Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

เวลาใช้ Google Gemini หลายคนกำหนดเพียงว่า “ต้องการให้ AI ทำอะไร” แต่ไม่ได้บอกว่า อะไรทำได้ อะไรห้ามทำ ต้องยาวแค่ไหน ใช้ข้อมูลจากไหน หรือคำตอบต้องอยู่ในขอบเขตใด
ผลคือ Gemini อาจตอบได้ถูกเรื่อง แต่ไม่ตรงรูปแบบที่เราต้องการ
ตัวอย่าง Prompt
ช่วย Rewrite บทความนี้ให้ดีขึ้น
Gemini อาจ
ทั้งที่เราอาจต้องการเพียงแก้ภาษา
Prompt ที่ควบคุมได้ดีกว่าคือ
Rewrite บทความนี้ให้ภาษาเป็นธรรมชาติและกระชับขึ้นประมาณ 20% โดยรักษาความหมาย ตัวเลข วันที่ ชื่อ และข้อสรุปเดิมทั้งหมด ห้ามเพิ่มข้อเท็จจริงใหม่ และตอบเป็นบทความฉบับแก้ไขเท่านั้น
ข้อความอย่าง
รักษาความหมายเดิม
ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่
ลดความยาวประมาณ 20%
ตอบเฉพาะบทความ
คือ Constraints
Constraints ช่วยกำหนด “รั้ว” ให้ Gemini รู้ว่าคำตอบสามารถเคลื่อนไหวได้แค่ไหน
บทความนี้จะอธิบาย วิธีใช้ Constraints ใน Prompt Gemini ตั้งแต่พื้นฐาน พร้อมตัวอย่าง Prompt สำหรับงานเขียน สรุป วิเคราะห์ ทำงาน ธุรกิจ และ Coding
Constraints คือข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ใช้จำกัดวิธีทำงานและผลลัพธ์ของ Gemini
พูดง่าย ๆ คือ
Task บอกว่า “ทำอะไร”
Constraints บอกว่า “ต้องทำภายใต้เงื่อนไขอะไร”
ตัวอย่าง
เขียนบทความ
- ภาษาไทย
- ไม่เกิน 1,500 คำ
- ใช้ H1/H2/H3
- ห้ามสร้างตัวเลข
- ใช้เฉพาะ Source ที่ให้
เมื่อรวมกัน Gemini จะเข้าใจงานละเอียดขึ้น
เพราะคำสั่งส่วนใหญ่มีหลายวิธีในการทำให้สำเร็จ
ตัวอย่าง
สรุปรายงานนี้
Gemini สามารถสรุปได้เป็น
ทั้งหมดอาจถือว่า “สรุป”
แต่ถ้าเราต้องการ
Executive Summary ไม่เกิน 300 คำ
Constraint ทำให้ Output เข้าใกล้สิ่งที่ต้องการมากขึ้น
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
บอกผลลัพธ์หลัก
ตัวอย่าง
เพื่อให้ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะอนุมัติโครงการหรือไม่
บอกเงื่อนไขที่ต้องรักษา
ตัวอย่าง
ไม่เกิน 1 หน้า และใช้เฉพาะข้อมูลในรายงาน
รวมกันได้ว่า
สรุปรายงานนี้เพื่อให้ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะอนุมัติโครงการหรือไม่ โดยไม่เกิน 1 หน้าและใช้เฉพาะข้อมูลในรายงาน
Output Format บอกโครงสร้างคำตอบ
เช่น
ตอบเป็นตาราง
Constraint อาจกำหนดว่า
ตารางต้องมีไม่เกิน 5 คอลัมน์
หรือ
ห้ามเพิ่ม Field ที่ไม่ได้กำหนด
ดังนั้นสองอย่างนี้สามารถใช้ร่วมกันได้
Constraint ที่ดีควร
ตัวอย่างที่ชัด
ไม่เกิน 200 คำ
ตัวอย่างที่กำกวม
อย่ายาวเกินไป
คำว่า “ยาวเกินไป” แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน
เป็น Constraint ที่ใช้บ่อยที่สุด
ตัวอย่าง
ตอบไม่เกิน 300 คำ
Email ไม่เกิน 120 คำ
Summary ไม่เกิน 10 Bullet
แต่ละ Bullet ไม่เกิน 2 ประโยค
สรุปรายงานนี้ไม่เกิน 250 คำ โดยเก็บ Key Numbers, Risks และ Decisions Needed ไว้ครบ
ข้อควรระวังคืออย่ากำหนดสั้นจน Goal ทำไม่ได้
ตัวอย่าง
อธิบายระบบทั้งหมดอย่างละเอียดใน 50 คำ
เป็น Requirement ที่อาจขัดกัน
ตัวอย่าง
ตอบเป็นภาษาไทย
ใช้ภาษาอังกฤษระดับ B1
ใช้ศัพท์เทคนิคภาษาอังกฤษได้ แต่ให้อธิบายภาษาไทยครั้งแรกที่ใช้
Prompt:
อธิบาย Cloud Computing เป็นภาษาไทยสำหรับมือใหม่ ใช้ศัพท์ Technical ภาษาอังกฤษเฉพาะคำที่จำเป็นและแปลความหมายครั้งแรก
Tone สามารถใช้เป็น Constraint ได้
ตัวอย่าง
ใช้น้ำเสียง Professional + Friendly
หลีกเลี่ยง Slang
ไม่ขายของเกินไป
ไม่ใช้ภาษากดดัน
Prompt:
เขียน Follow-up Email ให้สุภาพและเป็นมืออาชีพ หลีกเลี่ยงคำที่ทำให้ผู้รับรู้สึกถูกกดดัน
กำหนดระดับคำตอบ
ตัวอย่าง
เขียนสำหรับมือใหม่
สมมติว่าผู้อ่านไม่มีพื้นฐาน Coding
หลีกเลี่ยงศัพท์เฉพาะที่ไม่จำเป็น
Prompt:
อธิบาย API สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่มีพื้นฐาน Programming โดยหลีกเลี่ยงศัพท์ Technical ที่ไม่จำเป็นและใช้ตัวอย่างจากระบบร้านค้าออนไลน์
มีประโยชน์มากกับงานที่ต้องการความแม่นยำ
ตัวอย่าง
ใช้เฉพาะข้อมูลใน Source ที่ให้
ห้ามใช้ข้อมูลภายนอก
หาก Source ไม่มีข้อมูลให้เขียนว่า “ไม่ได้ระบุ”
Prompt:
สรุปเอกสารนี้โดยใช้เฉพาะข้อมูลใน
<SOURCE>หากประเด็นใดไม่ได้ระบุ ห้ามเดา
นี่ช่วยลดการเติมข้อมูลเกิน Source
ตัวอย่าง
ห้ามสร้าง Fact ใหม่
ห้ามสร้างตัวเลข
ห้ามสร้าง Quote
ห้ามสร้าง Citation
ห้ามสร้างชื่อผลิตภัณฑ์หรือ Feature ที่ไม่ได้ให้
เหมาะกับ
สำคัญกับ Rewrite และ Translation
Prompt:
รักษา Meaning, Names, Numbers, Dates, Units และ Conditions เดิมทั้งหมด
หรือ
เปลี่ยนได้เฉพาะภาษาและโครงสร้างประโยค ห้ามเปลี่ยนข้อเท็จจริง
ใช้ป้องกัน Gemini ขยายงาน
ตัวอย่าง
วิเคราะห์เฉพาะ Conversion Rate
ไม่ต้องวิเคราะห์ Traffic
จำกัดคำตอบเฉพาะปัญหาใน Code Block ที่ให้
Prompt:
Review เฉพาะ Security Issues ใน Function นี้ ไม่ต้องเสนอการ Refactor Architecture
ช่วยลดคำตอบที่ออกนอก Scope
ตัวอย่าง Coding
ห้ามเปลี่ยน Public API
ห้ามเปลี่ยน Database Schema
ห้ามเพิ่ม Dependency
ห้ามแก้ไฟล์อื่น
Prompt:
แก้ Bug นี้ด้วย Minimal Change โดยห้ามเปลี่ยน Public API และห้ามเพิ่ม Library ใหม่
เหมาะกับ Codebase ที่ต้องลด Regression Risk
ตัวอย่าง
ตอบเป็นตารางเท่านั้น
ใช้ H1/H2/H3
ไม่ใช้ตาราง
ใช้ Checklist
ตอบเฉพาะ JSON
Prompt:
ดึงข้อมูลออกมาเป็น JSON ตาม Schema ที่ให้เท่านั้น ห้ามเพิ่ม Field ใหม่
ตัวอย่าง
เสนอสูงสุด 5 ตัวเลือก
ให้ 3 Recommendation ที่สำคัญที่สุด
สร้าง FAQ 10 ข้อ
แต่ควรระวังการบังคับจำนวนมากเกินข้อมูล
ตัวอย่าง
หาสาเหตุให้ครบ 50 ข้อ
อาจทำให้ AI เติมสาเหตุคุณภาพต่ำเพื่อให้ครบ
ดีกว่าใช้
เสนอสูงสุด 10 สาเหตุที่มีเหตุผลจากข้อมูลที่มี
ถ้ามีหลาย Requirement ควรบอก Priority
ตัวอย่าง
Priority:
- Accuracy
- Completeness
- Clarity
- Conciseness
และเพิ่มว่า
หากความสั้นทำให้ข้อมูลสำคัญหาย ให้รักษาความครบก่อน
นี่ช่วยแก้ Conflict ได้ดี
สำหรับแผนงานสามารถระบุ
ต้องทำเสร็จภายใน 7 วัน
มีเวลาเพียงวันละ 1 ชั่วโมง
Meeting ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
Prompt:
สร้าง Study Plan 14 วัน โดยมีเวลาอ่านวันละไม่เกิน 90 นาที และต้องมีวันทบทวนอย่างน้อย 3 วัน
ตัวอย่าง
งบไม่เกิน 20,000 บาท
ห้ามเสนอวิธีที่ต้องซื้อ Software เพิ่ม
ใช้ทรัพยากรเดิมก่อน
Prompt:
เสนอวิธีเพิ่ม Leads โดยใช้งบไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน และให้ความสำคัญกับวิธีที่สามารถทดลองได้ก่อนลงทุนก้อนใหญ่
เช่น
ทีมมี 2 คน
ไม่มี Developer
ใช้เฉพาะ Google Sheets
ห้ามใช้ Tool เพิ่ม
Gemini จะไม่เสนอ Solution ที่ทำไม่ได้จริงง่าย ๆ
ตัวอย่าง
Project ต้อง Launch ภายใน 30 วัน
งานทุกอย่างต้องเสร็จก่อนวันที่
[DATE]
Prompt:
สร้าง Project Plan ที่สามารถเสร็จภายใน 30 วัน โดยทีม 3 คนและห้ามเพิ่มคน
ตัวอย่าง
อธิบายในระดับ Beginner
ไม่ต้องอธิบายพื้นฐาน
เน้น Implementation Details
ตอบเฉพาะ Executive Level
Prompt:
สรุปเรื่องนี้สำหรับผู้บริหาร ใช้เฉพาะ Business Impact, Risks และ Decisions ไม่อธิบาย Technical Implementation เว้นแต่มีผลต่อการตัดสินใจ
ตัวอย่าง
ยกตัวอย่างไม่เกิน 2 ตัว
ทุก Section ต้องมีตัวอย่าง
ห้ามสร้าง Case Study สมมติ
สามารถใช้ตาม Goal
เช่น
ใช้คำว่า “ลูกค้า” แทน “ผู้บริโภค”
รักษาชื่อ Product ภาษาอังกฤษ
ห้ามแปล Technical Terms บางคำ
เหมาะกับ Brand หรือ Technical Documentation
ใช้ได้ แต่ไม่ควรเยอะเกินไป
ตัวอย่าง
หลีกเลี่ยงคำว่า “ดีที่สุด” หากไม่มีหลักฐาน
ห้ามใช้ Fake Urgency
หลีกเลี่ยงคำว่า “รับประกันผล”
Prompt:
เขียน Marketing Copy โดยห้ามใช้คำว่า “ดีที่สุด”, “รับประกัน” หรือ Scarcity ที่ไม่มีข้อมูลจริง
ตัวอย่าง
ทุก Claim ต้องมีข้อมูลรองรับ
หากไม่มี Evidence ให้เขียนเป็น Hypothesis
ห้ามสร้างการรับรองประสิทธิภาพ
เหมาะกับ Marketing และ Research
Prompt:
หากจำเป็นต้องใช้ Assumption ให้ระบุ Assumption แยกก่อน Recommendation และห้ามซ่อน Assumption ไว้ในข้อความเหมือนเป็น Fact
นี่มีประโยชน์กับ Analysis
สามารถกำหนดว่า Gemini ควรถามหรือไม่
ตัวอย่าง
หากข้อมูลสำคัญขาด ให้ถามสูงสุด 3 คำถามก่อนตอบ
หรือ
อย่าถามกลับ ให้ทำ Best Effort และระบุ Missing Information
เลือกให้เหมาะกับ Workflow
Prompt:
แสดง Formula และค่าที่แทนก่อนผลลัพธ์ทุกครั้ง และรักษาหน่วยเดิม
เหมาะกับ Finance, Engineering และ Data Analysis
Prompt:
ห้ามประมาณตัวเลขหากฉันไม่ได้อนุญาต หากจำเป็นต้อง Estimate ให้ Label ชัดและแสดง Assumptions
ช่วยป้องกันตัวเลขสมมติถูกนำไปใช้เหมือน Fact
ตัวอย่าง
อย่าจัดอันดับหากไม่มี Criteria
หรือ
ใช้ Criteria: Cost 40%, Reliability 30%, Ease 30%
Prompt:
จัดอันดับตัวเลือกตาม Criteria ที่กำหนดเท่านั้น ห้ามเพิ่มเกณฑ์ใหม่เอง
Prompt:
ใช้ Criteria เดียวกันกับทุกตัวเลือก และหากข้อมูลของตัวเลือกใดไม่มี ให้เขียน “ไม่มีข้อมูล” แทนการเดา
ช่วยให้ Comparison ยุติธรรมขึ้น
ตัวอย่าง
แนะนำเพียงหนึ่งตัวเลือก
หรือ
อย่าเลือก Winner เดียว ให้แบ่งตาม Use Case
ทั้งสองแบบใช้ได้ขึ้นกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ
ถ้าต้องการสร้างสรรค์มากขึ้น
สามารถเสนอแนวคิดที่แตกต่างได้ แต่ห้ามเปลี่ยน Brand Positioning
ถ้าต้องการความแม่นมากกว่า
ให้ความถูกต้องมากกว่าความสร้างสรรค์
ตัวอย่าง
ใช้ตัวอย่างเป็น Style Reference เท่านั้น ห้ามคัดลอกวลี
เหมาะกับการเขียนตาม Style ตัวอย่าง
Prompt ที่ดี:
สรุป Source นี้ไม่เกิน 10 Bullet โดยรักษาตัวเลข ชื่อ วันที่ และข้อสรุปเดิม ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่
Constraints ชัดเจน 4 อย่าง
Prompt:
Rewrite ให้ภาษาเป็นธรรมชาติขึ้น แต่:
- ห้ามเปลี่ยน Meaning
- ห้ามเพิ่ม Fact
- รักษาตัวเลขและชื่อ
- ลดความยาวประมาณ 15–20%
- ตอบเฉพาะข้อความฉบับใหม่
Prompt:
เขียนบทความเรื่อง
[TOPIC]โดย:
- ใช้ H1/H2/H3
- ตอบ Search Intent ก่อน
- ใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น
- ห้าม Keyword Stuffing
- ห้ามสร้างตัวเลขหรือ Source
- ตัด Section ที่ไม่ช่วย Intent
Prompt:
เขียน Email ไม่เกิน 150 คำ ใช้ Tone Professional + Friendly มี CTA เดียว และห้ามเปลี่ยน Deadline ที่ให้
Prompt:
เขียน Facebook Post 5 เวอร์ชัน แต่ละเวอร์ชันไม่เกิน 150 คำ ห้ามใช้ Fake Urgency และแต่ละเวอร์ชันต้องใช้ Angle ต่างกัน
Prompt:
เขียน Copy โดยใช้เฉพาะ Benefits ที่มีข้อมูลรองรับ ห้ามสร้าง Review, Statistics, Guarantee หรือ Scarcity ขึ้นเอง
Prompt:
ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้ แยก Fact, Hypothesis และ Recommendation ห้ามสร้าง Market Size หรือ Forecast และห้ามสรุป Root Cause หากไม่มี Evidence
Prompt:
ใช้ Criteria
[CRITERIA]เท่านั้นในการเปรียบเทียบ แสดง Trade-offs และ Missing Information ก่อน Recommendation
Prompt:
แก้เฉพาะ Function นี้ ห้ามเพิ่ม Dependency ห้ามเปลี่ยน Public API และต้องสร้าง Regression Test หลังแก้
Prompt:
วิเคราะห์จาก Error, Code และ Environment ที่ให้ก่อน อย่าเสนอการ Reinstall หรือเปลี่ยน Architecture เป็นขั้นแรก และอย่าเปลี่ยนหลายตัวแปรพร้อมกัน
Prompt:
Review เฉพาะ Correctness, Security และ Regression Risk ไม่ต้องเสนอ Style Refactor เว้นแต่ทำให้เกิด Bug
Prompt:
ห้ามเปลี่ยน Schema และห้ามเสนอ Index จนกว่าจะวิเคราะห์ Query Pattern และ Existing Index ที่ให้ก่อน
Prompt:
แปลเป็นภาษาไทยโดยรักษาชื่อเฉพาะ ตัวเลข Code Technical Terms และ Formatting เดิม ห้ามอธิบายเพิ่มเติม
Prompt:
ดึงข้อมูลตาม Schema เท่านั้น หากข้อมูลไม่มีให้ใส่
nullห้าม Infer ค่า
ตัวอย่าง
{
"name": null,
"deadline": null,
"owner": null
}
Prompt:
ดึงเฉพาะ Decision, Action, Owner และ Deadline หาก Owner หรือ Deadline ไม่ได้ระบุ ให้เขียน “ไม่ได้ระบุ” ห้ามเดา
Prompt:
ใช้เฉพาะ Sources ที่ให้ ห้ามสร้าง Citation และหาก Sources ขัดกันให้แสดงทั้งสองข้อมูลแทนการเลือกเอง
Prompt:
อย่าเฉลยโจทย์ทันที ให้ Hint ก่อนหนึ่งระดับและรอคำตอบของฉันก่อนเปิดเผย Solution
นี่คือ Constraint ที่เปลี่ยน Gemini จาก Answer Generator เป็น Tutor
Prompt:
เสนอสูงสุด 20 ไอเดีย แต่แต่ละไอเดียต้องแตกต่างกันที่ Mechanism หรือ Strategy ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อ
ช่วยลด List ที่ดูเยอะแต่ความหมายซ้ำ
Prompt:
สร้างแผนที่สามารถทำได้ด้วยทีม
[จำนวน]คน งบ[งบ]และระยะเวลา[เวลา]ห้ามเสนอสิ่งที่ต้องใช้ทรัพยากรนอก Constraints โดยไม่ระบุ
ใช้ Template นี้ได้กับงานจำนวนมาก
งานคือ
[TASK]เป้าหมายคือ
[GOAL]Context คือ
[CONTEXT]Input คือ
[INPUT]Constraints:
- ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
- ห้ามสร้าง Fact หรือ Number ใหม่
- อยู่ภายใน Scope
[SCOPE]- รักษา
[สิ่งที่ห้ามเปลี่ยน]- ความยาว
[LENGTH]- Tone
[TONE]- Output Format
[FORMAT]หากข้อมูลไม่พอ ให้ระบุ Missing Information แทนการเดา
ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจว่าไม่ได้ละเมิด Constraint ใด
Constraints มีสองแบบที่ใช้บ่อย
บอกว่าต้องทำอะไร
เช่น
ใช้ประโยคกระชับ
ตอบเป็นตาราง
ใช้เฉพาะ Source
บอกสิ่งที่ห้าม
เช่น
ห้ามสร้างข้อมูล
ห้ามเปลี่ยนตัวเลข
ห้ามเพิ่ม Dependency
ทั้งสองแบบควรใช้ร่วมกันอย่างสมดุล
Prompt เช่น
อย่าเยิ่นเย้อ
อย่าซ้ำ
อย่าหลุดเรื่อง
อย่ายาว
อย่าใช้ศัพท์ยาก
บอกสิ่งที่ไม่ต้องการเยอะ แต่ไม่ได้บอกว่า “ต้องการอะไร”
ปรับเป็น
ตอบประเด็นหลักก่อน ใช้ภาษาสำหรับมือใหม่ แต่ละ Paragraph ต้องเพิ่มข้อมูลใหม่ และใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น
ชัดกว่า
เขียนสั้น ๆ
ไม่เกิน 200 คำ
อย่าใช้ศัพท์ยาก
เขียนสำหรับมือใหม่ หากใช้ศัพท์เทคนิคให้อธิบายความหมายทันที
อย่าเยอะ
เสนอสูงสุด 5 ตัวเลือก
สามารถแบ่งเป็น
ห้ามผิด
เช่น
Preference
เช่น
Prompt:
MUST:
- ใช้เฉพาะ Source
- ไม่เกิน 500 คำ
PREFER:
- ใช้ Bullet เมื่อช่วยให้อ่านง่าย
โครงสร้างนี้ดีมากเมื่อมีหลายกฎ
เพราะบางครั้ง Requirement ไม่สามารถทำพร้อมกันทั้งหมดได้สมบูรณ์
เช่น
ไม่เกิน 100 คำ
กับ
ยกตัวอย่างทุกหัวข้อ
ถ้าไม่บอก Priority Gemini ต้องเลือกเอง
แต่ถ้าบอก
MUST: ไม่เกิน 100 คำ
PREFER: มีตัวอย่างถ้ามีพื้นที่
ชัดกว่า
Prompt:
ลำดับความสำคัญ:
- Accuracy
- Preserve Facts
- Answer Goal
- Length
- Style
หาก Constraints ขัดกัน ให้ยึดลำดับนี้
เหมาะกับ Master Prompt
ต้องไม่เกิน 100 คำ
แต่
ต้องอธิบาย 20 หัวข้ออย่างละเอียด
หรือ
ห้ามใช้ศัพท์เทคนิค
แต่
ต้องรักษาศัพท์เทคนิคทุกคำ
ควรแก้ก่อนส่ง
ใช้ Prompt
ตรวจ Constraints ด้านล่างว่ามีข้อใด:
- ซ้ำกัน
- ขัดกัน
- กำกวม
- ตรวจไม่ได้
จากนั้นเสนอเวอร์ชันที่ชัดขึ้น โดยรักษา Intent เดิม
มีประโยชน์กับ Master Prompt ที่เริ่มยาว
Constraints มากเกินไปอาจทำให้
ควรถามทุก Constraint ว่า
ถ้าตัดออก ผลลัพธ์จะเสียอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่?
ถ้าไม่ อาจไม่ต้องใส่
งานง่ายอาจมีเพียง 1–2 ข้อ
ตัวอย่าง
สรุปไม่เกิน 5 Bullet และใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
ก็เพียงพอ
งานซับซ้อนอาจมี
ค่อยเพิ่มตามความจำเป็น
ถ้าคำตอบไม่ดีเพราะ Gemini ไม่มีข้อมูล
การเพิ่ม
ห้ามมั่ว
ห้ามเดา
ห้ามผิด
สิบครั้งไม่ได้แก้ปัญหา
ต้องเพิ่ม Context หรือ Source
Constraints บอกขอบเขต แต่ไม่ได้สร้างข้อมูลที่ขาด
Prompt:
ห้ามยาว
ห้ามซ้ำ
ห้ามใช้ศัพท์ยาก
แต่ไม่บอกว่าต้องทำอะไร
ก็ยังเป็น Prompt ที่ไม่สมบูรณ์
ควรมี Task และ Goal ก่อน
ตัวอย่าง
ไม่เกิน 500 คำ
ไม่ได้บอกว่าต้องตอบเป็น
ควรกำหนด Format แยก
ถ้า Gemini…
เพิ่ม
ไม่เกิน
[จำนวน]คำ
เพิ่ม
ใช้เฉพาะ Source
เพิ่ม
รักษาตัวเลขเดิมทุกจุด
เพิ่ม
จำกัด Scope เฉพาะ
[เรื่อง]
เพิ่ม Output Schema
เพิ่ม Must Preserve
แก้ Constraint ให้ตรงกับปัญหา ไม่ต้องเพิ่มกฎแบบสุ่ม
Prompt:
ทุก Paragraph ต้องเพิ่มข้อมูลใหม่หรือช่วยอธิบายประเด็นเดิมให้ชัดขึ้น หาก Paragraph ไม่มีหน้าที่ดังกล่าวให้ตัดออก
ดีกว่า
อย่าเยิ่นเย้อ
เพราะกำหนด Behavior ชัดเจน
Prompt:
หากสอง Section ตอบคำถามเดียวกัน ให้รวมเข้าด้วยกัน และหลีกเลี่ยงการสรุปข้อมูลเดิมซ้ำหลายรอบ
Prompt:
ทุก H2 ต้องตอบ Primary Search Intent หรือ Supporting Question ที่เกี่ยวข้องโดยตรง หาก Section ใดไม่ช่วย Intent ให้ตัดออก
Prompt:
ใช้ Keyword ตามธรรมชาติเมื่อเหมาะกับ Context ห้ามบังคับใส่ Keyword เพื่อให้ครบจำนวนครั้ง
ช่วยลด Keyword Stuffing
แทน
เขียน 3,000 คำ
ใช้
ใช้ความยาวเท่าที่จำเป็นต่อการตอบ Search Intent ให้ครบ ห้ามเพิ่ม Section เพื่อให้ถึงจำนวนคำ
ถ้ามี Requirement ความยาวจริงค่อยกำหนด
Prompt:
สร้าง Title ไม่เกินประมาณ
[จำนวน]ตัวอักษร ให้ Primary Topic ชัดและหลีกเลี่ยง Clickbait ที่ Content ไม่สามารถตอบได้
Prompt:
ใช้ CTA เดียวในตอนท้าย และต้องสัมพันธ์กับ Goal ของ Content
ช่วยไม่ให้บทความขายหลายอย่างพร้อมกัน
Prompt:
ใช้ตารางเฉพาะข้อมูลที่ต้องเปรียบเทียบหลายรายการ ห้ามใช้ตารางกับข้อความอธิบายยาว
Prompt:
ใช้ Bullet เมื่อเป็นรายการอย่างน้อย 3 รายการ แต่ไม่เปลี่ยนทุก Paragraph เป็น Bullet
ช่วยให้ Format ไม่แตกกระจายเกินไป
Prompt:
MUST:
- ตรง Search Intent
- H1/H2/H3 มี Logic
- Fact ต้องตรวจได้
MUST NOT:
- Keyword Stuffing
- สร้างข้อมูลเพื่อเพิ่มความยาว
- สร้าง Quote/Citation
PREFER:
- ตัวอย่างที่ช่วยให้ทำตามได้
- Checklist เมื่อเหมาะ
หากสร้าง Template
ควรแยก Variable
[TOPIC][AUDIENCE][GOAL]
กับ Fixed Constraints
ห้ามสร้าง Fact
ใช้ภาษาไทย
ตรวจคำตอบก่อน Final
ทำให้ใช้ง่ายขึ้น
บาง Constraint สามารถเป็น Variable
เช่น
Length:
[SHORT/STANDARD/DEEP]
กำหนดว่า
ไม่เกิน 300 คำ
ตามความจำเป็น
ครอบคลุม Edge Cases และ Trade-offs
นี่ช่วยให้ Prompt เดียวรองรับหลายระดับ
ตัวอย่าง
Mode:
[TABLE/CHECKLIST/ARTICLE]
แล้วกำหนดกฎของแต่ละ Mode
แต่ถ้าแตกต่างกันมาก ควรแยก Prompt เพื่อให้ง่ายกว่า
หากทำงานกับข้อมูลธุรกิจ
สามารถกำหนด
อย่าแสดงข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นใน Final Output และหากพบ Credential หรือ Secret ให้ไม่ทำซ้ำในคำตอบ
เหมาะกับเอกสารภายในและ Code Review
ไม่ควรใส่ข้อมูลสำคัญเกินจำเป็นตั้งแต่ต้น
เช่น
Constraint ใน Prompt ช่วยได้บางส่วน แต่การไม่ส่งข้อมูลที่ไม่จำเป็นดีกว่า
Prompt:
ห้าม Hard-code Password, Secret หรือ Token และห้ามแนะนำให้ปิด Security Control เพียงเพื่อให้ Code ทำงาน
Prompt:
Solution ต้องไม่ทำลายข้อมูลเดิมและต้องมี Rollback Strategy หากเสนอการเปลี่ยน Database หรือ Deployment
Prompt:
รักษา External Behavior และ Public Interfaces เดิมทั้งหมด เว้นแต่ Bug Fix จำเป็นต้องเปลี่ยน และต้องระบุ Breaking Change ชัดเจน
Prompt:
ห้ามสร้าง Endpoint เพิ่มหาก Use Case เดิมสามารถรองรับได้ และรักษา Backward Compatibility หาก Requirement ไม่ได้อนุญาต Breaking Change
Prompt:
ห้ามสรุป Causation จาก Correlation เพียงอย่างเดียว และแยก Observation จาก Possible Explanation
มีประโยชน์มากกับ Business Data
Prompt:
Forecast ต้องแยก Historical Data, Assumptions และ Projected Values และห้ามเรียก Projection ว่า Actual
Prompt:
ใช้ Weight ที่กำหนดเท่านั้น หาก Criteria ขาดให้ระบุ Missing Criteria แทนการเพิ่มเอง
Prompt:
Recommendation ต้องเชื่อมกับ Goal และ Constraints ของผู้ใช้ หากตัวเลือกดีที่สุดในภาพรวมแต่ละเมิด Budget ให้ห้ามเลือกเป็น Recommendation หลัก
บางครั้งอย่าจำกัดมากเกินไป
Prompt:
สร้างไอเดียได้กว้าง แต่ต้องอยู่ภายใน Audience
[AUDIENCE], Budget[BUDGET]และ Goal[GOAL]
คือให้ Creativity ภายในกรอบที่ใช้งานจริงได้
ควรระวัง Constraint เช่น
ต้องตอบถูก 100%
AI ไม่สามารถรับประกันได้
หรือ
ต้องรู้ข้อมูลล่าสุดทุกอย่าง
ถ้าไม่ได้มี Source ปัจจุบัน
ควรเปลี่ยนเป็น Behavior ที่ตรวจได้ เช่น
หากข้อมูลอาจเปลี่ยนตามเวลา ให้ระบุว่าควรตรวจ Source ปัจจุบันก่อนใช้งาน
เช่น
ทำให้ยอดขายเพิ่ม 50%
Gemini สามารถสร้างแผน แต่ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ทางธุรกิจ
เปลี่ยนเป็น
สร้างแผนที่มีเป้าหมายเพิ่มยอดขาย 50% และกำหนด Metrics สำหรับติดตามผล
ขอบเขตที่ต้องไม่ละเมิด
งบไม่เกิน 50,000 บาท
เกณฑ์ว่าผลลัพธ์ถือว่าดีเมื่อไร
ต้องสร้าง Leads อย่างน้อย X ตามเป้าหมายที่ตั้ง
ใน Prompt สามารถใช้ทั้งคู่
Constraint:
ห้ามเกิน 500 คำ
Validation:
ก่อน Final ตรวจว่าคำตอบไม่เกิน 500 คำ
Constraint คือกฎ
Validation คือขั้นตรวจว่าทำตามกฎหรือไม่
ตัวอย่าง
Constraints:
- ไม่เกิน 300 คำ
- ห้ามสร้างข้อมูลใหม่
- ใช้ Bullet
ก่อนส่ง Final:
- ตรวจจำนวนคำ
- ตรวจว่าทุก Fact มาจาก Source
- ตรวจ Format
ช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอ
ก่อนส่งคำตอบ ให้สร้าง Internal Checklist จาก Constraints แล้วตรวจทุกข้อ หากพบข้อใดไม่ผ่าน ให้แก้ก่อนส่ง Final Output
ไม่จำเป็นต้องให้แสดง Checklist ทุกครั้ง หากต้องการเพียง Final
Master Prompt ที่มีหลายกฎควรใช้ลำดับ
ตัวอย่าง
ทำให้แก้ Conflict ได้ง่ายขึ้น
เขียนบทความเรื่อง Password Manager
Gemini มีอิสระสูงมาก
เขียนบทความเรื่อง Password Manager สำหรับมือใหม่เป็นภาษาไทย
ดีขึ้น
อธิบายว่าคืออะไร ทำงานอย่างไร ข้อดี ข้อควรระวัง และวิธีเริ่มใช้งาน
ดีขึ้นอีก
ห้ามสร้างชื่อ Feature หรือสถิติที่ไม่ได้ให้
ใช้ H1/H2/H3 และสรุปท้ายบทความ
ตอนนี้ Prompt ถูกควบคุมมากขึ้นโดยไม่ต้องเขียนยาวเกินไป
<TEXT>[ข้อความ]</TEXT>Rewrite ให้กระชับและเป็นธรรมชาติ
MUST PRESERVE:
- Meaning
- Numbers
- Dates
- Names
- Conditions
MUST NOT:
- เพิ่ม Fact
- เปลี่ยน Conclusion
TARGET:
- ลดความยาวประมาณ 20%
OUTPUT:
ตอบเฉพาะข้อความฉบับใหม่
สรุปรายงานนี้สำหรับผู้บริหาร
Constraints:
- ไม่เกิน 300 คำ
- ใช้เฉพาะ Source
- รักษาตัวเลข
- ห้ามสร้าง Cause ที่ Source ไม่ได้ระบุ
Output:
- Executive Summary
- Key Numbers
- Risks
- Decisions Needed
แก้ Bug ใน Function นี้
Environment:
[ข้อมูล]Constraints:
- ห้ามเปลี่ยน Function Signature
- ห้ามเพิ่ม Dependency
- รักษา Behavior อื่นเดิม
- ใช้ Minimal Fix
หลังแก้:
- อธิบาย Root Cause
- แสดง Patch
- สร้าง Regression Test
วิเคราะห์ว่าควรเปิดสาขาใหม่หรือไม่
Data:
[ข้อมูล]Constraints:
- Budget ไม่เกิน
[งบ]- ทีมปัจจุบันห้ามเพิ่มเกิน
[จำนวน]- ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
- ห้ามสร้าง Market Size
Output:
Facts → Assumptions → Risks → Options → Missing Data → Recommendation
สร้าง Marketing Experiments สำหรับเพิ่ม Leads
Constraints:
- Budget ไม่เกิน 20,000 บาท
- ใช้เฉพาะ Facebook และ SEO
- ห้ามลดราคาสินค้า
- ห้ามสร้าง Fake Urgency
- ห้ามสร้าง Statistics
เสนอสูงสุด 10 Experiments พร้อม KPI
เห็นได้ว่า Constraints ทำให้ไอเดียที่ได้ตรงสภาพจริงขึ้น
สอนฉันเรื่อง
[TOPIC]Constraints:
- ระดับ Beginner
- อย่าเฉลยโจทย์ทันที
- ให้ Hint ก่อน
- ถามทีละข้อ
- หากตอบผิดให้อธิบาย Concept ที่ผิดก่อนถามใหม่
ถาม 5 คำถาม
เช่น Fact, Number
เช่น Source, Claims
เช่นเฉพาะ Section นี้
เช่น Budget, Time
เช่น Table, Email
จากคำตอบจะได้ Constraints หลัก
ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มจากอะไร ใช้
- อยู่ภายใน Scope ที่กำหนด
- หากข้อมูลไม่พอ อย่าเดา
- ตอบใน Format ที่กำหนด
เป็นฐานก่อน
① รักษา Search Intent
② ห้ามสร้าง Fact
③ ตัดคำซ้ำ
④ ใช้ Tone ตามกำหนด
⑤ ใช้ Output Structure ตามกำหนด
① ใช้ข้อมูลที่ให้
② แยก Fact กับ Assumption
③ ห้ามสรุป Cause หากไม่มี Evidence
④ ระบุ Missing Data
⑤ Recommendation ต้องเชื่อมกับ Goal
① ระบุ Version
② ห้ามเพิ่ม Dependency โดยไม่จำเป็น
③ รักษา Public Behavior
④ ใช้ Minimal Change
⑤ ต้องมี Test
① Budget
② Time
③ Team
④ Data
⑤ Risk Tolerance
ทำให้ Prompt ซับซ้อน
AI ต้องเดา Priority
เช่น “อย่ายาว”
ทำให้ Prompt บวม
Constraint อย่างเดียวแก้ข้อมูลไม่พอไม่ได้
AI อาจสร้างของคุณภาพต่ำเพื่อให้ครบ
ไม่บอก Behavior ที่ต้องการ
ทุกอย่างดูสำคัญเท่ากัน
Gemini อาจพลาด Rule บางข้อ
เช่น Ranking หรือยอดขาย
ตรวจว่า
① Goal ชัดหรือยัง
② Constraint นี้จำเป็นจริงหรือไม่
③ วัดได้หรือไม่
④ กำกวมหรือไม่
⑤ ขัดกับ Goal หรือไม่
⑥ ขัดกับ Constraint อื่นหรือไม่
⑦ เป็น Must หรือ Prefer
⑧ มี Priority หรือไม่
⑨ จำกัด Creativity มากเกินไปหรือไม่
⑩ มีข้อมูล Context พอหรือยัง
⑪ Output Format ชัดหรือไม่
⑫ ต้องมี Validation หรือไม่
สูตรง่าย ๆ คือ
Must Do + Must Preserve + Must Not Do + Limits + Output
ตัวอย่าง
MUST DO:
สรุปข้อมูลสำหรับผู้บริหารMUST PRESERVE:
ตัวเลขและวันที่MUST NOT:
เพิ่มข้อมูลใหม่LIMIT:
300 คำOUTPUT:
Executive Summary + Risks + Actions
นี่เป็นโครงสร้างที่ใช้ง่ายมาก
ทำ
[TASK]ต้องรักษา
[PRESERVE]ห้าม
[PROHIBITED]จำกัด
[LIMIT]ตอบเป็น
[FORMAT]
ตัวอย่าง
Rewrite Email นี้ ต้องรักษา Deadline และ Required Action ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่ จำกัดไม่เกิน 150 คำ และตอบเป็น Email ฉบับ Final
<TASK>[งาน]</TASK>
<GOAL>[เป้าหมาย]</GOAL>
<MUST>
[สิ่งที่ต้องทำ][สิ่งที่ต้องทำ]</MUST>
<MUST_PRESERVE>
[ข้อมูลที่ห้ามเปลี่ยน][ข้อมูลที่ห้ามเปลี่ยน]</MUST_PRESERVE>
<MUST_NOT>
[สิ่งที่ห้ามทำ][สิ่งที่ห้ามสร้าง]</MUST_NOT>
<LIMITS>
- Length:
[ความยาว]- Scope:
[ขอบเขต]- Budget/Time:
[ข้อจำกัด]</LIMITS>
<PREFER>
[Preference]</PREFER>
<OUTPUT_FORMAT>[รูปแบบ]</OUTPUT_FORMAT>
<PRIORITY>
- Accuracy
- Goal Alignment
- Must Preserve
- Completeness
- Style
</PRIORITY>หาก Constraints ขัดกัน ให้ยึด Priority ตามลำดับข้างต้น
ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจว่าไม่มี Constraint ใดถูกละเมิด
ฉันต้องการให้คุณ
[TASK]เป้าหมายคือ
[GOAL]Context:
[CONTEXT]Input:
[INPUT]Constraints:
ต้องทำ
[MUST]ต้องรักษา
[PRESERVE]ห้ามทำ
[MUST NOT]ข้อจำกัด
[LIMITS]Output
[FORMAT]หากข้อมูลไม่เพียงพอ ห้ามเดา ให้ระบุ Missing Information
ก่อน Final ให้ตรวจ Task, Goal, Constraints และ Output Format อีกครั้ง
สิ่งสำคัญคือควบคุมเฉพาะส่วนที่จำเป็น
ตัวอย่างงาน Creative
ไม่ควรกำหนด
เพราะ Output จะดู Mechanical
ควรล็อกเพียง
แล้วให้พื้นที่ Creative ในส่วนอื่น
แนวคิดที่ควรจำคือ
Constraint มีไว้ป้องกันสิ่งที่ไม่ต้องการ ไม่ใช่ปิดทางเลือกทุกอย่างของ Gemini
ถ้าเราล็อกทุกคำ Output อาจไม่มีประโยชน์กว่าการเขียน Template เอง
เพิ่มเมื่อพบปัญหาเกิดซ้ำ เช่น
ไม่ควรเพิ่ม Rule เพียงเพราะกลัวว่ามัน “อาจ” เกิดโดยไม่เคยมีปัญหา
ถ้า Output แย่หลังเพิ่ม Constraints
ตรวจว่า
จากนั้นแก้เฉพาะจุด
Prompt:
ก่อนทำ Task ให้สรุป Constraints เป็น Checklist สั้น ๆ เพื่อยืนยันความเข้าใจ จากนั้นทำงานและตรวจ Checklist อีกครั้งก่อน Final
เหมาะกับงานสำคัญที่มีกฎหลายข้อ
หากต้องการชุดพื้นฐานสำหรับนำไปประกอบ Prompt
① ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
② หากข้อมูลไม่พอ ห้ามเดา
③ รักษาตัวเลข วันที่ และชื่อเดิม
④ ห้ามสร้าง Fact ใหม่
⑤ จำกัด Scope เฉพาะเรื่องที่กำหนด
⑥ ใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น
⑦ ตัดคำซ้ำและ Filler
⑧ ใช้ Output Format ที่กำหนด
⑨ แยก Fact กับ Assumption
⑩ ตรวจ Constraints ก่อน Final
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกข้อพร้อมกัน
ถ้าจะจำเพียง 5 ข้อ
ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
หากไม่รู้ ห้ามเดา
รักษาสิ่งที่ห้ามเปลี่ยน
อยู่ภายใน Scope
ตอบตาม Output Format
ครอบคลุมปัญหา Prompt จำนวนมากแล้ว
Rewrite บทความนี้
Rewrite บทความนี้ให้กระชับขึ้น 20% โดยรักษา Meaning, Numbers, Dates และ Conclusion เดิม ห้ามเพิ่ม Fact และตอบเฉพาะบทความฉบับใหม่
วิเคราะห์ยอดขาย
วิเคราะห์ยอดขายจากข้อมูลที่ให้เท่านั้น แยก Fact กับ Hypothesis ห้ามสร้าง Market Data และห้ามสรุป Root Cause หากไม่มี Evidence
แก้ Code นี้
แก้ Bug นี้ด้วย Minimal Change ห้ามเพิ่ม Dependency ห้ามเปลี่ยน Public API และต้องสร้าง Regression Test
เขียนบทความ SEO
เขียนบทความที่ตอบ Search Intent
[INTENT]ใช้ H1/H2/H3 ใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น ห้าม Keyword Stuffing และห้ามสร้างตัวเลขหรือ Source ที่ไม่ได้ให้
เห็นได้ว่า Constraints ไม่ได้เปลี่ยน Task แต่ทำให้ Task มีขอบเขตชัดขึ้น
Constraints คือเครื่องมือสำคัญในการทำให้ Google Gemini เข้าใจว่า
อะไรต้องทำ อะไรต้องรักษา อะไรห้ามทำ และมีข้อจำกัดอะไร
สูตรง่ายที่สุดคือ
Must Do + Must Preserve + Must Not Do + Limits + Output
ตัวอย่าง
ช่วย Rewrite ข้อความนี้ให้เป็นธรรมชาติและกระชับขึ้น ต้องรักษาความหมาย ตัวเลข วันที่ และชื่อเดิมทั้งหมด ห้ามเพิ่มข้อเท็จจริงใหม่ ลดความยาวประมาณ 20% และตอบเฉพาะข้อความฉบับ Final
หรือสำหรับงานวิเคราะห์
วิเคราะห์ข้อมูลนี้โดยใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้ แยก Fact, Hypothesis และ Missing Information ห้ามสร้างตัวเลขหรือสรุป Root Cause หากยังไม่มี Evidence และตอบเป็นตาราง Findings / Evidence / Next Check
หัวใจสำคัญคือ อย่าใส่ Constraints มากที่สุด แต่ให้ใส่เฉพาะ Constraints ที่ช่วยให้ผลลัพธ์ตรง Goal มากขึ้น
ถ้ามีกฎหลายข้อให้แยกเป็น
MUST + MUST PRESERVE + MUST NOT + PREFER
และกำหนด Priority เมื่อกฎอาจขัดกัน
Prompt พร้อมใช้ที่ควรเซฟไว้คือ
งานของคุณคือ
[TASK]เป้าหมายคือ[GOAL]ใช้ Context และ Input ที่ฉันให้ โดยต้องทำ[MUST]ต้องรักษา[MUST PRESERVE]ห้าม[MUST NOT]และอยู่ภายใต้ข้อจำกัด[LIMITS]ตอบในรูปแบบ[OUTPUT FORMAT]หากข้อมูลสำคัญไม่พอ ห้ามเดา ให้ระบุ Missing Information และก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจว่าไม่ได้ละเมิด Constraint ใด
เมื่อใช้ Constraints อย่างเหมาะสม Gemini จะมีพื้นที่ทำงานเพียงพอสำหรับสร้างคำตอบที่ดี แต่ยังอยู่ภายในกรอบที่เราต้องการ ช่วยลดปัญหาคำตอบยาวเกินไป หลุด Scope เปลี่ยนข้อมูลเดิม หรือสร้างรายละเอียดที่เราไม่ได้ขอได้อย่างมาก