Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

ถ้าต้องการใช้ Google Gemini ให้คุ้มจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องจำ Prompt ซับซ้อนหลายร้อยสูตร แต่ควรมี ชุด Prompt พร้อมใช้ สำหรับงานที่เจอบ่อย แล้วปรับตัวแปรใน [ ] ให้ตรงกับสถานการณ์ของตัวเอง
แทนที่จะเริ่มทุกครั้งด้วยคำสั่งกว้าง ๆ เช่น
ช่วยฉันทำงานหน่อย
สามารถใช้ Prompt ที่ระบุชัดกว่า เช่น
ช่วยวิเคราะห์
[งาน]โดยเป้าหมายคือ[Goal]แยกสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับความสำคัญ และสร้าง Checklist ที่สามารถเริ่มทำได้ทันที
ยิ่ง Gemini รู้
โอกาสได้คำตอบตรงความต้องการก็ยิ่งสูงขึ้น
บทความนี้รวม 100 Prompt Gemini ที่ควรเซฟไว้ ครอบคลุมงานประจำวัน การเรียน การทำงาน การเขียน การตลาด ธุรกิจ วิเคราะห์ข้อมูล โปรแกรมมิ่ง การตัดสินใจ และการจัดการชีวิต
สามารถคัดลอก Prompt แล้วเปลี่ยนเฉพาะข้อความใน [ ] ได้ทันที
ก่อนเข้าสู่ 100 Prompt ให้จำสูตรนี้ไว้ก่อน
Task + Goal + Context + Constraints + Output
ตัวอย่าง
ช่วย
[Task]โดยเป้าหมายคือ[Goal]Context คือ[Context]ภายใต้ข้อจำกัด[Constraints]และตอบในรูปแบบ[Output Format]
ถ้าข้อมูลสำคัญไม่พอ สามารถเพิ่ม
หากข้อมูลไม่เพียงพอ ห้ามเดา ให้ระบุว่าข้อมูลอะไรยังขาด
เพียงเท่านี้ Prompt ก็ชัดขึ้นมาก
นี่คืองานทั้งหมดที่ฉันต้องทำวันนี้:
[TASK LIST]ช่วยจัดลำดับตาม Urgency × Importance แล้วสร้างตาราง:
- Priority
- Task
- เวลาโดยประมาณ
- สิ่งที่ควรทำก่อน
ให้แผนที่ทำได้จริงและไม่ยัดงานมากเกินเวลา
เปลี่ยนข้อความด้านล่างเป็น To-do List ที่ลงมือทำได้ทันที
[TEXT]แยกเป็น:
- ต้องทำ
- ควรทำ
- รอข้อมูล
- ติดตามผล
ตัดข้อความที่ไม่ใช่ Action ออก
ฉันมีงานต่อไปนี้:
[TASKS]ช่วยจัดเป็น:
- ทำทันที
- ทำวันนี้
- นัดทำภายหลัง
- มอบหมายได้
- ตัดออกได้
อธิบายเหตุผลสั้น ๆ สำหรับงานที่มี Priority สูง
ช่วยวางตารางวันนี้ตั้งแต่
[START TIME]ถึง[END TIME]งานที่ต้องทำ:
[TASKS]Constraints:
[ข้อจำกัด]มี Break ที่เหมาะสมและอย่าจัดงานติดกันจนแน่นเกินไป
เป้าหมายสัปดาห์นี้คือ
[GOALS]สิ่งที่ต้องทำคือ
[TASKS]ช่วยสร้าง Weekly Plan จันทร์–อาทิตย์ โดยกำหนด 1–3 Priority หลักต่อวัน และมี Buffer สำหรับงานที่ล่าช้า
สร้าง Checklist สำหรับ
[กิจกรรม/การเดินทาง]แบ่งเป็น:
- ของจำเป็น
- เอกสาร
- เงิน/การชำระเงิน
- อุปกรณ์
- สิ่งที่ต้องตรวจบ้านก่อนออก
เลือกเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องจริง
ฉันต้องซื้อของสำหรับ
[วัตถุประสงค์]รายการคร่าว ๆ:
[LIST]งบประมาณ:
[BUDGET]ช่วยจัดเป็น Must-have / Nice-to-have / ตัดออกได้ และเรียงสิ่งที่ควรซื้อก่อน
เปรียบเทียบ
[OPTION A],[OPTION B]และ[OPTION C]ความต้องการของฉัน:
[REQUIREMENTS]งบ:
[BUDGET]ทำเป็นตาราง Pros / Cons / Best For / Key Trade-off แล้วแนะนำตามความต้องการของฉัน ไม่ใช่เลือกจากสเปกสูงสุดอย่างเดียว
รายได้ต่อเดือน:
[INCOME]ค่าใช้จ่ายหลัก:
[EXPENSES]เป้าหมายการเงิน:
[GOAL]ช่วยจัดงบประมาณแบบทำได้จริง แยก Fixed, Variable, Saving และค่าใช้จ่ายที่ควรลดก่อน โดยห้ามสมมติตัวเลขที่ฉันไม่ได้ให้
ฉันกำลังตัดสินใจเรื่อง
[DECISION]ตัวเลือก:
[OPTIONS]สิ่งที่สำคัญกับฉัน:
[PRIORITIES]ช่วยแยก Facts, Pros, Cons, Risks, Reversibility และ What Would Change the Decision ก่อนสรุปคำแนะนำ
อธิบาย
[TOPIC]สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน โดยเริ่มจากความหมายง่าย ๆ แล้วค่อยเพิ่มรายละเอียดทีละระดับ ใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริงอย่างน้อย 2 ตัวอย่าง
อธิบาย
[TOPIC]ให้เด็กอายุประมาณ[AGE]เข้าใจ ใช้ภาษาง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิค และใช้การเปรียบเทียบกับสิ่งที่พบในชีวิตประจำวัน
สอนฉันเรื่อง
[TOPIC]แบบ Step-by-Step เริ่มจากพื้นฐานและอย่าข้าม Concept สำคัญ แต่ละ Step ให้มี:
- สิ่งที่ต้องเข้าใจ
- ตัวอย่าง
- แบบฝึกหัดสั้น ๆ
ทำหน้าที่เป็น Tutor เรื่อง
[TOPIC]ระดับของฉันคือ
[LEVEL]เป้าหมายคือ
[GOAL]สอนแบบ Explain → Example → Question → Feedback และอย่าเฉลยทันทีหากฉันสามารถคิดต่อได้ด้วย Hint
สรุปเนื้อหาต่อไปนี้สำหรับทบทวนก่อนสอบ:
[LESSON]แบ่งเป็น:
- Concepts สำคัญ
- Definitions
- สิ่งที่มักสับสน
- สิ่งที่ต้องจำ
- 5 คำถามทบทวน
ใช้เฉพาะข้อมูลจากบทเรียน
จากเนื้อหานี้:
[SOURCE]สร้าง Flashcards
[NUMBER]ใบ ในรูปแบบ:Question | Answer
เน้นสิ่งที่ต้องจำและ Concept สำคัญ ไม่สร้างข้อมูลนอก Source
สร้าง Quiz
[NUMBER]ข้อเรื่อง[TOPIC]ระดับ[LEVEL]ใช้ทั้ง Multiple Choice และคำถามอธิบายสั้น
ยังไม่ต้องเฉลยจนกว่าฉันจะตอบ
นี่คือคำถามและคำตอบของฉัน:
[QUESTION + MY ANSWER]อย่าเพียงบอกว่าผิดตรงไหน ช่วยหา Misconception ที่ทำให้ฉันตอบผิด แล้วอธิบาย Concept ที่ถูกก่อนให้โจทย์คล้ายกันอีก 1 ข้อ
ฉันต้องเรียน
[SUBJECT]ให้ทันภายใน[DAYS]วันมีเวลา
[TIME]ต่อวันหัวข้อทั้งหมด:
[TOPICS]ช่วยสร้าง Study Plan ที่มี Learn, Practice, Review และ Test และไม่จัดเนื้อหาหนักเกินไปในวันเดียว
ฉันกำลังเตรียมสอบ
[EXAM]เนื้อหา:
[TOPICS]เวลาเหลือ:
[TIME]ช่วยจัด Priority ตาม Importance × Weakness แล้วสร้างแผนทบทวน พร้อมแบบทดสอบช่วงท้าย
สรุป Email ด้านล่างให้ฉัน:
[EMAIL]แสดง:
- เรื่องสำคัญ
- สิ่งที่ฉันต้องทำ
- Deadline
- สิ่งที่ต้องตอบกลับ
หากข้อมูลไม่ได้ระบุให้ใช้ N/A
เขียน Email ถึง
[RECIPIENT]เรื่อง:
[SITUATION]เป้าหมาย:
[GOAL]Required Action:
[ACTION]Deadline:
[DEADLINE]ใช้ Tone Professional + Friendly กระชับ มี CTA เดียว และห้ามสร้างข้อมูลเพิ่ม
Rewrite Email นี้ให้สั้นลงประมาณ
[PERCENT]โดยรักษา Meaning, Names, Dates, Numbers, Deadline และ Required Action เดิมทั้งหมด ใช้ Tone Professional + Friendly
[EMAIL]
จาก Meeting Notes ต่อไปนี้:
[NOTES]ดึงเฉพาะ:
- Decisions
- Action Items
- Owners
- Deadlines
- Open Questions
หาก Owner หรือ Deadline ไม่ได้ระบุ ให้ใช้ N/A ห้ามเดา
สร้าง Meeting Agenda สำหรับ
[MEETING]เป้าหมายคือ
[GOAL]เวลาประชุม
[MINUTES]นาทีTopics:
[TOPICS]จัดเวลาแต่ละช่วง และให้เวลาส่วน Decision มากกว่าส่วน Update
จาก Meeting Notes นี้
[NOTES]สร้าง Action Plan เป็นตาราง:Action | Owner | Deadline | Dependency | Status
ห้ามสร้าง Owner หรือ Deadline ที่ไม่ได้ระบุ
จากข้อมูลนี้:
[DATA]สร้าง Weekly Report มี:
- Executive Summary
- Progress
- KPI
- Blockers
- Risks
- Next Week Priorities
ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
เปลี่ยน Process ต่อไปนี้เป็น SOP:
[PROCESS]มี:
- Purpose
- Scope
- Owner
- Required Inputs
- Steps
- Quality Check
- Escalation
ห้ามเพิ่มขั้นตอนที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
งานของทีม:
[TASK LIST]ช่วยจัด Priority ตาม Impact, Urgency, Dependency และ Effort และแสดงว่าอะไรควรทำ Now / Next / Later
Project:
[PROJECT]Goal:
[GOAL]Team:
[TEAM]Deadline:
[DEADLINE]Constraints:
[CONSTRAINTS]สร้าง Project Plan มี Milestones, Tasks, Dependencies, Owners, Risks และ Checkpoints โดยอย่าสร้าง Resources ที่ไม่มี
สร้าง Content Ideas
[NUMBER]หัวข้อเกี่ยวกับ[TOPIC]สำหรับ[AUDIENCE]แบ่งเป็น:
- How-to
- Questions
- Problems
- Comparisons
- Mistakes
หลีกเลี่ยงหัวข้อที่ Search Intent ซ้ำกัน
จากหัวข้อ
[TOPICS]ช่วยจัดเป็น Topic Clusters โดยกำหนด:
- Pillar Topic
- Supporting Topics
- Intent ของแต่ละหัวข้อ
- หัวข้อที่ซ้ำและควรรวม
อย่าสร้าง Search Volume
สร้าง Outline H1/H2/H3 สำหรับหัวข้อ
[TOPIC]Audience:
[AUDIENCE]Search Intent:
[INTENT]ทุก H2 ต้องตอบคำถามที่แตกต่างกัน และห้ามเพิ่ม Section เพียงเพื่อเพิ่มความยาว
เขียนบทความเรื่อง
[TOPIC]Audience:
[AUDIENCE]Intent:
[INTENT]Source:
[SOURCE]ใช้ H1/H2/H3 ภาษาเป็นธรรมชาติ ตอบ Intent ตั้งแต่ต้น ใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น และห้ามสร้าง Facts, Statistics หรือ Sources ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
เขียน Introduction สำหรับบทความ
[TOPIC]ไม่เกิน[LENGTH]คำ ให้ตอบคำถามหลักตั้งแต่ช่วงต้นและอธิบายว่าบทความจะช่วยผู้อ่านเรื่องอะไร หลีกเลี่ยงคำเกริ่นทั่วไป
เขียน Conclusion สำหรับบทความนี้
[ARTICLE]โดยสรุปเฉพาะ Takeaway ที่สำคัญ ไม่เล่าเนื้อหาทั้งบทความซ้ำ และให้ Next Step ที่สัมพันธ์กับ Search Intent
จากบทความ
[ARTICLE]สร้าง FAQ[NUMBER]ข้อ โดยเลือกเฉพาะคำถามที่ช่วยตอบ Supporting Intent และใช้เฉพาะข้อมูลที่บทความสามารถรองรับ
Rewrite ข้อความนี้ให้เป็นภาษาไทยธรรมชาติ อ่านลื่น และลดความรู้สึกเหมือนข้อความที่สร้างตาม Template โดยรักษา Facts, Meaning, Numbers และ Names เดิมทั้งหมด
[TEXT]
ตรวจบทความนี้และตัด Redundancy โดย:
- รวม Paragraph ที่พูดเรื่องเดียวกัน
- ตัดคำเกริ่น
- ตัดประโยคที่ไม่เพิ่มข้อมูล
รักษา Facts, Examples และ Action Steps ที่จำเป็นไว้
เปลี่ยน Tone ของข้อความนี้จาก
[CURRENT TONE]เป็น[TARGET TONE]รักษา Meaning, Structure และ Facts เดิม ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่
[TEXT]
จากข้อมูลลูกค้าต่อไปนี้:
[CUSTOMER DATA]สรุป:
- Goals
- Pain Points
- Objections
- Buying Triggers
- Repeated Behaviors
ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้ ห้ามสร้าง Demographics ที่ไม่มีข้อมูล
ใช้ Customer Data
[DATA]สร้าง Persona โดยแยก:
- Goals
- Problems
- Priorities
- Objections
- Decision Criteria
ห้ามสร้าง Age, Income หรือ Personal Details ที่ไม่มีใน Data
Funnel Data:
[DATA]วิเคราะห์:
Awareness → Traffic → Lead → Sale → Repeat
หา Stage ที่ Drop มากที่สุดเทียบกับ Baseline แล้วสร้าง Hypotheses และ Data ที่ต้องตรวจก่อนเสนอ Campaign ใหม่
Product:
[PRODUCT]Audience:
[AUDIENCE]Goal:
[GOAL]Budget:
[BUDGET]Channels:
[CHANNELS]สร้าง Campaign Ideas สูงสุด 10 แบบ พร้อม Hypothesis, Offer, Channel, KPI และ Main Risk
สร้าง Content Marketing Plan
[DAYS/MONTHS]สำหรับ[PRODUCT/BUSINESS]Audience:
[AUDIENCE]Goal:
[GOAL]แบ่ง Content ตาม Awareness, Consideration, Conversion และ Retention
เขียน Marketing Copy สำหรับ
[PRODUCT]Audience:
[AUDIENCE]Problem:
[PROBLEM]Benefit ที่ยืนยันได้:
[BENEFIT]CTA:
[CTA]ห้ามสร้าง Guarantee, Fake Urgency, Statistics หรือ Customer Reviews
สร้าง Headline 20 แบบสำหรับ
[PRODUCT/TOPIC]แบ่งเป็น:
- Benefit
- Problem
- Question
- Direct
- Curiosity
หลีกเลี่ยง Clickbait ที่เนื้อหาจริงตอบไม่ได้
Review Landing Page นี้:
[CONTENT]วิเคราะห์เฉพาะ:
- Value Proposition
- Clarity
- Trust
- Objections
- CTA
- Friction
แบ่ง Issue เป็น High / Medium / Low Impact และอย่า Rewrite ทั้งหน้าทันที
Sales Data:
[DATA]วิเคราะห์ Revenue ผ่าน:
- Customer Count
- Conversion Rate
- Average Order Value
- Repeat Purchase
แยก Facts, Hypotheses และ Missing Data ห้ามสรุป Root Cause หาก Evidence ยังไม่พอ
สร้าง Sales Conversation Framework สำหรับ
[PRODUCT]Audience:
[AUDIENCE]มี:
- Discovery Questions
- Problem Clarification
- Value Explanation
- Objection Handling
- Next Step
หลีกเลี่ยงการกดดันหรือ Claim ที่ไม่มีหลักฐาน
Business:
[BUSINESS]Goal:
[GOAL]Current Situation:
[SITUATION]Data:
[DATA]วิเคราะห์เป็น:
Facts → Problems → Opportunities → Risks → Missing Information → Options → Recommended Next Action
ห้ามสร้าง Market Data ที่ไม่ได้ให้
สร้าง SWOT สำหรับ
[BUSINESS]จากข้อมูล[DATA]แยก Internal Factors เป็น Strengths/Weaknesses และ External Factors เป็น Opportunities/Threats
ห้ามสร้างข้อมูลตลาดเพิ่มเติมเอง
เป้าหมายคือ
[GOAL]Deadline:
[DEADLINE]Team/Resources:
[RESOURCES]สร้าง Action Plan มี:
Action | Priority | Owner | Deadline | KPI | Risk
หากข้อมูล Owner หรือ Budget ไม่มี ห้ามเดา
ฉันต้องเลือกระหว่าง
[OPTIONS]Criteria:
[CRITERIA]Priority:
[PRIORITIES]สร้าง Decision Matrix ใช้ Criteria เดียวกันทุก Option และอธิบาย Trade-offs ก่อน Recommendation
วิเคราะห์
[DECISION]โดยแบ่ง:
- Benefits
- Downsides
- Short-term Risks
- Long-term Risks
- Reversibility
- Missing Information
อย่าสรุป Recommendation จนกว่าจะวิเคราะห์ครบ
สมมติว่าแผน
[PLAN]ล้มเหลวภายใน[TIME]วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ พร้อม:
- Early Warning Sign
- Impact
- Prevention
Label ทุกข้อว่าเป็น Scenario ไม่ใช่ Fact
สำหรับ
[DECISION/PLAN]สร้าง 3 Scenario:
- Conservative
- Base
- Upside
ระบุ Assumptions ของแต่ละ Scenario ชัดเจน และห้ามนำตัวเลขประมาณไปเขียนเหมือน Actual
จากข้อมูลคู่แข่งต่อไปนี้:
[COMPETITOR DATA]เปรียบเทียบ:
- Positioning
- Price
- Offer
- Strength
- Weakness
- Opportunity
หากข้อมูลช่องใดไม่มีให้ใช้ N/A
Goal ของธุรกิจคือ
[GOAL]ช่วยเลือก KPI สูงสุด 5 ตัวที่เชื่อมกับ Goal โดยตรง
สำหรับแต่ละ KPI อธิบาย:
- วัดอะไร
- ทำไมสำคัญ
- Leading หรือ Lagging Indicator
จากข้อมูล
[REPORT/DATA]สร้าง Executive Summary ไม่เกิน[LENGTH]คำเน้น:
- Key Numbers
- What Changed
- Why It Matters
- Main Risks
- Decisions Needed
ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
จากข้อมูล:
[DATA]ทำตามลำดับ:
- ตรวจ Data Quality
- สรุป Facts
- หา Patterns
- หา Anomalies
- ระบุ Missing Data
- สร้าง Hypotheses
- ระบุ Evidence
- ค่อยสรุป Conclusion
ห้ามเดา Root Cause
วิเคราะห์ข้อมูล
[DATA]เพื่อหา Trend โดยแยก:
- Short-term Change
- Sustained Trend
- Seasonality
- Possible Change Point
อย่าเรียกการเปลี่ยนเพียง 1–2 จุดว่า Trend ระยะยาวโดยไม่มีข้อมูลรองรับ
ตรวจข้อมูล
[DATA]เพื่อหา Data Points ที่แตกต่างจาก Pattern ปกติอย่างมีนัยสำคัญ อธิบายว่าทำไมควรตรวจเพิ่ม แต่ห้ามสรุปว่าเป็น Error จนกว่าจะมี Evidence
Problem:
[PROBLEM]Data:
[DATA]สร้าง Root Cause Tree แล้วแยก:
- Confirmed Facts
- Possible Causes
- Evidence Needed
- Next Diagnostic Step
ห้ามเรียกสาเหตุใดว่า Root Cause หากยังไม่มี Evidence
เปรียบเทียบข้อมูล Before
[DATA A]กับ After[DATA B]แสดง:
- Absolute Change
- Percentage Change
- Metrics ที่เปลี่ยนมากที่สุด
- Other Factors ที่เปลี่ยนพร้อมกัน
ห้ามสรุป Causation จากการเกิดพร้อมกันอย่างเดียว
Funnel Data:
[DATA]คำนวณ Conversion แต่ละ Stage และเทียบกับ
[BASELINE]ระบุ Stage ที่เปลี่ยนมากที่สุด แล้วสร้าง Hypotheses เฉพาะจุดนั้น
จาก Feedback:
[FEEDBACK]จัดเป็น Themes แล้วสรุป:
- Frequency
- Severity
- Positive Themes
- Negative Themes
- Repeated Complaints
ใช้เฉพาะ Feedback ที่ให้
วิเคราะห์ Survey
[DATA]แยก:
Quantitative Findings
Qualitative Themes
Outliers
Missing Responses
Limitationsห้าม Generalize เกิน Sample ที่มี
เปลี่ยนข้อมูลต่อไปนี้เป็นตาราง:
[RAW DATA]Columns:
[COLUMNS]ถ้าข้อมูลใดไม่มีให้ใช้
N/Aห้ามอนุมานค่าเพื่อให้ตารางครบ
วิเคราะห์ข้อมูล
[DATA]ทุก Finding ต้องตอบในรูปแบบ:
Finding:
Evidence:
Why It Matters:
Next Action:Recommendation ต้องเชื่อมกับ Evidence
อธิบาย Code นี้:
[CODE]แบ่งเป็น:
- Overview
- Functions/Components
- Data Flow
- Inputs/Outputs
- Edge Cases
ปรับคำอธิบายให้เหมาะกับระดับ
[LEVEL]
Environment:
[LANGUAGE / FRAMEWORK / VERSION]Expected:
[EXPECTED]Actual:
[ACTUAL]Error:
[ERROR]Code:
[CODE]สร้าง Hypotheses ก่อน หา Root Cause จาก Evidence แล้วเสนอ Minimal Fix พร้อม Regression Test
Code รันได้แต่ผลผิด
Expected:
[EXPECTED]Actual:
[ACTUAL]ช่วย Trace Logic และหาจุดแรกที่ State หรือค่าต่างจากสิ่งที่ควรเป็น
[CODE]
Review Code นี้:
[CODE]ตรวจ:
- Correctness
- Maintainability
- Error Handling
- Performance
- Security
- Testability
แบ่ง Finding เป็น Critical / High / Medium / Low และอย่าเสนอ Refactor ที่ไม่มีประโยชน์ชัด
Refactor Code ต่อไปนี้แบบ Conservative:
[CODE]Goal:
[GOAL]Constraints:
- รักษา Behavior
- รักษา Public API
- ห้ามเพิ่ม Dependency
- เปลี่ยนให้น้อยที่สุด
สร้าง Unit Tests สำหรับ:
[CODE]Framework:
[TEST FRAMEWORK]ครอบคลุม:
- Happy Path
- Boundary
- Invalid Input
- Errors
- Regression Risk
จาก Function
[CODE]สร้าง Edge Cases อย่างน้อย[NUMBER]กรณี แบ่งเป็น Empty, Boundary, Invalid, Duplicate, Large Input และ Unexpected Type
Query:
[QUERY]Schema/Indexes:
[DATA]Review Correctness, Join Logic, Null Handling, Performance และ Index Usage โดยยังไม่เสนอ Index ใหม่จนกว่าจะระบุ Bottleneck ที่เป็นไปได้ก่อน
Feature:
[FEATURE]Use Cases:
[USE CASES]ช่วยออกแบบ REST API มี:
- Resources
- Endpoints
- Methods
- Request/Response
- Validation
- Errors
- Authentication
อธิบาย Trade-offs ก่อนเขียน Code
จาก Code:
[CODE]สร้าง Documentation มี:
- Purpose
- Parameters
- Return Values
- Exceptions
- Side Effects
- Example Usage
อิงเฉพาะ Behavior ที่เห็นใน Code ห้ามสร้าง Feature เพิ่ม
ปัญหาคือ
[PROBLEM]ช่วยแตกออกเป็น Sub-problems ที่ไม่ซ้ำกัน แล้วเรียงตามว่าอะไรควรแก้ก่อนเพื่อให้ลดปัญหาโดยรวมได้มากที่สุด
ใช้ 5 Whys กับปัญหา
[PROBLEM]ข้อมูลที่มี:
[DATA]หากขั้นไหนไม่มี Evidence ให้หยุดและบอกว่าต้องตรวจข้อมูลอะไรต่อ ห้ามเดาคำตอบให้ครบ 5 ชั้น
จาก Observation
[OBSERVATION]สร้าง Hypotheses ที่เป็นไปได้สูงสุด 10 ข้อสำหรับแต่ละข้อระบุ:
- Evidence For
- Evidence Against
- Data Needed
- Test
Review แผน
[PLAN]และหา Blind Spots ที่อาจมองข้าม โดยเน้น Assumptions, Dependencies, Failure Modes และ Missing Stakeholders
สมมติว่า Recommendation ต่อไปนี้ผิด:
[RECOMMENDATION]หาเหตุผลที่แข็งแรงที่สุด 5 ข้อว่าทำไมอาจใช้ไม่ได้ พร้อม Evidence ที่ต้องตรวจ
สำหรับปัญหา
[PROBLEM]สร้าง Solution 4 แบบ:
- Cheapest
- Fastest
- Lowest Risk
- Best Long-term
เปรียบเทียบ Trade-offs และ Conditions ที่ทำให้แต่ละทางเลือกเหมาะ
วิเคราะห์ปัญหา
[PROBLEM]โดยแยก:
- Facts ที่ยืนยันได้
- Assumptions
- Constraints
- Fundamental Requirements
แล้วสร้าง Solution ใหม่โดยไม่ยึดติดกับวิธีเดิมโดยอัตโนมัติ
สำหรับ Decision
[DECISION]วิเคราะห์:
- ผลกระทบทันที
- ผลกระทบลำดับที่สอง
- ผลกระทบระยะยาว
- Unintended Consequences
แยกสิ่งที่เป็น Fact กับ Scenario
สำหรับ Plan
[PLAN]สร้าง Worst-case Scenarios ที่สมเหตุสมผล พร้อม:
- Trigger
- Early Warning
- Impact
- Mitigation
อย่าสร้างสถานการณ์สุดโต่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง
จากปัญหา
[PROBLEM]และข้อมูลปัจจุบัน[DATA]หากฉันสามารถหา Data เพิ่มได้เพียง 3 อย่าง ควรหาอะไรเพื่อช่วยตัดสินใจได้มากที่สุด? เรียงตาม Information Value
สรุป
[SOURCE]สำหรับคนที่มีเวลาอ่านไม่เกิน 3 นาทีแสดง:
- Main Idea
- 5 Key Points
- Important Numbers
- Risks
- Next Action
ใช้เฉพาะข้อมูลจาก Source
อธิบาย
[TOPIC]เป็น 3 ระดับ:
- Beginner — 3 ประโยค
- Intermediate — รายละเอียดหลัก
- Advanced — Trade-offs, Edge Cases และข้อจำกัด
หลีกเลี่ยงการพูดซ้ำระหว่างระดับ
เปลี่ยน
[SOURCE/PROCESS]เป็น Checklist ที่ทำตามได้ทันที เรียงตามลำดับการทำงาน และทุกข้อขึ้นต้นด้วย Action Verb
จัดข้อมูล
[DATA]เป็นตารางที่อ่านง่ายColumns:
[COLUMNS]ถ้าข้อมูลช่องใดไม่มีให้ใช้ N/A และห้ามเดาเพื่อเติมช่องว่าง
สร้าง
[NUMBER]เวอร์ชันของ[CONTENT]โดยแต่ละเวอร์ชันต้องต่างกันจริงด้าน:
- Angle
- Tone
- Structure
แต่รักษา Main Message และ Facts เดิม
Review คำตอบด้านล่าง:
[ANSWER]ตรวจ:
- Unsupported Claims
- Missing Information
- Internal Contradictions
- Ambiguous Statements
- Facts ที่ควร Verify
อย่า Rewrite จนกว่าจะระบุ Issues ก่อน
ยังไม่ต้องทำ Task ใน Prompt
Prompt เดิม:
[PROMPT]ช่วยตรวจ Ambiguity, Missing Context, Conflicting Rules, Constraints และ Output Format แล้ว Rewrite ให้ชัดขึ้นโดยรักษา Intent และ Scope เดิม หากข้อมูลสำคัญขาดให้ใช้
[PLACEHOLDER]แทนการเดา
งานของฉันคือ
[TASK]ก่อนตอบ หากมีข้อมูลที่ขาดและสามารถเปลี่ยนคำตอบอย่างมีนัยสำคัญ ให้ถามฉันเฉพาะคำถามที่สำคัญที่สุดไม่เกิน 5 ข้อ
หากข้อมูลที่มีเพียงพอแล้ว ให้ตอบได้ทันทีโดยไม่ถามเพิ่ม
ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจ:
- ตอบ Goal ครบหรือไม่
- มีข้อมูลที่ไม่ได้ให้หรือไม่
- มีข้อสรุปที่แรงเกิน Evidence หรือไม่
- ทำตาม Constraints ครบหรือไม่
- Output Format ถูกหรือไม่
หากพบปัญหาให้แก้ก่อนส่ง Final
<TASK>[สิ่งที่ต้องการให้ทำ]</TASK>
<GOAL>[ผลลัพธ์ที่ต้องการ]</GOAL>
<CONTEXT>[ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น]</CONTEXT>
<AUDIENCE>[ผู้ใช้หรือผู้อ่านผลลัพธ์]</AUDIENCE>
<INPUT>[ข้อมูลของงาน]</INPUT>
<MUST>
[Requirement สำคัญ][Requirement สำคัญ]</MUST>
<MUST_PRESERVE>
[สิ่งที่ห้ามเปลี่ยน]</MUST_PRESERVE>
<MUST_NOT>
[สิ่งที่ห้ามทำ][สิ่งที่ห้ามสร้าง]</MUST_NOT>
<OUTPUT_FORMAT>[รูปแบบคำตอบ]</OUTPUT_FORMAT>หากข้อมูลสำคัญไม่เพียงพอ ห้ามเดา ให้ระบุ Missing Information
แยก Fact, Assumption และ Recommendation เมื่อจำเป็น
ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจว่า:
- ตรง Goal
- ไม่หลุด Scope
- ทำตาม MUST ครบ
- ไม่ละเมิด MUST_NOT
- รักษา MUST_PRESERVE
- ไม่มีข้อมูลที่สร้างขึ้นเองโดยไม่ระบุ
- Output Format ถูกต้อง
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุก Prompt
วิธีที่ดีกว่าคือเลือก Prompt ที่ตรงกับงานจริง
ตัวอย่าง
ถ้าทำ Content เป็นหลัก อาจเซฟ
เพียง 10 Prompt ก็ครอบคลุม Workflow Content ได้มากแล้ว
เลือก Prompt ที่ใช้ทุกวันประมาณ 5–15 ตัว
ตัวอย่าง
① วางแผนวันนี้
② สรุป Email
③ Meeting Notes
④ Rewrite
⑤ Analyze
⑥ Compare
⑦ Checklist
⑧ Prompt Optimizer
⑨ Self-check
⑩ Master Prompt
ทำให้ไม่ต้องค้น 100 Prompt ทุกครั้ง
แทนการแก้ข้อความทั้ง Prompt ให้ใช้ Placeholder
ตัวอย่าง
[TOPIC]
[GOAL]
[AUDIENCE]
[SOURCE]
[CONSTRAINTS]
ครั้งต่อไปเปลี่ยนเพียงค่าด้านใน
ช่วย
[TASK]เป้าหมาย:
[GOAL]Context:
[CONTEXT]Input:
[INPUT]Constraints:
[CONSTRAINTS]Output:
[FORMAT]หากข้อมูลไม่พอ ห้ามเดา
Prompt นี้สามารถปรับใช้กับงานจำนวนมาก
ตอบคำถาม
[QUESTION]แบบตรงประเด็นไม่เกิน 5 Bullet หากมีรายละเอียดรองที่ไม่จำเป็นต่อคำตอบหลักให้ตัดออก
อธิบาย
[QUESTION]แบบละเอียด โดยเริ่มจากคำตอบสั้นก่อน จากนั้นอธิบาย Background, How It Works, Examples, Risks, Edge Cases และ Practical Steps โดยไม่พูดซ้ำเพื่อเพิ่มความยาว
ใช้เฉพาะ Source
[SOURCE]หากข้อมูลใดไม่อยู่ใน Source ห้ามนำเสนอเป็น Fact ให้ระบุว่า “ไม่สามารถยืนยันจากข้อมูลที่ให้” และแยก Assumption ออกจาก Fact อย่างชัดเจน
ฉันต้องตัดสินใจ
[DECISION]Options:
[OPTIONS]Priorities:
[PRIORITIES]Constraints:
[CONSTRAINTS]ช่วยวิเคราะห์ Facts, Trade-offs, Risks, Reversibility และ Missing Information แล้วแนะนำตัวเลือกตาม Priorities ของฉัน
Problem:
[PROBLEM]Evidence:
[DATA]อย่ารีบเสนอ Solution
เริ่มจาก Facts → Possible Causes → Evidence Needed → Root Cause ที่ยืนยันได้ → Solutions → Test
สร้างไอเดีย
[NUMBER]แบบสำหรับ[GOAL]โดยแต่ละไอเดียต้องแตกต่างกันจริงด้าน Concept หรือ Mechanism ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนคำ และทุกไอเดียต้องอยู่ภายใน[CONSTRAINTS]
Review
[WORK]โดยยังไม่ Rewriteหา:
- Critical Issues
- High-impact Improvements
- Missing Information
- Unnecessary Content
จากนั้นเรียง Priority ว่าควรแก้อะไรก่อน
ใช้ Draft เดิมเป็นฐาน
Goal:
[GOAL]ปัญหาที่ต้องแก้รอบนี้:
[ISSUE]รักษา:
[MUST PRESERVE]แก้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง และตรวจว่า Revision ไม่ทำให้ Requirement เดิมเสีย
ไม่จำเป็นต้องเก็บ Prompt ที่
ควรเปลี่ยน Prompt ที่ดีให้เป็น Template ก่อนเก็บ
สามารถแบ่งเป็น 10 Folder
01 Daily Life
02 Learning
03 Work
04 Content
05 Marketing
06 Business
07 Data Analysis
08 Coding
09 Problem Solving
10 Universal
จากนั้นคัดเฉพาะ Prompt ที่ใช้จริงเข้า Favorite
แต่ละ Prompt ที่ใช้บ่อยสามารถบันทึกเป็น
Name:
[ชื่อ]Use When:
[ใช้เมื่อไร]Variables:
[ตัวแปร]Prompt:
[PROMPT]Version:
1.0
ไม่ต้องสร้างระบบซับซ้อนตั้งแต่แรก
ถ้าไม่ต้องการเก็บทั้ง 100 Prompt แนะนำเริ่มจาก
ใช้จัดงาน
ลดเวลาทำงาน
ดึง Action
ใช้กับข้อความแทบทุกประเภท
ใช้วิเคราะห์ข้อมูล
ช่วยตัดสินใจ
สำหรับงาน Programming
ใช้ปรับ Prompt อื่น
ใช้ตรวจคำตอบ
ใช้สร้างคำสั่งที่ซับซ้อน
ถ้าต้องจำให้น้อยที่สุด
ให้จำ 5 รูปแบบนี้
แยก Fact, Hypothesis, Missing Information และ Next Action
เปลี่ยน Style แต่รักษา Facts, Numbers, Names และ Meaning
ใช้เฉพาะ Source และดึง Key Points ที่มีผลต่อ Goal
ใช้ Criteria เดียวกันทุกตัวเลือกและแสดง Trade-offs
Task + Goal + Context + Constraints + Output
เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้าง Prompt อื่นต่อยอดเองได้มากแล้ว
ต้องกรอกข้อมูลจริง
Prompt Coding ไม่เหมาะกับ Business Analysis
ข้อมูลสำคัญถูกกลบ
Gemini ต้องเดา
ซับซ้อนเกินจำเป็น
เพิ่มความเสี่ยง Hallucination
ควร Review งานสำคัญ
ราคา Version กฎหมาย นโยบาย หรือข้อมูลล่าสุดควรตรวจแหล่งปัจจุบัน
Prompt Library ต้อง Search ง่าย
Prompt ที่ดีที่สุดควรพัฒนาจาก Feedback และการใช้งานจริง
ตรวจว่า
① Gemini รู้ว่า Task คืออะไรหรือไม่
② Goal ชัดหรือไม่
③ Context เพียงพอหรือไม่
④ Audience จำเป็นหรือไม่
⑤ Input แยกชัดหรือไม่
⑥ Constraints มีหรือไม่
⑦ สิ่งที่ห้ามเปลี่ยนระบุหรือยัง
⑧ Output Format ชัดหรือไม่
⑨ มีคำสั่งขัดกันหรือไม่
⑩ มีข้อมูลที่ Gemini ต้องเดาโดยไม่จำเป็นหรือไม่
ตรวจอีกครั้งว่า
① ตอบคำถามจริงหรือไม่
② Fact สำคัญถูกหรือไม่
③ ตัวเลขมาจากไหน
④ Source มีจริงหรือไม่
⑤ Assumption ถูกเขียนเหมือน Fact หรือไม่
⑥ มีข้อมูลที่ขาดหรือไม่
⑦ Recommendation เชื่อมกับข้อมูลหรือไม่
⑧ Format พร้อมใช้หรือไม่
⑨ มีข้อความซ้ำหรือไม่
⑩ ต้องตรวจข้อมูลปัจจุบันเพิ่มเติมหรือไม่
ถ้า 100 Prompt นี้ยังไม่มีสิ่งที่ตรงงาน ให้สร้างเองด้วยสูตร
ฉันต้องการให้คุณ
[TASK]เป้าหมายคือ
[GOAL]Context คือ
[CONTEXT]ใช้ข้อมูล
[INPUT]ต้องรักษา
[MUST PRESERVE]ห้าม
[MUST NOT]Constraints คือ
[LIMITS]ตอบในรูปแบบ
[OUTPUT]หากข้อมูลไม่พอ ห้ามเดา ให้ระบุ Missing Information
ก่อน Final ตรวจว่าคำตอบตรง Goal และทำตาม Constraints ครบ
นี่เป็นสูตรกลางที่ใช้ได้กับงานจำนวนมากที่สุดสูตรหนึ่ง
ถ้าต้องการเก็บ Prompt เพียงชุดเดียว สามารถใช้ Template นี้
คุณช่วยฉันทำงาน
[TASK]Goal
[GOAL]Context
[CONTEXT]Audience
[AUDIENCE]Input
[INPUT]Must
[MUST 1][MUST 2]Must Preserve
[PRESERVE]Must Not
[PROHIBITED]Constraints
[LIMIT]Output Format
[FORMAT]หากข้อมูลสำคัญไม่เพียงพอ อย่าสร้างข้อมูลเติม ให้ระบุ Missing Information
หากมีการวิเคราะห์ ให้แยก Fact, Assumption และ Hypothesis เมื่อเหมาะสม
ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจ:
- ตรง Goal
- ไม่หลุด Scope
- ทำ Must ครบ
- รักษา Must Preserve
- ไม่ทำสิ่งที่ Must Not
- ไม่มี Unsupported Claim
- Format ถูกต้อง
Prompt ที่ดีไม่ได้วัดจากความยาวหรือศัพท์ที่ซับซ้อน แต่วัดจากว่า Gemini เข้าใจ งาน เป้าหมาย ข้อมูล ข้อจำกัด และผลลัพธ์ที่ต้องการ ชัดแค่ไหน
100 Prompt ในบทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่
แต่ไม่จำเป็นต้องเซฟทั้งหมด
วิธีที่ใช้ได้จริงที่สุดคือ
เลือก 10–20 Prompt ที่ใช้บ่อย → เปลี่ยนเป็น Template → เก็บใน Prompt Library → ปรับจากผลลัพธ์จริง → ใช้ซ้ำ
ถ้าต้องจำสูตรเดียว ให้จำ
Task + Goal + Context + Constraints + Output
และถ้างานต้องการความถูกต้อง ให้เพิ่ม
หากข้อมูลไม่พอ ห้ามเดา
Prompt อเนกประสงค์ที่ควรเซฟไว้คือ
ช่วยฉัน
[TASK]โดยเป้าหมายคือ[GOAL]Context คือ[CONTEXT]ใช้ข้อมูล[INPUT]ต้องรักษา[MUST PRESERVE]และห้าม[MUST NOT]ภายใต้ข้อจำกัด[CONSTRAINTS]ตอบในรูปแบบ[OUTPUT FORMAT]หากข้อมูลไม่เพียงพอ ห้ามสร้างข้อมูลขึ้นเอง ให้ระบุ Missing Information และก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจว่าคำตอบตรง Goal ไม่หลุด Scope ไม่มี Unsupported Claims และทำตาม Requirement ครบทุกข้อ
เมื่อมี Prompt Library ที่เหมาะกับงานของตัวเองแล้ว เราไม่จำเป็นต้องคิดคำสั่งใหม่ตั้งแต่ศูนย์ทุกครั้ง แต่สามารถเลือก Template ที่เหมาะ กรอกข้อมูลของงาน แล้วใช้ Gemini ช่วยทำงานได้เร็วและเป็นระบบมากขึ้น