Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

────────
ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่
ไม่กล้าลงทุนระบบ
เพราะกลัวคำว่า “ไม่คุ้ม”
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ
หลายธุรกิจ เสียเงินเงียบ ๆ ทุกวัน
จากระบบโทรศัพท์ที่ไม่พร้อม
โดยไม่เคยคำนวณมันเลย
บทความนี้จะพาคุณ
คำนวณ ROI ของระบบโทรศัพท์
แบบที่เจ้าของกิจการเข้าใจได้ทันที
ROI (Return on Investment)
ไม่ใช่สูตรการเงินซับซ้อน
สำหรับ SME
ROI คือคำถามง่าย ๆ ว่า
“เงินที่ลงทุนไป
ช่วยให้ธุรกิจดีขึ้นกี่บาท
ภายในกี่เดือน”
ถ้าตอบได้
แปลว่าคุณควบคุมการลงทุนได้แล้ว ส่วนอธิบายนี้ทาง คอมสยาม ตั้งใจช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจระบบโทรศัพท์ได้ชัดขึ้น
ก่อนคำนวณ
ให้มอง 3 จุดนี้ก่อน
สิ่งเหล่านี้
คือ “รายได้ที่ระบบโทรศัพท์กระทบโดยตรง”
สมมติสถานการณ์จริง
รายได้ที่หายไป = 20,000 บาท / วัน
ถ้าระบบใหม่
ช่วยลดสายหลุดได้แค่ครึ่งเดียว
= 10,000 บาท / วัน
ต่อเดือน ≈ 300,000 บาท
สมมติลงทุนระบบโทรศัพท์
Payback Period ≈ ไม่ถึง 1 เดือน
นี่คือ ROI ที่ SME จำนวนมาก
ไม่เคยคำนวณมาก่อน
นอกจากรายได้
ระบบโทรศัพท์ยังช่วยลดต้นทุนอื่น
ต้นทุนเหล่านี้
ไม่เคยอยู่ในงบ
แต่กินกำไรจริง
จากหน้างานจริง สาเหตุหลักคือ
ROI จะเกิด
ก็ต่อเมื่อระบบถูกใช้ให้ถูกจุด
ให้คุณลองคิดตามนี้
ถ้า
Q: SME เล็กมาก ควรคิด ROI ไหม
A: ยิ่งเล็ก ยิ่งควรคิด เพราะทุกสายมีค่า
Q: ต้องเป็น Call Center ไหมถึงจะเห็น ROI
A: ไม่จำเป็น แค่ระบบรับสายดีขึ้นก็เห็นผลแล้ว
Q: Cloud กับ On-prem อันไหน ROI ดีกว่า
A: ขึ้นกับระยะเวลาใช้งานและจำนวนเบอร์
แนวทางวิเคราะห์ต้นทุน + การเลือกโซลูชัน
สำหรับธุรกิจ SME
👉 แนวทางวิเคราะห์ความคุ้มค่าระบบโทรศัพท์สำหรับ SME
ระบบโทรศัพท์
ไม่ใช่เรื่องเทคนิค
แต่คือเรื่อง ตัวเลขธุรกิจ
ถ้าคุณเห็นว่า
เงินที่ลงทุน
ช่วยให้รับสายได้มากขึ้น
ปิดงานได้มากขึ้น
และคืนทุนได้เร็ว
นั่นไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
แต่มันคือ การลงทุนที่ฉลาด