Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Google Gemini สามารถช่วยค้นหา อธิบาย วิเคราะห์ สรุป และสร้างเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว แต่มีข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้ควรรู้คือ AI สามารถตอบข้อมูลผิดหรือสร้างรายละเอียดที่ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาได้ แม้คำตอบนั้นจะเขียนด้วยน้ำเสียงมั่นใจก็ตาม
ปัญหานี้มักเรียกว่า AI Hallucination
ตัวอย่างเช่น Gemini อาจ
เราไม่สามารถเขียน Prompt ที่รับประกันได้ 100% ว่า Gemini จะไม่ Hallucinate แต่สามารถออกแบบ Prompt เพื่อลดพื้นที่ที่ AI ต้องเดา และทำให้ตรวจสอบคำตอบได้ง่ายขึ้นมาก
ตัวอย่าง Prompt ที่เสี่ยงคือ
วิเคราะห์ว่าทำไมยอดขายร้านฉันลดลง
ถ้าไม่มีข้อมูล Gemini ต้องเดาสาเหตุ
Prompt ที่ดีกว่าคือ
วิเคราะห์ยอดขายจากข้อมูลที่ฉันให้เท่านั้น แยก Fact ออกจาก Hypothesis หากข้อมูลยังไม่เพียงพอสำหรับระบุ Root Cause ให้บอกว่าต้องตรวจข้อมูลอะไรเพิ่ม ห้ามสรุปสาเหตุที่ไม่มี Evidence
ความแตกต่างสำคัญคือ Prompt หลังไม่ได้บังคับให้ AI ต้อง “มีคำตอบ” ทั้งที่ข้อมูลยังไม่เพียงพอ
บทความนี้จะอธิบาย วิธีเขียน Prompt Gemini ให้คำตอบแม่นขึ้นและลด AI Hallucination พร้อม Prompt Template ที่นำไปใช้กับงานจริงได้ทันที
AI Hallucination หมายถึงสถานการณ์ที่ Generative AI สร้างข้อมูลหรือข้อสรุปที่ดูเหมือนถูกต้อง แต่จริง ๆ แล้วอาจ
ปัญหาสำคัญคือคำตอบที่ผิดไม่ได้จำเป็นต้องดูผิดอย่างเห็นได้ชัด
บางครั้งมันอาจเขียนอย่างเป็นระบบ มีรายละเอียด และใช้ศัพท์ถูกต้องจนดูน่าเชื่อถือ
ดังนั้นหลักสำคัญคือ
ความมั่นใจของภาษา ไม่ได้เท่ากับความถูกต้องของข้อมูล
เกิดได้กับงานหลายประเภท เช่น
วันที่ ชื่อ บุคคล สถานที่ เหตุการณ์
แหล่งอ้างอิง งานวิจัย หรือ Citation
ชื่อ Function, API หรือ Parameter ที่ไม่มีจริง
Market Size, Forecast หรือสาเหตุของยอดขาย
ตัวเลข Calculation หรือ Assumption
Statistics, Quotes หรือ Claims
สรุป Root Cause ทั้งที่ยังไม่มี Log หรือ Evidence
จึงควรออกแบบ Prompt ให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงของงาน
หนึ่งในวิธีลด Hallucination ที่สำคัญที่สุดคือ จำกัด Source
ตัวอย่าง
ใช้เฉพาะข้อมูลใน
<SOURCE>เพื่อตอบคำถาม ห้ามเพิ่มข้อเท็จจริงจากภายนอก
แล้วใส่ข้อมูล
<SOURCE>[ข้อมูล]</SOURCE>
ใช้เฉพาะข้อมูลใน
<SOURCE>ด้านล่างหากคำถามใดไม่สามารถตอบได้จาก Source ให้เขียนว่า “ข้อมูลที่ให้มายังไม่เพียงพอ”
ห้ามเติมข้อมูลจากการคาดเดา
<SOURCE>[ข้อมูล]</SOURCE>
เหมาะกับ
คำว่า
ตอบให้ครบ
อาจทำให้ AI พยายามเติมส่วนที่ข้อมูลไม่มี
ควรเปลี่ยนเป็น
หากข้อมูลไม่พอ อย่าเดา
แต่ให้ดีขึ้นอีกควรระบุ Behavior ที่ต้องทำแทน
ตัวอย่าง
หากข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับยืนยันคำตอบ ให้ระบุว่า “ยังไม่สามารถยืนยันได้” และบอกว่าต้องใช้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม
Gemini จะมีทางเลือกอื่นนอกจากการแต่งคำตอบเติมช่องว่าง
บางครั้งสิ่งที่ช่วยลด Hallucination ไม่ใช่ข้อมูลเพิ่มใน Prompt แต่คือการให้ AI บอกว่าอะไรยังขาด
Prompt:
ก่อนสรุปคำตอบ ให้ตรวจว่ามีข้อมูลสำคัญอะไรยังขาด หาก Missing Information สามารถเปลี่ยน Conclusion ได้ ให้ระบุไว้ก่อน
ตัวอย่าง
ฉันต้องการรู้ว่าทำไม Conversion ลดลง
Data:
[ข้อมูล]ก่อนวิเคราะห์ ให้ระบุข้อมูลที่ยังขาด เช่น Traffic Source, Device, Landing Page, Period Comparison หรือ Technical Errors
ช่วยป้องกันการกระโดดไปสู่ข้อสรุปเร็วเกินไป
Prompt ที่มีประโยชน์มากคือ
แยก Fact กับ Assumption
ตัวอย่าง
จากข้อมูลนี้ ช่วยตอบเป็น 4 ส่วน:
- Facts
- Assumptions
- Analysis
- Missing Information
เพราะบางคำตอบของ AIมีทั้งข้อมูลจริงและการตีความปนกัน
หากไม่แยก เราอาจอ่าน Assumption เหมือนเป็น Fact
ในงาน Troubleshooting หรือ Business Analysis ควรแยก
สิ่งที่ข้อมูลยืนยัน
สาเหตุที่เป็นไปได้แต่ยังต้องพิสูจน์
ตัวอย่าง Prompt
ยอดขายลดลง 20% จากเดือนก่อน
ช่วยสร้าง Hypotheses ที่เป็นไปได้ แต่ห้ามเรียก Hypothesis ใดว่า Root Cause จนกว่าจะมี Evidence สนับสนุน
นี่เป็นวิธีวิเคราะห์ที่ปลอดภัยกว่า
บอกสาเหตุที่ยอดขายลด
เพราะคำสั่งหลังบังคับให้ Gemini ต้องสรุปสาเหตุ
หลังจากสร้าง Hypothesis ให้สั่งต่อว่า
สำหรับแต่ละ Hypothesis ระบุ Evidence ที่ต้องใช้เพื่อยืนยันหรือหักล้าง
ตัวอย่าง
| Hypothesis | Evidence Needed |
|---|---|
| Traffic ลด | Analytics Traffic |
| Conversion ลด | Conversion Rate |
| ลูกค้าซื้อซ้ำน้อยลง | Repeat Purchase Data |
| Website Error | Error Logs |
ทำให้คำตอบเปลี่ยนจาก “การคาดเดา” เป็น “รายการสิ่งที่ควรตรวจ”
สามารถให้ Gemini แยกข้อมูลเป็น
แต่ไม่ควรมองค่าความมั่นใจของ AIเป็นความน่าจะเป็นที่ได้รับการรับรอง
Prompt:
ระบุว่าข้อสรุปใดมี Evidence จาก Input ชัด ข้อใดเป็น Interpretation และข้อใดยังมีความไม่แน่นอนสูง
วิธีนี้ดีกว่าขอ
ให้คะแนนความถูกต้อง 99%
เพราะคะแนนดังกล่าวอาจไม่มีหลักฐานรองรับ
Prompt ที่พยายามบังคับ AI ให้ตอบทุกอย่างเพิ่มความเสี่ยง
เพิ่ม Rule เช่น
หากไม่สามารถยืนยันคำตอบได้จากข้อมูลที่มี ให้ตอบตรง ๆ ว่าไม่สามารถยืนยันได้
หรือ
คำตอบว่า “ข้อมูลไม่เพียงพอ” ถือเป็นคำตอบที่ยอมรับได้
นี่สำคัญมาก
เพราะเราไม่ควรออกแบบ Prompt ที่ให้รางวัลกับการ “ตอบครบ” มากกว่าการ “ตอบถูก”
ตัวเลขดูน่าเชื่อถือมาก แต่ AI สามารถสร้างขึ้นได้
Prompt:
ห้ามสร้าง Percentage, Revenue, Market Size, Growth Rate หรือจำนวนใด ๆ ที่ไม่ได้อยู่ใน Input
เหมาะกับ
แทน
เพิ่มสถิติให้บทความน่าเชื่อถือ
ใช้
หากไม่มีสถิติใน Source ห้ามสร้างตัวเลข ให้เขียนอธิบายโดยไม่ใช้ตัวเลขแทน
อย่าให้ Gemini แต่งคำพูดของบุคคล ลูกค้า หรือผู้เชี่ยวชาญแล้วนำเสนอเหมือน Quote จริง
Prompt:
ห้ามสร้าง Direct Quote หากไม่มี Quote อยู่ใน Source หากต้องสรุปความเห็นให้ Paraphrase โดยไม่ใส่เครื่องหมายคำพูด
สำคัญกับ
อีกจุดที่ต้องระวังคือ Citation
Prompt:
ห้ามสร้างชื่อบทความ งานวิจัย URL ผู้แต่ง DOI หรือ Citation หากไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ถ้าต้องการ Source จริง ควรตรวจ Source นั้นจริงก่อนนำไปใช้
ระบุว่า Claim ใดต้องมี Source และเสนอประเภท Source ที่ควรค้นหา เช่น Government, Official Documentation หรือ Peer-reviewed Research โดยไม่สร้าง Citation ขึ้นเอง
Prompt เช่น
เพิ่มสถิติและแหล่งอ้างอิงให้ดูน่าเชื่อถือ
มีความเสี่ยงสูง
เพราะ AI อาจพยายามเติมข้อมูลที่ไม่มี
ควรใช้
เพิ่มเฉพาะ Evidence ที่มีอยู่ใน Source หากไม่มี Evidence ให้ระบุว่าต้องหา Source เพิ่ม
ถ้า Rewrite เอกสารที่มีตัวเลข
ใช้
รักษาตัวเลข วันที่ ชื่อ และหน่วยเดิมทุกจุด ห้ามแก้หรือคำนวณใหม่โดยไม่ได้รับคำสั่ง
เหมาะกับ
ถ้ามีการคำนวณ
Prompt:
แสดง Formula และค่าที่ใช้คำนวณก่อนให้ผลลัพธ์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้
ตัวอย่าง
Revenue = 1,000,000
Cost = 700,000Profit = Revenue – Cost
ทำให้ตรวจ Error ได้ง่ายกว่าเห็นเพียงคำตอบสุดท้าย
AI อาจสับสนหน่วยได้
Prompt:
รักษาหน่วยของข้อมูลทุกตัว และห้ามแปลงหน่วยโดยไม่ระบุขั้นตอน
ตัวอย่าง
โดยเฉพาะงาน Calculation
ตัวอย่าง
ใช้เฉพาะข้อมูลเดือนมกราคม–มิถุนายน 2026
ถ้าไม่ระบุ Gemini อาจรวมข้อมูลช่วงอื่นหรือสมมติแนวโน้ม
Prompt:
อย่านำข้อมูลนอกช่วง
[ช่วงเวลา]มาใช้เปรียบเทียบ
สำคัญมากกับ Software
แทน
วิธีทำใน WordPress
ใช้
ใช้ข้อมูลที่ตรงกับ
[Version]หากขั้นตอนอาจต่างกันตาม Version ให้ระบุว่าต้องตรวจ Version ก่อน
สำหรับ Coding
Framework:
[Version]
ลดความเสี่ยงที่ Gemini แนะนำ API คนละรุ่น
Prompt สำหรับโปรแกรมเมอร์
ใช้เฉพาะ Function, Method หรือ API ที่อยู่ใน Code หรือ Documentation ที่ฉันให้ หากต้องใช้ API อื่นให้ระบุว่าต้องตรวจ Documentation ก่อน ห้ามสร้างชื่อ Method ขึ้นเอง
ช่วยลด “API Hallucination”
Prompt:
ก่อนวิเคราะห์ ให้สรุปข้อมูลที่ได้รับและตรวจว่ามี Field ใดผิดรูปแบบ ขาด หรือขัดกันหรือไม่
เหมาะกับ Data Analysis
ตัวอย่าง
ถ้า Data มี
Revenue 100,000
Profit 150,000
อาจมีปัญหาที่ต้องตรวจก่อน
ถ้ามีหลาย Source
ใช้
หาก Source A และ Source B ให้ข้อมูลต่างกัน ห้ามเลือกด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่อธิบาย ให้ระบุ Conflict และข้อมูลที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
สำคัญมากกับ Research
Prompt:
ทุก Conclusion ให้ระบุว่าเป็น:
- Directly supported by Source
- Reasonable interpretation
- Speculative hypothesis
ทำให้ระดับหลักฐานชัดขึ้น
หาก Source อยู่ใน Prompt
สามารถสั่ง
สำหรับ Finding สำคัญ ระบุส่วนของ Source ที่สนับสนุน Finding นั้นโดยไม่แต่งข้อความใหม่เป็น Quote
ช่วยตรวจว่าคำสรุปเชื่อมกับ Source จริงหรือไม่
Prompt:
หลังสร้าง Draft ให้ตรวจทุก Claim และระบุ Claim ที่ไม่มี Evidence จาก Input ก่อนสร้าง Final Version
เหมาะมากกับ Content และ Report
ต่อจากข้อก่อน
หาก Claim ใดไม่มี Evidence และไม่จำเป็นต่อ Goal ให้ลบออกจาก Final Version
ถ้าจำเป็น
ให้เปลี่ยนจาก Fact เป็น Hypothesis และ Label ให้ชัด
แทนที่จะเริ่ม
ตอบคำถามนี้
ให้เริ่ม
อ่าน Source ก่อนและสร้างรายการ Facts ที่ Source รองรับ จากนั้นใช้ Facts เหล่านั้นตอบคำถาม
Workflow:
Source → Facts → Analysis → Answer
มีความโปร่งใสมากกว่า
Prompt:
อย่าสร้าง Conclusion ก่อน ตรวจ Evidence ก่อน แล้วสร้าง Conclusion เฉพาะเท่าที่ Evidence สนับสนุน
เหมาะกับการวิเคราะห์ที่มีความเสี่ยงสูง
Prompt เช่น
หาสาเหตุ 20 ข้อ
อาจเพิ่มความเสี่ยงเมื่อสาเหตุจริงมีไม่ถึง 20 ข้อ
ดีกว่า
ระบุสาเหตุที่สมเหตุสมผลทั้งหมดจากข้อมูลที่มี โดยไม่เติมเพื่อให้ครบจำนวน
หรือ
สูงสุด 20 ข้อ
คำว่า “สูงสุด” ช่วยลดแรงกดดันให้ AI ต้องสร้างของเพิ่ม
ตัวอย่าง
ห้ามบอกว่าไม่รู้ ต้องตอบให้ได้
ควรหลีกเลี่ยง
เพราะตรงข้ามกับเป้าหมายลด Hallucination
ใช้แทน
หากข้อมูลไม่พอ ให้ระบุข้อจำกัดของคำตอบ
ถ้าข้อมูลยังไม่ครบ
แทน
บอกสาเหตุ
ใช้
เสนอ 3–5 Hypotheses ที่เป็นไปได้และบอกวิธีตรวจแต่ละข้อ
นี่เหมาะกับ Troubleshooting มาก
Prompt:
สร้าง Diagnostic Tree จากอาการ
[ปัญหา]เริ่มจากสิ่งที่ตรวจง่ายและมีโอกาสแยกสาเหตุได้มากที่สุด โดยห้ามสรุป Root Cause ก่อนตรวจ
ช่วยให้ Gemini ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย Diagnosis แทนการเดา
Prompt:
ก่อนตอบ ให้แบ่งข้อมูลเป็น:
Known
สิ่งที่รู้จาก InputUnknown
สิ่งที่ยังไม่รู้Can Infer
สิ่งที่อนุมานได้อย่างมีเหตุผลCannot Infer
สิ่งที่ยังสรุปไม่ได้
นี่เป็น Framework ที่ดีมากกับงานวิเคราะห์
Prompt:
ตอบทุกประเด็นในรูปแบบ:
Answer:
[คำตอบ]Evidence:
[ข้อมูลที่สนับสนุน]Limitation:
[สิ่งที่ยังไม่รู้]
ทำให้คำตอบอ่านง่ายและตรวจสอบได้
แทนที่ AI จะเขียนว่า
สาเหตุคือ…
Prompt สามารถกำหนด
หากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ ให้ใช้ภาษาว่า “เป็นไปได้ว่า”, “อาจ”, หรือ “ยังต้องตรวจสอบ” แทนการนำเสนอเป็นข้อเท็จจริง
แต่ไม่ควรใช้คำไม่แน่นอนพร่ำเพรื่อกับ Fact ที่ยืนยันได้
Prompt:
หากข้อมูลเริ่มต้นระบุว่าเป็น Hypothesis ให้รักษาสถานะเป็น Hypothesis จนกว่าจะมี Evidence ใหม่ ห้าม Rewrite ให้กลายเป็น Fact
มีประโยชน์เมื่อสรุปเอกสารหลายรอบ
AI อาจสร้างตัวอย่างแล้วคนอ่านตีความเป็นเหตุการณ์จริง
ใช้
หากสร้างตัวอย่างสมมติ ให้ Label ว่า “ตัวอย่างสมมติ” ทุกครั้ง
เหมาะกับ
Prompt:
หากจำเป็นต้องประมาณค่า ให้ Label ว่า “Estimate” พร้อม Assumptions ที่ใช้ และอย่านำ Estimate ไปเขียนเหมือนข้อมูลจริง
สำคัญกับ Forecast
ถ้าบาง Cell ไม่มีข้อมูล
Prompt:
หากข้อมูลใน Cell ใดไม่มี ให้ใส่ “N/A” หรือ “ไม่ได้ระบุ” ห้ามสร้างค่าขึ้นมาเพื่อให้ตารางครบ
นี่เป็น Constraint ที่ใช้ได้ดีมาก
หากเป็น JSON
ตัวอย่าง
หาก Field ไม่มีข้อมูล ให้ใช้
nullห้ามสร้างค่า
เช่น
{
"deadline": null,
"owner": null
}
ดีกว่าให้ AI สร้าง Owner หรือ Deadline เอง
ตัวอย่าง
ตอบเฉพาะ Fields:
- Task
- Owner
- Deadline
- Status
ห้ามเพิ่ม Field อื่น
ช่วยลดการขยาย Output นอก Scope
ถ้าต้องการให้ Gemini ใช้เอกสารเท่านั้น
Prompt:
ทำงานแบบ Closed-Book: ใช้เฉพาะข้อมูลใน Source นี้ ไม่ใช้ความรู้ภายนอก แม้ว่าจะรู้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ตาม
เหมาะกับเอกสารภายใน
ถ้าต้องการให้ใช้ความรู้ทั่วไปด้วย
ให้แยก
ใช้ Source เป็นข้อมูลหลัก หากเพิ่มข้อมูลทั่วไปให้แยก Section ชัดเจนว่า “ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้อยู่ใน Source”
ช่วยไม่ให้ข้อมูลสองส่วนปนกัน
Prompt:
หากข้อมูลที่ขาดสามารถเปลี่ยนคำตอบอย่างมีนัยสำคัญ ให้ถามฉันก่อนสูงสุด 3 คำถาม
เหมาะกับ
แต่ไม่จำเป็นกับงานที่ตอบจาก Source ได้อยู่แล้ว
ถ้าไม่ต้องการให้หยุดถาม
ใช้
หากข้อมูลไม่ครบ ให้ทำ Best Effort จากข้อมูลที่มี โดยแยกสิ่งที่ตอบได้ สิ่งที่ยังตอบไม่ได้ และข้อมูลที่ต้องเพิ่ม ห้ามเติมข้อมูลเอง
ช่วยให้ Workflow เดินต่อได้
Prompt:
ก่อน Final ให้เปรียบเทียบคำตอบกับ Requirement เดิมทีละข้อ และแก้ข้อที่ไม่ตรงก่อนส่ง
ช่วยลดความผิดพลาดจากการหลุดคำสั่ง
Prompt:
ตรวจว่าคำตอบไม่มีข้อสรุปที่ขัดกับ Fact หรือคำตอบส่วนอื่น หากพบ Conflict ให้แก้หรือระบุความไม่แน่นอน
เหมาะกับรายงานยาว
Prompt:
ตรวจว่าตัวเลขเดียวกันถูกใช้สอดคล้องกันทุก Section และไม่มีการเปลี่ยนหน่วยหรือค่าระหว่างการ Rewrite
ช่วยลด Numeric Drift
Prompt:
รักษาชื่อบุคคล บริษัท Product และ Technical Terms ตาม Source ทุกจุด ห้ามเปลี่ยน Spelling หรือขยายชื่อเอง
เหมาะกับ Technical Document
Prompt:
ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจทุกประโยคว่าเป็น:
- Supported Fact
- Explicit Assumption
- Recommendation
- Unknown
หากพบข้อความที่ไม่อยู่ใน 4 กลุ่มนี้ ให้แก้ก่อนส่ง
เป็น Quality Gate ที่มีประโยชน์มาก
Prompt:
หากข้อสรุปไม่มีหลักฐานเพียงพอ ห้ามเขียนด้วยภาษาที่ทำให้ดูยืนยันแน่นอน ให้ระบุระดับข้อจำกัดอย่างเหมาะสม
ช่วยให้ Tone สอดคล้องกับ Evidence
Prompt พร้อมใช้:
<TASK>[งาน]</TASK>
<SOURCE>[ข้อมูล]</SOURCE>กฎสำคัญ:
- ใช้เฉพาะข้อมูลที่สามารถยืนยันได้จาก SOURCE เว้นแต่ฉันอนุญาตให้ใช้ข้อมูลภายนอก
- ห้ามสร้าง Fact, Number, Quote, Citation, Name หรือ Source ขึ้นเอง
- หากข้อมูลไม่พอ ให้ระบุว่า “ข้อมูลไม่เพียงพอ”
- แยก Fact, Assumption และ Recommendation
- หากมี Hypothesis ให้ Label ว่าเป็น Hypothesis
- ระบุ Missing Information ที่มีผลต่อ Conclusion
- ห้ามเปลี่ยนตัวเลข วันที่ ชื่อ หรือหน่วยจาก Source
- หากมี Conflict ใน Source ให้ระบุ Conflict
- ก่อน Final ตรวจ Unsupported Claims
- ลบหรือแก้ Claim ที่ไม่มี Evidence
<OUTPUT>[รูปแบบคำตอบ]</OUTPUT>
Template นี้สามารถนำไปดัดแปลงกับงานหลายประเภท
สรุปเอกสารนี้โดยใช้เฉพาะข้อมูลใน
<SOURCE>ห้าม:
- เพิ่ม Fact
- เติมรายละเอียด
- สร้าง Conclusion ที่ Source ไม่ได้สนับสนุน
หากข้อมูลใดไม่ได้ระบุ ให้เขียนว่า “ไม่ได้ระบุ”
<SOURCE>[เอกสาร]</SOURCE>
เขียนบทความจาก Source ที่ให้ โดย:
- Fact ทุกข้อที่เฉพาะเจาะจงต้องมาจาก Source
- ห้ามสร้าง Statistics
- ห้ามสร้าง Quote
- ห้ามสร้าง Feature
- หากข้อมูลไม่พอให้ตัด Claim นั้นออก
- สามารถอธิบายหรือจัดโครงสร้างใหม่ได้ แต่ห้ามเปลี่ยนความหมาย
ตอบ Research Question
[คำถาม]จาก Sources ที่ให้แบ่งคำตอบเป็น:
- Findings
- Supporting Evidence
- Conflicting Evidence
- Limitations
- Unknowns
ห้ามสร้าง Citation หรือ Reference ที่ไม่มีอยู่ใน Source
วิเคราะห์ Business Problem
[ปัญหา]จากข้อมูล[DATA]แยก:
- Facts
- Hypotheses
- Missing Data
- Experiments
- Recommendation
ห้ามเรียก Hypothesis ว่า Root Cause จนกว่าจะมี Evidence
วิเคราะห์ Marketing Performance จากข้อมูล
[DATA]ห้ามสร้าง:
- Market Size
- Search Volume
- Customer Behavior
- Competitor Data
- Conversion Rate
หากไม่ได้อยู่ใน Input
ทุก Recommendation ต้องระบุว่ามาจาก Fact หรือ Hypothesis
Environment:
[LANGUAGE / FRAMEWORK / VERSION]Code:
[CODE]Error:
[ERROR]ใช้เฉพาะ API ที่ยืนยันได้จาก Code หรือ Documentation ที่ให้ หากไม่แน่ใจว่า API มีจริง ให้ระบุว่าต้องตรวจ Documentation ห้ามสร้าง Method หรือ Parameter ขึ้นเอง
อาการคือ
[SYMPTOM]ข้อมูลที่มี
[DATA]อย่าระบุ Root Cause ทันที
ให้:
- สร้าง Possible Causes
- ระบุ Evidence Needed
- เรียง Diagnostic Steps
- ตัดสาเหตุออกตามผลตรวจ
หากข้อมูลยังไม่พอ ให้หยุดที่ Hypothesis
จาก Meeting Notes นี้ ดึงเฉพาะ:
- Decisions
- Actions
- Owners
- Deadlines
หาก Owner หรือ Deadline ไม่ได้ระบุ ให้เขียน “ไม่ได้ระบุ” ห้ามเดาจากบริบท
นี่ช่วยป้องกัน AI สร้างผู้รับผิดชอบหรือนัดหมายขึ้นเอง
Rewrite ข้อความนี้โดยเปลี่ยนเฉพาะ Style และ Sentence Structure
ต้องรักษา:
- Meaning
- Fact
- Number
- Date
- Name
- Unit
- Conclusion
ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่
แปลข้อความนี้โดยรักษาชื่อเฉพาะ ตัวเลข วันที่ Technical Terms และโครงสร้างความหมายเดิม หากคำใดกำกวมให้รักษาความกำกวมไว้หรือระบุ Alternative Translation แทนการเดาความหมาย
ดึงข้อมูลจาก Source ลงในตาราง
[Schema]ถ้า Field ใดไม่มีข้อมูล ให้ใส่
N/Aห้ามอนุมานค่าเพื่อให้ Field ครบ
ใช้ได้กับการแปลงเอกสารเป็น Structured Data
เปรียบเทียบ A และ B โดยใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้ หาก Criterion ใดไม่มีข้อมูลของตัวเลือกหนึ่ง ให้ระบุ “ไม่มีข้อมูล” แทนการเดาค่า
ก่อน Recommendation ให้แสดง:
Facts → Assumptions → Missing Information → Options → Trade-offs
หาก Missing Information มีผลต่อ Recommendation อย่างมาก ให้ระบุว่าคำแนะนำเป็น Provisional Recommendation
Forecast มี Assumption อยู่แล้ว
Prompt:
สร้าง Scenario Forecast จากตัวเลขที่ให้เท่านั้น หากต้องสมมติค่า ให้แสดง Assumption ชัดและอย่านำ Forecast ไปเขียนเป็น Fact
ใช้เฉพาะข้อมูล Case จริงที่ให้ ห้ามสร้าง Revenue, Percentage, Customer Quote หรือ Result ใหม่ หากข้อมูลไม่ครบให้ตัด Section หรือระบุว่าไม่ได้ให้ข้อมูล
แนวคิดคือให้คำตอบ “ยึด” กับข้อมูลที่กำหนด
โครงสร้างง่าย ๆ:
Context
Source
Question
Rules
Output
ตัวอย่าง
<SOURCE>[ข้อมูล]</SOURCE>
<QUESTION>[คำถาม]</QUESTION>ใช้เฉพาะ Source ในการตอบ หาก Source ไม่เพียงพอให้ระบุข้อจำกัด
นี่เป็นหนึ่งในวิธีพื้นฐานที่มีประโยชน์มากที่สุดในการลด Hallucination
สำหรับ Source สำคัญ
ใช้ Workflow
ระบุข้อความหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ตีความ
สร้าง Conclusion
Prompt:
ก่อนสร้าง Conclusion ให้ระบุ Evidence จาก Source ที่สนับสนุน Conclusion นั้นก่อน
ทำให้เห็นเส้นทางจาก Evidence ไปสู่คำตอบ
Prompt:
สร้างตาราง:
| Claim | Evidence | Source Section | Confidence |
หาก Claim ไม่มี Evidence ให้ทำเครื่องหมาย Unsupported
เหมาะกับการตรวจบทความและรายงาน
Prompt:
ก่อนเขียนบทความ ให้สร้าง Fact Table จาก Source โดยยังไม่เขียนบทความ จากนั้นใช้เฉพาะ Facts ใน Table เป็นฐานของเนื้อหา
ช่วยแยก Research กับ Writing ออกจากกัน
Prompt:
ก่อนตอบ ให้สร้างรายการ Unknowns ที่ไม่สามารถยืนยันจากข้อมูลปัจจุบัน และอย่าพยายามตอบ Unknown เหล่านั้น
นี่ช่วยให้เห็นขอบเขตความรู้ของคำตอบ
Prompt:
ตรวจ Source และ Draft ว่ามีข้อมูลใดขัดกัน ถ้ามีให้แสดงทั้งสองด้านและอย่าสรุปโดยเลือกด้านเดียวโดยไม่มีเหตุผล
มีประโยชน์กับข้อมูลหลาย Source
Prompt:
หลังสร้าง Conclusion ให้ลองหากรณีที่ Conclusion อาจไม่จริงจากข้อมูลที่มี หากมีให้เพิ่ม Limitation
เหมาะกับการวิเคราะห์
Prompt:
ระบุข้อมูล 3 อย่างที่ถ้าเปลี่ยนหรือได้รับเพิ่มเติม อาจทำให้ Recommendation เปลี่ยน
ช่วยระบุ Sensitivity ของคำตอบ
Prompt:
ตัด Recommendation และความคิดเห็นออกชั่วคราว แล้วแสดงเฉพาะข้อเท็จจริงที่ Input ยืนยันได้
ใช้เมื่อ Conversation เริ่มมี Assumption เยอะ
การสั่งว่า
ตรวจตัวเองอีกครั้ง
ช่วยได้ในบางสถานการณ์ แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการ Verification จากแหล่งอิสระ
AI อาจตรวจคำตอบผิดด้วยเหตุผลเดิมซ้ำ
ดังนั้นข้อมูลสำคัญยังควร
เพราะ Hallucination ไม่ได้เกิดจาก Prompt สั้นอย่างเดียว
Prompt ยาวอาจยังมีปัญหา เช่น
Prompt 2,000 คำจึงยัง Hallucinate ได้
สิ่งสำคัญคือ
Grounding + Constraints + Verification
ไม่ใช่ความยาว
Gemini สามารถได้รับผลกระทบจาก Premise ที่เราป้อน
ตัวอย่าง
จากข้อเท็จจริงที่ว่า X เกิดในปี 2025 ช่วยอธิบาย…
ถ้า X ไม่ได้เกิดปีนั้น คำตอบทั้งหมดอาจสร้างต่อบนข้อมูลผิด
ดังนั้น Prompt ที่ดีควรแยกสิ่งที่เป็น
User-provided assumption
ออกจาก
Verified fact
ใช้
ก่อนตอบ ตรวจว่าคำถามของฉันมี Premise หรือ Assumption ใดที่ต้องยืนยันก่อนหรือไม่ หากพบ ให้ระบุก่อนทำงานต่อ
มีประโยชน์กับคำถามเชิงข้อมูล
ถ้า Few-Shot Prompt มี Example
เพิ่ม
Examples ใช้เพื่อเรียนรู้ Format เท่านั้น ห้ามนำ Fact, Names, Dates หรือ Numbers จาก Examples ไปใช้กับ New Input
ลดข้อมูลรั่วจาก Example
ถ้าสรุป
เอกสาร → Summary → Summary ของ Summary → บทความ
รายละเอียดอาจค่อย ๆ เปลี่ยนหรือหาย
ควรกลับไปใช้ Original Source ในขั้นสำคัญ
Prompt:
ใช้ Original Source เป็น Ground Truth เมื่อข้อมูลใน Summary ขัดกับ Source
ใช้
อ่าน Draft นี้และสร้าง Fact-Check List โดยดึงทุก Claim ที่ตรวจสอบได้ เช่น Date, Number, Feature, Person, Organization และ Technical Statement ออกมาเป็นรายการสำหรับตรวจ Source
ไม่จำเป็นต้องเชื่อว่า AI ตรวจ Fact เองถูกทั้งหมด
แต่ช่วยสร้างรายการที่เราต้องตรวจ
ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษกับ
เพราะผลกระทบจากข้อมูลผิดสูงหรือข้อมูลเปลี่ยนเร็ว
สามารถนำไปต่อท้าย Prompt ได้
① ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
② หากไม่มีข้อมูล ให้บอกว่าไม่มีข้อมูล
③ ห้ามสร้างตัวเลข
④ ห้ามสร้าง Citation
⑤ แยก Fact กับ Assumption
⑥ Label Hypothesis ให้ชัด
⑦ ระบุ Missing Information
⑧ อย่าสรุป Root Cause หากยังไม่มี Evidence
⑨ ตรวจ Unsupported Claims ก่อน Final
⑩ ถ้าไม่แน่ใจ ให้ระบุความไม่แน่นอนแทนการเดา
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกข้อกับทุก Prompt
เลือกตามงาน
ถ้าจำเพียง 5 ข้อ ให้ใช้
ใช้เฉพาะข้อมูลที่ให้
หากข้อมูลไม่พอ อย่าเดา
แยก Fact กับ Assumption
ระบุ Missing Information
ตรวจ Unsupported Claims ก่อน Final
เพียงเท่านี้ก็ช่วยเพิ่มความชัดเจนของ Prompt ได้มาก
ทำไมยอดขายลดลง?
จากข้อมูลยอดขายต่อไปนี้
[DATA]ช่วยสร้าง Hypotheses ว่ายอดขายลดเพราะอะไร แยก Fact กับ Hypothesis และระบุ Evidence ที่ต้องตรวจ ห้ามสรุป Root Cause จนกว่าจะมีข้อมูลรองรับ
เขียนบทความพร้อมสถิติให้ดูน่าเชื่อถือ
เขียนบทความจาก Source ที่ให้ หากไม่มี Statistics ใน Source ห้ามสร้างตัวเลขเพิ่ม และระบุ Claim ที่ต้องหา Source เพิ่มก่อน Publish
สรุปว่าใครต้องทำอะไรและเมื่อไร
ดึง Task, Owner และ Deadline จาก Notes เท่านั้น หากไม่ได้ระบุ Owner หรือ Deadline ให้เขียน “ไม่ได้ระบุ” ห้ามอนุมานเอง
แก้ Error นี้ให้หน่อย
วิเคราะห์ Error
[ERROR]จาก Code[CODE]และ Environment[VERSION]ก่อนเสนอ Fix หากไม่แน่ใจว่า API หรือ Method มีอยู่ใน Version นี้ ให้ระบุว่าต้องตรวจ Documentation ห้ามสร้าง API ขึ้นเอง
<OBJECTIVE>[งานที่ต้องการ]</OBJECTIVE>
<SOURCE>[ข้อมูลที่อนุญาตให้ใช้]</SOURCE>
<RULES>
- ใช้ SOURCE เป็น Ground Truth
- ห้ามสร้าง Fact, Number, Date, Name, Quote, Citation หรือ Source ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
- หากข้อมูลไม่เพียงพอ ให้ระบุว่า “ข้อมูลไม่เพียงพอ”
- แยก Fact, Assumption, Hypothesis และ Recommendation
- อย่าเปลี่ยน Hypothesis ให้เป็น Fact
- ระบุ Missing Information ที่สามารถเปลี่ยน Conclusion
- หาก Sources ขัดกัน ให้ระบุ Conflict
- รักษาตัวเลข ชื่อ วันที่ และหน่วยตาม Source
- หากจำเป็นต้องประมาณ ให้ Label ว่า Estimate และแสดง Assumption
- ก่อน Final ให้ตรวจ Unsupported Claims ทุกข้อ
</RULES>
<OUTPUT_FORMAT>[รูปแบบคำตอบ]</OUTPUT_FORMAT>หากไม่สามารถยืนยันคำตอบได้จากข้อมูลที่มี การตอบว่า “ยังไม่สามารถยืนยันได้” ถือเป็นคำตอบที่ถูกต้องกว่าการสร้างข้อมูลเติมช่องว่าง
แม้เขียน Prompt ดีแล้ว ควรตรวจต่อ
① มี Source หรือไม่
② Fact สำคัญตรงกับ Source หรือไม่
③ มีตัวเลขที่ไม่รู้มาจากไหนหรือไม่
④ มี Citation จริงหรือไม่
⑤ ชื่อและวันที่ถูกหรือไม่
⑥ Assumption ถูก Label หรือไม่
⑦ Hypothesis ถูกเขียนเหมือน Fact หรือไม่
⑧ Calculation ตรวจแล้วหรือไม่
⑨ Version หรือ Specification ยังเป็นปัจจุบันหรือไม่
⑩ Recommendation ใช้ข้อมูลครบพอหรือยัง
ก่อนส่ง Prompt ตรวจว่า
① ระบุ Source หรือยัง
② บอก Gemini ว่าใช้ข้อมูลไหนได้หรือไม่
③ กำหนด Behavior เมื่อข้อมูลขาดหรือยัง
④ ห้ามสร้าง Fact หรือยัง
⑤ ห้ามสร้างตัวเลขหากจำเป็นหรือยัง
⑥ ห้ามสร้าง Citation หรือยัง
⑦ แยก Fact/Assumption หรือยัง
⑧ ต้อง Label Hypothesis หรือไม่
⑨ ระบุ Missing Information หรือไม่
⑩ มี Evidence Needed หรือไม่
⑪ ต้องรักษาตัวเลขหรือชื่อเดิมหรือไม่
⑫ ต้องระบุ Version หรือไม่
⑬ Output Schema ชัดหรือไม่
⑭ มี Self-Check หรือไม่
⑮ ต้องตรวจ Source จริงภายหลังหรือไม่
ไม่มี Prompt ใดรับประกันได้ว่า Google Gemini จะตอบถูก 100%
แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ ลดพื้นที่ที่ AI ต้องเดาและทำให้ระดับหลักฐานของคำตอบชัดเจน
หลักที่สำคัญที่สุดคือ
Source + Constraints + Fact/Assumption + Missing Information + Verification
แทนที่จะสั่ง
ตอบให้ครบและมั่นใจ
ควรสั่ง
ถ้าไม่รู้ ให้บอกว่าไม่รู้
แทนที่จะถาม
สาเหตุคืออะไร?
ควรถาม
Hypotheses มีอะไร และต้องตรวจ Evidence อะไร?
แทนที่จะให้ Gemini สร้างข้อมูลเพื่อเติมช่องว่าง
ควรใช้
N/A,ไม่ได้ระบุ,ข้อมูลไม่เพียงพอ
Prompt พร้อมใช้ที่ควรเซฟไว้คือ
ใช้เฉพาะข้อมูลใน Source ที่ฉันให้ หากข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับยืนยันข้อสรุป ห้ามเดาหรือสร้างข้อมูลขึ้นเอง ให้ระบุว่าอะไรยังไม่ทราบ แยก Fact, Assumption และ Hypothesis อย่างชัดเจน ห้ามสร้างตัวเลข Quote Citation หรือ Source ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ และก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจทุก Claim ว่ามี Evidence หรือได้รับการ Label ว่าเป็น Assumption/Recommendation อย่างเหมาะสม
หัวใจสำคัญคือ อย่าออกแบบ Prompt ให้ Gemini ต้องมีคำตอบทุกครั้ง แต่ให้อิสระ Gemini ในการระบุว่า “ข้อมูลยังไม่พอ” เมื่อจำเป็น
เมื่อเราทำให้ Source ชัด กำหนดขอบเขต ลดการเดา และตรวจข้อมูลสำคัญกับแหล่งต้นทางอีกครั้ง เราจะสามารถใช้ Gemini ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือแต่ไม่ถูกต้อง