Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Disaster Recovery หรือ DR เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถกู้คืนระบบและบริการกลับมาใช้งานได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น Server เสียหาย, Storage ล้มเหลว, Ransomware, ไฟไหม้ Data Center หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ
หลายองค์กรมี Backup ที่ดี แต่ไม่มี Disaster Recovery Plan ทำให้เมื่อเกิดเหตุจริง แม้ข้อมูลจะยังอยู่ แต่ระบบไม่สามารถกลับมาให้บริการได้ทันเวลา
Azure มีเครื่องมือหลายตัวที่ช่วยสร้างระบบ Disaster Recovery สำหรับ Windows Server 2025 ได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะ Azure Site Recovery และ Azure Backup ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องทั้งข้อมูลและบริการขององค์กร
Disaster Recovery
คือกระบวนการ
Prepare
Protect
Recover
Resume
เพื่อให้ระบบกลับมาทำงานได้
หลังเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
เป้าหมายคือ
หลายคนเข้าใจผิดว่า Backup คือ DR
แต่จริง ๆ แล้วแตกต่างกัน
| รายการ | Backup | Disaster Recovery |
|---|---|---|
| ปกป้องข้อมูล | ✔ | ✔ |
| กู้คืนทั้งระบบ | จำกัด | ✔ |
| ลด Downtime | ✖ | ✔ |
| ระบบสำรองพร้อมใช้งาน | ✖ | ✔ |
| Business Continuity | ✖ | ✔ |
Backup เป็นส่วนหนึ่งของ DR เท่านั้น
ตัวอย่าง
ทุกองค์กรควรมีแผนรองรับสถานการณ์เหล่านี้
Azure มีบริการหลัก
ช่วยสร้าง DR Site บน Cloud
โดยไม่ต้องสร้าง Data Center สำรองเอง
RPO หรือ
Recovery Point Objective
คือปริมาณข้อมูลที่ยอมสูญหายได้
ตัวอย่าง
15 นาที
30 นาที
1 ชั่วโมง
ยิ่ง RPO ต่ำ
ระบบยิ่งต้อง Replicate ข้อมูลบ่อยขึ้น
RTO หรือ
Recovery Time Objective
คือเวลาสูงสุดที่ยอมให้ระบบหยุดทำงาน
ตัวอย่าง
15 นาที
1 ชั่วโมง
4 ชั่วโมง
เป็นตัวกำหนดรูปแบบ DR ที่เหมาะสม
ก่อนสร้าง DR
ควรจัดลำดับระบบ
ERP
Database
Financial System
Application Server
File Server
ระบบทั่วไป
เพื่อกำหนดระดับการป้องกันที่เหมาะสม
เข้าสู่ Azure Portal
เลือก
Recovery Services Vault
จากนั้นสร้าง Vault
เพื่อใช้สำหรับ Backup และ Site Recovery
ภายใน Vault
เลือก
Site Recovery
Azure จะช่วยตั้งค่า DR Environment
ผ่าน Wizard
บน Windows Server 2025
เปิด
Replication
เพื่อส่งข้อมูลไป Azure
อย่างต่อเนื่อง
ช่วยลดค่า RPO
เตรียม
Azure Virtual Network
สำหรับใช้งานเมื่อเกิด Failover
ควรวางแผน IP Address
ให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น
Azure Site Recovery รองรับ
Recovery Plan
ใช้กำหนดลำดับการเปิดระบบ
ตัวอย่าง
Database
→ Application
→ Web Server
เพื่อให้บริการกลับมาทำงานได้ถูกต้อง
ควรทดสอบ
Test Failover
อย่างสม่ำเสมอ
เพื่อยืนยันว่า DR Plan ใช้งานได้จริง
โดยไม่กระทบระบบ Production
ไปที่
Replicated Items
สถานะควรเป็น
Healthy
หากพบ Error
ควรแก้ไขทันที
แม้มี Site Recovery
แต่ยังควรมี Backup
เพื่อป้องกัน
Azure Backup และ ASR ควรทำงานร่วมกัน
ควรกำหนด
ล่วงหน้า
เพื่อให้การสลับระบบเป็นไปอย่างรวดเร็ว
DR Environment ควรมี
เช่นเดียวกับระบบ Production
ทุกองค์กรควรมี
Disaster Recovery Runbook
ระบุ
เพื่อใช้เมื่อเกิดเหตุจริง
ตรวจสอบ
ตรวจสอบ Azure Network
ตรวจสอบ Dependency ของระบบ
ตรวจสอบ Backup Schedule
แนวทางที่แนะนำ
แนวทางเหล่านี้ช่วยให้องค์กรพร้อมรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินได้จริง
comsiam แนะนำให้องค์กรทดสอบ Disaster Recovery อย่างน้อยปีละ 2–4 ครั้ง เพราะ DR Plan ที่ไม่เคยทดสอบ อาจไม่สามารถใช้งานได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง
การทำ Disaster Recovery ด้วย Azure ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้อง Windows Server 2025 และระบบสำคัญจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Azure Site Recovery, Azure Backup และ Recovery Services Vault พร้อมรองรับการทำ Failover, Failback และ Business Continuity ในระดับองค์กร
หากสำนักงานใหญ่ขององค์กรไม่สามารถใช้งานได้ในวันพรุ่งนี้ คุณมีแผน Disaster Recovery ที่สามารถทำให้ระบบกลับมาออนไลน์ได้ภายในเวลาที่ธุรกิจยอมรับได้แล้วหรือยัง?