Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

บางงานที่เราสั่ง Google Gemini ไม่ได้มีเพียงคำสั่งเดียว แต่ต้องการให้ AI ทำหลายอย่างต่อเนื่อง เช่น
ถ้าเขียนทุกอย่างรวมกันเป็นประโยคยาว ๆ Gemini อาจทำบางข้อครบ บางข้อขาด หรือทำลำดับงานผิด
ตัวอย่าง Prompt แบบที่เข้าใจยาก
ช่วยอ่านข้อมูลนี้แล้วสรุปแล้ววิเคราะห์ข้อดีข้อเสียเปรียบเทียบคู่แข่งแล้วเสนอวิธีแก้และทำเป็นตารางด้วย
แม้ Gemini จะพยายามทำตาม แต่ Prompt แบบนี้มีหลาย Task ปนกันจนไม่ชัดว่าอะไรต้องทำก่อน อะไรสำคัญที่สุด และผลลัพธ์สุดท้ายต้องเป็นแบบไหน
วิธีที่ดีกว่าคือจัด Prompt หลายคำสั่งให้เป็น โครงสร้างที่มีลำดับชัดเจน
Prompt หลายคำสั่ง คือ Prompt เดียวที่มีมากกว่าหนึ่ง Task
ตัวอย่าง
- สรุปบทความ
- หา 5 ประเด็นสำคัญ
- วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย
- สรุปคำแนะนำ
นี่คือ Prompt หลายคำสั่ง เพราะ Gemini ต้องทำงานหลายขั้นตอนภายในคำตอบเดียว
บางครั้งเรียกว่า Multi-step Prompt หรือ Multi-task Prompt
สาเหตุหลักคือเมื่อมีคำสั่งหลายอย่าง Gemini ต้องตัดสินใจเองว่า
ยิ่ง Prompt ยาวและไม่มีโครงสร้าง โอกาสที่บางคำสั่งจะถูกมองข้ามก็ยิ่งสูงขึ้น
นี่เป็นวิธีง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพมาก
แทนที่จะเขียนว่า
วิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย สรุปแนวโน้ม หาเดือนที่ผิดปกติ แล้วเสนอแนวทางแก้
เปลี่ยนเป็น
ทำงานตามลำดับต่อไปนี้
- สรุปแนวโน้มยอดขาย
- ระบุเดือนที่มีความผิดปกติ
- วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้จากข้อมูลที่มี
- เสนอสิ่งที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
- สรุปคำแนะนำท้ายคำตอบ
Gemini จะเห็น Task แต่ละส่วนชัดขึ้น
ถ้างานแต่ละข้อพึ่งพากัน ควรบอกว่า
ทำตามลำดับ 1 → 2 → 3 → 4
ตัวอย่าง
- อ่านข้อมูลทั้งหมดก่อน
- สรุปข้อเท็จจริง
- วิเคราะห์จากข้อเท็จจริงเหล่านั้น
- เสนอคำแนะนำ
ห้ามเสนอคำแนะนำก่อนวิเคราะห์ข้อมูล
คำสั่งแบบนี้เหมาะกับงานวิเคราะห์ เพราะป้องกัน Gemini รีบสรุปเร็วเกินไป
อย่าปนข้อมูลกับคำสั่งทั้งหมดในย่อหน้าเดียว
ใช้โครงสร้างแบบนี้
Context
[ข้อมูล]
Task
- สรุป
- วิเคราะห์
- เปรียบเทียบ
Output
ตอบเป็นตาราง
วิธีนี้ช่วยให้ Gemini แยกได้ว่า
แม้จะมีหลาย Task แต่ควรมี Goal หลักหนึ่งอย่าง
ตัวอย่าง
เป้าหมายหลักของงานนี้คือช่วยให้ฉันตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการ Hosting
จากนั้นจึงมี Task
- เปรียบเทียบราคา
- เปรียบเทียบความเร็ว
- เปรียบเทียบ Support
- วิเคราะห์ความคุ้มค่า
- สรุปว่าตัวเลือกไหนเหมาะกับใคร
Goal ช่วยให้ทุกคำสั่งวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน
บาง Task ต้องใช้ผลลัพธ์จาก Task ก่อนหน้า
ควรเขียนให้ชัด เช่น
ใช้ผลจากข้อ 1 เป็นข้อมูลสำหรับข้อ 2
หรือ
ห้ามเพิ่มข้อเสนอแนะที่ไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ในข้อก่อนหน้า
ตัวอย่าง
- วิเคราะห์ปัญหาจากข้อมูลที่ให้
- จัดอันดับปัญหาจากรุนแรงที่สุด
- ใช้อันดับจากข้อ 2 สร้าง Action Plan
- สรุป 3 งานที่ควรเริ่มทำก่อน
นี่เป็น Workflow ที่มี Dependency ชัดเจน
ถ้ามีหลายงาน ควรบอกว่าต้องการผลลัพธ์รูปแบบไหน
ตัวอย่าง
ข้อ 1: สรุปเป็น Bullet Point
ข้อ 2: วิเคราะห์เป็นตาราง
ข้อ 3: สรุปเป็น Recommendation 3 ข้อ
นี่ดีกว่าปล่อยให้ Geminiเลือก Format เองทั้งหมด
ตัวอย่าง
อธิบายละเอียดมากที่สุด แต่ตอบไม่เกิน 50 คำ
หรือ
ให้ข้อมูลครบทุกอย่าง แต่ตัดรายละเอียดออกทั้งหมด
คำสั่งแบบนี้ทำให้ Gemini ต้องเลือกว่าอะไรสำคัญกว่า
ควรเปลี่ยนเป็น
ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและสาระสำคัญก่อน จำกัดคำตอบประมาณ 300 คำ และตัดเฉพาะรายละเอียดรอง
ถ้าทุกอย่างสำคัญไม่เท่ากัน ให้บอกลำดับ
ตัวอย่าง
Priority:
- ความถูกต้อง
- ความชัดเจน
- ความกระชับ
หากต้องเลือกระหว่างความครบกับความสั้น ให้รักษาข้อมูลสำคัญไว้ก่อน
คำสั่งแบบนี้ช่วยเมื่อ Constraints ชนกัน
สำหรับ Prompt ซับซ้อน ใช้ Heading เช่น
ROLE
CONTEXT
GOAL
TASKS
RULES
OUTPUT
ตัวอย่าง
ROLE
คุณคือที่ปรึกษาการตลาด
CONTEXT
ร้านกาแฟใกล้มหาวิทยาลัย งบ 5,000 บาทต่อเดือน
GOAL
เพิ่มยอดขายช่วงเช้า
TASKS
- วิเคราะห์ปัญหา
- เสนอ 10 วิธี
- เลือก 5 วิธีที่คุ้มที่สุด
- สร้างแผน 30 วัน
OUTPUT
ตาราง Action Plan
นี่เป็น Prompt ที่อ่านง่ายมากทั้งสำหรับผู้ใช้และ Gemini
ถ้ามี 10 คำสั่ง อย่าเขียนเป็น Paragraph เดียว
ควรใช้
- …
- …
- …
- …
หมายเลขยังช่วยให้เราสั่งต่อได้ง่าย เช่น
ขยายเฉพาะข้อ 4
หรือ
ทำข้อ 2 ใหม่
ใช้สูตรนี้
ตัวอย่าง
Goal: หาวิธีเพิ่ม Conversion ของ Landing Page
Context: หน้าเว็บมี Traffic สูง แต่มีคนกรอกฟอร์มน้อย
Tasks:
- วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้
- จัดอันดับปัญหาตามผลกระทบ
- เสนอวิธีแก้แต่ละปัญหา
- เลือก 5 วิธีที่ควรทำก่อน
Output: ตาราง
Rules: ใช้เฉพาะข้อมูลที่ฉันให้ หากข้อมูลไม่พอให้ระบุสิ่งที่ต้องตรวจเพิ่ม
ทำงานตามลำดับนี้
- ระบุ Search Intent ของ Keyword
- สร้าง Outline H1/H2/H3
- ตรวจว่าหัวข้อซ้ำกันหรือไม่
- เขียนบทความตาม Outline
- ตรวจคำซ้ำและส่วนที่หลุด Intent
- สรุป FAQ ท้ายบทความ
ห้ามเริ่มเขียนบทความก่อนทำข้อ 1–3 ให้ครบ
นี่เหมาะกับงาน Content ที่ต้องมีขั้นตอนก่อนเขียนจริง
วิเคราะห์เว็บไซต์ตามลำดับนี้
- ตรวจ Search Intent
- ตรวจ Title และ Heading
- ตรวจ Content Gap
- ตรวจ Internal Link
- จัด Priority ของปัญหา
- สร้าง Action Plan
แยกผลลัพธ์แต่ละขั้นให้ชัดเจน
- วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายจากข้อมูลที่ฉันให้
- หา Pain Point 5 ข้อ
- สร้าง Content Angle จาก Pain Point
- คิดหัวข้อโพสต์ 30 หัวข้อ
- จัดลง Content Calendar 30 วัน
คำสั่งต่อเนื่องแบบนี้ทำให้ Output ในข้อหลังอ้างอิงจากข้อก่อนหน้า
- วิเคราะห์ต้นทุนทั้งหมด
- แยก Fixed Cost กับ Variable Cost
- คำนวณจุดคุ้มทุนจากข้อมูลที่ให้
- วิเคราะห์ความเสี่ยง
- เสนอ 5 วิธีลดต้นทุน
หากข้อมูลใดไม่พอสำหรับการคำนวณ ห้ามเดา ให้บอกข้อมูลที่ต้องเพิ่ม
- อธิบายเรื่องสมการเชิงเส้นแบบง่าย
- ยกตัวอย่าง 3 ข้อ
- สร้างแบบฝึกหัด 5 ข้อ
- ยังไม่ต้องเฉลย
- รอจนฉันตอบแล้วค่อยตรวจ
นี่เป็น Multi-step Prompt ที่กำหนด Behavior ของ Gemini ได้ชัด
ทำตามลำดับต่อไปนี้
- อ่าน Error Message
- วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้
- ตรวจโค้ดส่วนที่เกี่ยวข้อง
- ระบุ Bug ที่น่าจะเป็นต้นเหตุ
- เสนอ Patch ที่เปลี่ยนโค้ดให้น้อยที่สุด
- สร้าง Test Case เพื่อตรวจว่า Bug หายแล้ว
ห้าม Rewrite โปรแกรมทั้งหมดก่อนระบุสาเหตุ
- สรุปสเปกของแต่ละรุ่น
- เปรียบเทียบในตาราง
- วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อน
- แยกว่าแต่ละรุ่นเหมาะกับใคร
- สรุปตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดตามงบ
จาก Transcript นี้
- สรุปประเด็นสำคัญ
- แยกสิ่งที่ตัดสินใจแล้ว
- แยกงานที่ต้องทำ
- ระบุ Owner ถ้ามี
- ระบุ Deadline ถ้ามี
- สรุป Follow-up ที่ยังค้าง
ห้ามสร้าง Owner หรือ Deadline ที่ไม่มีในข้อมูล
- อ่านเอกสารทั้งหมด
- สรุป Executive Summary
- ระบุข้อเท็จจริงสำคัญ
- แยกความเสี่ยง
- ระบุสิ่งที่ยังไม่ชัด
- สร้างคำถามที่ควรถามต่อ
บางครั้งไม่อยากให้ Gemini ทำทุกอย่างพร้อมกัน
ใช้
ทำเฉพาะข้อ 1 ก่อน แล้วหยุดรอฉัน
หรือ
ทำทีละขั้น ห้ามไปขั้นต่อไปจนกว่าฉันจะพิมพ์ว่า “ต่อ”
เหมาะกับงานซับซ้อนมาก เช่น
หากต้องการให้จบครั้งเดียว ใช้
ทำทุก Task ให้ครบในคำตอบเดียว และใช้ Heading แยกแต่ละ Task
ตัวอย่าง
ใช้หัวข้อ “Task 1”, “Task 2”, “Task 3” เพื่อให้ฉันตรวจว่าไม่มีคำสั่งไหนตกหล่น
นี่มีประโยชน์เมื่อมีคำสั่งหลายข้อ
ใส่ท้าย Prompt ว่า
ก่อนส่งคำตอบ ให้ตรวจว่าได้ทำครบทุก Task ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 6 แล้ว
หรือ
หาก Task ใดยังทำไม่ได้ ให้ระบุเหตุผลแทนการข้าม
นี่ช่วยลดกรณี Gemini ลืมบางข้อ
สำหรับงานยาว สามารถสั่ง
ให้ใส่สถานะหลังแต่ละ Task ว่า Complete / Need More Data
ตัวอย่าง
Task 1: Complete
Task 2: Need More Data
ช่วยให้รู้ว่าข้อไหนยังขาดข้อมูล
ใช้
แยกคำตอบแต่ละ Task ออกจากกันอย่างชัดเจน ห้ามรวมข้อสรุปจากหลาย Task จนแยกไม่ออก
เหมาะกับ Audit หรือ Report
Prompt ตัวอย่าง
ใช้ Keyword ที่ได้จากข้อ 1 เท่านั้นในการสร้างหัวข้อในข้อ 2 และใช้หัวข้อจากข้อ 2 เท่านั้นในการสร้าง Content Plan ในข้อ 3
นี่ทำให้ Workflow มีความต่อเนื่องจริง
สามารถเขียนแบบนี้
Task 2 ต้องใช้ผลจาก Task 1
Task 3 ต้องใช้ผลจาก Task 2
Task 4 ทำได้หลัง Task 1–3 เสร็จ
มีประโยชน์กับ Prompt ที่เหมือน Workflow
สามารถกำหนดเงื่อนไขได้
ตัวอย่าง
ถ้าข้อมูลไม่พอ ให้ถามฉันก่อนทำข้อ 3
หรือ
ถ้าพบข้อผิดพลาด Critical ให้หยุดการวิเคราะห์ส่วนอื่นและแจ้งก่อน
หรือ
ถ้าไม่มีข้อมูลราคา ไม่ต้องจัดอันดับความคุ้มค่า
นี่เรียกว่า Conditional Instruction
หากพบ Keyword Intent ซ้ำกัน ให้รวมเป็นหัวข้อเดียว
หาก Intent ต่างกัน ให้แยกเป็นคนละบทความ
หรือ
ถ้า Error เกิดจาก Network ให้ทำขั้นตอน A
ถ้าเกิดจาก Software ให้ทำขั้นตอน B
Conditional Prompt ช่วยให้ Gemini ปรับการทำงานตามข้อมูล
อย่าปน Rule ไว้กับทุกข้อ
ใช้ส่วนแยก เช่น
RULES
- ใช้ภาษาไทย
- ห้ามเดาข้อมูล
- ไม่ต้องใส่ข้อมูลซ้ำ
- ตอบเป็นตาราง
- ใช้ข้อมูลที่ให้เท่านั้น
Gemini จะเข้าใจว่า Rules ใช้กับทุก Task
จัดเป็นรายการ
Constraints:
- ไม่เกิน 1,000 คำ
- ใช้ภาษาไทย
- ไม่ใช้ศัพท์เทคนิคเกินจำเป็น
- ห้ามเติมตัวเลข
- ใช้เฉพาะข้อมูลต้นฉบับ
แทนการเขียนทุกอย่างเป็นประโยคเดียว
ไม่มีความยาวตายตัว
หลักสำคัญคือ
ซับซ้อนเท่าที่จำเป็น แต่มีโครงสร้างชัด
Prompt 20 บรรทัดที่แบ่ง Task ชัด อาจเข้าใจง่ายกว่า Prompt 3 บรรทัดที่ยัดคำสั่ง 10 อย่างไว้ด้วยกัน
ถ้ามี Task จำนวนมาก เช่น 15–20 งาน และแต่ละงานซับซ้อน อาจควรแบ่งเป็นหลายรอบ
เหตุผลคือ
งานซับซ้อนมากควรใช้ Workflow มากกว่า One-shot Prompt
สั่งทุกอย่างครั้งเดียว
เหมาะกับ
แบ่งทำทีละรอบ
เหมาะกับ
ไม่มีแบบใดดีที่สุดเสมอไป
ถ้างานซับซ้อน สามารถสั่ง
ก่อนทำงาน ให้สร้างแผนว่าคุณจะทำ Task 1–5 อย่างไร จากนั้นจึงดำเนินการตามลำดับ
เหมาะกับงานที่มีหลายส่วน
แต่ถ้า Task ง่าย ไม่จำเป็นต้องเพิ่มขั้น Planning
ใช้
ห้ามข้าม Task ใด หากทำไม่ได้ให้ระบุว่าทำไม่ได้เพราะอะไร
เหมาะกับงานที่ต้องได้ Output ครบทุกข้อ
เพิ่ม
ห้ามนำข้อมูลจาก Task ก่อนหน้ามาเขียนซ้ำ เว้นแต่จำเป็นต่อความเข้าใจ
ช่วยลดคำตอบยาวซ้ำซ้อน
กำหนดว่า
1 Task = 1 Section
ตัวอย่าง
Task 1 — Summary
Task 2 — Analysis
Task 3 — Recommendation
อ่านและตรวจง่ายมาก
ทำงานต่อไปนี้ตามลำดับ:
- [Task 1]
- [Task 2]
- [Task 3]
- [Task 4]
ทำให้ครบทุกข้อ และใช้ผลจากข้อก่อนหน้าเมื่อจำเป็น
GOAL
[เป้าหมายหลัก]
CONTEXT
[ข้อมูล]
TASKS
- [งานที่ 1]
- [งานที่ 2]
- [งานที่ 3]
OUTPUT FORMAT
[รูปแบบ]
RULES
- [ข้อจำกัด 1]
- [ข้อจำกัด 2]
- [ข้อจำกัด 3]
ก่อนส่งคำตอบ ให้ตรวจว่าทำครบทุก Task
ทำงานเป็น Workflow ตามนี้:
Step 1: [งาน]
Output: [ผลลัพธ์]Step 2: ใช้ผลจาก Step 1 เพื่อ [งาน]
Output: [ผลลัพธ์]Step 3: ใช้ผลจาก Step 2 เพื่อ [งาน]
Output: [ผลลัพธ์]Final: สรุปผลทั้งหมดเป็น [Format]
- วิเคราะห์ Keyword
- ระบุ Search Intent
- สร้าง Outline
- ตรวจ Cannibalization
- เขียน Content
- ตรวจความซ้ำและส่วนที่หลุด Intent
- สร้าง FAQ
ทุกขั้นต้องอ้างอิงผลจากขั้นก่อนหน้า และห้ามเปลี่ยน Search Intent ระหว่างทำงาน
GOAL
ช่วยตัดสินใจว่าจะทำโครงการนี้หรือไม่
TASKS
- วิเคราะห์ต้นทุน
- วิเคราะห์ผลตอบแทน
- วิเคราะห์ความเสี่ยง
- วิเคราะห์ Scenario ดี/กลาง/แย่
- สรุปข้อเสนอแนะ
RULE
ห้ามเดาตัวเลขที่ไม่มีข้อมูล
ทำให้แยก Task ยาก
Gemini ไม่รู้ว่าควรเริ่มตรงไหน
เช่น ต้องละเอียดมากแต่สั้นมากพร้อมกัน
ทำครบแต่รูปแบบไม่ตรง
แต่ละ Task อาจไปคนละทิศทาง
ทำให้บางข้อถูกลดความสำคัญ
Gemini อาจทำแต่ละข้อแยกกันแทนที่จะใช้ผลต่อเนื่อง
บาง Task อาจตกหล่น
ตรวจ 10 จุดนี้
① มี Goal หลักหรือไม่
② Context แยกจากคำสั่งชัดหรือไม่
③ ทุก Task มีหมายเลขหรือไม่
④ ลำดับถูกต้องหรือไม่
⑤ Task ไหนต้องใช้ผลจาก Task ก่อนหน้า
⑥ มีคำสั่งที่ขัดกันหรือไม่
⑦ กำหนด Output ของแต่ละส่วนหรือไม่
⑧ Rules ใช้กับทุก Task ชัดหรือไม่
⑨ จำนวน Task มากเกินไปหรือไม่
⑩ สั่งให้ตรวจว่าทำครบทุก Task หรือยัง
หัวใจสำคัญของ Prompt หลายคำสั่งคือ อย่ายัดทุกอย่างไว้ในประโยคเดียว
ควรจัดโครงสร้างเป็น
Prompt พื้นฐานที่ใช้ได้กับหลายงานคือ
ทำงานตามลำดับต่อไปนี้
- [งานแรก]
- [งานที่สอง]
- [งานที่สาม]
- [งานที่สี่]
ใช้ผลจากขั้นก่อนหน้าเมื่อเกี่ยวข้อง แยกคำตอบแต่ละ Task ให้ชัด และก่อนส่งให้ตรวจว่าทำครบทุกข้อแล้ว
ถ้างานซับซ้อนมาก ให้แบ่ง Prompt เป็นส่วน เช่น Context, Goal, Tasks, Rules และ Output Format
วิธีนี้ช่วยให้ Gemini เข้าใจว่า ต้องทำอะไร ทำเมื่อไร ใช้ข้อมูลไหน และผลลัพธ์สุดท้ายควรเป็นแบบใด ทำให้ Prompt หลายคำสั่งมีความเป็นระบบและลดโอกาสที่งานบางส่วนจะถูกข้ามหรือหลุดจากเป้าหมาย