100 Prompt Gemini ที่ควรเซฟไว้ ใช้ได้ทั้งงาน เรียน และชีวิตประจำวัน

ถ้าต้องการใช้ Google Gemini ให้คุ้มจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องจำ Prompt ซับซ้อนหลายร้อยสูตร แต่ควรมี ชุด Prompt พร้อมใช้ สำหรับงานที่เจอบ่อย แล้วปรับตัวแปรใน [ ] ให้ตรงกับสถานการณ์ของตัวเอง

แทนที่จะเริ่มทุกครั้งด้วยคำสั่งกว้าง ๆ เช่น

ช่วยฉันทำงานหน่อย

สามารถใช้ Prompt ที่ระบุชัดกว่า เช่น

ช่วยวิเคราะห์ [งาน] โดยเป้าหมายคือ [Goal] แยกสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับความสำคัญ และสร้าง Checklist ที่สามารถเริ่มทำได้ทันที

ยิ่ง Gemini รู้

  • ต้องทำอะไร
  • เป้าหมายคืออะไร
  • ข้อมูลพื้นฐานคืออะไร
  • มีข้อจำกัดอะไร
  • ต้องการคำตอบแบบไหน

โอกาสได้คำตอบตรงความต้องการก็ยิ่งสูงขึ้น

บทความนี้รวม 100 Prompt Gemini ที่ควรเซฟไว้ ครอบคลุมงานประจำวัน การเรียน การทำงาน การเขียน การตลาด ธุรกิจ วิเคราะห์ข้อมูล โปรแกรมมิ่ง การตัดสินใจ และการจัดการชีวิต

สามารถคัดลอก Prompt แล้วเปลี่ยนเฉพาะข้อความใน [ ] ได้ทันที

สูตร Prompt Gemini ที่ใช้ได้เกือบทุกงาน

ก่อนเข้าสู่ 100 Prompt ให้จำสูตรนี้ไว้ก่อน

Task + Goal + Context + Constraints + Output

ตัวอย่าง

ช่วย [Task] โดยเป้าหมายคือ [Goal] Context คือ [Context] ภายใต้ข้อจำกัด [Constraints] และตอบในรูปแบบ [Output Format]

ถ้าข้อมูลสำคัญไม่พอ สามารถเพิ่ม

หากข้อมูลไม่เพียงพอ ห้ามเดา ให้ระบุว่าข้อมูลอะไรยังขาด

เพียงเท่านี้ Prompt ก็ชัดขึ้นมาก

หมวดที่ 1: Prompt Gemini สำหรับชีวิตประจำวัน

① วางแผนสิ่งที่ต้องทำวันนี้

นี่คืองานทั้งหมดที่ฉันต้องทำวันนี้:

[TASK LIST]

ช่วยจัดลำดับตาม Urgency × Importance แล้วสร้างตาราง:

  • Priority
  • Task
  • เวลาโดยประมาณ
  • สิ่งที่ควรทำก่อน

ให้แผนที่ทำได้จริงและไม่ยัดงานมากเกินเวลา

② สร้าง To-do List จากข้อความยาว

เปลี่ยนข้อความด้านล่างเป็น To-do List ที่ลงมือทำได้ทันที

[TEXT]

แยกเป็น:

  • ต้องทำ
  • ควรทำ
  • รอข้อมูล
  • ติดตามผล

ตัดข้อความที่ไม่ใช่ Action ออก

③ จัดลำดับงานที่เยอะเกินไป

ฉันมีงานต่อไปนี้:

[TASKS]

ช่วยจัดเป็น:

  1. ทำทันที
  2. ทำวันนี้
  3. นัดทำภายหลัง
  4. มอบหมายได้
  5. ตัดออกได้

อธิบายเหตุผลสั้น ๆ สำหรับงานที่มี Priority สูง

④ วางแผนวันให้มีประสิทธิภาพ

ช่วยวางตารางวันนี้ตั้งแต่ [START TIME] ถึง [END TIME]

งานที่ต้องทำ:
[TASKS]

Constraints:
[ข้อจำกัด]

มี Break ที่เหมาะสมและอย่าจัดงานติดกันจนแน่นเกินไป

⑤ วางแผนสัปดาห์

เป้าหมายสัปดาห์นี้คือ [GOALS]

สิ่งที่ต้องทำคือ [TASKS]

ช่วยสร้าง Weekly Plan จันทร์–อาทิตย์ โดยกำหนด 1–3 Priority หลักต่อวัน และมี Buffer สำหรับงานที่ล่าช้า

⑥ สร้าง Checklist ก่อนออกจากบ้าน

สร้าง Checklist สำหรับ [กิจกรรม/การเดินทาง]

แบ่งเป็น:

  • ของจำเป็น
  • เอกสาร
  • เงิน/การชำระเงิน
  • อุปกรณ์
  • สิ่งที่ต้องตรวจบ้านก่อนออก

เลือกเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องจริง

⑦ วางแผนซื้อของ

ฉันต้องซื้อของสำหรับ [วัตถุประสงค์]

รายการคร่าว ๆ:
[LIST]

งบประมาณ: [BUDGET]

ช่วยจัดเป็น Must-have / Nice-to-have / ตัดออกได้ และเรียงสิ่งที่ควรซื้อก่อน

⑧ เปรียบเทียบตัวเลือกก่อนซื้อ

เปรียบเทียบ [OPTION A], [OPTION B] และ [OPTION C]

ความต้องการของฉัน:
[REQUIREMENTS]

งบ:
[BUDGET]

ทำเป็นตาราง Pros / Cons / Best For / Key Trade-off แล้วแนะนำตามความต้องการของฉัน ไม่ใช่เลือกจากสเปกสูงสุดอย่างเดียว

⑨ สร้างแผนประหยัดเงิน

รายได้ต่อเดือน: [INCOME]

ค่าใช้จ่ายหลัก:
[EXPENSES]

เป้าหมายการเงิน:
[GOAL]

ช่วยจัดงบประมาณแบบทำได้จริง แยก Fixed, Variable, Saving และค่าใช้จ่ายที่ควรลดก่อน โดยห้ามสมมติตัวเลขที่ฉันไม่ได้ให้

⑩ ช่วยตัดสินใจเรื่องทั่วไป

ฉันกำลังตัดสินใจเรื่อง [DECISION]

ตัวเลือก:
[OPTIONS]

สิ่งที่สำคัญกับฉัน:
[PRIORITIES]

ช่วยแยก Facts, Pros, Cons, Risks, Reversibility และ What Would Change the Decision ก่อนสรุปคำแนะนำ

หมวดที่ 2: Prompt Gemini สำหรับการเรียน

⑪ อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย

อธิบาย [TOPIC] สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน โดยเริ่มจากความหมายง่าย ๆ แล้วค่อยเพิ่มรายละเอียดทีละระดับ ใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริงอย่างน้อย 2 ตัวอย่าง

⑫ อธิบายเหมือนสอนเด็ก

อธิบาย [TOPIC] ให้เด็กอายุประมาณ [AGE] เข้าใจ ใช้ภาษาง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิค และใช้การเปรียบเทียบกับสิ่งที่พบในชีวิตประจำวัน

⑬ สอนแบบ Step-by-Step

สอนฉันเรื่อง [TOPIC] แบบ Step-by-Step เริ่มจากพื้นฐานและอย่าข้าม Concept สำคัญ แต่ละ Step ให้มี:

  • สิ่งที่ต้องเข้าใจ
  • ตัวอย่าง
  • แบบฝึกหัดสั้น ๆ

⑭ ให้ Gemini เป็นติวเตอร์

ทำหน้าที่เป็น Tutor เรื่อง [TOPIC]

ระดับของฉันคือ [LEVEL]

เป้าหมายคือ [GOAL]

สอนแบบ Explain → Example → Question → Feedback และอย่าเฉลยทันทีหากฉันสามารถคิดต่อได้ด้วย Hint

⑮ สรุปบทเรียน

สรุปเนื้อหาต่อไปนี้สำหรับทบทวนก่อนสอบ:

[LESSON]

แบ่งเป็น:

  • Concepts สำคัญ
  • Definitions
  • สิ่งที่มักสับสน
  • สิ่งที่ต้องจำ
  • 5 คำถามทบทวน

ใช้เฉพาะข้อมูลจากบทเรียน

⑯ สร้าง Flashcards

จากเนื้อหานี้:

[SOURCE]

สร้าง Flashcards [NUMBER] ใบ ในรูปแบบ:

Question | Answer

เน้นสิ่งที่ต้องจำและ Concept สำคัญ ไม่สร้างข้อมูลนอก Source

⑰ สร้าง Quiz

สร้าง Quiz [NUMBER] ข้อเรื่อง [TOPIC] ระดับ [LEVEL]

ใช้ทั้ง Multiple Choice และคำถามอธิบายสั้น

ยังไม่ต้องเฉลยจนกว่าฉันจะตอบ

⑱ วิเคราะห์ข้อที่ตอบผิด

นี่คือคำถามและคำตอบของฉัน:

[QUESTION + MY ANSWER]

อย่าเพียงบอกว่าผิดตรงไหน ช่วยหา Misconception ที่ทำให้ฉันตอบผิด แล้วอธิบาย Concept ที่ถูกก่อนให้โจทย์คล้ายกันอีก 1 ข้อ

⑲ สร้างแผนอ่านหนังสือ

ฉันต้องเรียน [SUBJECT] ให้ทันภายใน [DAYS] วัน

มีเวลา [TIME] ต่อวัน

หัวข้อทั้งหมด:
[TOPICS]

ช่วยสร้าง Study Plan ที่มี Learn, Practice, Review และ Test และไม่จัดเนื้อหาหนักเกินไปในวันเดียว

⑳ เตรียมสอบ

ฉันกำลังเตรียมสอบ [EXAM]

เนื้อหา:
[TOPICS]

เวลาเหลือ:
[TIME]

ช่วยจัด Priority ตาม Importance × Weakness แล้วสร้างแผนทบทวน พร้อมแบบทดสอบช่วงท้าย

หมวดที่ 3: Prompt Gemini สำหรับการทำงาน

㉑ สรุป Email

สรุป Email ด้านล่างให้ฉัน:

[EMAIL]

แสดง:

  • เรื่องสำคัญ
  • สิ่งที่ฉันต้องทำ
  • Deadline
  • สิ่งที่ต้องตอบกลับ

หากข้อมูลไม่ได้ระบุให้ใช้ N/A

㉒ เขียน Email แบบมืออาชีพ

เขียน Email ถึง [RECIPIENT]

เรื่อง: [SITUATION]

เป้าหมาย: [GOAL]

Required Action: [ACTION]

Deadline: [DEADLINE]

ใช้ Tone Professional + Friendly กระชับ มี CTA เดียว และห้ามสร้างข้อมูลเพิ่ม

㉓ Rewrite Email ให้กระชับ

Rewrite Email นี้ให้สั้นลงประมาณ [PERCENT] โดยรักษา Meaning, Names, Dates, Numbers, Deadline และ Required Action เดิมทั้งหมด ใช้ Tone Professional + Friendly

[EMAIL]

㉔ สรุป Meeting Notes

จาก Meeting Notes ต่อไปนี้:

[NOTES]

ดึงเฉพาะ:

  • Decisions
  • Action Items
  • Owners
  • Deadlines
  • Open Questions

หาก Owner หรือ Deadline ไม่ได้ระบุ ให้ใช้ N/A ห้ามเดา

㉕ สร้าง Agenda ประชุม

สร้าง Meeting Agenda สำหรับ [MEETING]

เป้าหมายคือ [GOAL]

เวลาประชุม [MINUTES] นาที

Topics:
[TOPICS]

จัดเวลาแต่ละช่วง และให้เวลาส่วน Decision มากกว่าส่วน Update

㉖ เปลี่ยน Meeting เป็น Action Plan

จาก Meeting Notes นี้ [NOTES] สร้าง Action Plan เป็นตาราง:

Action | Owner | Deadline | Dependency | Status

ห้ามสร้าง Owner หรือ Deadline ที่ไม่ได้ระบุ

㉗ สร้าง Weekly Report

จากข้อมูลนี้:

[DATA]

สร้าง Weekly Report มี:

  1. Executive Summary
  2. Progress
  3. KPI
  4. Blockers
  5. Risks
  6. Next Week Priorities

ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้

㉘ สร้าง SOP

เปลี่ยน Process ต่อไปนี้เป็น SOP:

[PROCESS]

มี:

  • Purpose
  • Scope
  • Owner
  • Required Inputs
  • Steps
  • Quality Check
  • Escalation

ห้ามเพิ่มขั้นตอนที่ไม่มีข้อมูลรองรับ

㉙ จัด Priority งานทีม

งานของทีม:

[TASK LIST]

ช่วยจัด Priority ตาม Impact, Urgency, Dependency และ Effort และแสดงว่าอะไรควรทำ Now / Next / Later

㉚ สร้าง Project Plan

Project: [PROJECT]

Goal: [GOAL]

Team: [TEAM]

Deadline: [DEADLINE]

Constraints: [CONSTRAINTS]

สร้าง Project Plan มี Milestones, Tasks, Dependencies, Owners, Risks และ Checkpoints โดยอย่าสร้าง Resources ที่ไม่มี

หมวดที่ 4: Prompt Gemini สำหรับการเขียนและ Content

㉛ คิดหัวข้อ Content

สร้าง Content Ideas [NUMBER] หัวข้อเกี่ยวกับ [TOPIC] สำหรับ [AUDIENCE]

แบ่งเป็น:

  • How-to
  • Questions
  • Problems
  • Comparisons
  • Mistakes

หลีกเลี่ยงหัวข้อที่ Search Intent ซ้ำกัน

㉜ สร้าง Content Cluster

จากหัวข้อ [TOPICS] ช่วยจัดเป็น Topic Clusters โดยกำหนด:

  • Pillar Topic
  • Supporting Topics
  • Intent ของแต่ละหัวข้อ
  • หัวข้อที่ซ้ำและควรรวม

อย่าสร้าง Search Volume

㉝ สร้าง Outline บทความ

สร้าง Outline H1/H2/H3 สำหรับหัวข้อ [TOPIC]

Audience: [AUDIENCE]

Search Intent: [INTENT]

ทุก H2 ต้องตอบคำถามที่แตกต่างกัน และห้ามเพิ่ม Section เพียงเพื่อเพิ่มความยาว

㉞ เขียนบทความฉบับเต็ม

เขียนบทความเรื่อง [TOPIC]

Audience: [AUDIENCE]

Intent: [INTENT]

Source: [SOURCE]

ใช้ H1/H2/H3 ภาษาเป็นธรรมชาติ ตอบ Intent ตั้งแต่ต้น ใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น และห้ามสร้าง Facts, Statistics หรือ Sources ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ

㉟ เขียน Introduction

เขียน Introduction สำหรับบทความ [TOPIC] ไม่เกิน [LENGTH] คำ ให้ตอบคำถามหลักตั้งแต่ช่วงต้นและอธิบายว่าบทความจะช่วยผู้อ่านเรื่องอะไร หลีกเลี่ยงคำเกริ่นทั่วไป

㊱ เขียน Conclusion

เขียน Conclusion สำหรับบทความนี้ [ARTICLE] โดยสรุปเฉพาะ Takeaway ที่สำคัญ ไม่เล่าเนื้อหาทั้งบทความซ้ำ และให้ Next Step ที่สัมพันธ์กับ Search Intent

㊲ สร้าง FAQ

จากบทความ [ARTICLE] สร้าง FAQ [NUMBER] ข้อ โดยเลือกเฉพาะคำถามที่ช่วยตอบ Supporting Intent และใช้เฉพาะข้อมูลที่บทความสามารถรองรับ

㊳ Rewrite ให้เป็นธรรมชาติ

Rewrite ข้อความนี้ให้เป็นภาษาไทยธรรมชาติ อ่านลื่น และลดความรู้สึกเหมือนข้อความที่สร้างตาม Template โดยรักษา Facts, Meaning, Numbers และ Names เดิมทั้งหมด

[TEXT]

㊴ ตัดคำซ้ำ

ตรวจบทความนี้และตัด Redundancy โดย:

  • รวม Paragraph ที่พูดเรื่องเดียวกัน
  • ตัดคำเกริ่น
  • ตัดประโยคที่ไม่เพิ่มข้อมูล

รักษา Facts, Examples และ Action Steps ที่จำเป็นไว้

㊵ ปรับ Tone of Voice

เปลี่ยน Tone ของข้อความนี้จาก [CURRENT TONE] เป็น [TARGET TONE]

รักษา Meaning, Structure และ Facts เดิม ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่

[TEXT]

หมวดที่ 5: Prompt Gemini สำหรับการตลาดและการขาย

㊶ วิเคราะห์กลุ่มลูกค้า

จากข้อมูลลูกค้าต่อไปนี้:

[CUSTOMER DATA]

สรุป:

  • Goals
  • Pain Points
  • Objections
  • Buying Triggers
  • Repeated Behaviors

ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้ ห้ามสร้าง Demographics ที่ไม่มีข้อมูล

㊷ สร้าง Customer Persona

ใช้ Customer Data [DATA] สร้าง Persona โดยแยก:

  • Goals
  • Problems
  • Priorities
  • Objections
  • Decision Criteria

ห้ามสร้าง Age, Income หรือ Personal Details ที่ไม่มีใน Data

㊸ วิเคราะห์ Marketing Funnel

Funnel Data:

[DATA]

วิเคราะห์:

Awareness → Traffic → Lead → Sale → Repeat

หา Stage ที่ Drop มากที่สุดเทียบกับ Baseline แล้วสร้าง Hypotheses และ Data ที่ต้องตรวจก่อนเสนอ Campaign ใหม่

㊹ คิด Marketing Campaign

Product: [PRODUCT]

Audience: [AUDIENCE]

Goal: [GOAL]

Budget: [BUDGET]

Channels: [CHANNELS]

สร้าง Campaign Ideas สูงสุด 10 แบบ พร้อม Hypothesis, Offer, Channel, KPI และ Main Risk

㊺ สร้าง Content Marketing Plan

สร้าง Content Marketing Plan [DAYS/MONTHS] สำหรับ [PRODUCT/BUSINESS]

Audience: [AUDIENCE]

Goal: [GOAL]

แบ่ง Content ตาม Awareness, Consideration, Conversion และ Retention

㊻ เขียน Marketing Copy

เขียน Marketing Copy สำหรับ [PRODUCT]

Audience: [AUDIENCE]

Problem: [PROBLEM]

Benefit ที่ยืนยันได้: [BENEFIT]

CTA: [CTA]

ห้ามสร้าง Guarantee, Fake Urgency, Statistics หรือ Customer Reviews

㊼ สร้าง Headline หลายแบบ

สร้าง Headline 20 แบบสำหรับ [PRODUCT/TOPIC]

แบ่งเป็น:

  • Benefit
  • Problem
  • Question
  • Direct
  • Curiosity

หลีกเลี่ยง Clickbait ที่เนื้อหาจริงตอบไม่ได้

㊽ วิเคราะห์ Landing Page

Review Landing Page นี้:

[CONTENT]

วิเคราะห์เฉพาะ:

  • Value Proposition
  • Clarity
  • Trust
  • Objections
  • CTA
  • Friction

แบ่ง Issue เป็น High / Medium / Low Impact และอย่า Rewrite ทั้งหน้าทันที

㊾ วิเคราะห์ยอดขาย

Sales Data:

[DATA]

วิเคราะห์ Revenue ผ่าน:

  • Customer Count
  • Conversion Rate
  • Average Order Value
  • Repeat Purchase

แยก Facts, Hypotheses และ Missing Data ห้ามสรุป Root Cause หาก Evidence ยังไม่พอ

㊿ สร้าง Sales Script

สร้าง Sales Conversation Framework สำหรับ [PRODUCT]

Audience: [AUDIENCE]

มี:

  1. Discovery Questions
  2. Problem Clarification
  3. Value Explanation
  4. Objection Handling
  5. Next Step

หลีกเลี่ยงการกดดันหรือ Claim ที่ไม่มีหลักฐาน

หมวดที่ 6: Prompt Gemini สำหรับธุรกิจและการตัดสินใจ

51. วิเคราะห์ธุรกิจ

Business: [BUSINESS]

Goal: [GOAL]

Current Situation: [SITUATION]

Data: [DATA]

วิเคราะห์เป็น:

Facts → Problems → Opportunities → Risks → Missing Information → Options → Recommended Next Action

ห้ามสร้าง Market Data ที่ไม่ได้ให้

52. วิเคราะห์ SWOT

สร้าง SWOT สำหรับ [BUSINESS] จากข้อมูล [DATA]

แยก Internal Factors เป็น Strengths/Weaknesses และ External Factors เป็น Opportunities/Threats

ห้ามสร้างข้อมูลตลาดเพิ่มเติมเอง

53. สร้าง Action Plan

เป้าหมายคือ [GOAL]

Deadline: [DEADLINE]

Team/Resources: [RESOURCES]

สร้าง Action Plan มี:

Action | Priority | Owner | Deadline | KPI | Risk

หากข้อมูล Owner หรือ Budget ไม่มี ห้ามเดา

54. Decision Matrix

ฉันต้องเลือกระหว่าง [OPTIONS]

Criteria:
[CRITERIA]

Priority:
[PRIORITIES]

สร้าง Decision Matrix ใช้ Criteria เดียวกันทุก Option และอธิบาย Trade-offs ก่อน Recommendation

55. วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยง

วิเคราะห์ [DECISION] โดยแบ่ง:

  • Benefits
  • Downsides
  • Short-term Risks
  • Long-term Risks
  • Reversibility
  • Missing Information

อย่าสรุป Recommendation จนกว่าจะวิเคราะห์ครบ

56. Pre-Mortem

สมมติว่าแผน [PLAN] ล้มเหลวภายใน [TIME]

วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ พร้อม:

  • Early Warning Sign
  • Impact
  • Prevention

Label ทุกข้อว่าเป็น Scenario ไม่ใช่ Fact

57. Scenario Planning

สำหรับ [DECISION/PLAN] สร้าง 3 Scenario:

  • Conservative
  • Base
  • Upside

ระบุ Assumptions ของแต่ละ Scenario ชัดเจน และห้ามนำตัวเลขประมาณไปเขียนเหมือน Actual

58. วิเคราะห์คู่แข่ง

จากข้อมูลคู่แข่งต่อไปนี้:

[COMPETITOR DATA]

เปรียบเทียบ:

  • Positioning
  • Price
  • Offer
  • Strength
  • Weakness
  • Opportunity

หากข้อมูลช่องใดไม่มีให้ใช้ N/A

59. สร้าง KPI

Goal ของธุรกิจคือ [GOAL]

ช่วยเลือก KPI สูงสุด 5 ตัวที่เชื่อมกับ Goal โดยตรง

สำหรับแต่ละ KPI อธิบาย:

  • วัดอะไร
  • ทำไมสำคัญ
  • Leading หรือ Lagging Indicator

60. สรุปสำหรับผู้บริหาร

จากข้อมูล [REPORT/DATA] สร้าง Executive Summary ไม่เกิน [LENGTH] คำ

เน้น:

  • Key Numbers
  • What Changed
  • Why It Matters
  • Main Risks
  • Decisions Needed

ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้

หมวดที่ 7: Prompt Gemini สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล

61. วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Analysis-First

จากข้อมูล:

[DATA]

ทำตามลำดับ:

  1. ตรวจ Data Quality
  2. สรุป Facts
  3. หา Patterns
  4. หา Anomalies
  5. ระบุ Missing Data
  6. สร้าง Hypotheses
  7. ระบุ Evidence
  8. ค่อยสรุป Conclusion

ห้ามเดา Root Cause

62. หา Trend

วิเคราะห์ข้อมูล [DATA] เพื่อหา Trend โดยแยก:

  • Short-term Change
  • Sustained Trend
  • Seasonality
  • Possible Change Point

อย่าเรียกการเปลี่ยนเพียง 1–2 จุดว่า Trend ระยะยาวโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

63. หา Anomaly

ตรวจข้อมูล [DATA] เพื่อหา Data Points ที่แตกต่างจาก Pattern ปกติอย่างมีนัยสำคัญ อธิบายว่าทำไมควรตรวจเพิ่ม แต่ห้ามสรุปว่าเป็น Error จนกว่าจะมี Evidence

64. หา Root Cause

Problem: [PROBLEM]

Data: [DATA]

สร้าง Root Cause Tree แล้วแยก:

  • Confirmed Facts
  • Possible Causes
  • Evidence Needed
  • Next Diagnostic Step

ห้ามเรียกสาเหตุใดว่า Root Cause หากยังไม่มี Evidence

65. วิเคราะห์ Before vs After

เปรียบเทียบข้อมูล Before [DATA A] กับ After [DATA B]

แสดง:

  • Absolute Change
  • Percentage Change
  • Metrics ที่เปลี่ยนมากที่สุด
  • Other Factors ที่เปลี่ยนพร้อมกัน

ห้ามสรุป Causation จากการเกิดพร้อมกันอย่างเดียว

66. วิเคราะห์ Funnel

Funnel Data:

[DATA]

คำนวณ Conversion แต่ละ Stage และเทียบกับ [BASELINE]

ระบุ Stage ที่เปลี่ยนมากที่สุด แล้วสร้าง Hypotheses เฉพาะจุดนั้น

67. วิเคราะห์ Feedback ลูกค้า

จาก Feedback:

[FEEDBACK]

จัดเป็น Themes แล้วสรุป:

  • Frequency
  • Severity
  • Positive Themes
  • Negative Themes
  • Repeated Complaints

ใช้เฉพาะ Feedback ที่ให้

68. วิเคราะห์ Survey

วิเคราะห์ Survey [DATA]

แยก:

Quantitative Findings
Qualitative Themes
Outliers
Missing Responses
Limitations

ห้าม Generalize เกิน Sample ที่มี

69. สร้างตารางจากข้อมูลดิบ

เปลี่ยนข้อมูลต่อไปนี้เป็นตาราง:

[RAW DATA]

Columns:
[COLUMNS]

ถ้าข้อมูลใดไม่มีให้ใช้ N/A ห้ามอนุมานค่าเพื่อให้ตารางครบ

70. สร้าง Insight + Next Action

วิเคราะห์ข้อมูล [DATA]

ทุก Finding ต้องตอบในรูปแบบ:

Finding:
Evidence:
Why It Matters:
Next Action:

Recommendation ต้องเชื่อมกับ Evidence

หมวดที่ 8: Prompt Gemini สำหรับโปรแกรมเมอร์

71. อธิบาย Code

อธิบาย Code นี้:

[CODE]

แบ่งเป็น:

  • Overview
  • Functions/Components
  • Data Flow
  • Inputs/Outputs
  • Edge Cases

ปรับคำอธิบายให้เหมาะกับระดับ [LEVEL]

72. Debug Error

Environment:
[LANGUAGE / FRAMEWORK / VERSION]

Expected:
[EXPECTED]

Actual:
[ACTUAL]

Error:
[ERROR]

Code:
[CODE]

สร้าง Hypotheses ก่อน หา Root Cause จาก Evidence แล้วเสนอ Minimal Fix พร้อม Regression Test

73. หา Logic Bug

Code รันได้แต่ผลผิด

Expected:
[EXPECTED]

Actual:
[ACTUAL]

ช่วย Trace Logic และหาจุดแรกที่ State หรือค่าต่างจากสิ่งที่ควรเป็น

[CODE]

74. Code Review

Review Code นี้:

[CODE]

ตรวจ:

  • Correctness
  • Maintainability
  • Error Handling
  • Performance
  • Security
  • Testability

แบ่ง Finding เป็น Critical / High / Medium / Low และอย่าเสนอ Refactor ที่ไม่มีประโยชน์ชัด

75. Refactor Code

Refactor Code ต่อไปนี้แบบ Conservative:

[CODE]

Goal: [GOAL]

Constraints:

  • รักษา Behavior
  • รักษา Public API
  • ห้ามเพิ่ม Dependency
  • เปลี่ยนให้น้อยที่สุด

76. สร้าง Unit Tests

สร้าง Unit Tests สำหรับ:

[CODE]

Framework: [TEST FRAMEWORK]

ครอบคลุม:

  • Happy Path
  • Boundary
  • Invalid Input
  • Errors
  • Regression Risk

77. หา Edge Cases

จาก Function [CODE] สร้าง Edge Cases อย่างน้อย [NUMBER] กรณี แบ่งเป็น Empty, Boundary, Invalid, Duplicate, Large Input และ Unexpected Type

78. Review SQL

Query:

[QUERY]

Schema/Indexes:
[DATA]

Review Correctness, Join Logic, Null Handling, Performance และ Index Usage โดยยังไม่เสนอ Index ใหม่จนกว่าจะระบุ Bottleneck ที่เป็นไปได้ก่อน

79. ออกแบบ API

Feature: [FEATURE]

Use Cases:
[USE CASES]

ช่วยออกแบบ REST API มี:

  • Resources
  • Endpoints
  • Methods
  • Request/Response
  • Validation
  • Errors
  • Authentication

อธิบาย Trade-offs ก่อนเขียน Code

80. สร้าง Documentation

จาก Code:

[CODE]

สร้าง Documentation มี:

  • Purpose
  • Parameters
  • Return Values
  • Exceptions
  • Side Effects
  • Example Usage

อิงเฉพาะ Behavior ที่เห็นใน Code ห้ามสร้าง Feature เพิ่ม

หมวดที่ 9: Prompt Gemini สำหรับการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา

81. แยกปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็ก

ปัญหาคือ [PROBLEM]

ช่วยแตกออกเป็น Sub-problems ที่ไม่ซ้ำกัน แล้วเรียงตามว่าอะไรควรแก้ก่อนเพื่อให้ลดปัญหาโดยรวมได้มากที่สุด

82. วิเคราะห์ 5 Whys

ใช้ 5 Whys กับปัญหา [PROBLEM]

ข้อมูลที่มี:
[DATA]

หากขั้นไหนไม่มี Evidence ให้หยุดและบอกว่าต้องตรวจข้อมูลอะไรต่อ ห้ามเดาคำตอบให้ครบ 5 ชั้น

83. สร้าง Hypotheses

จาก Observation [OBSERVATION] สร้าง Hypotheses ที่เป็นไปได้สูงสุด 10 ข้อ

สำหรับแต่ละข้อระบุ:

  • Evidence For
  • Evidence Against
  • Data Needed
  • Test

84. หา Blind Spots

Review แผน [PLAN] และหา Blind Spots ที่อาจมองข้าม โดยเน้น Assumptions, Dependencies, Failure Modes และ Missing Stakeholders

85. ท้าทาย Recommendation

สมมติว่า Recommendation ต่อไปนี้ผิด:

[RECOMMENDATION]

หาเหตุผลที่แข็งแรงที่สุด 5 ข้อว่าทำไมอาจใช้ไม่ได้ พร้อม Evidence ที่ต้องตรวจ

86. สร้างทางเลือกหลายแบบ

สำหรับปัญหา [PROBLEM] สร้าง Solution 4 แบบ:

  1. Cheapest
  2. Fastest
  3. Lowest Risk
  4. Best Long-term

เปรียบเทียบ Trade-offs และ Conditions ที่ทำให้แต่ละทางเลือกเหมาะ

87. คิดจาก First Principles

วิเคราะห์ปัญหา [PROBLEM] โดยแยก:

  • Facts ที่ยืนยันได้
  • Assumptions
  • Constraints
  • Fundamental Requirements

แล้วสร้าง Solution ใหม่โดยไม่ยึดติดกับวิธีเดิมโดยอัตโนมัติ

88. วิเคราะห์ผลกระทบอันดับสอง

สำหรับ Decision [DECISION] วิเคราะห์:

  • ผลกระทบทันที
  • ผลกระทบลำดับที่สอง
  • ผลกระทบระยะยาว
  • Unintended Consequences

แยกสิ่งที่เป็น Fact กับ Scenario

89. หา Worst-Case Scenario

สำหรับ Plan [PLAN] สร้าง Worst-case Scenarios ที่สมเหตุสมผล พร้อม:

  • Trigger
  • Early Warning
  • Impact
  • Mitigation

อย่าสร้างสถานการณ์สุดโต่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง

90. เลือกข้อมูลที่ควรหาเพิ่ม

จากปัญหา [PROBLEM] และข้อมูลปัจจุบัน [DATA] หากฉันสามารถหา Data เพิ่มได้เพียง 3 อย่าง ควรหาอะไรเพื่อช่วยตัดสินใจได้มากที่สุด? เรียงตาม Information Value

หมวดที่ 10: Prompt Gemini อเนกประสงค์ที่ควรเซฟไว้

91. สรุปทุกอย่างให้เข้าใจเร็ว

สรุป [SOURCE] สำหรับคนที่มีเวลาอ่านไม่เกิน 3 นาที

แสดง:

  • Main Idea
  • 5 Key Points
  • Important Numbers
  • Risks
  • Next Action

ใช้เฉพาะข้อมูลจาก Source

92. อธิบายจากง่ายไปยาก

อธิบาย [TOPIC] เป็น 3 ระดับ:

  1. Beginner — 3 ประโยค
  2. Intermediate — รายละเอียดหลัก
  3. Advanced — Trade-offs, Edge Cases และข้อจำกัด

หลีกเลี่ยงการพูดซ้ำระหว่างระดับ

93. เปลี่ยนข้อมูลเป็น Checklist

เปลี่ยน [SOURCE/PROCESS] เป็น Checklist ที่ทำตามได้ทันที เรียงตามลำดับการทำงาน และทุกข้อขึ้นต้นด้วย Action Verb

94. เปลี่ยนข้อความเป็นตาราง

จัดข้อมูล [DATA] เป็นตารางที่อ่านง่าย

Columns:
[COLUMNS]

ถ้าข้อมูลช่องใดไม่มีให้ใช้ N/A และห้ามเดาเพื่อเติมช่องว่าง

95. สร้างหลายเวอร์ชันให้เลือก

สร้าง [NUMBER] เวอร์ชันของ [CONTENT]

โดยแต่ละเวอร์ชันต้องต่างกันจริงด้าน:

  • Angle
  • Tone
  • Structure

แต่รักษา Main Message และ Facts เดิม

96. ตรวจคำตอบก่อนใช้

Review คำตอบด้านล่าง:

[ANSWER]

ตรวจ:

  • Unsupported Claims
  • Missing Information
  • Internal Contradictions
  • Ambiguous Statements
  • Facts ที่ควร Verify

อย่า Rewrite จนกว่าจะระบุ Issues ก่อน

97. ให้ Gemini ปรับ Prompt ของเรา

ยังไม่ต้องทำ Task ใน Prompt

Prompt เดิม:
[PROMPT]

ช่วยตรวจ Ambiguity, Missing Context, Conflicting Rules, Constraints และ Output Format แล้ว Rewrite ให้ชัดขึ้นโดยรักษา Intent และ Scope เดิม หากข้อมูลสำคัญขาดให้ใช้ [PLACEHOLDER] แทนการเดา

98. ให้ Gemini ถามกลับก่อนตอบ

งานของฉันคือ [TASK]

ก่อนตอบ หากมีข้อมูลที่ขาดและสามารถเปลี่ยนคำตอบอย่างมีนัยสำคัญ ให้ถามฉันเฉพาะคำถามที่สำคัญที่สุดไม่เกิน 5 ข้อ

หากข้อมูลที่มีเพียงพอแล้ว ให้ตอบได้ทันทีโดยไม่ถามเพิ่ม

99. ให้ Gemini ตรวจคำตอบตัวเอง

ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจ:

  1. ตอบ Goal ครบหรือไม่
  2. มีข้อมูลที่ไม่ได้ให้หรือไม่
  3. มีข้อสรุปที่แรงเกิน Evidence หรือไม่
  4. ทำตาม Constraints ครบหรือไม่
  5. Output Format ถูกหรือไม่

หากพบปัญหาให้แก้ก่อนส่ง Final

100. Master Prompt Gemini อเนกประสงค์

<TASK>
[สิ่งที่ต้องการให้ทำ]
</TASK>

<GOAL>
[ผลลัพธ์ที่ต้องการ]
</GOAL>

<CONTEXT>
[ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น]
</CONTEXT>

<AUDIENCE>
[ผู้ใช้หรือผู้อ่านผลลัพธ์]
</AUDIENCE>

<INPUT>
[ข้อมูลของงาน]
</INPUT>

<MUST>

  • [Requirement สำคัญ]
  • [Requirement สำคัญ]
    </MUST>

<MUST_PRESERVE>

  • [สิ่งที่ห้ามเปลี่ยน]
    </MUST_PRESERVE>

<MUST_NOT>

  • [สิ่งที่ห้ามทำ]
  • [สิ่งที่ห้ามสร้าง]
    </MUST_NOT>

<OUTPUT_FORMAT>
[รูปแบบคำตอบ]
</OUTPUT_FORMAT>

หากข้อมูลสำคัญไม่เพียงพอ ห้ามเดา ให้ระบุ Missing Information

แยก Fact, Assumption และ Recommendation เมื่อจำเป็น

ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจว่า:

  • ตรง Goal
  • ไม่หลุด Scope
  • ทำตาม MUST ครบ
  • ไม่ละเมิด MUST_NOT
  • รักษา MUST_PRESERVE
  • ไม่มีข้อมูลที่สร้างขึ้นเองโดยไม่ระบุ
  • Output Format ถูกต้อง

100 Prompt นี้ควรใช้ยังไงให้คุ้มที่สุด?

ไม่จำเป็นต้องใช้ทุก Prompt

วิธีที่ดีกว่าคือเลือก Prompt ที่ตรงกับงานจริง

ตัวอย่าง

ถ้าทำ Content เป็นหลัก อาจเซฟ

  • 31 คิดหัวข้อ
  • 32 Content Cluster
  • 33 Outline
  • 34 Full Article
  • 37 FAQ
  • 38 Rewrite
  • 39 Remove Redundancy
  • 96 Review
  • 97 Prompt Optimizer
  • 100 Master Prompt

เพียง 10 Prompt ก็ครอบคลุม Workflow Content ได้มากแล้ว

สร้างชุด Favorite Prompts

เลือก Prompt ที่ใช้ทุกวันประมาณ 5–15 ตัว

ตัวอย่าง

งานทั่วไป

① วางแผนวันนี้
② สรุป Email
③ Meeting Notes
④ Rewrite
⑤ Analyze
⑥ Compare
⑦ Checklist
⑧ Prompt Optimizer
⑨ Self-check
⑩ Master Prompt

ทำให้ไม่ต้องค้น 100 Prompt ทุกครั้ง

เปลี่ยน Prompt เป็น Template

แทนการแก้ข้อความทั้ง Prompt ให้ใช้ Placeholder

ตัวอย่าง

[TOPIC]

[GOAL]

[AUDIENCE]

[SOURCE]

[CONSTRAINTS]

ครั้งต่อไปเปลี่ยนเพียงค่าด้านใน

ตัวอย่าง Universal Template แบบสั้น

ช่วย [TASK]

เป้าหมาย: [GOAL]

Context: [CONTEXT]

Input: [INPUT]

Constraints:
[CONSTRAINTS]

Output:
[FORMAT]

หากข้อมูลไม่พอ ห้ามเดา

Prompt นี้สามารถปรับใช้กับงานจำนวนมาก

ตัวอย่าง Prompt สำหรับคำตอบสั้น

ตอบคำถาม [QUESTION] แบบตรงประเด็นไม่เกิน 5 Bullet หากมีรายละเอียดรองที่ไม่จำเป็นต่อคำตอบหลักให้ตัดออก

ตัวอย่าง Prompt สำหรับคำตอบละเอียด

อธิบาย [QUESTION] แบบละเอียด โดยเริ่มจากคำตอบสั้นก่อน จากนั้นอธิบาย Background, How It Works, Examples, Risks, Edge Cases และ Practical Steps โดยไม่พูดซ้ำเพื่อเพิ่มความยาว

ตัวอย่าง Prompt สำหรับข้อมูลที่ต้องการความแม่น

ใช้เฉพาะ Source [SOURCE] หากข้อมูลใดไม่อยู่ใน Source ห้ามนำเสนอเป็น Fact ให้ระบุว่า “ไม่สามารถยืนยันจากข้อมูลที่ให้” และแยก Assumption ออกจาก Fact อย่างชัดเจน

ตัวอย่าง Prompt สำหรับการตัดสินใจ

ฉันต้องตัดสินใจ [DECISION]

Options: [OPTIONS]

Priorities: [PRIORITIES]

Constraints: [CONSTRAINTS]

ช่วยวิเคราะห์ Facts, Trade-offs, Risks, Reversibility และ Missing Information แล้วแนะนำตัวเลือกตาม Priorities ของฉัน

ตัวอย่าง Prompt สำหรับแก้ปัญหา

Problem: [PROBLEM]

Evidence: [DATA]

อย่ารีบเสนอ Solution

เริ่มจาก Facts → Possible Causes → Evidence Needed → Root Cause ที่ยืนยันได้ → Solutions → Test

ตัวอย่าง Prompt สำหรับงานสร้างสรรค์

สร้างไอเดีย [NUMBER] แบบสำหรับ [GOAL] โดยแต่ละไอเดียต้องแตกต่างกันจริงด้าน Concept หรือ Mechanism ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนคำ และทุกไอเดียต้องอยู่ภายใน [CONSTRAINTS]

ตัวอย่าง Prompt สำหรับ Review งาน

Review [WORK] โดยยังไม่ Rewrite

หา:

  • Critical Issues
  • High-impact Improvements
  • Missing Information
  • Unnecessary Content

จากนั้นเรียง Priority ว่าควรแก้อะไรก่อน

ตัวอย่าง Prompt สำหรับปรับงานหลายรอบ

ใช้ Draft เดิมเป็นฐาน

Goal: [GOAL]

ปัญหาที่ต้องแก้รอบนี้: [ISSUE]

รักษา: [MUST PRESERVE]

แก้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง และตรวจว่า Revision ไม่ทำให้ Requirement เดิมเสีย

Prompt แบบไหนไม่ควรเซฟไว้?

ไม่จำเป็นต้องเก็บ Prompt ที่

  • ใช้ครั้งเดียว
  • มีข้อมูลเฉพาะงานจำนวนมาก
  • Primary Goal ไม่ชัด
  • ซ้ำกับ Prompt อื่น
  • ยังไม่เคยทดสอบ
  • ต้อง Rewrite ใหม่เกือบทั้งหมดทุกครั้ง

ควรเปลี่ยน Prompt ที่ดีให้เป็น Template ก่อนเก็บ

วิธีสร้าง Prompt Library จาก 100 Prompt นี้

สามารถแบ่งเป็น 10 Folder

01 Daily Life
02 Learning
03 Work
04 Content
05 Marketing
06 Business
07 Data Analysis
08 Coding
09 Problem Solving
10 Universal

จากนั้นคัดเฉพาะ Prompt ที่ใช้จริงเข้า Favorite

Prompt Card ที่แนะนำ

แต่ละ Prompt ที่ใช้บ่อยสามารถบันทึกเป็น

Name: [ชื่อ]

Use When: [ใช้เมื่อไร]

Variables: [ตัวแปร]

Prompt: [PROMPT]

Version: 1.0

ไม่ต้องสร้างระบบซับซ้อนตั้งแต่แรก

10 Prompt ที่ควรเริ่มเซฟก่อน

ถ้าไม่ต้องการเก็บทั้ง 100 Prompt แนะนำเริ่มจาก

① วางแผนวันนี้

ใช้จัดงาน

② สรุป Email

ลดเวลาทำงาน

③ Meeting Notes

ดึง Action

④ Rewrite

ใช้กับข้อความแทบทุกประเภท

⑤ Analyze

ใช้วิเคราะห์ข้อมูล

⑥ Compare

ช่วยตัดสินใจ

⑦ Debug

สำหรับงาน Programming

⑧ Prompt Optimizer

ใช้ปรับ Prompt อื่น

⑨ Self-check

ใช้ตรวจคำตอบ

⑩ Master Prompt

ใช้สร้างคำสั่งที่ซับซ้อน

5 Prompt ที่ควรจำขึ้นใจ

ถ้าต้องจำให้น้อยที่สุด

ให้จำ 5 รูปแบบนี้

1. วิเคราะห์

แยก Fact, Hypothesis, Missing Information และ Next Action

2. Rewrite

เปลี่ยน Style แต่รักษา Facts, Numbers, Names และ Meaning

3. สรุป

ใช้เฉพาะ Source และดึง Key Points ที่มีผลต่อ Goal

4. เปรียบเทียบ

ใช้ Criteria เดียวกันทุกตัวเลือกและแสดง Trade-offs

5. Master

Task + Goal + Context + Constraints + Output

เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้าง Prompt อื่นต่อยอดเองได้มากแล้ว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาใช้ Prompt สำเร็จรูป

1. Copy แล้วไม่เปลี่ยน Placeholder

ต้องกรอกข้อมูลจริง

2. ใช้ Prompt ผิดงาน

Prompt Coding ไม่เหมาะกับ Business Analysis

3. ใส่ Context มากเกินไป

ข้อมูลสำคัญถูกกลบ

4. ไม่ให้ข้อมูลที่จำเป็น

Gemini ต้องเดา

5. ใช้ Master Prompt กับคำถามง่ายทุกครั้ง

ซับซ้อนเกินจำเป็น

6. บังคับให้ AI ตอบข้อมูลที่ไม่มี

เพิ่มความเสี่ยง Hallucination

7. เชื่อคำตอบแรกทันที

ควร Review งานสำคัญ

8. ไม่ตรวจข้อมูลที่เปลี่ยนตามเวลา

ราคา Version กฎหมาย นโยบาย หรือข้อมูลล่าสุดควรตรวจแหล่งปัจจุบัน

9. เก็บ Prompt เยอะเกินแต่หาไม่เจอ

Prompt Library ต้อง Search ง่าย

10. ไม่ปรับ Prompt จากงานจริง

Prompt ที่ดีที่สุดควรพัฒนาจาก Feedback และการใช้งานจริง

Checklist ก่อนส่ง Prompt Gemini

ตรวจว่า

① Gemini รู้ว่า Task คืออะไรหรือไม่
② Goal ชัดหรือไม่
③ Context เพียงพอหรือไม่
④ Audience จำเป็นหรือไม่
⑤ Input แยกชัดหรือไม่
⑥ Constraints มีหรือไม่
⑦ สิ่งที่ห้ามเปลี่ยนระบุหรือยัง
⑧ Output Format ชัดหรือไม่
⑨ มีคำสั่งขัดกันหรือไม่
⑩ มีข้อมูลที่ Gemini ต้องเดาโดยไม่จำเป็นหรือไม่

Checklist ก่อนใช้คำตอบ Gemini

ตรวจอีกครั้งว่า

① ตอบคำถามจริงหรือไม่
② Fact สำคัญถูกหรือไม่
③ ตัวเลขมาจากไหน
④ Source มีจริงหรือไม่
⑤ Assumption ถูกเขียนเหมือน Fact หรือไม่
⑥ มีข้อมูลที่ขาดหรือไม่
⑦ Recommendation เชื่อมกับข้อมูลหรือไม่
⑧ Format พร้อมใช้หรือไม่
⑨ มีข้อความซ้ำหรือไม่
⑩ ต้องตรวจข้อมูลปัจจุบันเพิ่มเติมหรือไม่

สูตรสร้าง Prompt ใหม่จากศูนย์

ถ้า 100 Prompt นี้ยังไม่มีสิ่งที่ตรงงาน ให้สร้างเองด้วยสูตร

ฉันต้องการให้คุณ [TASK]

เป้าหมายคือ [GOAL]

Context คือ [CONTEXT]

ใช้ข้อมูล [INPUT]

ต้องรักษา [MUST PRESERVE]

ห้าม [MUST NOT]

Constraints คือ [LIMITS]

ตอบในรูปแบบ [OUTPUT]

หากข้อมูลไม่พอ ห้ามเดา ให้ระบุ Missing Information

ก่อน Final ตรวจว่าคำตอบตรง Goal และทำตาม Constraints ครบ

นี่เป็นสูตรกลางที่ใช้ได้กับงานจำนวนมากที่สุดสูตรหนึ่ง

Master Prompt Gemini ฉบับพร้อมใช้

ถ้าต้องการเก็บ Prompt เพียงชุดเดียว สามารถใช้ Template นี้

คุณช่วยฉันทำงาน [TASK]

Goal
[GOAL]

Context
[CONTEXT]

Audience
[AUDIENCE]

Input
[INPUT]

Must

  • [MUST 1]
  • [MUST 2]

Must Preserve

  • [PRESERVE]

Must Not

  • [PROHIBITED]

Constraints

  • [LIMIT]

Output Format
[FORMAT]

หากข้อมูลสำคัญไม่เพียงพอ อย่าสร้างข้อมูลเติม ให้ระบุ Missing Information

หากมีการวิเคราะห์ ให้แยก Fact, Assumption และ Hypothesis เมื่อเหมาะสม

ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจ:

  1. ตรง Goal
  2. ไม่หลุด Scope
  3. ทำ Must ครบ
  4. รักษา Must Preserve
  5. ไม่ทำสิ่งที่ Must Not
  6. ไม่มี Unsupported Claim
  7. Format ถูกต้อง

สรุป 100 Prompt Gemini ที่ควรเซฟไว้

Prompt ที่ดีไม่ได้วัดจากความยาวหรือศัพท์ที่ซับซ้อน แต่วัดจากว่า Gemini เข้าใจ งาน เป้าหมาย ข้อมูล ข้อจำกัด และผลลัพธ์ที่ต้องการ ชัดแค่ไหน

100 Prompt ในบทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่

  • ชีวิตประจำวัน
  • การเรียน
  • การทำงาน
  • Content
  • Marketing
  • Business
  • Data Analysis
  • Programming
  • Problem Solving
  • Prompt Engineering

แต่ไม่จำเป็นต้องเซฟทั้งหมด

วิธีที่ใช้ได้จริงที่สุดคือ

เลือก 10–20 Prompt ที่ใช้บ่อย → เปลี่ยนเป็น Template → เก็บใน Prompt Library → ปรับจากผลลัพธ์จริง → ใช้ซ้ำ

ถ้าต้องจำสูตรเดียว ให้จำ

Task + Goal + Context + Constraints + Output

และถ้างานต้องการความถูกต้อง ให้เพิ่ม

หากข้อมูลไม่พอ ห้ามเดา

Prompt อเนกประสงค์ที่ควรเซฟไว้คือ

ช่วยฉัน [TASK] โดยเป้าหมายคือ [GOAL] Context คือ [CONTEXT] ใช้ข้อมูล [INPUT] ต้องรักษา [MUST PRESERVE] และห้าม [MUST NOT] ภายใต้ข้อจำกัด [CONSTRAINTS] ตอบในรูปแบบ [OUTPUT FORMAT] หากข้อมูลไม่เพียงพอ ห้ามสร้างข้อมูลขึ้นเอง ให้ระบุ Missing Information และก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจว่าคำตอบตรง Goal ไม่หลุด Scope ไม่มี Unsupported Claims และทำตาม Requirement ครบทุกข้อ

เมื่อมี Prompt Library ที่เหมาะกับงานของตัวเองแล้ว เราไม่จำเป็นต้องคิดคำสั่งใหม่ตั้งแต่ศูนย์ทุกครั้ง แต่สามารถเลือก Template ที่เหมาะ กรอกข้อมูลของงาน แล้วใช้ Gemini ช่วยทำงานได้เร็วและเป็นระบบมากขึ้น