Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Gemini API คือบริการสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการนำความสามารถของโมเดล Gemini และโมเดล Generative AI อื่นที่ Google รองรับไปใช้ภายในเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน Backend, Automation หรือระบบของตัวเอง โดยโปรแกรมสามารถส่งข้อมูลไปยัง API แล้วรับผลลัพธ์กลับมาเพื่อนำไปประมวลผลต่อได้
ปัจจุบัน Gemini API รองรับงานมากกว่าการสร้างข้อความ เช่น วิเคราะห์รูปภาพ เอกสาร เสียงและวิดีโอ สร้าง Structured Output แบบ JSON, เรียก Function, ใช้ Google Search และเครื่องมืออื่น สร้าง Agent, ทำงานแบบ Real-time ผ่าน Live API รวมถึงประมวลผลงานระยะยาวหรือจำนวนมากใน Workflow ที่รองรับ
สำหรับ Developer ใหม่ Google ปัจจุบันแนะนำ Interactions API เป็นเส้นทางหลักสำหรับสร้าง Application รุ่นใหม่ด้วย Gemini โดยใช้งานผ่าน Python SDK, JavaScript SDK หรือ REST ได้
แนวคิดพื้นฐานคือ
User
↓
Your Application
↓
Gemini API
↓
Gemini Model
↓
Response
↓
Your Application
↓
User
ดังนั้น Gemini API คือสะพานที่ทำให้ความสามารถของ Gemini เข้าไปอยู่ใน Software ของเราเอง
Gemini API คือ Application Programming Interface สำหรับเชื่อม Application เข้ากับโมเดล Generative AI ของ Google
แทนที่ผู้ใช้ต้องเปิด Gemini Apps แล้วพิมพ์ Prompt ด้วยตัวเอง Developer สามารถให้โปรแกรมส่ง Prompt อัตโนมัติได้
ตัวอย่าง
ลูกค้ากรอกคำถาม
↓
เว็บไซต์ส่งคำถามไป Gemini API
↓
Gemini วิเคราะห์
↓
API ส่งคำตอบกลับ
↓
เว็บไซต์แสดงคำตอบ
หรือ
ลูกค้าอัปโหลด PDF
↓
Backend
↓
Gemini API
↓
วิเคราะห์เอกสาร
↓
JSON
↓
Database
นี่คือเหตุผลที่ API มีความสำคัญกับการสร้าง AI Application
สองอย่างนี้ใช้เทคโนโลยี Gemini เหมือนกัน แต่ Workflow ต่างกัน
เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการใช้ AI โดยตรง
เช่น
รูปแบบคือ
User
↓
Gemini
↓
Answer
เหมาะกับ Developer ที่ต้องการนำ AI เข้าไปในโปรแกรม
รูปแบบคือ
End User
↓
Your App
↓
Gemini API
↓
Gemini
↓
Your App
ผู้ใช้ปลายทางไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่า Application ด้านหลังใช้ Gemini API
Use Case มีจำนวนมาก เช่น
ความสามารถจริงขึ้นกับ Model และ API Feature ที่เลือก
งานพื้นฐานที่สุดคือ Text Generation
ตัวอย่าง Input
เขียนคำอธิบายสินค้า Wi-Fi Router
ความยาวไม่เกิน 100 คำ
API สามารถส่งกลับข้อความ
แล้ว Application นำไปใช้ เช่น
Product Data
↓
Gemini API
↓
Product Description
↓
CMS
เหมาะกับ
แต่ควรมี Human Review หาก Content มีผลกระทบสูง
ตัวอย่างระบบ
บทความยาว
↓
Gemini API
↓
สรุป 5 ประเด็น
หรือ
Meeting Transcript
↓
Gemini
↓
Summary
+
Action Items
Developer สามารถกำหนด Format ของ Output ให้ตรงกับ Application ได้
เช่น
summary
decisions
action_items
แทนการรับข้อความยาวแบบไม่มี Structure
Classification เป็น Use Case ที่เหมาะกับ Automation มาก
ตัวอย่าง Customer Ticket
Input
โดนหักเงินไปแล้ว แต่ระบบยังแจ้งว่ายังไม่ได้ชำระ
ต้องการ Output
billing
สามารถกำหนด Category เช่น
billing
technical
account
other
แล้วนำผลไป Route Ticket อัตโนมัติ
Customer Ticket
↓
Gemini API
↓
Category
↓
Support Team
Gemini API สามารถช่วยวิเคราะห์ว่าข้อความมีลักษณะ
หรือ Classification ที่ Developer กำหนดเอง
ตัวอย่าง
Customer Reviews
↓
Gemini API
↓
Sentiment
↓
Dashboard
แต่สำหรับ Business-critical Workflow ควร Test กับ Dataset จริง เพราะภาษาเสียดสี ความกำกวม และ Context สามารถทำให้ Classification ผิดได้
Application มักต้องการข้อมูลที่โปรแกรมอ่านได้
ไม่ใช่ข้อความ เช่น
ลูกค้าน่าจะมีปัญหาด้านการชำระเงินและค่อนข้างเร่งด่วน
แต่ต้องการ
{
"category": "billing",
"priority": "high"
}
Gemini API รองรับ Structured Outputs เพื่อจำกัด Response ตาม JSON Schema หรือ Structure ที่กำหนดใน Feature ที่รองรับ
เหมาะกับ
รายละเอียดจะมีบทความเฉพาะในลำดับ 402
Gemini รองรับ Multimodal Input จึงสามารถใช้กับ Document Workflow ได้
ตัวอย่าง
PDF
↓
Gemini API
↓
Extract
↓
JSON
Use Case เช่น
สามารถถาม
สรุปหัวข้อสำคัญ
หรือ
ดึงเลข Invoice, วันที่ และยอดรวม
ตาม Requirement
Gemini สามารถรับ Image Input ตาม Model และ Input Method ที่รองรับ
ตัวอย่าง
Image
+
Prompt
↓
Gemini API
↓
Description
Use Case เช่น
ตัวอย่าง
รูปสินค้า
↓
Gemini
↓
ประเภทสินค้า
สี
รายละเอียด
แต่ AI Vision ไม่ควรถูกใช้เป็นระบบตัดสินความปลอดภัยหรือการแพทย์เพียงแหล่งเดียว
Gemini รองรับ Audio Input ตาม API และ Model ที่รองรับ
สามารถใช้กับงาน เช่น
ตัวอย่าง
Audio
↓
Gemini API
↓
Transcript/Understanding
↓
Summary
หากต้องการ Real-time Voice Conversation จะมี Live API ที่เหมาะกับ Use Case อีกแบบ
Gemini เป็น Multimodal Model จึงสามารถวิเคราะห์ Video Input ตามข้อจำกัดของ Model และ Input Method
Use Case เช่น
ตัวอย่าง
Training Video
↓
Gemini
↓
Summary
+
Key Points
+
Quiz
เหมาะกับระบบการเรียนรู้และ Media Processing
โมเดล Gemini บางรุ่นรองรับ Context ขนาดใหญ่
ช่วยให้ Developer ส่งข้อมูล เช่น
เพื่อวิเคราะห์ใน Request หรือ Workflow เดียวตาม Limit ของ Model
แต่ Context ใหญ่ไม่ได้หมายความว่าควรส่งข้อมูลทั้งหมดทุกครั้ง
เพราะอาจส่งผลต่อ
ควรส่งเฉพาะ Context ที่เกี่ยวข้องเมื่อทำได้
ได้
Gemini API มี Built-in Tool สำหรับ Google Search ใน Feature ที่รองรับ
แนวคิดคือ
User Question
↓
Gemini
↓
Google Search
↓
ข้อมูลล่าสุด
↓
Gemini Response
เหมาะกับคำถามที่ต้องใช้ข้อมูลปัจจุบัน เช่น
การใช้ Search Grounding ยังเกี่ยวข้องกับ Pricing และ Limit ตาม Model/Tier ที่ใช้
รายละเอียดจะมีหัวข้อ 404 โดยเฉพาะ
Gemini API มี Built-in Tools ที่สามารถเชื่อมกับ Google Maps ตาม Feature และ Model ที่รองรับ
เหมาะกับ
ตัวอย่าง
User
↓
ถามหาร้าน
↓
Gemini + Maps
↓
ข้อมูลสถานที่
↓
App
ต้องตรวจ Pricing และ Usage Conditions ของ Feature ที่ใช้ด้วย
Gemini มี Built-in Tool สำหรับ Code Execution ใน Workflow ที่รองรับ
โมเดลสามารถใช้ Code เพื่อช่วยงาน เช่น
ตัวอย่างแนวคิด
Question
↓
Gemini
↓
Generate/Run Code
↓
Result
↓
Answer
แต่ถ้า Application ของ Developer รัน Code ที่สร้างโดย AI เองภายนอกระบบ Tool ที่ Google จัดการ ต้องออกแบบ Sandbox และ Security แยกต่างหาก
Gemini API มี Tool สำหรับใช้ข้อมูลจาก URL ใน Feature ที่รองรับ
ช่วยให้โมเดลวิเคราะห์ Content จากแหล่งข้อมูลที่ Application ระบุ
Use Case เช่น
แต่ต้องออกแบบเรื่อง
ด้วย หากนำข้อมูลภายนอกเข้าระบบ Agent
Function Calling ทำให้ Gemini สามารถเลือก Function ที่ Developer กำหนดเมื่อจำเป็น
ตัวอย่าง
User ถาม
ตรวจสอบสถานะ Order 12345
Gemini ไม่ควรเดาสถานะ Order
สามารถเลือก Function
get_order_status(order_id)
แล้ว Application เรียก Database หรือ API จริง
Flow คือ
User
↓
Gemini
↓
Function Call
↓
Your Application
↓
Database/API
↓
Result
↓
Gemini
↓
User
นี่เป็นพื้นฐานของ AI Agent จำนวนมาก
รายละเอียดจะมีหัวข้อ 403
Agent คือระบบที่ให้ AI ทำงานเป็นหลายขั้นเพื่อบรรลุ Goal
ตัวอย่าง
Goal
↓
Plan
↓
Search
↓
Call Tool
↓
Analyze
↓
Call Another Tool
↓
Final Result
Google ปัจจุบันมีความสามารถด้าน Managed Agents และ Agent Workflow ใน Gemini API Ecosystem
ตัวอย่าง Use Case
แต่ยิ่ง Agent มี Tool Permission มาก Security ยิ่งสำคัญ
อย่าให้ Agent มีสิทธิ์
Delete
Send
Pay
Publish
ทุกอย่างโดยไม่มี Control
ควรใช้หลัก
Least Privilege
เช่น
Read Order
ไม่จำเป็นต้องให้
Delete Order
หาก Use Case ต้องเพียงตอบสถานะ
Action ที่มีผลกระทบสูงควรมี Validation หรือ Human Confirmation ตามความเหมาะสม
Live API ถูกออกแบบสำหรับ Real-time Interaction
เช่น
แนวคิดคือ
Microphone
↕
Live API
↕
Gemini
แตกต่างจาก Request/Response ปกติที่
ส่ง Request
↓
รอ Response
Live API เหมาะกับ Session แบบต่อเนื่องและ Latency ต่ำกว่า Workflow ที่เรียก Request แยกทุกประโยค
รายละเอียดจะมีหัวข้อ 408
หาก Response ยาว Application ไม่จำเป็นต้องรอให้โมเดลสร้างทั้งหมดเสร็จก่อน
สามารถใช้ Streaming ใน API ที่รองรับเพื่อส่งผลลัพธ์มาเป็นส่วน ๆ
ตัวอย่าง
Gemini generating...
↓
Chunk 1
↓
Chunk 2
↓
Chunk 3
ผู้ใช้จะเริ่มเห็นข้อความเร็วขึ้น
เหมาะกับ
รายละเอียดจะมีหัวข้อ 407
Batch API เหมาะกับงานจำนวนมากที่ไม่ต้องการ Response ทันที
ตัวอย่าง
100,000 Reviews
↓
Batch
↓
Gemini
↓
Classification Results
เหมาะกับ
Batch สามารถมี Pricing แตกต่างจาก Standard Request ตาม Model ที่รองรับ
รายละเอียดจะมีหัวข้อ 406
ถ้า Application ส่ง Context ขนาดใหญ่ซ้ำบ่อย เช่น
คู่มือ 300 หน้า
+
คำถามใหม่
ทุก Request อาจมี Cost และ Latency
Context Caching สามารถช่วยให้ระบบใช้ Context เดิมซ้ำได้มีประสิทธิภาพขึ้นตาม API และ Model ที่รองรับ
Google ปัจจุบันรองรับ Implicit Caching กับโมเดล Gemini รุ่นใหม่หลายรุ่นโดยระบบจัดการให้อัตโนมัติ
ส่วน Explicit Caching ยังมีข้อแตกต่างตาม API ที่ใช้
รายละเอียดจะมีหัวข้อ 405
Google ปัจจุบันมี File Input หลายวิธีเพื่อรองรับ
วิธีที่เหมาะสมขึ้นกับ
ตัวอย่างแนวคิด
Local File
↓
Application
↓
Gemini API
หรือใช้ File Handling Method ที่เหมาะกับ Workflow
Limit เปลี่ยนได้ตาม Input Method และ API ดังนั้นต้องตรวจเอกสารปัจจุบันก่อนเขียน Production Code
เอกสาร Google ปัจจุบันแนะนำ Interactions API สำหรับ Application ใหม่จำนวนมาก
Interactions API ถูกออกแบบให้รองรับการทำงานกับ Gemini Models และ Agents ผ่าน Interaction ที่สามารถมี State และความสามารถระดับสูง
ปัจจุบันสามารถใช้ผ่าน
และ Getting Started ล่าสุดของ Google ใช้ Interactions API เป็นจุดเริ่มต้น
Developer อาจเจอ Code ตัวอย่างสองแนว
แนวทางใหม่ที่ Google แนะนำสำหรับ Project ใหม่และ Agent-oriented Workflow
API ที่มีอยู่เดิมและยังใช้กับความสามารถหลายประเภท รวมถึง Feature บางอย่างที่ Interactions API ยังมีข้อแตกต่าง
ดังนั้นไม่ควรคิดว่า
Interactions API
=
generateContent ถูกยกเลิกทันที
ควรเลือก API ตาม Feature ที่ต้องใช้และเอกสารปัจจุบัน
ตัวอย่าง Context Caching ปัจจุบันมีความแตกต่างระหว่าง Interactions API กับ generateContent ในเรื่อง Explicit Caching
SDK ทางการปัจจุบันใช้ Package
google-genai
ติดตั้ง
pip install -U google-genai
ตั้ง Environment Variable
GEMINI_API_KEY
ตัวอย่างตามแนวทาง Getting Started ปัจจุบัน
from google import genai
client = genai.Client()
interaction = client.interactions.create(
model="gemini-3.7-flash",
input="อธิบาย Gemini API แบบสั้น ๆ",
)
print(interaction.output_text)
Model ID ในตัวอย่างสามารถเปลี่ยนตาม Model Lifecycle ของ Google
ก่อนนำ Code ไปใช้จริงควรตรวจ Model List ปัจจุบันเสมอ
SDK ปัจจุบันคือ
@google/genai
ติดตั้ง
npm install @google/genai
ตัวอย่าง
import { GoogleGenAI } from "@google/genai";
const ai = new GoogleGenAI({});
const interaction = await ai.interactions.create({
model: "gemini-3.7-flash",
input: "อธิบาย Gemini API แบบสั้น ๆ",
});
console.log(interaction.output_text);
สำหรับ Production Backend ควรเก็บ GEMINI_API_KEY เป็น Secret ฝั่ง Server
ไม่ควรฝัง Key ลง Client-side JavaScript
ได้
Developer ไม่จำเป็นต้องใช้ SDK เสมอไป
Gemini API มี REST Interface สำหรับภาษาและระบบที่เรียก HTTP ได้
เหมาะกับ
แต่ SDK ทางการมักช่วยลด Boilerplate และจัด Type/Request Structure ให้สะดวกกว่า
พื้นฐานมีเพียงไม่กี่อย่าง
จากนั้นก็สามารถทำ Request แรกได้
Workflow คือ
AI Studio
↓
API Key
↓
SDK
↓
Client
↓
Request
↓
Response
อย่าเขียน
const apiKey = "REAL_SECRET_KEY";
ลงหน้าเว็บที่ส่งถึง Browser
และอย่า Commit ลง Public GitHub
สำหรับ Web Application ทั่วไปควรใช้ Architecture
Browser
↓
Your Backend
↓
GEMINI_API_KEY
↓
Gemini API
API Key ไม่ใช่ระบบ Login ของ User
Application ยังต้องออกแบบ Authentication/Authorization เองหากจำเป็น
Gemini API มีทั้ง
ตาม Model และ Feature ที่ Google กำหนด
Free Tier เหมาะสำหรับ
Paid Tier เหมาะกับ
Pricing สามารถเปลี่ยนได้ จึงต้องตรวจข้อมูลล่าสุดก่อน Deploy
โดยทั่วไป Cost สามารถเกี่ยวข้องกับ
ตาม Model และ API ที่ใช้
ดังนั้นคำถามว่า
“Gemini API ราคาเท่าไร”
ไม่มีราคาเดียว
รายละเอียดจะมีหัวข้อ 396 โดยเฉพาะ
Gemini API จำกัดปริมาณการใช้งานตาม
เช่นจำนวน Request หรือ Token ตามเงื่อนไขของแต่ละ Model
Prototype ที่ใช้คนเดียวจึงอาจทำงานได้ดี แต่เมื่อเปิด Public อาจชน Rate Limit
รายละเอียดจะมีหัวข้อ 397
Error 429 โดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับการส่ง Request มากเกิน Limit หรือ Resource/Quota ที่เกี่ยวข้อง
ไม่ควรแก้โดย
สร้าง API Key เพิ่ม 20 อัน
เพราะ Limit สามารถอยู่ระดับ Project/Model/Tier
ควรอ่าน Error และปรับ
ตาม Root Cause
หัวข้อ 398 จะอธิบายโดยเฉพาะ
Architecture พื้นฐาน
User
↓
Chat UI
↓
Backend
↓
Gemini API
↓
Response
↓
Chat UI
ถ้าต้องการ Conversation Context อาจต้องจัดการ
ตาม API ที่เลือก
ไม่ควรส่งประวัติทั้งหมดอย่างไม่มี Limit
ตัวอย่าง
Product Data
↓
Gemini
↓
Description
Question
↓
Gemini
↓
Answer
Review
↓
Gemini
↓
Category
Question
↓
Product Data
↓
Gemini
↓
Recommendation
แต่ AI ไม่ควรสร้างราคา Stock หรือ Order Status เอง
ข้อมูลจริงควรมาจาก Database/API ผ่าน Function หรือ Backend
Architecture อาจเป็น
User Question
↓
Retrieval
↓
Relevant Documents
↓
Gemini
↓
Answer
แทนการส่งเอกสารทั้งหมดทุก Request
ระบบแนวนี้เหมาะกับ
Google มีเครื่องมือและ API หลายรูปแบบสำหรับ File Search/Retrieval ตาม Platform ที่รองรับ
ตัวอย่าง Support Agent
User
↓
Gemini
↓
Determine Intent
↓
Function Calling
├── get_order
├── get_refund_policy
└── create_ticket
↓
Result
↓
Gemini
↓
User
สิ่งสำคัญคือ Function แต่ละตัวควรมี Permission จำกัด
โดยเฉพาะ Function ที่
ต้องมี Control เพิ่ม
ควร Validate เมื่อ Output ถูกนำไปใช้ใน Program Logic
สมมติต้องการ
{
"priority": "high"
}
ควรกำหนด Allowed Values
low
medium
high
ถ้าโมเดลส่ง
urgent
Application ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร
Structured Output ช่วยลดปัญหานี้ แต่ยังควรตรวจข้อมูลก่อนนำไปทำ Action สำคัญ
Gemini สามารถ
ได้
Application ต้องออกแบบ Error Handling ตามระดับความเสี่ยง
ตัวอย่างงาน Low Risk
สร้าง Caption
สามารถยอมรับ Error ได้มากกว่า
งาน High Risk
อนุมัติธุรกรรม
ต้องมี Rule และ Verification เข้มงวดกว่ามาก
Network API สามารถเกิด Error ชั่วคราว
Application อาจต้อง Retry
แต่ไม่ควร
while true:
retry()
ควรมี
ตามแนวทางของ API
เพราะการ Retry ไม่จำกัดสร้างทั้ง Traffic และ Cost เพิ่ม
Application ควรกำหนดว่า
ถ้า Gemini ไม่ตอบภายในเวลาที่กำหนด
จะทำอย่างไร
เช่น
อย่าปล่อย Request แขวนโดยไม่มี Strategy
สามารถเก็บ
ตามความเหมาะสม
แต่ไม่ควร Log
โดยไม่มีเหตุผลและ Policy ที่เหมาะสม
Production Gemini Application ควรติดตาม
ช่วยตรวจได้ว่า AI Feature กำลังมีปัญหาหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มผิดปกติหรือไม่
สมมติ
1 User
=
100 AI Requests/month
หากมี
100,000 Users
จะกลายเป็น
10,000,000 Requests/month
ดังนั้นก่อน Scale ต้องคำนวณ
Cost per request
×
Requests per user
×
Users
และรวม
ด้วย
ไม่ควรใช้ Model ที่แพงหรือใช้ทรัพยากรสูงที่สุดกับทุก Task
ตัวอย่าง
อาจเน้น
อาจเน้น
เลือก Image-capable Model
เลือก Model/API ที่รองรับ Live Interaction
Model Routing ช่วยลด Cost ได้มากใน Application ใหญ่
สร้าง AI Application
สร้าง MVP
สร้าง Internal Tool
เพิ่ม AI Feature
Classification และ Extraction
สร้าง/วิเคราะห์ Content
สร้าง Tutor หรือ Learning Tool
สร้าง Assistant
ไม่จำเป็นต้องเป็น Machine Learning Engineer จึงจะเริ่มได้
Gemini API เป็น Managed Service
Developer ไม่ต้องจัดการ
เองในระดับเดียวกับ Self-hosted Model
แต่แลกกับ
ส่วน Self-hosting ให้ Control มากกว่าแต่เพิ่ม Infrastructure Complexity
ไม่มีคำตอบเดียวว่าแบบไหนดีกว่า
ขึ้นกับ Requirement
สำหรับมือใหม่แนะนำ
ผ่าน AI Studio
เลือกภาษาเดียว
ใช้ SDK ปัจจุบัน
GEMINI_API_KEY
เช่น
ตอบว่า Gemini API ทำงานสำเร็จ
ให้สำเร็จก่อน
เมื่อพื้นฐานผ่าน
เมื่อจำเป็น
เมื่อมี External Data
หลัง Security Review
อย่าเริ่มด้วย Agent 20 Tools ตั้งแต่ครั้งแรก
แนวทางที่แนะนำคือ
กำหนดปัญหา
AI จำเป็นตรงไหน
ทดลองก่อน
Text หรือ JSON
เลือกตามงาน
เก็บเป็น Secret
สร้าง Request แรก
ตรวจ Input/Output
รองรับ Failure
ควบคุม Traffic
เก็บข้อมูลที่จำเป็น
Normal + Edge Case
ตรวจ Credential/Permission
คำนวณ Usage
เปิดใช้งานจริง
ดู Cost/Error หลังเปิด
สำหรับ Application ของ comsiam แนวทางนี้ช่วยป้องกันปัญหาที่มักเกิดเมื่อเริ่มจากการนำ API ไปใช้ทันทีโดยยังไม่ได้กำหนด Output Contract, Cost และ Error Handling ให้ชัดเจน
Key อาจรั่ว
Cost อาจสูงเกินจำเป็น
Parse คำตอบยาก
เสี่ยงข้อมูลผิด
Cost และ Latency เพิ่ม
Request ค้าง
Traffic เพิ่ม
Public App ถูก Abuse ได้
รู้ Cost ช้าเกินไป
Debug ยาก
ตอบคำถามผู้ใช้
สรุป PDF
ดึงข้อมูลเป็น JSON
จัดหมวดหมู่ข้อความ
อธิบายหรือช่วยแก้ Code
วิเคราะห์รูปภาพ
ใช้ Live API
ใช้ Google Search Tool
เรียก Function หรือ Tool
สร้าง Content จากข้อมูลในระบบ
Gemini API คือบริการสำหรับ Developer ที่ต้องการเรียกโมเดล Generative AI ของ Google จาก Application ผ่าน SDK หรือ REST เพื่อสร้างข้อความ วิเคราะห์ Multimodal Input ใช้ Tools และสร้าง Agent
มี Free Tier สำหรับโมเดลและการใช้งานที่ Google กำหนด และมี Paid Tier สำหรับ Production หรือ Usage ที่สูงขึ้น โดยราคาและ Limit แตกต่างตาม Model
Google มี SDK และ API หลายรูปแบบ โดย Getting Started ปัจจุบันรองรับ Interactions API ผ่าน Python, JavaScript และ REST ส่วนความสามารถอื่นสามารถมี SDK เพิ่มเติมตาม API ที่ใช้
ได้ตาม Model และ Input Method ที่รองรับ Gemini เป็น Multimodal และ API มีวิธีรับ File/Input หลายประเภท
ได้ Gemini API มี Built-in Google Search Tool สำหรับ Grounding ใน Feature และ Model ที่รองรับ
ได้ สามารถใช้ Function Calling, Built-in Tools และ Agent-oriented API/Features เพื่อสร้าง Workflow หลายขั้น แต่ต้องออกแบบ Permission และ Security อย่างระมัดระวัง
Gemini API คือช่องทางสำหรับนำความสามารถของโมเดล Gemini ไปใส่ใน Website, Mobile App, Backend, SaaS หรือ Automation ของ Developer เอง แทนที่จะใช้ Gemini ผ่านหน้า Chat เพียงอย่างเดียว
Gemini API ปัจจุบันรองรับงานตั้งแต่ Text Generation, Structured Output, Image/Document/Audio/Video Understanding ไปจนถึง Function Calling, Google Search, Google Maps, Code Execution, Agents, Streaming, Batch Processing และ Real-time Voice ผ่าน Live API ตาม Model และ Feature ที่รองรับ
สำหรับ Application ใหม่ Google ปัจจุบันใช้ Interactions API เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ โดยสามารถเรียกผ่าน Python SDK, JavaScript SDK และ REST ส่วน generateContent ยังคงมีบทบาทกับความสามารถบางรูปแบบ และ Developer ควรเลือก API ตาม Feature ที่ต้องใช้จริง
ก่อนเปิด Production ต้องเก็บ Gemini API Key เป็น Secret, Validate AI Output, จัดการ Timeout/Retry, Monitor Usage และคำนวณ Cost เพราะระบบที่ทำงานดีสำหรับผู้ใช้หนึ่งคนอาจมีต้นทุนและ Rate Limit แตกต่างออกไปมากเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมาก
แนวทางของ comsiam คือเริ่มจาก API Call ที่ง่ายที่สุดให้ทำงานก่อน แล้วค่อยเพิ่ม Structured Output, File, Tools, Function Calling และ Agent ทีละระดับ วิธีนี้ทำให้ Debug ง่ายกว่าและช่วยควบคุม Security, Cost และ Complexity ของระบบได้ดีกว่า