Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Master Prompt คือ Prompt หลักที่รวม บทบาท เป้าหมาย Context กฎ วิธีทำงาน รูปแบบคำตอบ และเงื่อนไขตรวจสอบ ไว้ในคำสั่งเดียว เพื่อให้ Google Gemini เข้าใจวิธีทำงานที่เราต้องการตั้งแต่ต้น
เหมาะมากกับงานที่ต้องทำซ้ำ เช่น
แทนที่จะต้องพิมพ์ทุกครั้งว่า
เขียนให้กระชับนะ
ใช้ภาษาไทยธรรมชาติ
อย่าตอบนอกเรื่อง
ใช้ H1 H2 H3
อย่าสร้างข้อมูลเอง
ตรวจคำตอบก่อนส่ง
เราสามารถรวมกฎเหล่านี้ไว้ใน Master Prompt แล้วเปลี่ยนเฉพาะข้อมูลของงานแต่ละครั้ง
ตัวอย่างโครงสร้างง่าย ๆ คือ
Role:
[บทบาท]
Goal:[เป้าหมาย]
Context:[บริบท]
Input:[ข้อมูล]
Rules:[กฎ]
Output:[รูปแบบคำตอบ]
จากนั้นใช้ Prompt เดิมกับงานหลายชิ้นได้
แต่ Master Prompt ที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องยาวหลายพันคำ สิ่งสำคัญคือ ใส่เฉพาะกฎที่มีผลกับงานจริงและจัดโครงสร้างให้ Gemini เข้าใจง่าย
Master Prompt คือชุดคำสั่งหลักที่กำหนดวิธีทำงานของ Gemini สำหรับงานหรือ Workflow หนึ่งประเภท
เปรียบเทียบง่าย ๆ
เขียนบทความเรื่อง Gemini Prompt
ใช้ครั้งเดียวแล้วจบ
เขียนบทความเรื่อง
[TOPIC]สำหรับ[AUDIENCE]
ใช้ซ้ำได้
นอกจากมี Variable แล้ว ยังรวม
ไว้ด้วย
จึงเหมาะกับงานที่มี Requirement ค่อนข้างคงที่
สองอย่างนี้ใกล้เคียงกัน แต่ Master Prompt มักมีรายละเอียดมากกว่า
เน้นเป็นแม่แบบกรอกข้อมูล
ตัวอย่าง
Topic:
[TOPIC]
Audience:[AUDIENCE]
Goal:[GOAL]
กำหนดทั้งข้อมูลและระบบการทำงาน
ตัวอย่าง
คุณทำหน้าที่เป็น Content Editor
ทุกครั้งที่ได้รับ Topic:
- วิเคราะห์ Intent
- สร้าง Outline
- เขียน Draft
- ตรวจคำซ้ำ
- ตรวจ Claims
- สร้าง Final Version
ใช้ภาษาไทยธรรมชาติและห้ามสร้าง Fact ใหม่
Master Prompt จึงเหมาะกับ Workflow ที่ทำซ้ำมากกว่า Prompt สั้นทั่วไป
ประโยชน์หลักคือช่วยลดการพิมพ์กฎเดิมซ้ำ
ถ้าใช้กฎเดียวกันทุกครั้ง เช่น
ใช้ภาษาไทยธรรมชาติ
ตัดคำฟุ่มเฟือย
ไม่สร้างข้อมูลใหม่
Master Prompt ช่วยให้ไม่ต้องจำพิมพ์ทุกครั้ง
แทนที่จะเริ่มจากศูนย์
เพียงกรอก
Topic
Input
Goal
แล้วใช้ Template เดิม
งานซับซ้อนอาจมี Requirement 10–20 ข้อ
ถ้าเขียนใหม่ทุกครั้ง มีโอกาสลืม
Master Prompt ทำหน้าที่เหมือน Checklist
โดยเฉพาะงานจำนวนมาก เช่น
ทีมสามารถใช้ Prompt เดียวกันเป็น Standard
ช่วยลดปัญหาแต่ละคนสั่ง Gemini คนละแบบจน Output แตกต่างกันมาก
เหมาะที่สุดกับงานที่มีลักษณะ
ทำซ้ำ + มีกฎคงที่ + Output คล้ายกัน
เช่น
หัวข้อเปลี่ยน แต่ Style และ Quality Rules เหมือนเดิม
คำถามเปลี่ยน แต่ Tone และ Policy เหมือนเดิม
Data เปลี่ยน แต่ขั้นตอนวิเคราะห์เหมือนเดิม
Code เปลี่ยน แต่ Checklist Review เหมือนเดิม
ตัวเลขเปลี่ยน แต่ Report Structure เหมือนเดิม
คำถามง่าย เช่น
API คืออะไร?
5 กิโลเมตรเท่ากับกี่เมตร?
Rewrite ประโยคนี้
ไม่จำเป็นต้องใช้ Prompt ยาว
Master Prompt ควรใช้เมื่อความสม่ำเสมอและ Requirement มีความสำคัญจริง
ก่อนเขียน Master Prompt ต้องตอบให้ได้ว่า
Prompt นี้สร้างไว้สำหรับทำงานอะไร?
อย่าสร้าง Master Prompt ที่พยายามทำทุกอย่าง เช่น
เขียนบทความ + วิเคราะห์ธุรกิจ + ทำบัญชี + เขียน Code + Marketing + แปลภาษา
จะทำให้ Prompt ใหญ่และควบคุมยาก
ควรแยกเป็น
เฉพาะทางจะใช้ง่ายกว่า
Role บอก Gemini ว่าควรมองงานจากมุมไหน
ตัวอย่าง
ทำหน้าที่เป็น Content Editor ที่เน้น Search Intent, Clarity และ Accuracy
หรือ
ทำหน้าที่เป็น Business Analyst ที่เน้น Fact, Assumption และ Decision Support
Role ที่ดีควรบอก
หน้าที่ + Focus
ไม่จำเป็นต้องเขียนว่า
คุณคือผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งของโลกที่มีประสบการณ์ 100 ปี
เพราะไม่ได้ช่วยให้ข้อเท็จจริงแม่นขึ้น
Objective คือผลลัพธ์หลักที่ Master Prompt ต้องสร้าง
ตัวอย่าง
เป้าหมายคือสร้างบทความที่ตอบ Search Intent ได้ครบและสามารถนำไปแก้ไขต่อเพื่อเผยแพร่ได้
หรือ
เป้าหมายคือเปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็น Business Analysis ที่ช่วยผู้บริหารตัดสินใจ
ควรมี Primary Objective ชัดเจนเพียงหนึ่งเรื่อง
Context คือข้อมูลพื้นฐานที่ควรคงอยู่ตลอด Workflow
ตัวอย่าง Content Master Prompt
เว็บไซต์เน้นบทความ How-to สำหรับคนทั่วไป
หรือ
Audience ส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานด้าน Technical
ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่เปลี่ยนทุกงาน จึงเหมาะกับการอยู่ใน Master Prompt
ข้อมูลที่เปลี่ยนควรใช้ Placeholder
ตัวอย่าง
[TOPIC]
[AUDIENCE]
[PRIMARY_KEYWORD]
[SOURCE]
[GOAL]
[INPUT]
ส่วนกฎคงที่ไม่ต้องทำเป็น Variable
นี่ช่วยให้กรอก Master Prompt ได้เร็ว
Master Prompt ควรบอกว่า Gemini จะได้รับข้อมูลประเภทไหน
ตัวอย่าง
Input อาจประกอบด้วย Topic, Search Intent, Source และ Notes
หรือ
Input เป็น Sales Data รายเดือน
ช่วยให้ AI เข้าใจว่าข้อมูลใน Section นั้นมีหน้าที่อะไร
Rules คือกฎหลักที่ต้องทำทุกครั้ง
ตัวอย่าง
- ใช้ภาษาไทยธรรมชาติ
- ตอบประเด็นหลักก่อน
- ห้ามสร้าง Fact ใหม่
- ตัดคำซ้ำ
- ใช้ตัวอย่างเมื่อช่วยให้เข้าใจ
อย่าใส่กฎที่ไม่ได้ใช้จริง
ทุก Rule ควรตอบได้ว่า
ถ้าตัดกฎนี้ออก คุณภาพงานจะลดลงหรือไม่?
ถ้าไม่ อาจไม่จำเป็น
บางกฎสำคัญมาก บางกฎเป็นเพียง Preference
ควรแยก
ต้องทำ
ห้ามเปลี่ยนตัวเลข
ใช้เฉพาะ Source
ถ้าทำได้
ใช้ Bullet เมื่อช่วยให้อ่านง่าย
ยกตัวอย่างเมื่อเหมาะสม
ช่วยแก้ปัญหาเมื่อกฎชนกัน
Constraints คือขอบเขต
ตัวอย่าง
ห้ามสร้าง Source
ห้ามสร้าง Quote
ห้ามเพิ่มตัวเลข
ห้ามเปลี่ยนชื่อสินค้า
ไม่เกิน 1,000 คำ
ห้ามออกนอกหัวข้อ
Constraints มีประโยชน์มากกับงานที่ต้องรักษาความถูกต้อง
ถ้ามีกฎหลายข้อ ควรบอกลำดับความสำคัญ
ตัวอย่าง
Priority:
- Accuracy
- Search Intent
- Completeness
- Clarity
- Conciseness
จากนั้นบอก
ถ้าความกระชับทำให้ข้อมูลสำคัญหาย ให้รักษาความครบถ้วนก่อน
ช่วยลด Conflict
นี่คือส่วนสำคัญของ Master Prompt
แทนที่จะบอกเพียง Final Output สามารถกำหนดขั้นตอนการทำงาน
เช่น
- วิเคราะห์ Input
- หา Goal
- ตรวจ Missing Information
- สร้าง Draft
- Review
- Finalize
สำหรับ Content
Intent → Outline → Draft → Edit → Fact Check → Final
Workflow ทำให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น
งานง่ายไม่ต้องมี 20 Steps
ถ้าสร้าง Title เพียงอย่างเดียว อาจใช้
Analyze Topic → Generate → Check Length
ก็เพียงพอ
Workflow ควรสั้นที่สุดเท่าที่งานยังมีคุณภาพ
บอก Gemini ว่า Final Output ต้องมีอะไร
ตัวอย่างบทความ
- H1
- Introduction
- H2/H3
- Examples
- Summary
ตัวอย่าง Report
Executive Summary
Key Findings
Risks
Actions
กำหนด Format ครั้งเดียวแล้วใช้ซ้ำได้
Success Criteria คือ Checklist คุณภาพ
ตัวอย่าง
Final Output ต้อง:
- ตอบ Goal ครบ
- ไม่มีข้อมูลที่ไม่ได้ให้
- ไม่มี Section ซ้ำ
- ใช้ Tone ตามกำหนด
- มี Actionable Next Step
ช่วยให้ Master Prompt ไม่ได้ควบคุมแค่รูปแบบ แต่ควบคุมคุณภาพด้วย
ส่วนท้าย Master Prompt สามารถกำหนด
ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจว่า:
- Task ครบหรือไม่
- Rules ครบหรือไม่
- Fact มี Source หรือไม่
- มีคำสั่งใดหลุดหรือไม่
- Format ถูกหรือไม่
นี่เป็น Quality Gate
โครงสร้างที่ใช้ได้กับงานส่วนใหญ่คือ
Role → Objective → Context → Input → Rules → Process → Output → Validation
ตัวอย่าง
<ROLE>[Role]</ROLE>
<OBJECTIVE>[Goal]</OBJECTIVE>
<CONTEXT>[Context]</CONTEXT>
<INPUT>[Input]</INPUT>
<RULES>[Rules]</RULES>
<PROCESS>[Steps]</PROCESS>
<OUTPUT>[Format]</OUTPUT>
<VALIDATION>[Checklist]</VALIDATION>
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุก Section
คุณทำหน้าที่เป็น
[ROLE]งานคือ
[TASK]เป้าหมายคือ
[GOAL]ข้อมูลที่ต้องใช้:
[INPUT]กฎ:
[RULE 1][RULE 2][RULE 3]รูปแบบคำตอบ:
[OUTPUT FORMAT]ก่อนตอบให้ตรวจว่าทำตามกฎครบทุกข้อ
นี่เพียงพอสำหรับงานทั่วไปจำนวนมาก
<ROLE>
ทำหน้าที่เป็น Content Writer และ Editor ที่เน้น Search Intent, Clarity และ Practical Value</ROLE>
<INPUT>
Topic:[TOPIC]
Audience:[AUDIENCE]
Search Intent:[INTENT]
Primary Keyword:[KEYWORD]
Source:[SOURCE]</INPUT>
<GOAL>
สร้างบทความที่ตอบคำถามของผู้อ่านได้ครบและอ่านเข้าใจง่าย</GOAL>
<RULES>
- ใช้ H1/H2/H3
- ตอบ Search Intent ตั้งแต่ช่วงต้น
- ใช้ภาษาไทยธรรมชาติ
- ใช้ Keyword อย่างเป็นธรรมชาติ
- แต่ละ Section ต้องมีหน้าที่ชัดเจน
- มีตัวอย่างเมื่อจำเป็น
- ตัดคำซ้ำและ Filler
- ห้ามสร้าง Fact, Statistic, Quote หรือ Source ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
</RULES>
<PROCESS>
- วิเคราะห์ Intent
- ระบุคำถามหลัก
- สร้าง Outline
- เขียน Draft
- ตรวจ Coverage
- ตัด Redundancy
- ตรวจ Unsupported Claims
- สร้าง Final Version
</PROCESS>
<VALIDATION>
ก่อนส่ง ตรวจว่า:
- ตรง Intent
- ไม่มีหัวข้อซ้ำ
- ไม่มีข้อมูลที่สร้างขึ้นเอง
- Conclusion ไม่เล่าเนื้อหาเดิมทั้งหมดซ้ำ
</VALIDATION>
Template นี้สามารถเปลี่ยน Topic ไปใช้กับบทความใหม่ได้
Role: SEO Content Editor
Topic:
[TOPIC]Keyword:
[KEYWORD]Search Intent:
[INTENT]Audience:
[AUDIENCE]Goal:
[GOAL]Rules:
- Search Intent สำคัญกว่าการเพิ่ม Keyword
- Keyword ต้องใช้ตามธรรมชาติ
- ห้าม Keyword Stuffing
- ใช้ Heading ตาม Logic
- ตอบคำถามสำคัญให้ครบ
- ห้ามสร้าง Search Volume, Ranking หรือข้อมูลคู่แข่งที่ไม่ได้ให้
- ความยาวใช้เท่าที่จำเป็นต่อ Intent
Workflow:
- วิเคราะห์ Intent
- สร้าง Content Brief
- สร้าง Outline
- ตรวจ Content Gap
- เขียน Draft
- Edit
- ตรวจ Fact
Output: บทความฉบับพร้อมแก้ไขก่อน Publish
<ROLE>
ทำหน้าที่เป็น Editor</ROLE>
<INPUT>[TEXT]</INPUT>
<OBJECTIVE>
Rewrite ให้[GOAL เช่น กระชับ/เป็นธรรมชาติ/เป็นทางการ]</OBJECTIVE>
<CAN_CHANGE>
- Vocabulary
- Sentence Structure
- Paragraph Flow
</CAN_CHANGE>
<MUST_PRESERVE>
- Meaning
- Fact
- Number
- Date
- Name
- Conditions
</MUST_PRESERVE>
<RULES>
- ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่
- ห้ามเปลี่ยน Conclusion
- ตัดคำซ้ำ
</RULES>ก่อนส่ง Final ให้ตรวจว่า Meaning เดิมยังอยู่ครบ
Role: Information Editor
Input:
[SOURCE]Goal:
สรุปข้อมูลสำหรับ[AUDIENCE]Rules:
- ใช้เฉพาะ Source
- ห้ามเพิ่ม Fact
- แยกสิ่งที่ Source ไม่ได้ระบุ
- รักษาตัวเลข วันที่ และชื่อ
Output:
- Summary
- Key Points
- Important Numbers
- Risks
- Next Actions
หากข้อมูลใดไม่มี ให้เขียนว่า “ไม่ได้ระบุ”
<ROLE>
ทำหน้าที่เป็น Business Analyst</ROLE>
<BUSINESS>[BUSINESS]</BUSINESS>
<SITUATION>[CURRENT SITUATION]</SITUATION>
<GOAL>[BUSINESS GOAL]</GOAL>
<DATA>[DATA]</DATA>
<CONSTRAINTS>[BUDGET / TEAM / TIME]</CONSTRAINTS>วิเคราะห์ตามลำดับ:
- Facts
- Problems
- Possible Causes
- Assumptions
- Missing Information
- Options
- Risks
- Experiments
- Recommendation
- Next Action
ห้ามสร้างตัวเลขธุรกิจที่ไม่ได้ให้
Role: Marketing Analyst
Business:
[BUSINESS]Product:
[PRODUCT]Audience:
[AUDIENCE]Goal:
[GOAL]Funnel Data:
[DATA]Budget:
[BUDGET]Channels:
[CHANNELS]Process:
- วิเคราะห์ Funnel
- ระบุ Bottleneck
- สร้าง Hypotheses
- เสนอ Experiments
- กำหนด KPI
- เรียง Priority
Rules:
- แยก Fact กับ Assumption
- ห้ามสร้าง Market Data
- ห้ามสร้าง Review
- ห้ามสร้าง Fake Urgency
- ห้ามสร้าง Claim ที่ไม่มี Evidence
Output:
Marketing Analysis + Experiment Backlog + Next 30-Day Actions
<ROLE>
ทำหน้าที่เป็น Software Engineer และ Code Reviewer</ROLE>
<ENVIRONMENT>
Language:[LANGUAGE]
Framework:[FRAMEWORK]
Version:[VERSION]
Environment:[ENVIRONMENT]</ENVIRONMENT>
<TASK>[TASK]</TASK>
<CODE>[CODE]</CODE>
<EXPECTED>[EXPECTED]</EXPECTED>
<ACTUAL>[ACTUAL]</ACTUAL>
<CONSTRAINTS>
- อย่าเปลี่ยน Architecture โดยไม่จำเป็น
- อย่าเพิ่ม Dependency หากไม่จำเป็น
- ใช้ Minimal Fix ก่อน
- ระบุ Assumptions
</CONSTRAINTS>Process:
- Understand
- Diagnose
- Generate Hypotheses
- Find Root Cause
- Propose Minimal Fix
- Generate Tests
- Review Security and Edge Cases
ก่อน Final ให้ตรวจว่า API และ Syntax สอดคล้องกับ Version ที่ให้
Role: Tutor
Topic:
[TOPIC]Level:
[LEVEL]Goal:
[GOAL]Current Knowledge:
[KNOWN]Weak Areas:
[WEAK AREAS]Rules:
- เริ่มจากสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจ
- อธิบายด้วยภาษาที่เหมาะกับ Level
- ใช้ตัวอย่าง
- ถามเพื่อตรวจความเข้าใจ
- ให้ Hint ก่อนเฉลยเมื่อเหมาะ
- หลังตอบผิดให้หา Misconception
Workflow:
Explain → Example → Question → Feedback → Practice → Review
Recipient:
[RECIPIENT]Situation:
[SITUATION]Goal:
[GOAL]Tone: Professional + Friendly
Required Action:
[ACTION]Deadline:
[DEADLINE]Rules:
- เริ่มจากสารสำคัญ
- กระชับ
- CTA ชัด
- ไม่กดดัน
- ไม่สร้างข้อมูลที่ไม่ได้ให้
Output:
Subject 3 แบบ + Email Final 1 ฉบับ
Brand:
[BRAND]Audience:
[AUDIENCE]Topic:
[TOPIC]Goal:
[GOAL]Platform:
[PLATFORM]Tone:
[TONE]CTA:
[CTA]Rules:
- Hook ต้องตรง Content
- ห้าม Clickbait
- ห้าม Fake Urgency
- ห้ามสร้าง Claim
- ใช้ภาษาที่เหมาะกับ Platform
Output:
สร้าง
[NUMBER]เวอร์ชัน โดยแต่ละเวอร์ชันใช้ Angle ต่างกัน
สิ่งที่เปรียบเทียบ:
[OPTIONS]Goal:
[GOAL]Criteria:
[CRITERIA]User Priority:
[PRIORITY]Output:
- Comparison Table
- Pros
- Cons
- Risks
- Best For
- Recommendation
ใช้ Criteria เดียวกันทุก Option และแยก Fact จาก Judgement
Decision:
[DECISION]Options:
[OPTIONS]Goal:
[GOAL]Criteria:
[CRITERIA]Constraints:
[CONSTRAINTS]Data:
[DATA]วิเคราะห์:
- Facts
- Assumptions
- Options
- Trade-offs
- Risks
- Reversibility
- Missing Information
- Recommendation
อย่าเลือกเพียงเพราะตัวเลือกหนึ่งมีข้อดีมากกว่า ให้ดู Priority ของผู้ใช้
Role: Research Assistant
Research Question:
[QUESTION]Sources:
[SOURCES]Rules:
- ใช้เฉพาะ Sources ที่ให้
- แยก Source สนับสนุนแต่ละ Claim
- หาก Sources ขัดกันให้ระบุ
- ห้ามสร้าง Citation
- หากไม่มีหลักฐานให้ระบุว่าไม่สามารถยืนยันได้
Output:
- Answer
- Evidence
- Conflicting Evidence
- Limitations
- Questions Still Open
ถ้ามี Prompt ที่ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้าง Master Prompt ใหม่จากศูนย์
ทำตามขั้นตอนนี้
รวบรวม Prompt ที่ใช้บ่อย
หา Requirement ที่ซ้ำกัน
เช่น
ใช้ภาษาไทยธรรมชาติ
ห้ามสร้างข้อมูลใหม่
ย้ายกฎเหล่านั้นเป็น Fixed Rules
หาองค์ประกอบที่เปลี่ยน
เช่น
Topic
Keyword
Audience
เปลี่ยนเป็น Placeholder
เพิ่ม Workflow
เพิ่ม Validation
ก็จะได้ Master Prompt
สามารถใช้ Prompt นี้
ฉันทำงานประเภท
[งาน]เป็นประจำนี่คือ Prompt และ Requirement ที่เคยใช้:
[PROMPTS / REQUIREMENTS]ช่วยสร้าง Master Prompt ที่ใช้ซ้ำได้ โดย:
- แยก Fixed Rules
- แยก Variables
- ลบคำสั่งซ้ำ
- แก้คำสั่งที่ขัดกัน
- สร้าง Workflow
- สร้าง Validation Checklist
ใช้ Placeholder ชื่อที่อ่านแล้วเข้าใจทันที และอย่าเพิ่ม Requirement ใหม่ที่ฉันไม่ได้ขอ
นี่เป็นวิธีสร้าง Master Prompt จาก Workflow ที่มีอยู่จริง
หลังสร้างแล้ว ใช้
Review Master Prompt นี้โดยยังไม่ทำ Task จริง
ตรวจ:
- Ambiguous Instructions
- Conflicting Rules
- Duplicate Rules
- Missing Variables
- Unnecessary Sections
- Weak Validation
เสนอเวอร์ชันที่สั้นลงโดยรักษาพฤติกรรมเดิม
ช่วยลด Master Prompt ที่โตเกินจำเป็น
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นง่ายคือ
ยิ่ง Master Prompt ยาวยิ่งดี
ไม่จริง
Prompt ที่มี Rule 100 ข้ออาจมี
ควรใช้หลัก
Minimum Rules, Maximum Clarity
เก็บเมื่อ
① ใช้แทบทุกงาน
② มีผลต่อ Quality
③ ถ้าลืมแล้วเกิดปัญหา
④ ไม่เปลี่ยนบ่อย
ตัวอย่าง
ห้ามสร้าง Fact
ควรเก็บ
แต่
วันนี้เขียนหัวข้อ Gemini
เป็น Variable ไม่ควรล็อก
ถ้า Rule
ควรเอาออกหรือทำเป็น Optional Rule
ตัวอย่าง
[INCLUDE_FAQ: YES/NO]
[USE_TABLE: YES/NO]
[DEPTH: SHORT/STANDARD/DEEP]
Master Prompt เดียวจึงยืดหยุ่นขึ้นได้โดยไม่ต้องสร้างหลายเวอร์ชันเล็กน้อย
สามารถกำหนด
ตอบสั้น
ระดับปกติ
ละเอียด
Template
Depth Mode:
[QUICK/STANDARD/DEEP]QUICK = เฉพาะคำตอบหลัก
STANDARD = คำตอบ + ตัวอย่าง
DEEP = วิเคราะห์ครบ + Trade-offs + Edge Cases
เหมาะกับ Workflow ที่ต้องการระดับรายละเอียดหลายแบบ
ตัวอย่าง
Output Mode:
[ARTICLE/TABLE/CHECKLIST/REPORT]
แล้วกำหนดรูปแบบแต่ละ Mode
ช่วยให้ Master Prompt เดียวรองรับหลาย Output
แต่ถ้าแต่ละ Mode แตกต่างกันมาก ควรแยก Master Prompt จะง่ายกว่า
Master Prompt ที่พยายามรองรับ
Writing + Coding + Business + Translation + Research + Marketing
มักจะกลายเป็น Prompt ขนาดใหญ่ที่แก้ไขยาก
แนะนำให้ใช้
หนึ่ง Master Prompt ต่อหนึ่ง Workflow หลัก
ตัวอย่าง
SEO Article
Rewrite
Business Analysis
Code Review
ใช้งานจริงง่ายกว่า
แทนที่จะมี Master Prompt ตัวเดียว ใหญ่ที่สุด
สร้าง Prompt Library เช่น
เลือกใช้ตาม Task
นี่เป็นระบบที่ Scale ได้ดีกว่า
ชื่อควรบอกงานและ Version
ตัวอย่าง
SEO Article Master v1
Business Analysis Master v2
Email Follow-up Master v1
ไม่ควรตั้ง
Master Prompt Final Final 2
เพราะเมื่อมีหลายเวอร์ชันจะสับสน
หลังแก้ Master Prompt ควรบันทึกว่าเปลี่ยนอะไร
ตัวอย่าง
เพิ่ม Rule ตรวจ Fact
ลดคำสั่ง Tone ที่ซ้ำ
เปลี่ยน Workflow จาก Draft ครั้งเดียวเป็น Outline → Draft → Review
ช่วยรู้ว่าอะไรทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยน
อย่าทดสอบเพียงหนึ่งงาน
ตัวอย่าง Article Master Prompt ควรลองกับ
ถ้าบาง Intent ต้อง Structure ต่างมาก อาจควรแยก Template
สามารถเก็บ Input 5–10 แบบเป็นชุดทดสอบ
ทุกครั้งที่แก้ Master Prompt ให้ลองกับ Input เดิม
ตรวจว่า
นี่คล้ายกับการ Test Software
สมมติ Master Prompt v1 เขียนบทความดี
ต่อมาเพิ่ม Rule
ต้องใช้ Bullet ทุก Section
อาจทำให้ Article อ่านแย่ลง
นี่คือผลข้างเคียงจากการแก้ Prompt
จึงไม่ควรคิดว่าเพิ่ม Rule แล้วจะดีขึ้นทุกครั้ง
ใช้ Criteria เช่น
ให้คะแนนหลาย Output ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว
AI Output อาจมีความแปรผัน
ควรดูหลายตัวอย่างก่อน
ถ้าปัญหาเกิดซ้ำจึงแก้ Master Prompt
ไม่เช่นนั้น Prompt จะค่อย ๆ เต็มไปด้วย Rule เพื่อแก้ข้อผิดพลาดเฉพาะครั้ง
ตัวอย่าง
ห้ามใช้คำว่า “นอกจากนี้” ใน Paragraph ที่ 4
ถ้าเกิดจาก Output ครั้งเดียว ไม่ควรกลายเป็น Global Rule
ดีกว่าใช้กฎทั่วไป
หลีกเลี่ยงคำเชื่อมซ้ำโดยไม่จำเป็น
ถ้า Style อธิบายยาก สามารถใส่ตัวอย่าง
GOOD EXAMPLE:
[ตัวอย่าง]BAD EXAMPLE:
[ตัวอย่าง]
แต่ Example ทำให้ Prompt ยาวขึ้น
ใช้เฉพาะ Pattern ที่ Gemini มักทำผิดจริง
เพิ่ม Rule
Examples ใช้เป็น Reference สำหรับรูปแบบเท่านั้น ห้ามนำชื่อ ตัวเลข หรือ Fact จาก Example ไปใส่ใน New Input
สำคัญกับ Few-Shot Master Prompt
Master Prompt ควรกำหนดว่าเมื่อข้อมูลขาดต้องทำอย่างไร
เช่น
หากข้อมูลไม่พอ:
- อย่าเดา Fact
- ระบุ Missing Information
- ใช้ข้อมูลที่มีต่อได้ถ้ายังตอบบางส่วนได้
ทำให้ Workflow ทนต่อ Input ที่ไม่สมบูรณ์ขึ้น
Prompt ก็สามารถมี Error Handling
ตัวอย่าง
หาก INPUT ว่าง ให้ระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร
หาก Constraints ขัดกัน ให้ยึด Priority ตามลำดับที่กำหนด
หาก Source ไม่สนับสนุน Claim ให้ไม่ใส่ Claim นั้น
ช่วยลดผลลัพธ์ที่ผิดเพราะข้อมูลไม่ครบ
ขึ้นอยู่กับงาน
สำหรับงานซับซ้อน เช่น Strategy
สามารถกำหนด
หาก Missing Information มีผลต่อ Recommendation อย่างมาก ให้ถามก่อนสูงสุด 3 ข้อ
แต่สำหรับ Workflow จำนวนมากที่ต้องการความเร็ว อาจใช้
หากข้อมูลขาด ให้ทำ Best Effort จากข้อมูลที่มีและระบุ Assumption
เลือกตาม Use Case
หาก Prompt จะใช้ซ้ำจำนวนมาก
ควรลดการถามกลับ
เพราะอาจหยุด Workflow
สามารถใช้กฎ
หากข้อมูลไม่ครบแต่ยังสามารถทำงานบางส่วนได้ ให้ทำต่อและระบุ Missing Fields แยกท้ายคำตอบ
เหมาะกับ Batch Work
ตัวอย่าง
อย่า:
- เพิ่มข้อมูลเพื่อให้คำตอบดูครบ
- สร้าง Statistics
- สร้าง Quote
- เปลี่ยนตัวเลข
- เขียน Section ที่ไม่ช่วย Goal
แต่อย่าเขียนรายการ “ห้าม” ยาวเกินไป
แทน
ห้ามเยิ่นเย้อ
ใช้
ทุก Paragraph ต้องเพิ่มข้อมูลใหม่หรือช่วยให้เข้าใจเรื่องเดิมชัดขึ้น
แทน
ห้ามหลุดเรื่อง
ใช้
ทุก Section ต้องสนับสนุน Primary Goal
Positive Rule บอกสิ่งที่ต้องทำชัดกว่า
ถ้า Master Prompt ใช้คำว่า
กระชับ
สามารถกำหนด
“กระชับ” หมายถึง ตัดคำเกริ่น คำซ้ำ และประโยคที่ไม่เพิ่มข้อมูล แต่ห้ามตัด Fact หรือขั้นตอนสำคัญ
ช่วยลดการตีความต่างกัน
ตัวอย่าง
Output ถือว่าผ่านเมื่อ:
- คนอ่านรู้คำตอบหลักภายใน Intro
- ทุก H2 ตอบคำถามหนึ่งเรื่อง
- ไม่มี Section ซ้ำ
- ไม่มี Fact ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
นี่ชัดกว่า
ทำให้ดีที่สุด
แทน
เขียนบทความที่ดีที่สุด
ใช้
ให้ความสำคัญตามลำดับ:
- Search Intent
- Accuracy
- Practical Value
- Clarity
- Completeness
Gemini รู้ว่าคำว่า “ดี” หมายถึงอะไร
<ROLE>
ทำหน้าที่เป็น[ROLE]โดยเน้น[FOCUS]</ROLE>
<OBJECTIVE>[PRIMARY GOAL]</OBJECTIVE>
<CONTEXT>[CONTEXT]</CONTEXT>
<INPUT>[INPUT]</INPUT>
<MUST>
[REQUIREMENT 1][REQUIREMENT 2][REQUIREMENT 3]</MUST>
<PREFER>
[PREFERENCE 1][PREFERENCE 2]</PREFER>
<CONSTRAINTS>
[LIMIT 1][LIMIT 2]</CONSTRAINTS>
<PROCESS>
- ทำความเข้าใจ Input
- ตรวจ Missing Information
- ทำ Task ตาม Objective
- Review คำตอบ
- แก้ส่วนที่ไม่ผ่าน Requirement
</PROCESS>
<OUTPUT_FORMAT>[FORMAT]</OUTPUT_FORMAT>
<VALIDATION>
ก่อนส่ง Final Output ตรวจว่า:
- ตรง Objective
- ทำ MUST ครบ
- ไม่ละเมิด Constraints
- ไม่มีข้อมูลที่สร้างขึ้นเอง
- Output Format ถูกต้อง
</VALIDATION>
นี่เป็นโครง Master Prompt กลางที่สามารถนำไปปรับกับงานจำนวนมาก
ถ้าเวอร์ชันด้านบนใหญ่เกินไป ใช้นี้
Role:
[ROLE]Goal:
[GOAL]Context:
[CONTEXT]Input:
[INPUT]Rules:
[RULES]Output:
[FORMAT]ก่อนตอบให้ตรวจว่าไม่สร้างข้อมูลเอง ไม่หลุด Goal และทำตาม Rules ครบ
สำหรับงานส่วนใหญ่ เวอร์ชันนี้อาจเพียงพอแล้ว
งานประจำของฉันคือ
[TASK TYPE]ทุกครั้งที่ฉันส่ง Input ใหม่ ให้:
- อ่าน Input
- ทำ
[TASK]- ใช้กฎ
[RULES]- ตอบในรูปแบบ
[FORMAT]- ตรวจ
[QUALITY CRITERIA]ข้อมูลใหม่ของรอบนี้:
[INPUT]
วิธีนี้ทำให้ Prompt มีส่วนคงที่และส่วนเปลี่ยนแยกชัด
ใช้ขั้นตอน
เป้าหมายไม่ใช่ Prompt สั้นที่สุด แต่คือ
ไม่มีคำที่ไม่ทำหน้าที่
คุณคือผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนระดับโลก คุณเก่งมากและต้องเขียนให้ดีที่สุด เขียนให้สวย อ่านง่าย กระชับ ไม่ยาว ไม่เยิ่นเย้อ แต่ละเอียดมาก…
มีคำกำกวมและ Conflict
Role: Content Editor
Goal: สร้างบทความที่ตอบ Search Intent ครบ
Priority:
- Accuracy
- Intent
- Clarity
- Completeness
Rules:
- ตัดคำซ้ำ
- ใช้ความยาวเท่าที่จำเป็น
- ห้ามสร้าง Fact
- ใช้ H1/H2/H3
สั้นกว่าแต่ควบคุมงานชัดกว่า
เพิ่มความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
ทำให้ Rules ชนกัน
Gemini ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด
แก้ไขทุกครั้งยาก
Prompt ยาวโดยไม่มีประโยชน์
เช่น “สั้นที่สุด” กับ “ละเอียดที่สุด”
Final Output ไม่สม่ำเสมอ
ไม่ตรวจ Requirement ก่อน Final
ทำให้ Prompt บวม
ไม่รู้ว่าการแก้อะไรทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง
ตรวจว่า
① Prompt นี้ใช้กับงานซ้ำจริงหรือไม่
② Primary Goal คืออะไร
③ Role จำเป็นหรือไม่
④ Context อะไรเป็นข้อมูลคงที่
⑤ Variables อะไรเปลี่ยนทุกครั้ง
⑥ MUST Rules มีอะไร
⑦ Preferences มีอะไร
⑧ Constraints มีอะไร
⑨ Rule ขัดกันหรือไม่
⑩ Workflow จำเป็นกี่ขั้น
⑪ Output Format คืออะไร
⑫ Success Criteria คืออะไร
⑬ ต้องมี Validation หรือไม่
⑭ Missing Input ต้องทำอย่างไร
⑮ ต้องถามกลับหรือทำ Best Effort
⑯ ต้องมี Example หรือไม่
⑰ ต้องใช้ Version หรือไม่
⑱ ทดสอบกับหลาย Input แล้วหรือยัง
หากไม่ต้องการจำทั้งหมด ให้จำเพียง
Role + Goal + Context + Input + Rules + Output + Check
ตัวอย่าง
Role: ทำหน้าที่เป็น Editor
Goal: ปรับบทความให้อ่านง่าย
Context: สำหรับผู้อ่านมือใหม่
Input:[บทความ]
Rules: ห้ามเปลี่ยน Fact และตัดคำซ้ำ
Output: Final Article
Check: ตรวจ Meaning, Clarity และ Redundancy ก่อนส่ง
นี่ถือเป็น Master Prompt แบบเรียบง่ายที่ใช้ซ้ำได้แล้ว
สำหรับงานที่มี Requirement มาก
ใช้
Role + Objective + Context + Variables + Must + Prefer + Constraints + Workflow + Success Criteria + Output + Validation
เหมาะกับ
สามารถคัดลอก Template นี้แล้วแก้เฉพาะข้อความใน [ ]
<ROLE>
ทำหน้าที่เป็น[บทบาท]โดยเน้น[สิ่งสำคัญ]</ROLE>
<OBJECTIVE>
เป้าหมายหลักคือ[เป้าหมาย]</OBJECTIVE>
<CONTEXT>[ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น]</CONTEXT>
<INPUT>[ข้อมูลของงานรอบนี้]</INPUT>
<MUST>
[กฎสำคัญข้อ 1][กฎสำคัญข้อ 2][กฎสำคัญข้อ 3]</MUST>
<PREFER>
[Preference 1][Preference 2]</PREFER>
<CONSTRAINTS>
[ข้อห้ามหรือข้อจำกัด 1][ข้อห้ามหรือข้อจำกัด 2]</CONSTRAINTS>
<WORKFLOW>
- วิเคราะห์ Input
- ระบุข้อมูลที่ยังขาด หากมี
- ทำงานตาม Objective
- ตรวจผลลัพธ์กับ MUST และ Constraints
- แก้ไขก่อนส่ง Final
</WORKFLOW>
<SUCCESS_CRITERIA>
- ตรง Objective
- ใช้ข้อมูลถูกต้อง
- ไม่มีข้อมูลที่ไม่ได้รับมาโดยไม่มีการระบุว่าเป็น Assumption
- ทำตามรูปแบบที่กำหนด
- ไม่มีเนื้อหาซ้ำที่ไม่จำเป็น
</SUCCESS_CRITERIA>
<OUTPUT_FORMAT>[รูปแบบคำตอบ]</OUTPUT_FORMAT>หากข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับยืนยันข้อเท็จจริง ห้ามสร้างข้อมูลขึ้นเอง ให้ระบุ Missing Information หรือ Assumption อย่างชัดเจน
ก่อนส่ง Final Output ให้ตรวจทุกข้อใน MUST, CONSTRAINTS และ SUCCESS_CRITERIA อีกครั้ง
Master Prompt คือการรวบรวม กฎและ Workflow ที่ต้องใช้ซ้ำ มาไว้ใน Prompt หลักหนึ่งชุด แล้วเปลี่ยนเฉพาะข้อมูลของงานในแต่ละครั้ง
ส่วนประกอบสำคัญคือ
Role + Goal + Context + Input + Rules + Output + Validation
สำหรับงานซับซ้อนสามารถเพิ่ม
Workflow + Success Criteria + Priority + Constraints
ได้
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าทำ Master Prompt ให้ใหญ่เพียงเพราะคิดว่า Prompt ยิ่งยาวยิ่งดี
Master Prompt ที่ดีควร
Template สั้นที่ควรจำคือ
Role:
[ROLE]Goal:
[GOAL]Context:
[CONTEXT]Input:
[INPUT]Rules:
[RULES]Output:
[FORMAT]ก่อนส่งคำตอบ ให้ตรวจว่าตรง Goal ทำตาม Rules ครบ และไม่มีข้อมูลที่สร้างขึ้นเองโดยไม่ระบุ
หัวใจของ Master Prompt จึงไม่ใช่การสร้าง “Prompt วิเศษที่ทำได้ทุกอย่าง” แต่คือการสร้าง ระบบคำสั่งที่เหมาะกับงานหนึ่งประเภทและใช้ซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ
เมื่อ Master Prompt ใช้งานได้ดีแล้ว ควรเก็บเป็น Template ตั้ง Version และปรับจากปัญหาที่เกิดซ้ำจริง เมื่อทำแบบนี้ Gemini จะทำงานตามมาตรฐานที่เราต้องการได้ง่ายขึ้น และช่วยลดเวลาที่ต้องเขียน Prompt เดิมซ้ำทุกครั้ง