Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Gemini รองรับ Context Window แตกต่างกันตามรุ่นโมเดลและช่องทางการใช้งาน โดยโมเดล Gemini API หลายรุ่นรองรับ Input สูงสุดประมาณ 1,048,576 Token หรือราว 1 ล้าน Token และรองรับ Output สูงสุดประมาณ 65,536 Token แต่ไม่ใช่ทุกโมเดลจะมีขีดจำกัดเท่ากัน
ผู้ใช้ต้องแยก Input Token Limit ออกจาก Output Token Limit รวมถึงตรวจสอบ Model ID ที่ใช้งานจริง เพราะ Gemini App, Gemini API และ Live API อาจกำหนดขีดจำกัดแตกต่างกัน นอกจากนี้ การรองรับหนึ่งล้าน Token ไม่ได้หมายความว่าจะอัปโหลดไฟล์ได้ทุกขนาดหรือให้ Gemini สร้างคำตอบยาวหนึ่งล้าน Token
ข้อมูลที่ตรวจสอบในเดือนกันยายน 2026 พบว่าโมเดล Gemini หลายรุ่นสำหรับ Gemini API รองรับขีดจำกัดในระดับต่อไปนี้
| ประเภทขีดจำกัด | จำนวนโดยประมาณ |
|---|---|
| Input Token Limit | 1,048,576 Token |
| Output Token Limit | 65,536 Token |
| ชื่อที่มักใช้เรียก | Context 1M และ Output ประมาณ 64K–65K |
ตัวเลขดังกล่าวพบในโมเดลหลายรุ่น เช่น Gemini Pro, Flash และ Flash-Lite บางรุ่น แต่ไม่ควรสรุปว่า Gemini ทุกโมเดลรองรับตัวเลขเดียวกัน เพราะรุ่นเฉพาะทาง รุ่น Live และโมเดลที่เปิดตัวในอนาคตอาจมีขีดจำกัดต่างออกไป
หนึ่งล้าน Token เป็นปริมาณข้อมูลที่ใหญ่มาก Google ยกตัวอย่างเพื่อช่วยให้เห็นภาพว่าอาจเทียบได้กับข้อมูลประเภทต่อไปนี้
ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประมาณเพื่อแสดงขนาดของ Context Window ไม่ใช่จำนวนที่รับประกัน เพราะภาษา รูปแบบไฟล์ ความยาวบรรทัด รูปภาพ เสียง และวิดีโอใช้ Token แตกต่างกัน
Input Token Limit คือปริมาณข้อมูลสูงสุดที่ผู้ใช้ส่งเข้าไปให้โมเดลประมวลผล โดยอาจประกอบด้วยข้อมูลทั้งหมดต่อไปนี้
หากโมเดลรองรับ Input 1,048,576 Token หมายความว่าข้อมูลขาเข้าทั้งหมดต้องไม่เกินขีดจำกัดดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า Prompt ที่พิมพ์ล่าสุดเพียงส่วนเดียวสามารถใช้ Token ได้เต็มจำนวนเสมอไป
Output Token Limit คือจำนวน Token สูงสุดที่โมเดลสามารถสร้างเป็นคำตอบ เช่น
แม้โมเดลจะรับข้อมูลเข้าได้ประมาณหนึ่งล้าน Token แต่ Output อาจถูกจำกัดไว้ประมาณ 65,536 Token ดังนั้นการส่งหนังสือหลายเล่มให้โมเดลไม่ได้หมายความว่าจะสั่งให้เขียนคำตอบยาวเท่าหนังสือทั้งหมดได้ในครั้งเดียว
คำว่า Context Window ใช้อธิบายพื้นที่ข้อมูลที่โมเดลสามารถจัดการระหว่างประมวลผล แต่เอกสารของ Gemini มักแสดงขีดจำกัดเป็นสองค่าแยกกัน ได้แก่
จำนวน Token สูงสุดที่ส่งเข้าโมเดลได้
จำนวน Token สูงสุดที่โมเดลสามารถสร้างกลับมาได้
เมื่อตรวจสอบว่าโมเดลรองรับ Context เท่าไร จึงต้องดูทั้งสองค่า ไม่ควรดูเฉพาะคำว่า 1M Context แล้วเข้าใจว่า Input และ Output ใช้ได้อย่างละหนึ่งล้าน Token
โมเดลที่ Google เปิดให้ใช้งานสามารถมีตัวเลขแตกต่างกันตามเวอร์ชัน ตัวอย่างโครงสร้างข้อมูลที่ควรตรวจสอบมีดังนี้
| รายการ | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|
| Model ID | รหัสโมเดลที่เรียกผ่าน API |
| Input Token Limit | จำนวน Token ขาเข้าสูงสุด |
| Output Token Limit | จำนวน Token ขาออกสูงสุด |
| Supported Inputs | ข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ หรือ PDF |
| Model Status | Stable, Preview หรือ Deprecated |
| Rate Limit | จำนวนคำขอต่อนาทีหรือช่วงเวลา |
| Pricing | ราคา Input, Output และ Cache |
ไม่ควรนำขีดจำกัดของโมเดลหนึ่งไปใช้กับอีกโมเดลโดยอัตโนมัติ แม้ชื่อจะอยู่ในตระกูลเดียวกันก็ตาม
การใช้ Gemini App แตกต่างจากการเรียก Gemini API โดยตรง ผู้ใช้แอปอาจไม่ได้เห็นจำนวน Token หรือเลือก Model ID ได้ละเอียดเหมือนนักพัฒนา
แม้โมเดลเบื้องหลังจะรองรับ Context ขนาดใหญ่ แต่การใช้งานผ่านแอปยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดอื่น เช่น
จึงไม่ควรใช้จำนวน Token ของ Gemini API เป็นหลักฐานว่าแอป Gemini จะรับไฟล์หรือข้อมูลได้เท่ากันทุกกรณี
Live API ออกแบบมาสำหรับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ เช่น การสนทนาด้วยเสียงหรือวิดีโอ จึงอาจมี Context Window ต่ำกว่าโมเดลสำหรับสร้างข้อความทั่วไป
ข้อมูลที่ตรวจสอบในเดือนกันยายน 2026 ระบุว่าบางรูปแบบของ Live API อาจรองรับ Context ดังนี้
ตัวเลขและเงื่อนไขสามารถเปลี่ยนได้ นักพัฒนาต้องตรวจสอบเอกสารของ Live Model ที่เลือกก่อนออกแบบระยะเวลาการสนทนา
ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ว่าหนึ่งคำภาษาไทยเท่ากับกี่ Token เพราะโมเดลแบ่งข้อความตามรูปแบบภายใน ไม่ได้แบ่งจากช่องว่างเพียงอย่างเดียว
ตัวอักษรต่อไปนี้อาจส่งผลต่อจำนวน Token
บทความภาษาไทยที่มีจำนวนคำเท่ากับบทความภาษาอังกฤษจึงอาจใช้ Token ไม่เท่ากัน วิธีที่แม่นยำกว่าคือใช้เครื่องมือนับ Token ของ Gemini API
ใช้ รูปภาพจะถูกประมวลผลและนับเป็น Token ตามขนาด การแบ่งส่วนภาพ และวิธีคำนวณของโมเดล
รูปภาพรายละเอียดสูงหรือภาพขนาดใหญ่อาจใช้ Token มากกว่าภาพขนาดเล็ก การส่งภาพหลายรูปพร้อมข้อความและประวัติแชตจะทำให้ Input Token รวมเพิ่มขึ้น
ใช้เช่นกัน Gemini จะประมวลผลข้อมูลจากเสียงและวิดีโอในรูปแบบที่โมเดลเข้าใจ ความยาวและรายละเอียดของสื่อส่งผลต่อปริมาณ Token
วิดีโอหรือเสียงที่ยาวอาจใช้พื้นที่ Context มาก แม้ขนาดไฟล์เป็น MB จะไม่สูงมากก็ตาม เพราะขนาดไฟล์และจำนวน Token เป็นคนละหน่วย
ไฟล์ PDF อาจมีทั้งข้อความ ตาราง รูปภาพ และโครงสร้างหน้า ระบบจึงต้องประมวลผลหลายส่วน
PDF ที่มีจำนวนหน้าเท่ากันอาจใช้ Token ต่างกัน เช่น
ผู้ใช้ควรนับ Token หรือทดสอบกับไฟล์จริง แทนการประมาณจากจำนวนหน้าเพียงอย่างเดียว
โดยทั่วไป ประวัติการสนทนาที่ระบบส่งให้โมเดลเพื่อรักษาบริบทจะนับเป็น Input Token ในคำขอถัดไป
เมื่อสนทนานานขึ้น ข้อมูลขาเข้าจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อ
หากบทสนทนาเริ่มสับสนหรือมีข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องมาก ควรเริ่มแชตใหม่แล้วส่งเฉพาะบทสรุปและข้อมูลที่จำเป็น
Gemini API มีคำสั่งสำหรับนับ Token ของข้อมูลก่อนเรียกสร้างคำตอบ ช่วยตรวจว่า Prompt และไฟล์จะเกินขีดจำกัดหรือไม่
ต้องนับ Token และตรวจ Limit ตามโมเดลที่จะใช้งานจริง เพราะแต่ละรุ่นอาจแบ่ง Token และกำหนดขีดจำกัดต่างกัน
หลังได้รับคำตอบ นักพัฒนาสามารถอ่านข้อมูลการใช้งานจาก Response เพื่อดู Input, Output, Cached และ Token รวมตามข้อมูลที่ API ส่งกลับ
นำจำนวน Token ไปคูณกับราคาต่อหน่วยของโมเดล โดยแยกราคา Input, Output และ Cached Token ตามเงื่อนไขปัจจุบัน
ลบข้อความซ้ำ เนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง และเอกสารที่ไม่ใช้ตอบคำถาม
เมื่อต้องทำงานต่อจากแชตยาว สามารถสร้างบทสรุปที่เก็บเฉพาะเป้าหมาย การตัดสินใจ ข้อจำกัด และสถานะล่าสุด
แทนการส่งเอกสารทั้งหมดทุกครั้ง ระบบสามารถค้นและส่งเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำถามให้โมเดล
หากต้องส่งข้อมูลชุดเดิมซ้ำหลายครั้ง Context Caching อาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพตามเงื่อนไขของ API
ระบุเป้าหมายและรูปแบบคำตอบให้ชัด ลดคำสั่งซ้ำและข้อความที่ไม่มีผลต่อผลลัพธ์
กำหนดความยาว จำนวนข้อ หรือรูปแบบคำตอบ ช่วยป้องกันโมเดลสร้าง Output มากเกินความจำเป็น
comsiam แนะนำให้นักพัฒนาตรวจ Token จริงก่อนเปิดระบบ Production เพราะการประมาณจากจำนวนคำหรือขนาดไฟล์อาจคลาดเคลื่อนได้มาก
ลบส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเลือกเฉพาะหน้าที่ต้องการจากเอกสาร
ประมวลผลทีละบทหรือทีละชุด แล้วรวมบทสรุปในขั้นตอนสุดท้าย
สร้าง File Search หรือ RAG เพื่อดึงเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องเข้ามาใน Context
หากประวัติการสนทนายาวเกินไป ให้เริ่มใหม่พร้อมบทสรุปสถานะล่าสุด
ตรวจสอบรุ่นที่มี Input Limit สูงกว่า แต่ต้องพิจารณาราคา ความสามารถและสถานะของโมเดลร่วมด้วย
ไม่รับประกัน แม้ข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ภายในขีดจำกัด โมเดลอาจยังมีปัญหา เช่น
ผู้ใช้ควรกำหนดคำถามให้ชัด ขอให้ระบุชื่อไฟล์และตำแหน่งข้อมูล และตรวจคำตอบกับต้นฉบับเสมอ
ไม่ทุกรุ่น โมเดล Gemini หลายรุ่นรองรับ Input ประมาณหนึ่งล้าน Token แต่รุ่น Live และรุ่นเฉพาะทางอาจมีขีดจำกัดแตกต่างกัน
ไม่มีจำนวนตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับภาษา รูปแบบข้อความและการแบ่ง Token ของโมเดล จึงควรใช้เครื่องมือนับ Token แทนการคาดเดา
ไม่ได้ตามขีดจำกัดของรุ่นทั่วไปที่กล่าวถึง Input อาจรองรับประมาณหนึ่งล้าน Token แต่ Output สูงสุดมักต่ำกว่ามาก
ไม่เสมอ ขนาดไฟล์และ Token เป็นคนละหน่วย ไฟล์ที่บีบอัดดีอาจมีข้อมูลจำนวนมาก ขณะที่ภาพขนาดใหญ่บางภาพอาจใช้ Token ตามวิธีประมวลผลภาพ
มี ค่าใช้จ่าย API มักคำนวณจาก Input และ Output Token รวมถึงเงื่อนไขของ Cache หรือบริการอื่น
แอปสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่แสดงรายละเอียดเหมือน API นักพัฒนาสามารถใช้ Count Tokens และ Usage Metadata เพื่อตรวจสอบได้ละเอียดกว่า
โมเดล Gemini API หลายรุ่นรองรับ Input Context สูงสุดประมาณ 1,048,576 Token และ Output สูงสุดประมาณ 65,536 Token แต่ตัวเลขไม่เหมือนกันทุกโมเดลและทุกช่องทาง
Gemini App ยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนไฟล์ ขนาดไฟล์ ประเภทไฟล์ และแพ็กเกจ ส่วน Live API บางรุ่นอาจรองรับ Context เพียง 32K หรือ 128K Token ดังนั้นต้องตรวจสอบ Model ID และเอกสารล่าสุดก่อนใช้งาน
Context ขนาดใหญ่ช่วยให้วิเคราะห์เอกสาร โค้ด เสียง และวิดีโอจำนวนมากได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะอ่านข้อมูลครบหรือให้คำตอบถูกต้อง นักพัฒนาควรนับ Token ลดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง และใช้ Context Caching หรือ File Search เมื่อเหมาะสม สามารถติดตามคู่มือเกี่ยวกับ Gemini API เพิ่มเติมได้จาก comsiam
Meta Description: Gemini รองรับ Context Window กี่ Token ตรวจสอบ Input 1M และ Output ประมาณ 65K พร้อมวิธีนับ Token และจัดการเมื่อข้อมูลเกินขีดจำกัด