใน Gemini Mobile App ด้วย
ดังนั้นสามารถ
สร้างบนคอม → ใช้บนมือถือ
ได้
ไม่จำเป็นต้องสร้างซ้ำบนโทรศัพท์
Google ระบุว่า Custom Gem ที่สร้างผ่าน Gemini Web สามารถปรากฏใน Gemini Side Panel ของ Google Workspace ตาม Availability
ทำให้ Gem ที่มี Instructions เฉพาะสามารถนำไปใช้ใน Workflow ที่เกี่ยวข้องกับ Workspace ได้
บัญชีองค์กรอาจถูกควบคุมโดย Administrator
หลัง Save:
① เปิด Gemini
② เปิด Sidebar
③ เลือก Gems
④ ดู My Gems
⑤ เลือก Gem ที่สร้าง
⑥ พิมพ์ Prompt
⑦ Submit
Gem จะนำ Instructions ที่ตั้งไว้มาใช้ในการตอบ
ได้
นี่คือจุดประสงค์หลักข้อหนึ่งของ Gem
ก่อนสร้าง Gem:
“คุณเป็น SEO Writer เขียนภาษาไทย… [Instructions 30 บรรทัด] … หัวข้อ Wi-Fi 7”
หลังสร้าง Gem:
“Wi-Fi 7 คืออะไร”
ก็เพียงพอได้ในหลายกรณี เพราะกติกาหลักอยู่ใน Gem แล้ว
อย่างไรก็ตาม Prompt ใหม่ยังควรบอกข้อมูลที่เปลี่ยนตาม Task
เช่น
ได้
Custom Gem สามารถ Edit ได้ภายหลังผ่าน Gemini Web
ถ้าเริ่มพบว่า Gem
ให้แก้ Instructions
ไม่จำเป็นต้องสร้าง Gem ใหม่ทุกครั้ง
Workflow ที่ดีคือ
Create → Test → Use → Observe → Refine
ตัวอย่างใช้ 10 งานแล้วพบว่า Gem ชอบใช้ Introduction ยาว
เพิ่ม Instruction:
“Introduction ไม่เกิน 120 คำ”
หลังแก้แล้ว Test อีกครั้ง
Gem ที่ดีมักเกิดจากการปรับหลายรอบ ไม่ใช่ Instructions ครั้งแรกที่สมบูรณ์ทันที
หาก Knowledge File ล้าสมัยหรือไม่เกี่ยวข้อง ให้ Edit Gem แล้วนำไฟล์ออก
เช่นมี
Product Guide 2024
แต่ปัจจุบันใช้
Product Guide 2026
อย่าปล่อย Source เก่าไว้โดยไม่จำเป็น เพราะสามารถเพิ่มความสับสนในการตอบ
ถ้าเอกสารถูก Update เป็นประจำ ควรพิจารณาเพิ่มจาก Google Drive แทน Upload File Static
ตัวอย่าง:
Company Price List
ถ้า Upload ไฟล์จากเครื่อง อาจต้อง Upload ใหม่เมื่อราคาเปลี่ยน
แต่ Drive Source สามารถใช้ Version ล่าสุดของไฟล์ตามที่ Google รองรับ
เช่น
ไม่ควรใช้:
final-new-2.pdf
ควรใช้:
brand-guidelines.pdf
หรือ
product-catalog.pdf
ช่วยให้จัดการ Knowledge ง่ายขึ้นในระยะยาว
หาก Product หลายกลุ่มแตกต่างกันมาก อาจสร้าง
แทน Gem เดียวที่มี Manual หลายร้อยไฟล์
จะควบคุม Scope และ Knowledge ได้ง่ายกว่า
SEO Content Writer
“คุณเป็น SEO Content Writer ภาษาไทย
เมื่อได้รับ Keyword ให้
ใช้ภาษาธรรมชาติ
ห้าม Keyword Stuffing
ห้ามสร้าง Search Volume
ห้ามรับประกันอันดับ Google
หากมี Fact ที่เปลี่ยนตามเวลา ให้ระบุว่าต้องตรวจข้อมูลล่าสุด”
สามารถเพิ่ม Style Guide ของเว็บไซต์
Code Reviewer
“คุณเป็น Senior Software Engineer
เมื่อได้รับ Code:
รายงานปัญหาก่อนแก้
ห้าม Rewrite ทั้ง Codebase หากผู้ใช้ไม่ได้ขอ”
เหมาะกับการ Review Code ซ้ำ ๆ
Study Tutor
“คุณเป็น Tutor สำหรับผู้เริ่มต้น
ทุกครั้ง:
หากผู้เรียนตอบผิด ให้อธิบาย Concept ใหม่”
สามารถเพิ่ม Textbook หรือ Study Material เป็น Knowledge
English Tutor
“ช่วยผู้เรียนภาษาอังกฤษที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก
เมื่อได้รับประโยคภาษาอังกฤษ:
อย่าใช้ศัพท์ Grammar ที่ยากโดยไม่อธิบาย”
เหมาะสำหรับฝึก Writing
“เขียน Product Description ภาษาไทย
ใช้เฉพาะข้อมูล Product ที่ผู้ใช้ให้หรือที่อยู่ใน Knowledge
Output:
ห้ามสร้าง
ที่ไม่มี Source”
ช่วยลดข้อมูลสินค้าที่ AI แต่งเอง
Instructions:
“วิเคราะห์ Business Report โดยแยก
ทุกตัวเลขต้องรักษาค่าเดิมจาก Source
หากต้องคำนวณเพิ่ม ให้แสดง Formula”
สามารถเพิ่ม Report Template เป็น Knowledge ได้
Instructions:
“เขียน Email ภาษาอังกฤษแบบ Professional
ต้องมี
ไม่เกิน 180 คำ
หลีกเลี่ยงศัพท์ซับซ้อน”
หลังสร้าง Gem สามารถส่งเพียง Context ของ Email ใหม่แต่ละครั้ง
Instructions:
“สร้าง Facebook Content ภาษาไทย
Tone Friendly Professional
Structure:
ห้ามสร้าง Review ลูกค้า ราคา หรือ Promotion หากไม่มี Input”
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Brand Voice คงที่
Instructions:
“เมื่อได้รับ Research Report ให้แยก
ระบุ Claim ที่ยังไม่มี Source
อย่าช่วยเติม Source ด้วยการเดา”
เหมาะสำหรับ QA ก่อนใช้ Research
Instructions:
“ตอบคำถาม Product โดยใช้ Knowledge Files เป็นหลัก
หากพบวิธีแก้ใน Manual:
หาก Manual ไม่มีข้อมูล ให้ตอบว่าไม่พบข้อมูลใน Knowledge”
เหมาะกับการสร้าง Support Assistant จาก Documentation
ถ้าตั้งใจให้คนหลายคนใช้ Gem ควรเขียน Instructions ให้ไม่พึ่งข้อมูลส่วนตัวของผู้สร้าง
ไม่ควรเขียน:
“เขียนเหมือนที่ฉันชอบ”
ควรเขียน:
“ใช้ Tone Friendly Professional ประโยคไม่ยาวเกิน 25 คำ”
Rules ที่ Explicit สามารถใช้ซ้ำกับทีมได้ดีกว่า
แม้หัวข้อนี้เน้นการสร้าง Gem แต่หากมีแผนแชร์ ควร
① Test หลาย Use Cases
② ตรวจ Instructions
③ ตรวจ Knowledge
④ ลบข้อมูล Sensitive
⑤ ตรวจ Permission
ก่อน Share
เพราะคนอื่นที่มี Access สามารถเห็น Instructions และ Files ที่เกี่ยวข้องตามระบบ Sharing
อย่าใส่
ใน Instructions
โดยเฉพาะ Gem ที่มีโอกาสแชร์
Instructions มีไว้กำหนด Behavior
ไม่ใช่ Secret Storage
ตัวอย่าง Gem ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับ Product Spec
ไม่จำเป็นต้อง Upload
เพิ่มมาด้วย
Knowledge ควรจำกัดเฉพาะสิ่งที่ Task ต้องใช้
แม้ Instructions จะละเอียดและมี Knowledge แล้ว Gemini ยังสามารถผิดได้
ต้องตรวจเป็นพิเศษสำหรับ
Gem ช่วยให้ Workflow สม่ำเสมอ
แต่ไม่ได้รับประกัน Correctness
Google ระบุว่าปัจจุบัน Gems ยังใช้กับ Gemini Live ไม่ได้
ดังนั้น Gem ที่สร้างขึ้นสามารถใช้ใน Gemini Web และ Mobile Chat แต่ไม่ควรคาดว่าจะเรียก Custom Gem เดิมเข้า Gemini Live ได้
เป็นข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนสร้าง Gem สำหรับ Voice Tutor
Google ระบุว่า Custom Gem สามารถ
ผ่าน Gemini Web App
ส่วน Gemini Mobile App ใช้ Gem ที่สร้างไว้แล้วได้
ถ้าอยู่ใน App แล้วหาปุ่ม New Gem ไม่พบ ให้เปิด Gemini Web
ก่อนใช้งานจริง Test อย่างน้อย:
งานทั่วไป
ข้อมูลไม่ครบ
คำสั่งกำกวม
งานนอกหน้าที่
ถามสิ่งที่ไม่มีใน Source
ข้อมูลยาว
ถ้า Gem ผ่านหลายสถานการณ์ ความน่าเชื่อถือของ Workflow จะดีขึ้น
ถ้า Gem ทำงานใกล้เคียงที่ต้องการ ให้แก้
Instructions
ก่อน
ตัวอย่าง:
ปัญหา: ตอบยาว
เพิ่ม:
“คำตอบทั่วไปไม่เกิน 500 คำ เว้นแต่ผู้ใช้ขอฉบับละเอียด”
ปัญหา: เดาข้อมูล
เพิ่ม:
“ห้ามสร้างข้อมูลที่ไม่มี Source”
การ Refine Gem เดิมมักดีกว่ามี Gems ที่เหมือนกันหลายตัว
ใช้ขั้นตอนนี้:
① Define Task → ② Name → ③ Persona → ④ Task → ⑤ Context → ⑥ Format → ⑦ Constraints → ⑧ Knowledge → ⑨ Preview → ⑩ Test → ⑪ Refine → ⑫ Save
หลังจากใช้งานจริง:
Use → Observe → Improve Instructions
นี่คือวิธีทำให้ Gem ดีขึ้นเรื่อย ๆ
หา Gem ยาก
ไม่มี Task
คำตอบเปลี่ยน Format ทุกครั้ง
AI เติมข้อมูลเอง
Context ไม่ตรงงาน
Gem ยังเดาได้
พบปัญหาหลังใช้งานจริง
Google ระบุว่า Preview ไม่ Save อัตโนมัติ
เสี่ยง Privacy/Security
Instructions เริ่มขัดกันเอง
ก่อน Save ตรวจว่า
① Name ชัด
② Persona ชัด
③ Task ชัด
④ Context เพียงพอ
⑤ Output Format ชัด
⑥ Constraints ครบ
⑦ Knowledge เกี่ยวข้อง
⑧ ไม่มี Secret
⑨ Preview แล้ว
⑩ Test Normal Input
⑪ Test Missing Data
⑫ Test Out-of-scope
⑬ Test Hallucination
⑭ กด Save แล้ว
ลองใช้ Gem จริง 5–10 งาน
แล้วดูว่า
① ทำตาม Instructions สม่ำเสมอไหม
② Output ยาวไปไหม
③ มีข้อมูลที่ชอบเดาไหม
④ Knowledge ถูกใช้ไหม
⑤ Citation เป็นประโยชน์ไหม
⑥ มี Instructions ที่ซ้ำไหม
จากนั้น Edit Gem และปรับอีกครั้ง
เปิด Gemini Web → Gems/Explore Gems → New Gem → ตั้งชื่อ → เขียน Instructions → เพิ่ม Knowledge ถ้าต้องการ → Preview → Save
การสร้าง Custom Gem ทำผ่าน Gemini Web App โดยใช้คอมพิวเตอร์จะสะดวกที่สุด และ Google ยังรองรับการเข้าผ่าน Gemini Web บนอุปกรณ์บางประเภท
Google ระบุว่าการสร้าง แก้ และลบ Custom Gem ทำผ่าน Gemini Web App ส่วน Mobile App ใช้ Gem ที่สร้างแล้วได้
ได้ Google ระบุว่า Custom Gem ที่สร้างใน Web จะปรากฏใน Gemini Mobile App
Availability และ Usage Limit ขึ้นอยู่กับบัญชีและ Gemini Plan ปัจจุบัน การสร้าง Gem ไม่ควรถูกตีความว่า Model Usage จะไม่จำกัด
ไม่จำเป็น สามารถสร้างจาก Name + Instructions ได้ Knowledge เป็นตัวเลือกเพิ่มเติม
หากไฟล์ประเภทดังกล่าวอยู่ใน Supported File Types ของ Gemini สามารถเพิ่มเป็น Knowledge ได้ตามข้อจำกัดของระบบ
ได้ โดยใช้ Add files → Drive และต้องมีการตั้งค่าที่จำเป็น เช่น Keep Activity และการเชื่อม Google Workspace กับ Gemini Apps
Google ระบุว่า Gem ใช้ Version ล่าสุดของ Drive File ที่เพิ่มไว้
ได้ในระบบที่รองรับ แต่มีข้อจำกัดสำหรับ Shared Gems ที่ควรตรวจก่อนแชร์
ได้ ใช้ Use Gemini to rewrite instructions
ได้ มี Preview ทางด้านขวาของ Gem Builder
ไม่ Google ระบุชัดว่าการใช้ Preview ไม่ได้ Save Gem อัตโนมัติ ต้องกด Save เอง
ได้ Custom Gem สามารถ Edit ผ่าน Gemini Web App
ปัจจุบัน Google ระบุว่ายังไม่ได้
ไม่มีจำนวนตายตัว แต่ควรแยกตามหน้าที่ เช่น Writer, Code Reviewer, Tutor แทนการสร้าง Gem เดียวที่มี Instructions ทุกประเภท
ไม่ควรสมมติเช่นนั้น หากต้องการคำตอบเฉพาะจาก Knowledge ควรเขียน Instructions ให้ชัดว่าเมื่อไม่พบข้อมูลต้องไม่เดา
ได้ Gem ยังคงใช้ Generative AI จึงต้อง Fact-check ข้อมูลสำคัญ
วิธีสร้าง Custom Gem ที่แนะนำคือ
① เปิด Gemini Web → ② Gems → ③ New Gem → ④ ตั้งชื่อ → ⑤ เขียน Instructions → ⑥ เพิ่ม Knowledge → ⑦ Preview → ⑧ Test → ⑨ Save
ส่วนสำคัญที่สุดไม่ใช่การกด New Gem
แต่คือ Instructions
ควรเขียนตามโครงสร้าง
Persona → Task → Context → Format
และสำหรับงานจริงควรเพิ่ม
Constraints
ด้วย
เช่น
“ห้ามสร้างข้อมูลที่ไม่มี Source”
หากต้องการ Context เพิ่มเติม สามารถใช้ Knowledge จาก
และ Google รองรับ Knowledge Citations เพื่อช่วยย้อนตรวจ Source ได้
ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียน Instructions อย่างไร สามารถเริ่มจากคำอธิบายสั้น ๆ แล้วใช้
Use Gemini to rewrite instructions
ให้ Gemini ช่วยขยาย
แต่ต้อง Review ก่อน Save ทุกครั้ง
จุดที่หลายคนพลาดคือ
Preview แล้วคิดว่า Save แล้ว
Google ระบุชัดว่า Preview ไม่บันทึก Gem อัตโนมัติ
ดังนั้นหลัง Test ต้องกด
Save
เมื่อสร้างเสร็จ Gem จะสามารถนำกลับมาใช้ใน Gemini Web และ Gemini Mobile App รวมถึง Gemini Side Panel ใน Google Workspace ตาม Availability
สูตรที่ควรจำคือ
Repeatable Task → Clear Instructions → Relevant Knowledge → Preview → Test → Save → Refine
ไม่ใช่
New Gem → ใส่คำสั้น ๆ → Save → หวังว่าจะรู้ทุกอย่าง
เมื่อสร้าง Gem ด้วยโครงสร้างที่ดี เราจะสามารถเปลี่ยน Prompt ยาวที่ต้องพิมพ์ซ้ำทุกวัน ให้กลายเป็น AI Assistant เฉพาะงานที่เปิดขึ้นมาแล้วเริ่มทำงานได้ทันที