Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Google Gemini สามารถเขียนข้อความให้ใกล้เคียงกับสไตล์ที่เราต้องการได้มากขึ้น หากเราไม่ได้บอกเพียงว่า “เขียนให้ดี” หรือ “เขียนให้เหมือนคน” แต่ให้ ตัวอย่างงานเขียนจริง เพื่อเป็น Reference แล้วระบุชัดว่าต้องการให้ Gemini เรียนรู้ส่วนใดจากตัวอย่างนั้น
วิธีนี้มีประโยชน์มากเมื่อเราต้องเขียนงานหลายชิ้นและต้องการให้รูปแบบสม่ำเสมอ เช่น
ตัวอย่าง Prompt ง่าย ๆ คือ
วิเคราะห์สไตล์ของข้อความตัวอย่างด้านล่าง แล้วเขียนเรื่องใหม่โดยใช้ Tone ระดับภาษา ความยาวประโยค และโครงสร้างใกล้เคียงกัน แต่ห้ามคัดลอกประโยคหรือเนื้อหาจากต้นฉบับ
คำสั่งลักษณะนี้ดีกว่า
เขียนให้เหมือนตัวอย่างนี้
เพราะเรากำหนดชัดว่า ให้เลียนแบบรูปแบบการเขียน ไม่ใช่คัดลอกข้อความ
คือการใช้ข้อความหนึ่งชิ้นเป็น Style Reference เพื่อช่วยให้ Gemini เข้าใจว่าเราต้องการงานเขียนหน้าตาแบบไหน
สิ่งที่ Gemini สามารถวิเคราะห์จากตัวอย่างได้ เช่น
จากนั้นเราสามารถให้ Gemini นำ Pattern เหล่านี้ไปใช้กับหัวข้อใหม่
สมมติเราบอก Gemini ว่า
เขียนให้เป็นธรรมชาติและอ่านง่าย
คำว่า “ธรรมชาติ” มีหลายความหมาย
แต่ถ้าให้ข้อความตัวอย่าง เช่น
ถ้าเว็บไซต์โหลดช้า อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยน Hosting เพราะต้นเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่ Server เสมอไป ลองเริ่มตรวจรูปภาพ Cache และ Plugin ก่อน แล้วค่อยดู Resource ของ Server ต่อ
จากตัวอย่าง Gemini สามารถเห็นได้ว่า Style นี้
การเห็นตัวอย่างจึงช่วยลดความคลุมเครือได้มาก
คุณภาพของ Reference สำคัญมาก
ถ้าตัวอย่างมีปัญหา เช่น
Gemini อาจนำลักษณะเหล่านั้นไปใช้ตามด้วย
ดังนั้นควรเลือกข้อความที่สะท้อน Style ที่เราต้องการจริง
ไม่จำเป็นต้องส่งบทความ 5,000 คำทุกครั้ง
บางครั้งตัวอย่างเพียง 2–5 ย่อหน้าก็เพียงพอ หากมีลักษณะ Style ชัดเจน
ตัวอย่างที่ดีควรแสดงให้เห็น
ถ้าต้องการให้ Gemini เรียนรู้ Structure ของบทความด้วย อาจให้ตัวอย่างที่ยาวขึ้น
แทนที่จะให้เขียนทันที ลองแบ่งเป็น 2 ขั้น
วิเคราะห์ Style
เขียนงานใหม่
Prompt:
วิเคราะห์ข้อความตัวอย่างนี้ก่อน โดยดู Tone, Formality, Sentence Length, Vocabulary, Structure และวิธีพูดกับผู้อ่าน จากนั้นสรุปเป็น Style Guide สั้น ๆ
หลังจากนั้นจึงสั่ง
ใช้ Style Guide นี้เขียนบทความเรื่อง [หัวข้อ]
วิธีนี้ช่วยให้เราตรวจได้ก่อนว่า Gemini เข้าใจ Style ถูกหรือไม่
Prompt:
วิเคราะห์ Tone ของข้อความนี้ว่าเป็นแบบไหน และระบุคุณลักษณะสำคัญ 5 ข้อ
Gemini อาจตอบ เช่น
จากนั้นเราสามารถบอกว่า
ใช้ Tone เหล่านี้กับข้อความใหม่
Style ตัวอย่างอาจอยู่ระหว่าง
Prompt:
ให้คะแนน Formality ของตัวอย่างนี้ 1–5 และอธิบายว่าควรรักษาระดับใดเมื่อเขียนข้อความใหม่
ช่วยลดโอกาสที่ Gemini จะเปลี่ยนจาก Blog เป็นภาษาราชการโดยไม่ตั้งใจ
Style บางแบบใช้ประโยคสั้น
บางแบบใช้ประโยคยาวและมีรายละเอียด
Prompt:
วิเคราะห์จังหวะประโยคของตัวอย่างนี้ ว่าใช้ประโยคสั้นหรือยาวอย่างไร แล้วรักษาจังหวะใกล้เคียงกันในงานใหม่
ช่วยให้ Writing Rhythm สม่ำเสมอขึ้น
สำหรับบทความออนไลน์ ย่อหน้าสั้นมักอ่านง่ายกว่า
Prompt:
รักษาความยาว Paragraph ใกล้เคียงตัวอย่าง โดยหลีกเลี่ยงย่อหน้าที่ยาวเกินไป
ถ้าตัวอย่างมีประมาณ 2–4 ประโยคต่อ Paragraph ก็สามารถบอก Gemini ให้รักษารูปแบบนี้ได้
ตัวอย่างบางชิ้นใช้คำง่ายมาก
บางชิ้นใช้ศัพท์ Technical
Prompt:
วิเคราะห์ระดับ Vocabulary จากตัวอย่าง และใช้ศัพท์ระดับเดียวกันกับบทความใหม่
หรือ
ใช้ศัพท์เทคนิคเฉพาะคำที่จำเป็นเหมือนตัวอย่าง และอธิบายเมื่อกล่าวถึงครั้งแรก
ตัวอย่างอาจใช้
คุณ
หรือ
ผู้ใช้งาน
หรือไม่เรียกคนอ่านโดยตรงเลย
Prompt:
รักษาวิธีพูดกับผู้อ่านให้เหมือนตัวอย่าง โดยไม่ใช้คำว่า “คุณ” มากเกินกว่าต้นฉบับ
รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้มีผลต่อ Style มาก
บาง Style เริ่มจากปัญหา
บาง Style เริ่มจากคำตอบ
บาง Style เริ่มด้วย Scenario
ตัวอย่าง
Gemini ตอบยาวเกินไปเป็นปัญหาที่แก้ได้ง่าย…
วิธีทำให้ Gemini ตอบสั้นคือกำหนดจำนวนคำหรือจำนวนข้อใน Prompt…
เคยไหมที่ถาม Gemini แค่เรื่องเดียว แต่ได้คำตอบยาวหลายหน้าจอ?
ถ้ามี Style Reference ที่ดี ให้ Gemini รักษาวิธีเปิดเรื่องลักษณะเดียวกัน
ถ้าตัวอย่างใช้ H2/H3 ชัดเจน
Prompt:
รักษาโครงสร้าง Heading แบบเดียวกับตัวอย่าง โดยใช้ H2 สำหรับหัวข้อหลักและ H3 สำหรับหัวข้อรอง
เหมาะมากกับบทความ SEO
บาง Style ใช้ Bullet เฉพาะ Checklist
บาง Style ใช้เกือบทุกหัวข้อ
Prompt:
ใช้ Bullet List ในสถานการณ์เดียวกับตัวอย่าง ไม่เปลี่ยนบทความทั้งหมดให้กลายเป็น List
ช่วยรักษารูปแบบเดิม
ถ้าตัวอย่างอธิบาย Concept แล้วตามด้วย Example
สามารถกำหนดว่า
หลังแนวคิดสำคัญ ให้ยกตัวอย่างสั้นในลักษณะเดียวกับ Reference
ทำให้เนื้อหาใหม่มี Teaching Style ที่สม่ำเสมอ
บางบทความใช้คำถามเพื่อเปลี่ยนหัวข้อ เช่น
แล้วถ้าคำตอบยังยาวเกินไปล่ะ?
ถ้าชอบ Style นี้
Prompt:
ใช้คำถามเป็น Transition บางจุดเหมือนตัวอย่าง แต่ไม่ใส่ทุกหัวข้อ
ตัวอย่างอาจจบด้วย
ถ้าต้องการ Pattern เดิม
จบบทความด้วย Summary และ Prompt พร้อมใช้เหมือนโครงสร้างตัวอย่าง
นี่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากหากต้องผลิต Content จำนวนมาก
Prompt:
จากข้อความตัวอย่างนี้ สร้าง Style Guide โดยแบ่งเป็น:
- Tone
- Formality
- Vocabulary
- Sentence Style
- Paragraph Length
- Heading Structure
- Use of Examples
- Use of Lists
- Phrases to Avoid
- Closing Style
เมื่อได้ Guide แล้วสามารถใช้กับงานใหม่ซ้ำได้
ตัวอย่าง
ทำให้ Gemini รู้ว่าต้องรักษาอะไร
Negative Constraints สำคัญพอ ๆ กัน
ตัวอย่าง
ช่วยลดลักษณะที่ไม่ต้องการ
นี่เป็นคำสั่งสำคัญ
ควรใช้ว่า
เรียนรู้เฉพาะ Style และโครงสร้าง ห้ามคัดลอกประโยค วลีเฉพาะ หรือเนื้อหาจากตัวอย่าง
เป้าหมายคือสร้างงานใหม่ที่มี Feeling ใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ Duplicate
ตัวอย่างอาจพูดเรื่อง SEO
แต่เราต้องการเขียนเรื่อง Gemini
Prompt:
ใช้ตัวอย่างนี้เป็น Reference เฉพาะ Style ไม่ใช่ข้อมูล เนื้อหาใหม่ต้องอิงหัวข้อ [Gemini] เท่านั้น
ช่วยป้องกัน Gemini ดึงข้อเท็จจริงจาก Reference ไปปนกับเรื่องใหม่
Prompt:
อ่านตัวอย่างด้านล่างแล้วเขียนข้อความใหม่เรื่อง [หัวข้อ] ให้มี Tone ระดับภาษา ความยาวประโยค และจังหวะใกล้เคียงกัน โดยห้ามคัดลอกประโยคหรือข้อมูลจากตัวอย่าง
ง่ายและใช้ได้กับงานทั่วไป
Prompt:
วิเคราะห์ Style จากตัวอย่างด้านล่างก่อน โดยดู Tone, Formality, Vocabulary, Sentence Length, Paragraph Length, Structure และวิธีใช้ตัวอย่าง
จากนั้นเขียนเรื่องใหม่เกี่ยวกับ [หัวข้อ] โดยรักษาลักษณะเหล่านี้ แต่สร้างเนื้อหาใหม่ทั้งหมด ห้ามคัดลอกวลีหรือประโยคจาก Reference
Prompt:
วิเคราะห์ Style ของบทความตัวอย่าง แล้วเขียนบทความใหม่เรื่อง [Keyword] โดยรักษา Tone และรูปแบบการอธิบายเดิม แต่ต้องตอบ Search Intent ของ Keyword ใหม่อย่างครบถ้วน ใช้ H1/H2/H3 อย่างเป็นระบบ และห้ามนำข้อมูลจากบทความตัวอย่างมาปะปน
สิ่งสำคัญคือ
SEO Intent ต้องมาก่อนการเลียนแบบ Style
เพราะบทความใหม่อาจต้องใช้ Structure ต่างจากตัวอย่างบางส่วนเพื่อให้ตอบคำค้นได้ดีขึ้น
Prompt:
ใช้ Blog ตัวอย่างนี้เป็น Style Reference โดยรักษาความเป็นกันเอง วิธีเปิดเรื่อง และรูปแบบตัวอย่าง แต่เขียนเรื่องใหม่ทั้งหมดและอย่าใช้ประโยคจากต้นฉบับ
Prompt:
วิเคราะห์ Email ตัวอย่างนี้ว่ามีระดับความสุภาพ ความยาว และวิธีเปิด-ปิดอย่างไร จากนั้นเขียน Email เรื่องใหม่ให้ใช้ Style เดียวกัน
เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ Email Voice สม่ำเสมอ
Prompt:
ใช้โพสต์ตัวอย่างนี้เป็น Style Reference วิเคราะห์ Hook, Tone, Sentence Length และ CTA จากนั้นสร้างโพสต์ใหม่ 5 โพสต์โดยรักษา Style แต่ไม่คัดลอกข้อความ
Prompt:
วิเคราะห์คำอธิบายสินค้าตัวอย่าง โดยดูโครงสร้าง Feature → Benefit, Tone และความยาว จากนั้นเขียนคำอธิบายสินค้าใหม่ตามข้อมูลที่ให้เท่านั้น
Prompt:
วิเคราะห์ Tone ของคำตอบ Customer Service ตัวอย่าง แล้วสร้างคำตอบใหม่ให้มีระดับความสุภาพ ความอบอุ่น และความชัดเจนใกล้เคียงกัน โดยใช้ข้อมูลปัญหาใหม่เท่านั้น
Prompt:
ใช้รายงานตัวอย่างเป็น Reference เฉพาะ Structure และ Writing Style เช่น Executive Summary, Findings, Risks และ Recommendations จากนั้นสร้างรายงานใหม่จากข้อมูลชุดใหม่ ห้ามนำตัวเลขจากตัวอย่างมาใช้
หนึ่งตัวอย่างอาจมี Style ที่ไม่ครบ
เราสามารถให้ 3–5 Examples
แล้วสั่งว่า
หาคุณลักษณะที่ซ้ำกันในตัวอย่างทั้งหมด และใช้เฉพาะคุณลักษณะที่สม่ำเสมอเป็น Style Guide
วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ Gemini จะยึดติดกับลักษณะเฉพาะของข้อความชิ้นเดียว
Prompt:
วิเคราะห์ตัวอย่าง A, B และ C แล้วหาสิ่งที่เหมือนกันในด้าน Tone, Vocabulary, Structure, Sentence Style และ Reader Relationship จากนั้นสร้าง Unified Style Guide
นี่เหมาะกับ Brand ที่มี Content เดิมหลายชิ้น
ให้ Gemini ระบุ Conflict ก่อน
Prompt:
หากตัวอย่างมี Style ที่ไม่สอดคล้องกัน ให้ระบุจุดขัดแย้งก่อน แล้วเสนอว่า Style ใดควรเป็นมาตรฐาน
ไม่ควรให้ AI ผสมทุกอย่างโดยอัตโนมัติ
ถ้ามีตัวอย่าง A และ B
Prompt:
เปรียบเทียบ Style A กับ Style B ในด้าน Tone, Formality, Sentence Length, Clarity และ Persuasiveness
จากนั้นเลือกได้ว่า
ใช้ Structure ของ A แต่ Tone ของ B
นี่ให้การควบคุมที่ละเอียดขึ้น
Prompt:
ใช้:
- Tone จากตัวอย่าง A
- Structure จากตัวอย่าง B
- ความกระชับจากตัวอย่าง C
แล้วสร้าง Style Guide ใหม่
เหมาะเมื่อยังไม่มี Reference ชิ้นเดียวที่สมบูรณ์
หากมี Brand Voice อยู่แล้ว
Prompt:
ใช้ตัวอย่างด้านล่างเพื่อเรียนรู้ Brand Voice โดยเน้นความเชี่ยวชาญ ความเป็นกันเอง ความชัดเจน และการไม่โอ้อวด จากนั้นใช้ Voice เดียวกันกับหัวข้อใหม่
ช่วยให้ Content หลายบทความรู้สึกว่ามาจากเว็บไซต์เดียวกัน
ถ้าวันนี้เว็บไซต์เขียนแบบ
Professional
พรุ่งนี้เป็น
วัยรุ่นจัด
และวันต่อมาเป็น
ภาษาราชการ
Brand จะไม่มีบุคลิกชัดเจน
การใช้ Style Reference ช่วยรักษา
ให้สม่ำเสมอขึ้น
ถ้าต้องทำ Content จำนวนมาก ควรสร้าง Style Guide หลักครั้งเดียว
ตัวอย่าง
Professional + Friendly
คนทั่วไปถึงระดับกลาง
ภาษาไทยธรรมชาติ
สั้น อ่านง่าย
H1/H2/H3
มีเมื่อต้องอธิบาย Concept
ใช้ตามธรรมชาติ
คำเกริ่นทั่วไป คำซ้ำ คำโอ้อวด
จากนั้นใช้ Guide นี้กับทุก Prompt
เพิ่มคำสั่งว่า
ก่อนส่ง Final Version ให้เปรียบเทียบงานใหม่กับ Style Guide และแก้ส่วนที่หลุด Style
เป็น Quality Control ที่มีประโยชน์มากกับบทความยาว
Prompt:
ให้คะแนนงานใหม่ 1–10 เทียบกับ Style Reference ในด้าน:
- Tone
- Vocabulary
- Sentence Rhythm
- Structure
- Formality
หากข้อใดต่ำกว่า 8 ให้แก้ก่อนส่ง
คะแนนเป็นเพียงเครื่องมือช่วยตรวจ ไม่ใช่มาตรวัดทางวิทยาศาสตร์
หลัง Gemini เขียนเสร็จ ให้ลองเทียบ
เปิดเรื่องคล้ายกันไหม?
อ่านแล้วมีจังหวะเหมือนกันหรือไม่?
ใช้ระดับคำเท่ากันไหม?
รู้สึกว่าคนคนเดียวกันเขียนหรือไม่?
การจัดหัวข้อใกล้เคียงกันไหม?
ถ้าบางส่วนหลุด สามารถแก้เฉพาะส่วนนั้นได้
สั่งว่า
รักษาเฉพาะหลักการของ Style แต่เพิ่มระยะห่างด้านถ้อยคำและโครงสร้างประโยค ห้ามใช้วลีเฉพาะจากต้นฉบับ
เป้าหมายคือ
Same Voice, New Writing
ไม่ใช่
Same Writing
คำสั่งลักษณะนี้ไม่จำเป็น และมักไม่ใช่สิ่งที่ต้องการจริง
ดีกว่าใช้
รักษาคุณลักษณะระดับสูง เช่น Tone, Formality, Pacing และ Structure แต่สร้างถ้อยคำและเนื้อหาใหม่ทั้งหมด
ชัดกว่าและได้งานที่เป็นต้นฉบับมากกว่า
หากมี Draft อยู่แล้ว
Prompt:
Rewrite Draft ด้านล่างให้เข้ากับ Style Reference โดยรักษาข้อเท็จจริงและสารหลักเดิม แต่ปรับ Tone, Sentence Structure, Paragraph Length และ Vocabulary
เหมาะกับการทำ Editorial Pass
เพิ่ม Constraint:
ห้ามเปลี่ยนตัวเลข วันที่ ชื่อสินค้า ราคา Quote หรือข้อเท็จจริงใด ๆ ใน Draft
Style Editing ไม่ควรเปลี่ยน Fact
Prompt:
ตัวอย่างมีไว้สำหรับ Style เท่านั้น ห้ามใช้ข้อมูล ตัวเลข ชื่อ หรือข้อสรุปจากตัวอย่างในเนื้อหาใหม่
นี่สำคัญมากเมื่อ Reference กับหัวข้อใหม่เป็นคนละเรื่อง
สร้าง Template เช่น
STYLE REFERENCE:
[วางตัวอย่าง]NEW TOPIC:
[หัวข้อ]REQUIREMENTS:
- ใช้ Tone ใกล้เคียง Reference
- รักษาระดับภาษา
- รักษาจังหวะย่อหน้า
- ใช้ Structure ที่เหมาะกับหัวข้อใหม่
- ห้าม Copy วลี
- ห้ามนำ Fact จาก Reference มาใช้
Template นี้สามารถใช้ซ้ำได้ง่าย
วิเคราะห์ตัวอย่างด้านล่างในหัวข้อ:
- Tone
- Formality
- Vocabulary
- Sentence Length
- Paragraph Length
- Heading Style
- Use of Examples
- Reader Relationship
- Opening Style
- Closing Style
จากนั้นสร้าง Style Guide ที่สามารถใช้เขียนบทความอื่นได้
ใช้ Style Guide ต่อไปนี้เขียนเรื่อง [หัวข้อ] สำหรับ [Audience]
รักษา Tone, Vocabulary, Sentence Rhythm และระดับความเป็นทางการ แต่สร้างถ้อยคำ ตัวอย่าง และเนื้อหาใหม่ทั้งหมด ห้ามคัดลอกวลีจาก Reference
ใช้บทความตัวอย่างเป็น Style Reference เท่านั้น จากนั้นเขียนบทความเรื่อง [Keyword] ให้ตอบ Search Intent อย่างครบถ้วน ใช้ H1/H2/H3 ตาม SEO Structure รักษาภาษาไทยธรรมชาติและความลื่นของตัวอย่าง แต่ห้าม Copy เนื้อหาและห้ามนำ Fact จาก Reference มาใช้
วิเคราะห์ Content ตัวอย่าง 3 ชิ้นแล้วสร้าง Brand Voice Guide โดยหาคุณลักษณะที่สม่ำเสมอ จากนั้นใช้ Guide นี้เขียน Content เรื่องใหม่ให้รู้สึกเหมือนมาจาก Brand เดียวกัน
Rewrite ข้อความ Draft ให้เข้ากับ Style Reference โดยปรับเฉพาะ Tone, Pacing, Vocabulary, Paragraph Length และ Structure ห้ามเปลี่ยน Fact, Number, Date, Meaning หรือ Conclusion
วิเคราะห์ Reference A, B และ C หาคุณลักษณะที่เหมือนกัน แล้วสร้าง Unified Style Guide จาก Common Patterns เท่านั้น หากมีจุดที่ขัดกันให้ระบุก่อน ไม่ต้องผสมโดยอัตโนมัติ
หลังเขียนเสร็จ ให้เปรียบเทียบ Final Draft กับ Style Reference ในด้าน Tone, Formality, Vocabulary, Rhythm และ Structure หากมีส่วนใดหลุด Style ให้ปรับก่อนส่ง แต่ห้ามทำให้ข้อความใกล้ต้นฉบับจนเกิดการคัดลอก
การให้หลายตัวอย่างแล้วให้ Gemini จับ Pattern มีความใกล้เคียงกับแนวคิด Few-Shot Prompting
ตัวอย่าง
Input → Output
Input → Output
Input → Output
จากนั้นให้ Gemini สร้าง Output สำหรับ Input ใหม่ตาม Pattern ที่เห็น
อย่างไรก็ตาม หากเป้าหมายคือเลียนแบบ Writing Style เราควรบอกชัดว่า
สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือ Style ไม่ใช่ Content
เพื่อไม่ให้เกิดการปะปนของข้อมูล
เขียนบทความให้เหมือนตัวอย่างนี้
วิเคราะห์ตัวอย่างนี้เฉพาะด้าน Writing Style โดยดู Tone, Formality, Sentence Length, Paragraph Structure, Use of Examples และวิธีพูดกับผู้อ่าน จากนั้นเขียนบทความใหม่เรื่อง Google Gemini โดยรักษาคุณลักษณะเหล่านี้ แต่สร้างเนื้อหาและถ้อยคำใหม่ทั้งหมด ห้ามคัดลอกประโยคหรือข้อมูลจากตัวอย่าง
ความแตกต่างคือ Prompt หลังระบุชัดว่า
Gemini อาจเรียนรู้จุดอ่อนตามไปด้วย
ไม่ชัดว่าหมายถึง Tone หรือ Content
ข้อมูลจากตัวอย่างอาจปนเข้ามา
อาจเห็น Style ไม่ครบ
ทำให้ Style ไม่สม่ำเสมอ
คำตอบอาจใกล้ข้อความต้นฉบับเกินไป
บทความอาจสวยแต่ไม่ตอบคำค้น
Style เดิมอาจไม่เหมาะกับคนอ่านใหม่
บางช่วงของบทความยาวอาจหลุด Tone
จริง ๆ ยังมี Rhythm, Structure และ Pacing ด้วย
ตรวจว่า Prompt มีข้อมูลเหล่านี้หรือยัง
① Reference คือข้อความไหน
② ให้เรียนรู้เฉพาะ Style หรือ Content ด้วย
③ Tone เป็นแบบใด
④ Formality ระดับไหน
⑤ Vocabulary ระดับใด
⑥ Sentence Length เป็นแบบไหน
⑦ Paragraph Length เท่าไร
⑧ Structure แบบไหน
⑨ ใช้ตัวอย่างอย่างไร
⑩ พูดกับ Reader แบบไหน
⑪ มีสิ่งใดต้องหลีกเลี่ยง
⑫ ห้าม Copy วลีหรือไม่
⑬ ห้ามนำ Fact จาก Reference มาใช้หรือไม่
⑭ Audience ใหม่คือใคร
⑮ Goal ของงานใหม่คืออะไร
⑯ ต้อง Self-Review Style ก่อนส่งหรือไม่
การให้ Gemini เขียนตาม Style ตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้เพียงคำสั่งว่า
เขียนให้เหมือนตัวอย่างนี้
แต่ควรให้ Gemini แยกองค์ประกอบของ Style ออกมาก่อน เช่น
Tone + Formality + Vocabulary + Sentence Rhythm + Paragraph Length + Structure + วิธีใช้ตัวอย่าง
จากนั้นจึงนำองค์ประกอบเหล่านั้นไปใช้กับงานใหม่
Prompt พร้อมใช้คือ
วิเคราะห์ข้อความตัวอย่างด้านล่างเฉพาะด้าน Writing Style โดยดู Tone, Formality, Vocabulary, Sentence Length, Paragraph Length, Heading Structure, วิธีใช้ตัวอย่าง และวิธีพูดกับผู้อ่าน จากนั้นสร้าง Style Guide สั้น ๆ และใช้ Guide นี้เขียนเรื่อง [หัวข้อ] สำหรับ [Audience] โดยรักษาบุคลิกและจังหวะการเขียนใกล้เคียงกัน แต่สร้างเนื้อหา ตัวอย่าง และถ้อยคำใหม่ทั้งหมด ห้ามคัดลอกประโยค วลีเฉพาะ ตัวเลข หรือข้อเท็จจริงจาก Reference และก่อนส่งให้ตรวจว่าบทความใหม่ยังคง Style เดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ
หัวใจสำคัญคือ ให้ Gemini เรียนรู้ Pattern ของการเขียน ไม่ใช่คัดลอกข้อความ
เมื่อใช้วิธีนี้ เราสามารถสร้างบทความ Email Social Media หรือ Content จำนวนมากให้มี Tone และ Brand Voice ที่สม่ำเสมอขึ้น พร้อมรักษาความเป็นต้นฉบับของเนื้อหาแต่ละชิ้นได้